เสียงประตูไม้ที่ผุพังบิดตัวดังเอี๊ยดอ๊าดในความเงียบ ขณะที่หลินเย่ก้าวกลับเข้ามาในบ้านหลังเล็กที่คุ้นเคย แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ขับเน้นให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ บรรยากาศภายในบ้านช่างแตกต่างจากความโอ่อ่าและเปี่ยมด้วยพลังของสถานศึกษาิญญาเทวะราวกับเป็คนละโลก
แต่สำหรับหลินเย่แล้ว ที่นี่คือสถานที่ที่ทำให้เขารู้สึกสงบใจที่สุด
เขาไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทาหรือสายตาดูแคลนที่มองตามเขามาตลอดทาง ในตอนนี้ โลกทั้งใบของเขาได้หดเล็กลงเหลือเพียงลูกแก้วสีเขียวหม่นที่ลอยอยู่อย่างเงียบเชียบเบื้องหน้าเขาเท่านั้น
เขาเดินไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ที่แข็งกระด้าง ค่อยๆ ประคองลูกแก้วิญญาของจิติญญาหลิวไว้ในฝ่ามือทั้งสองข้างอย่างทะนุถนอม เขาััได้ถึงกระแสพลังชีวิตที่อ่อนแอและริบหรี่จนน่าใจหาย มันเหมือนกับเปลวเทียนที่พร้อมจะดับได้ทุกเมื่อหากมีลมกระโชกแรงเพียงเล็กน้อย
"ไม่ต้องกลัว... ตอนนี้เ้าปลอดภัยแล้ว" หลินเย่กระซิบเบาๆ ราวกับจะปลอบโยนเด็กน้อยที่หวาดกลัว
ราวกับจะตอบรับคำพูดของเขา ลูกแก้วิญญาสั่นไหวเล็กน้อยและส่งผ่านความรู้สึกขอบคุณอันอบอุ่นกลับมาให้เขา มันเป็ความรู้สึกที่บริสุทธิ์และจริงใจอย่างยิ่ง
หลินเย่หลับตาลง ตัดขาดการรับรู้จากโลกภายนอกทั้งหมด และจมดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิที่ลึกล้ำ เขาเริ่มโคจรพลังิญญาในร่างกายของตนเอง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำเพื่อฝึกฝน แต่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับงานที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนที่สุด... การซ่อมแซมิญญา
เขาใช้จิตของตนเองดำดิ่งลงไปในลูกแก้วิญญาเบื้องหน้า...
วูบ!
ทัศนียภาพรอบตัวเขาพลันเปลี่ยนไป เขาไม่ได้อยู่ในห้องที่คับแคบอีกต่อไป แต่กลับยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืดมิดและหนาวเหน็บ ที่ใจกลางของความมืดมิดนั้น คือโครงสร้างตาข่ายแห่งแสงสีเขียวที่เคยยิ่งใหญ่ แต่บัดนี้มันกลับขาดวิ่นและพันกันยุ่งเหยิงราวกับใยแมงมุมเก่าๆ แสงสว่างที่เคยเจิดจ้ากลับหม่นหมองและริบหรี่ และที่น่ากลัวที่สุดคือ "รอยแผล" สีดำสนิทขนาดใหญ่ที่ใจกลางของโครงสร้างิญญา มันกำลังกัดกร่อนและดูดกลืนพลังงานแสงสีเขียวที่เหลืออยู่อย่างช้าๆ แต่มั่นคง
นี่คือ "โลกภายใน" ของจิติญญาหลิว... คือภาพสะท้อนของความเ็ปและความทุกข์ทรมานที่มันต้องเผชิญมานานนับศตวรรษ
หลินเย่ไม่ได้รู้สึกท้อแท้หรือสิ้นหวัง ในทางกลับกัน ดวงตาแห่งจิตของเขากลับทอประกายแห่งความมุ่งมั่น เขามองเห็น "รหัสต้นกำเนิด" ที่ยังคงสมบูรณ์แบบซึ่งซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดภายใต้ความเสียหายทั้งหมด มันคือพิมพ์เขียวดั้งเดิมของดวงิญญาดวงนี้ และนั่นคือเป้าหมายของเขา
เขาเริ่มโคจรพลังิญญาของตนเองอย่างช้าๆ ดึงมันออกมาจากร่างกายและเปลี่ยนมันให้กลายเป็เส้นด้ายสีทองอร่ามที่ส่องสว่างอยู่ในความมืดมิด มันคือพลังิญญาของเขาที่ถูกหลอมรวมเข้ากับความเข้าใจในแก่นแท้ของ "การหลอมสร้างิญญา"
เขาควบคุมเส้นด้ายสีทองนั้นอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ สอดมันเข้าไปในโครงสร้างิญญาที่ขาดวิ่น ราวกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำลังเย็บาแด้วยความประณีตสูงสุด
มันเป็งานที่ต้องใช้สมาธิและความอดทนอย่างมหาศาล ทุกครั้งที่เส้นด้ายสีทองัักับ "รอยแผล" สีดำ พลังงานกัดกร่อนอันเย็นเยียบก็จะพยายามต่อต้านและทำลายเส้นด้ายของเขา หลินเย่รู้สึกได้ถึงความเ็ปเล็กน้อยที่สะท้อนกลับมายังจิตของตนเอง และพลังิญญาของเขาก็ถูกสูบฉีดออกไปอย่างรวดเร็ว
เหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามหน้าผากของเขา ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเซียวลงเรื่อยๆ ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วของเขากำลังรับภาระหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็
แต่เขาก็ไม่ยอมหยุด เขากัดฟันแน่นและยังคงทำงานต่อไปอย่างไม่ลดละ เขารู้ดีว่านี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด หากเขาสามารถซ่อมแซมรอยรั่วที่ใหญ่ที่สุดได้ พลังชีวิตของจิติญญาหลิวก็จะหยุดไหลออก และการฟื้นฟูที่แท้จริงก็จะเริ่มต้นขึ้น
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน...
