(จบ)เทพมังกรน้อยแสนซน

    บทที่ 38 ได้กินแล้วหน่วนเป่าจะเป็นเด็กดี

    บทที่ 38 ได้กินแล้วหน่วนเป่าจะเป็นเด็กดี  


    หลังจากที่เซียวหย่งฝูแสดงความตั้งใจที่จะแบ่งข้าวส่วนหนึ่งให้ ชาวบ้านก็กลับไปเอาเคียวมาช่วยเขาเก็บเกี่ยว


    ถ้าเขาต้องทำงานบนพื้นที่กว่าสิบหมู่นี้ด้วยตัวเอง สิบวันก็ยังทำไม่เสร็จ


    แต่พอได้คนหลายสิบคนมาช่วย แค่ช่วงสายก็เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว


    แดดที่ร้อนแรงแผดเผาทำให้พวกผู้ชายเหงื่อแตกพลั่ก แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะช่วยกันทำ


    พวกเขาขนข้าวไปที่ลานนวดข้าว


    จนกระทั่งช่วงค่ำ การทำงานตลอดทั้งวันที่หนักหน่วงก็เป็นอันสิ้นสุดลง


    หลี่เจิ้งเรียกผู้ชายทุกคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวให้ออกมายืนข้างหน้า “ครั้งนี้ผลผลิตของบ้านเซียวหย่งฝูดีนัก และเขาก็เต็มใจที่จะแบ่งปันให้กับทุกคน มา ๆ ไปหยิบคนละกอง อย่าลืมเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับการเพาะปลูกครั้งหน้าด้วย”


    สีหน้าของชายแต่ละคนมีสีหน้ายินดี “แต่ทุกคนอย่าลืมนะว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาอะไร อย่าลืมว่าตอนนี้สถานการณ์ด้านนอกเป็นเช่นไร”


    คำพูดของหลี่เจิ้งทำให้หัวใจของทุกคนกลับมาตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกอย่างจึงกลับมาเป็นปกติ


    ตอนนี้เป็นปีแห่งหายนะครั้งใหญ่ ผู้อพยพจำนวนมากอดอาหารตายบนท้องถนน หลายคนรวมตัวกันเพื่อปล้นสะดมจนกระทั่งกลายเป็นโจรเสียเอง 

    หากคนนอกรู้ว่าที่นี่มีอาหารมากมาย ไม่ต้องพูดถึงการรักษาเสบียง เกรงว่าแม้แต่ชีวิตก็อาจไม่รอด


    “เข้าใจกันแล้วใช่หรือไม่” หลี่เจิ้งดูเคร่งเครียด เมื่อนึกถึงทุ่งข้าวสีทองเมื่อเช้านี้


    นี่คือสาเหตุที่เขาบอกเป็นนัยว่าเซียวหย่งฝูแบ่งให้กับทุกคนเพราะอะไร ถ้าหากเป็นของของทุกคน ทุกคนก็ควรที่จะปกป้องมันร่วมกัน


    ชายทุกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลี่เจิ้ง ทำสีหน้าเหมือนรู้สึกผิดและพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง


    หลี่เจิ้งไม่ใช่แค่เป็นหลี่เจิ้งเท่านั้น แต่เขายังมีสถานะที่สูงที่สุดในหมู่บ้านอีกด้วย


    ทุกคนเริ่มแสดงความคิดเห็น “ท่านลุง พวกเราเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นพวกเราเองที่คิดน้อยไป”


    “ความหมายของข้าก็คือ เรื่องแรกที่จำเป็นต้องทำคือเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่สามารถบอกให้ผู้อื่นรู้ได้ว่าเรามีผลผลิตล่วงหน้าก่อนถึงสองเดือน และไม่สามารถให้ผู้อื่นรู้ได้ว่าเป็นของของใคร”


    “เกิดภัยพิบัติเช่นนี้ แม้ว่าพวกเราจะไม่เหมือนกับหมู่บ้านอื่น ๆ แต่ในสองปีมานี้พวกเจ้าทุกคนย่อมเข้าใจดีว่ามันช่างยากลำบากขนาดไหน ครั้งนี้บางทีสวรรค์อาจจะให้โอกาสหมู่บ้านหลิวกังให้มีชีวิตรอดต่อไป”


