เมื่อครบเวลาครึ่งก้านธูปแล้ว ขบวนเกวียนพ่อค้าเร่ก็ออกจากจากประตูเมือง และช่างเป็เื่บังเอิญจริงๆ ที่ขบวนเกวียนของทองและแม่หญิงน้อยผู้นั้น ถูกผูกคู่กัน
หลังจากขบวนเกวียนออกมาได้สักพัก ท้องฟ้าก็ยังคงเปล่งแสงเจิดจ้าและ ร้อนแรงเช่นก่อนที่จะเดินทางออกมาจากเมือง
“ร้อนจริงๆแฮะ”ทองบ่นอย่างเหนื่อยอ่อน ตอนนี้มันเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อค้าเร่ถึงไม่ยอมเปลี่ยนผ้าคลุมเกวียน เนื่องจากว่าสภาพอากาศตอนนี้มันช่างร้อนจนไม่อาจร้อนไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
ทองะโออกมาจากเกวียน พลางหลบแดดใต้ล่มเงาของเกวียนที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ ในขณะนั้นเองมันก็มองไปเห็นแม่หญิงน้อยผู้นั้น ส่งสายตาเหยียดหยามมาให้มัน
“เฒ่าพิเชษ เกวียนตัวนี้ช่างเย็นสบายจริงๆ ลมพัดเข้าออกไปมาอย่างสะดวก ไม่รู้สึกถึงความร้อนแม้แต่นิดเดียว “
เมื่อเห็นนั้นเช่น ทองจึงขมวดคิ้วนิ่ว เหตุใดแม่หญิงน้อยผู้นี้ไม่เชื่อคำเตือนมันเลย แถมยังดื้อรั้นเข้าไปนั่งอยู่ในเกวียนเช่นนั้นอีก นางไม่กลัวต้องตากลมตากฝนทั้งคืนหรืออย่างไร
“แม่หญิงน้อย เหตุใดเ้าไม่เปลี่ยนเกวียนเสียตอนนี้เล่า หากลมพายุเข้ามาแล้วนั้นไซร้ แม้ใจคิดเปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่ได้นา” ทองเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
เด็กสาวมีสีหน้าดูแคลน “เฮอะ หากจะมีลมพายุเข้า เหตุใดตอนนี้ยังมิมีเมฆตั้งเคล้าแม้เพียงน้อยนิด ถึงแม้ว่าข้าจะเป็สตรี แต่ก็เคยร่ำเรียนมาบ้าง ไม่ถูกเ้าหลอก ทำให้ตอนเองโง่เง่าหรอกน่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทองก็มิมีสิ่งใดจะกล่าว มันเดินตามเกวียนไปเรื่อยๆ จนในที่สุด มันก็รู้สึกคันจะหมูกและจามออกมา
ฮัดเช้ย!
ทองสูดน้ำมูกกลับเข้าไปในโพลงจมูกก่อนจะเข้าไปในเกวียนและปิดผ้าคลุมอย่างมิดชิด เด็กสาวเห็นทองทำอย่านั้นก็รู้สึกงุนงง “เ้าเด็กอ้วนผู้นั้น เหตุใดจึงเข้าไปนั่งในเกวียนที่ร้อนอบอ้าวเช่นนั้นนะ หรือมันจะเ้าไปอบตัวให้ชั้นไขมันของมันละลาย”
หลังจากที่เด็กหญิงถามกับตนเองอย่างสงสัยเสร็จ พลันมีลมกรรโชคแรงโบกพัดเข้ามาอย่าไม่ให้ซุ่มให้เสียง ตามด้วยท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆอันมืดครึ้ม
“พายุมา กลางผ้าคลุมเร็ว!”เสียงโหวกเหวกร้องเตือนดังทั่วสาระทิศกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง เตรียมพร้อมกลางผ้าคลุมอย่างรวดเร็ว
แต่ทว่าน่าเสียดายที่มันช้าไปเสียแล้ว
ลมพายุที่มาคราวนี้ มันช่างรุนแรงกว่าลมพายุที่เคยประสบมา จึงทำให้ไม่สามารถกลางผ้าคลุมได้เนื่องจากลมที่แรง จึงทำให้ผ้าคลุมเกวียนสะบัดอย่างรุนแรง จนหลุดมืออยู่หลายครั้ง
ในขณะเดียวกันสายฝนก็สาดเทลงมาหอบใหญ่ ทำให้กลุ่มชายหนุ่มที่กำลังจะปิดผ้าคลุมนั้น แตกตื่นวิ่งพล่านเข้าไปหลบฝนในเกวียน อย่างรวดเร็ว
ถือว่ายังโชคดีที่เกวียนตัวนั้นยังพอกันฝนได้ส่วนใหญ่ แม้จะไม่อาจกันได้หมด แต่ยังสามารถทนไปได้ แต่ทว่าแม่นางน้อยและผู้ติดตามกลับเป็ผู้หน้าสงสงสารที่สุดในคาระวาน เนื่องจากความดื้อรั้นของนาง ทำให้เกวียนที่พวกนางนั่งนั้นเปิดหน้าเปิดท้าย ซึ่งทำให้ลมและฝนสาดเข้ามาโดนตัวนางเต็มๆอย่างช่วยไม่ได้