    “หากมีใครปล่อยข่าวจนได้ยินไปถึงหูพวกอพยพ นั่นเท่ากับความตายสถานเดียว ถึงตอนนั้น ตราบใดที่ข้ายังอยู่ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ข้าก็จะไล่มันออกไปจากหมู่บ้านหลิวกังและลบชื่อของมันออกจากลำดับเครือญาติไปซะ”


    คำพูดสุดท้ายของหลี่เจิ้งหนักแน่นมากจนทุกคนเข้าใจความจริงจังของเรื่องนี้


    ที่บ้านใหญ่สกุลเซียว


    หลินซื่อนำข้าวร้อน ๆ มาให้เซียวหย่งฝู นางดูสามีกินแล้วถาม “เมื่อครู่นี้ท่านบอกว่าเราได้ผลผลิตเท่าใดต่อหมู่นะ”


    เซียวหย่งฝูไม่ได้เงยหน้าขึ้น “น่าจะประมาณพันจินไม่ขาดไม่เกินไปกว่านี้”


    หลินซื่อตกใจแล้วค่อย ๆ ปรับลมหายใจจนกลับมาเป็นปกติ “ท่านทำถูกแล้วล่ะ แบ่งปันให้พวกเขาบ้าง หวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดี”


    เพราะโดนฝนเซียวหย่งฝูและหลินซื่อจึงอยากจะกางร่มให้ผู้อื่นบ้าง*[1]


    แม้ว่าเวลาแค่หนึ่งปี แต่สถานการณ์ครอบครัวของพวกเขาในตอนนี้แตกต่างไปจากปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง


    ตอนที่แยกบ้านออกมา เสบียงอาหารไม่เพียงพอจนนางไม่มีน้ำนมพอที่จะเลี้ยงลูก ๆ  


    ตอนนี้สร้างกำแพงสูงมีที่อยู่อาศัยและลูกชายคนโตยังได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาซวนหยาง 


    ช่วงเดือนสองของปีนี้ที่ผ่านมา เซียวหยวนหลางได้เป็นถงเซิง*[2]แล้ว


    ว่ากันว่าอาจารย์ใหญ่เหยียนตั้งใจจะให้เซียวหยวนหลางไปสอบระดับเยวี่ยนซื่อ*[3]ในเดือนหน้า


    หากสอบผ่านก็จะเป็นซิ่วไฉ หากสอบตกก็ถือว่าเป็นการลองสนามสอบและสั่งสมประสบการณ์


    เซียวหย่งเหวินก็เป็นซิ่วไฉ แต่ปีที่แล้วเขาสอบเซียงซื่อ*[4]ไม่ผ่าน


    หากครั้งนี้เซียวหยวนหลางสอบผ่าน เช่นนั้นพวกเขาก็จะมีสถานะเป็นซิ่วไฉเหมือนกัน


    “กินข้าวให้เสร็จ ไปแช่เท้า แล้วรีบเข้านอนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะรีบตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าวให้ ท่านกินแล้วค่อยออกไป”


    เซียวหย่งฝูเช็ดคราบมันออกจากปากแล้วบิดขี้เกียจ “ทำไมวันนี้เจ้าถึงไม่ส่งข้าวมาให้ข้าล่ะ วันนี้ข้าหิวจะแย่ พรุ่งนี้ต้องเอาข้าวเปลือกไปตากแดด ข้าไม่ต้องนั่งเฝ้าก็ยังได้”


    ชาวบ้านรู้ว่าพวกเขามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ และพวกเขาก็เต็มไปด้วยกำลังในการทำสิ่งต่าง ๆ


    หลินซื่อหันมาสบตา “ใครใช้ให้ท่านไม่เรียกลูกชายมาบอกข้าล่ะ” 


    เซียวหย่งฝูกลับไปห้องเพื่อแช่เท้า หน่วนเป่ายืนอยู่ข้างหลังแล้วดึงเสื้อของเขา


    “โอ๊ย สาวน้อย ทำแบบนี้ไม่ได้นะ เสื้อพ่อจะขาดแล้ว” เขาพูดพร้อมกับอุ้มหน่วนเป่าไว้ในอ้อมแขน


    เด็กหญิงตัวน้อยหัวเราะคิกคัก เสี่ยวลิ่วที่อยู่ข้างหลังร้องเรียกพ่องอแง


    เซียวหย่งฝูไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอุ้มลูกชายด้วยแขนอีกข้าง “เจ้าเด็กแสบ อย่ามาแย่งพ่อกับพี่สาวของเจ้านะ”


    “พ่อ” จู่ ๆ หน่วนเป่าก็ร้องออกมาเสียงดัง


    เซียวหย่งฝูตกใจจนแทบจะทำลูกชายตกลงไปในน้ำแช่เท้า 


    “นี่ ๆ ๆ ตงเหมย ตงเหมย เจ้ามานี่เร็วเข้า”


    หลินซื่อวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามา คิดว่าเกิดบางอย่างขึ้น แต่เมื่อนางก้าวพ้นประตู “หน่วนเป่าของพ่อเรียกพ่ออีกครั้งสิ” 


    “พ่อ”


    “หน่วนเป่าเก่งมาก เรียกอีกรอบนะ”


    “พ่อ”


    “หน่วนเป่าเยี่ยมมาก เรียกอีกสิลูก”


    แปะ 


    คราวนี้เจ้าก้อนแป้งตบหน้าเซียวหย่งฝู เสียงตีที่ดังฟังชัดทำให้หลินซื่อหัวเราะเสียจนท้องแข็ง ต้องล้มตัวนอนลงบนเตียงเตา เพราะยืนไม่ไหว


    “ฮ่า ๆ ๆ ท่านจู้จี้จุกจิก ให้เรียกตั้งหลายครั้ง หน่วนเป่าของพวกเรารำคาญแล้ว” 


    “รำคาญ” หน่วนเป่าโมโห


    เซียวหย่งฝูมีความสุขมากจนแทบเก็บไปละเมอ “หน่วนเป่าเรียกพ่อแล้ว”


    เช้าวันรุ่งขึ้น ลานนวดข้าวเต็มไปด้วยผู้คน ทุกคนจ้องมองไปที่เมล็ดข้าวที่ตากแดดอยู่บนพื้นด้วยประกายแห่งความหวัง


    เมื่อหน่วนเป่าลุกขึ้น เซียวจ้งหลาง เซียวเฉินหลางและเซียวจี้หลางต่างก็ไปสำนักศึกษากันหมด ส่วนฉีสือเยี่ยนก็ไปที่บ้านหมอฟาง


    ส่วนผู้เฒ่าเซียวก็พาเสี่ยวลิ่วไปที่ลานนวดข้าวตั้งแต่เช้าแล้ว นางจึงเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่ในบ้าน


    เซียวหน่วนหยางค่อย ๆ ลุกขึ้นและขอให้มารดาล้างหน้าให้ จากนั้นก็อุ้มนางไปที่โต๊ะอาหาร


    หลินซื่อป้อนเกี๊ยวไก่ฉีกหนึ่งชาม ข้าวโพดครึ่งฝัก ขนมสองชิ้น น่องไก่สามน่องและไข่สองฟอง จากนั้นจึงหยุดป้อนเมื่อแน่ใจว่าลูกสาวอิ่มแล้ว


    “หน่วนเป่า เจ้าเจริญอาหารแบบนี้ เท่ากับแม่กินได้ตั้งสองมื้อครึ่งแน่ะ” หลินซื่อเช็ดปากและบีบแก้มอ้วนกลมของนางอย่างหมั่นเขี้ยว


    เจ้าก้อนแป้งลูบท้องที่ป่องออกมาอย่างภาคภูมิใจ “เพราะหน่วนเป่ายังเป็นเด็กน้อยอยู่ จำเป็นต้องโตนะ”


    ลูกมังกรต้องกินเยอะ ๆ!


    ได้กินแล้วก็จะเป็นเด็กดี!