“กรี๊ด” เด็กสาวกรีดร้องอย่างสติแตก เนื่องจากนางยังคงเด็ก จึงทำให้สายฝนเปรียบเสมือนเครื่องทรมานสำหรับนางโดยแท้
เช้าวันต่อมา
ขบวนเกวียนได้หยุดพักลง ชั่วครู่เนื่องจากพวกวัวเทียมเกวียนเหนื่อยจากการเดินฝ่าพายุมาเมื่อคืน จริงๆแล้ววัวเทียมเกวียนพวกนี้นั้นเป็วัวสายพันธ์พิเศษที่สามารถเดินทางลากของหนักได้ทั้งวัน เพียงหยุดพักเพียงชั่วครู่ให้มันหายเหนื่อย หาหญ้าหาน้ำดีๆให้มันกิน มันก็จะเดินต่อไปทั้งวันโดยไม่ต้องหยุดพักหากไม่มีคำสั่ง
ทองะโออกมาจากเกวียนอย่างสดชื่น เนื่องจากว่าเป็เพราะพายุที่เข้ามา มันไม่ยอมหยุดลงจนถึงเช้า จึงเป็โชคดีของทองที่มันทำให้ในเกวียนไม่ร้อนและหนาวจนเกินไป
เมื่อเดินออกมาเรื่อยๆ ก็เห็นกลุ่มพ่อค้าเร่และผู้ติดตามนั่งก่อกองไฟ ย่างไก่ป่าที่ย่างจับมาเมื่อเช้าอยู่กันหลายกลุ่ม แต่ทว่า พวกมันแต่ละคนไม่ได้มีสีหน้าสดชื่น ตามที่ควรจะเป็ในยามเช้า กลับเต็มไปด้วยความซึมเซาอาการคล้ายคนอดนอน
เพราะความหนาวเย็นของลมและฝนจึงทำให้พวกมันไม่ได้หลับ นอนกันทั้งคืน
ขณะที่พวกมันกำลังย่างไก่อยู่นั้นเอง ทองก็ส่งเสียงร้องทัก “ทำความเคารพท่านพี่ทั้งหลาย เนื่องจะข้ายังเป็เพียงเด็กน้อย ไม่สามารถเข้าป่าล่าสัตว์ได้ ไม่ทราบว่าใคร่ขอแบ่งอาหารจากท่านพี่สักเล็กน้อยได้หรือไม่ หากเข้าเมืองไปแล้ว ข้าจักซื้อของขวัญมาตอบแทน”
เมื่อได้ยินเสียงเด็กน้อยกล่าวเจื้อยแจ้วอย่างสุภาพและเป็ทางการ กลุ่มคนที่กำลังมีอาการซึมเซา ก็มีอาการคึกครื้นขึ้นมาทันที “มา มา เ้าเด็กน้อย ข้ามีไก่มากพอที่จะแบ่งให้เ้า มากินกับข้าสิ” ชายคนหนึ่งที่มาในหน้าเต็มไปด้วยความเป็มิตรกล่าวเชิญชวน
ทองก้มศีรษะ แสดงความขอบคุณเสร็จ จึงเดินไปรับไก่ที่ชายคนนั้นยื่นให้พร้อมกลับยัดมันเข้าปากอย่างเร็ว ชายคนนั้นเห็นทองรีบกินก็เอ่ยเตือน “กินช้าๆ มิมีผู้ใดหวังแย่งเ้ากินดอก ค่อยๆเคี้ยวเดี๋ยวติดคอ” ชายคนนั้นกล่าวจบไม่ทันไรทองก็เริ่มมีอาการติดคอ
ชายคนนั้นส่งกระบอกน้ำให้ทองไปดื่ม หลังทองดื่มเสร็จชายคนนั้นก็เอ่ยปากถาม “สหายน้อย เ้าได้ติดตามขบวนเกวียนมาด้วย เหตุใดเมื่อคืนข้าไม่เห็นเ้าในเกวียนนักเดินทางเลย”
“ข้าได้ขอเถ้าแก่ไปนอนที่เกวียนสินค้า ข้าจึงได้ไปนอนเกวียนเก็บขนแกะ ขอรับ” ทองตอบอย่างทันควัน
“เหตุใดเ้าจึงต้องขอไปนอนในที่ร้อนอบอ้าวเช่นนั้นด้วยเล่า”ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย
“เมื่อวานข้าได้ไปเซ้าซี้ให้เถ้าแก่ เปลี่ยนคลุมเกวียนเป็แบบกันพายุ แต่เถ้าแก่ไม่ยินยอม ด้วยความลำคานเถ้าแก่จึงไล่ข้าไปนอนที่เก็บขนแกะ”
“เ้าเซ้าซี้เถ้าแก่รึ ถ้าเช่นนั้นหรือว่าเ้ารู้ล่วงหน้าว่าพายุจะเข้า”ชายผู้นั้นกล่าวติดตลก
แต่ทว่าทองกลับพยักหน้ายอมรับเอาเสียดื้อๆชายผู้นั้นเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ก่อนเอ่ยถาม “โอ้ ถ้าเช่นนั้นเ้ารู้ได้เยี่ยงไรล่ะ”
“ข้าเดาเอานะขอรับ”
“เดาอย่างนั้นรึ เ้าใช้เหตุอะไรในการเดาล่ะ” ชายผู้นั้นถามกลับด้วยความงุนงง
“ก็.. ฝูงมดอย่างไรล่ะขอรับ”
“????”