    หลินซื่ออดไม่ได้ที่จะยิ้ม นางไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้เรียนรู้คำเหล่านี้มาจากไหน แต่คำเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง


    “หน่วนเป่า หน่วนเป่า เจ้าตื่นหรือยัง” ในขณะนั้นเอง ก็มีหัวเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากประตู พลางมองไปรอบห้องด้วยความสงสัยและหัวเราะเมื่อเห็นเจ้าก้อนแป้งนั่งอยู่ที่โต๊ะ

    “ข้าตื่นแย้ว ๆ” นางมองท่านแม่และกะพริบตาอย่างออดอ้อน “ตั้นแม่ ข้าขอไปเล่นกับพี่เกิ่นเซิงได้หรือไม่”


    หลินซื่อเห็นว่าเป็นหลานชายคนเล็กของหลี่เจิ้ง นางจึงไม่ได้ห้ามอะไร “เล่นกันอยู่ในเขตบ้านเรานะ อย่าไปไกลนัก”


    “ตั้นแม่ใจดีที่สุดเลย”


    เจ้าก้อนแป้งเอื้อมมือไปหยิบขนมแล้วมอบให้กับหลิวเกิ่นเซิง “อันนี้อร่อยมาก ให้พี่”


    หลิวเกิ่นเซิงมองไปที่มือของตัวเอง เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่ามือสะอาดหรือไม่ ก่อนจะรับขนมมา


    เด็กชายลองดมกลิ่นของมันดู กลิ่นหอมมาก แม้แต่ขนมที่พ่อของเขาซื้อให้จากในเมืองเมื่อครั้งก่อนยังไม่หอมเท่านี้เลย


    ไม่ต้องพูดถึงว่าขนมนี้มีสีแดงแต่ยังมีรูปร่างเหมือนดอกไม้


    เขากัดไปหนึ่งคำ มีไส้ถั่วหวานอยู่ข้างใน


    “อร่อย”


    หลิวเกิ่นเซิงในตอนแรกไม่ชอบเล่นกับหน่วนเป่า เด็กเล็กขนาดนี้เขาไม่อยากจะคุยด้วยซ้ำ เด็กหนึ่งขวบจะเล่นกับเด็กอายุห้าขวบได้อย่างไร


    แต่เขาก็มาหาหน่วนเป่าแทบทุกวัน เพราะทุกครั้งเขาจะได้กินขนมหนึ่งชิ้น และมันไม่เคยเหมือนกันเลยสักครั้ง 


    ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าก้อนแป้งไม่ร้องไห้ไม่งอแง นางสามารถปีนหลังคาได้ ซึ่งสนุกมาก จำนวนครั้งที่มาเล่นกับนางจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น


    เพราะฉะนั้นถ้าจะพิชิตใจเขาก็ต้องพิชิตท้องเขาให้ได้ก่อน


    หลิวเกิ่นเซิงกัดไปหนึ่งคำแล้วหยุดกิน เขาจับมือของหน่วนเป่าแล้วพาเดินออกไปข้างนอก


    วันนี้พวกผู้ใหญ่ล้วนไปที่ลานนวดข้าวกันหมด บนถนนไม่มีใครอยู่ เด็กสองคนกำลังขุดหลุมไม่ไกลจากบ้านของสกุลเซียวเพื่อหาหนู


    หลิวเกิ่นเซิงขุดหลุมด้วยมือข้างหนึ่งและยกขนมขึ้นสูงในมืออีกข้างหนึ่ง


    ทันใดนั้นขนมในมือของเขาก็ถูกใครบางคนตบกระเด็นออกไป


    และตามมาด้วยฝุ่นดินสกปรกฟุ้งกระจาย



    [1] เพราะโดนฝนจึงอยากกางร่มให้ผู้อื่น (自己淋过雨,所以希望能给别人撑一撑伞) หมายถึง เมื่อผ่านเรื่องยากลำบากมาจึงอยากช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้ผู้อื่น

    [2] ถงเซิง (童生) คือผู้ที่สอบผ่านระดับต้น หรือระดับท้องถิ่น (ถงซื่อ : 童试) ไม่ว่าผู้สอบผ่านจะมีอายุเท่าใดก็ตามจะถูกเรียกด้วยคำนี้ 

    [3] เยวี่ยนซื่อ (院试) การสอบย่อยระดับท้องถิ่น จัดโดยขุนนางที่ราชสำนักมอบหมายหน้าที่มาโดยตรง สอบผ่านจะได้เป็นซิ่วไฉ

    [4] เซียงซื่อ (乡试) การสอบระดับมณฑล จัดขึ้นทุก ๆ 3 ปี ณ เมืองหลวงของแต่ละมณฑล หากสอบผ่านจะได้เลื่อนเป็นจวี่เหริน