ไม่เพียงแต่ชายผู้นั้นจะงุนงง ผู้ที่นั่งฟังอยู่รอบๆกองไฟคนอื่นๆ ก็งุนงงด้วยเช่นกัน
ทองอธิบายเสริม “เมื่อก่อนเวลาว่างๆ ข้าชอบไปนั่งแกล้งฝูงมดเล่น อยู่บ่อยๆ แต่ทว่าหลังจากนั้นข้าจึงรู้สึกว่า ฝูงมดนั้นมันมักจะเดินอย่างมีระเบียบแบบแผน ไม่เดินเกะกะ ยกเว้นแต่เพียงมดนักสำรวจ”
“ข้าได้ศึกษาพฤติกรรมของพวกมันอยู่นาน ในที่สุด มีอยู่วันหนึ่งข้าได้ เห็นพวกมันพากันแบกไข่ ขึ้นที่สูง บ้างเข้าไปหลบในที่มิดชิด ตอนนั้นข้าก็สงสัยว่าพวกมันทำเช่นนั้น เพื่อเหตุใด แต่ในวันนั้นก็เกิดฝนตกหนักขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ”
“ในคราแรกข้าก็ไม่สนใจเท่าไรนัก แต่ทว่าหลังจากที่ข้าสังเกตมันอยู่นานข้าจึงได้เข้าใจ ว่าพวกมดนั้นมันมีลางบอกเหตุล่วงหน้า เหตุเล็กใหญ่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่พวกมันแสดงออกมา และเมื่อวานพวกมันแสดงอาการว่าจะเกิดเหตุใหญ่ ข้างจึงเดาว่าพายุน่าจะเข้า ขอรับ” หลังจากจบการร่ายยาวออกมา ทองรู้สึกคอแห้งจึงกระดกกระบอกน้ำ ดื่มอึกใหญ่
บรรดาผู้นั่งอยู่รอบกองไฟ เมื่อได้ยินเช่นที่ทองกล่าวออกมาก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง พวกมันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฝูงมดที่พวกมันไม่เคยใส่ใจ ก็สามารถนำมาพยากรณ์อาการได้
หลังจากนั่งอยู่สักพัก ก็ไม่มีใครพูดคุยกัน ทุกคนต่างนั่งเงียบๆ พลางครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้น ถึงสิ่งที่ทองกล่าวออกมา
แต่ไม่ทันใด ชายผู้นั้นก็เริ่มเปิดประเด็นคุยกับทองอีกครั้ง “นี่น้องชาย เ้าจะเดินทางไปยังที่แห่งใด และพ่อแม่เ้าล่ะ เหตุใดไม่เดินมากับเ้าด้วย”
“ขอรับท่านพี่ เนื่องจากท่านพ่อและท่านแม่ข้าเจ็บออดๆแอดๆ พวกท่านจึงให้ข้าเดินทางไปเยี่ยมญาติส่วงหน้าก่อนขอรับ”
“ไม่เยี่ยมญาติที่ต่างเมืองอย่างนั้นรึ เช่นนั้นเ้ากำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองใด?”ชายผู้นั้นถามอย่างอยากรู้
“เมืองคีรีย์ขอรับ”
???!!!
ทุกคนต่างมีสีหน้าอย่างใ ชายอีกคนหนึ่ง รูปร่างกำยำ ผิวพรรณหยาบกร้าน น้ำเสียงแข็งกร้าวถามอย่างร้อนรน “เมืองคีรีย์ อย่างนั้นรึ แน่ใจนะว่าเ้าไม่ได้พูดผิดไป”
“ไม่ผิดหรอกขอรับ ไม่ทราบว่าที่เมืองคีรีย์มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นรึขอรับ”
ชายร่างกำยำกล่าวตอบอย่างเคร่งขรึม “เมืองคีรีย์นั้นมิมีอันใดหรอก แต่ว่าเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่เมืองคีรีย์นั้นมีชุมนุมโจรอยู่ หากมีคนเดินทางเข้าไป โชคดีอาจจะสามารถคุยกันได้โดยยอมเสียค่าผ่านทาง แต่ถ้าหากคุยกันไม่ได้ อาจจะโดนปล้นฆ่าหรือลักพาตัวเข้าไปในซุ้มโจร”
ชายคนแรกที่คุยกับทองกล่าวเสริม “ใช่แล้วชุมนุมนั้นนะ โเี้เป็อย่างมากพวกมันต่างเรียกตนเองว่าเพชฌฆาต์ ซึ่งเื้ัของพวกมันเป็ชุมนุมนักฆ่าที่ขึ้นชื่อ แต่กลับปิดบังตัวตนใช้ชื่อโจรูเา แม้พวกมันจะสร้างความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าทางการกับทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย”
“เหตุใดทางการถึงทำอะไรพวกมันไม่ได้กันล่ะ ขอรับ?” ทองถามอย่างงุนงงมันไม่ทราบเลยว่าเหตุใดกลุ่มโจรที่สร้างความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง กลับไม่กำจัดให้สิ้นซาก แม้ว่าจะรู้ดีว่าพวกมันเื้ัพวกมันเป็นักฆ่า แต่ด้วยอำนาจของทางการ หากส่งกองทัพมาก็เป็เื่ไม่ยากเย็น
ชายคนนั้นส่ายศีรษะด้วยใบหน้าซีดขาว “เ้าไม่รู้ เนื่องจากพวกมันเป็ชุมนุมนักฆ่า จึงมีคนแฝงตัวอยู่ทั่วสารทิศ หากทางการออกคำสั่งมาล้างบางพวกมัน ก็จะต้องมีชาวบ้านตาดำๆ สองสามหมู่บ้าน ตายทั้งหมู่บ้าน เพื่อเป็สารเตือนต่อกองทัพของทางการอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นทองก็ตาโต “ ชาวบ้านสองถึงสามหมู่บ้านโดนฆ่าตายหมด” ก่อนจะตวาดอย่างหัวเสีย “เหตุใดกองทัพยังนิ่งเฉย คนทั้งหมู่บ้านตายเป็แพะรับบาปเช่นนี้ ใยไม่หักดิบสู้รบปรบมือกับมันไปเลยเล่า”
“ใช่แล้วผู้นำกองทัพกวาดล้างในตอนนั้นก็คิดอย่างเ้านี่ล่ะ ในเมื่อคนก็ตายไปแล้วไม่อาจฟื้น คนเป็ก็ต้องแก้แค้นให้กับพวกเขา แต่ทว่า เื่ราวมันกลับเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่อาจคาดเดาได้ ในคืนนั้นหลังจากที่ผู้นำกองทัพกวาดล้าง ออกคำสั่ง หนึ่งชั่วยามต่อมา หัวของเขาก็ถูกเสียบประจานไว้หน้าค่ายแล้ว แม่ทัพนายกองต่างเสียชีวิตสิ้น มีมีผู้นำทหารคนใดรอดชีวิตกลับมาเลย” ชายคนแรกกล่าวพร้อมถอนหายใจ
ทองเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็เสียววาบที่ต้นคออย่างไม่ทราบสาเหตุ กลืนน้ำลายเสียงดัง เมื่อครู่มันพึ่งแสดงกิริยาท่าทางเอาเื่อย่างมิเคยเป็ หากมันรู้ว่าโจรกลุ่มนั้นสามารถเข้ากองทัพไปตัดหัวท่านผู้นำและฆ่าผู้นำทหารอย่างง่ายดายเช่นนี้มันคงจะไม่แสดงกิริยาเช่นนั้น
เมื่อผู้ที่นั่งล้อมรอบกองไฟ เห็นอาการหวาดกลัวอย่างออกนอกหน้าของทอง ก็พากันหัวเราะดังลั่น
ชายคนแรกยิ้มส่ายหัว “เ้าไม่ต้องกังวลหรอกเ้าหนู เด็กอย่างเ้า มันคงไม่ถือสาหรอก”
ทองได้ฟังเช่นนั้นก็หาได้คลายใจลง มันคิดกับตัวเองว่า หากโชคร้ายถูกโจรพวกนั้นจับไป มันจะทำอย่างไรเพื่อหาทางรอดดี
และหลังจากนั้นมันก็ครุ่นคิดวางแผนเรื่อยมา....