ในที่สุด... ด้วยความพยายามเฮือกสุดท้ายของเขา เส้นด้ายสีทองเส้นสุดท้ายก็ได้ถูกถักทอเข้าด้วยกัน ปิดรอยแยกที่ใหญ่ที่สุดบนตาข่ายิญญาได้สำเร็จ!
ทันใดนั้นเอง! แสงสว่างสีเขียวมรกตอันอบอุ่นก็พลันสว่างวาบขึ้นจากใจกลางของโครงสร้างิญญาเป็ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี แม้จะเป็เพียงแสงที่ริบหรี่ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตและความหวัง "รอยแผล" สีดำยังคงอยู่ แต่มันได้หยุดการกัดกร่อนลงแล้ว
หลินเย่ถอนจิตของตนเองกลับออกมาจากโลกภายในของจิติญญาหลิว เขาล้มตัวลงนอนหอบหายใจอยู่บนเตียง ร่างกายของเขาอ่อนเพลียจนแทบจะขยับไม่ได้ พลังิญญาของเขาถูกใช้ไปจนเกือบหมดสิ้น แต่บนใบหน้าของเขากลับประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
เขามองไปยังลูกแก้วิญญาในมือ แสงสีเขียวหม่นในตอนแรก บัดนี้ได้สว่างขึ้นเล็กน้อย และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ ภายในลูกแก้วนั้น ปรากฏ "หน่ออ่อน" สีเขียวเล็กๆ ขนาดเท่าปลายเข็มงอกขึ้นมาอย่างเงียบๆ
เขาทำสำเร็จแล้ว...
ในขณะเดียวกัน ณ ลานกว้างของสถานศึกษา
ผลการทดสอบรอบที่สองได้ถูกประกาศขึ้นบนกำแพงหยกิญญาแล้ว รายชื่อของผู้เข้าสอบถูกจัดเรียงตามคะแนนที่ประเมินจากอสูรที่พวกเขาทำสัญญาด้วย
ที่้าสุด แน่นอนว่าเป็ชื่อของจินฮุย เขาทำพันธสัญญากับ "อินทรีดาบขนนกทองคำ" อสูรธาตุโลหะและลมระดับหายากที่ดุร้ายและมีศักยภาพสูง ได้คะแนนไปถึง 98 คะแนน สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งสนามสอบ
หวังปังเองก็ทำได้ไม่เลว เขาทำพันธสัญญากับ "เต่ากระดองวารี" อสูรธาตุน้ำที่เน้นการป้องกัน แม้จะเป็เพียงระดับไม่สามัญ แต่ก็มีความเข้ากันได้กับเขาค่อนข้างสูง ทำให้ได้คะแนนไป 75 คะแนน อยู่ในระดับกลางๆ และผ่านการคัดเลือกได้อย่างปลอดภัย
ผู้คนต่างมองหาชื่อของหลินเย่... ผู้ที่ได้คะแนนภาคทฤษฎีสูงอย่างน่าประหลาดใจ
และในที่สุดพวกเขาก็เจอมัน... ในตำแหน่งเกือบล่างสุดของรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือก
อันดับที่ 998: หลินเย่ - อสูร: จิติญญาหลิวพันปี (สภาพใกล้สลาย) - ระดับความหายาก: สามัญ - ศักยภาพ: ต่ำสุด - คะแนนรวม: 15
เป็คะแนนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าสมเพช! เขาผ่านการคัดเลือกมาได้อย่างหวุดหวิดเพียงเพราะกฎที่ว่า "ขอเพียงทำพันธสัญญาสำเร็จก็ถือว่าผ่าน" เท่านั้น
"ฮ่าๆๆๆ! สิบห้าคะแนน! นี่มันต้องเป็คะแนนที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาแน่ๆ!" "เสียแรงที่ทำคะแนนทฤษฎีได้สูง ที่แท้ก็เป็แค่พวกหัวดีแต่ไร้พลังโดยสิ้นเชิง" "เลือกอสูรขยะแบบนั้นมาเป็คู่หู อนาคตของเขาจบสิ้นแล้ว"
เสียงหัวเราะเยาะและคำดูถูกดังขึ้นระงม แต่บนชั้นสูงสุดของเจดีย์ ผู้าุโเฝิงกลับไม่ได้หัวเราะไปด้วย เขามองไปยังคะแนนของหลินเย่ด้วยแววตาที่ครุ่นคิด
"ท่านอาจารย์เฝิง เด็กคนนี้คงจะทำให้ท่านผิดหวังแล้ว" ผู้าุโหลี่กล่าวอย่างนอบน้อม
"ผิดหวังรึ?" ผู้าุโเฝิงยิ้มบางๆ "เ้าไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยหรือ? เด็กที่สามารถทำความเข้าใจแก่นแท้ของอสูรจนได้คะแนนเต็มในส่วนแรก จะโง่เขลาถึงขนาดเลือกอสูรที่ใกล้จะตายมาเป็คู่หูจริงๆ น่ะหรือ?"
"บางที... เขาอาจจะไม่มีทางเลือก" ผู้าุโหลี่คาดเดา "ด้วยพลังิญญาที่อ่อนแอของเขา อาจจะไม่มีอสูรตัวไหนยอมรับพันธสัญญาของเขเลย ยกเว้นจิติญญาที่อ่อนแอที่สุดตัวนั้น"
"อาจจะเป็เช่นนั้น..." ผู้าุโเฝิงกล่าว พลางหันไปมองนอกหน้าต่าง "หรือบางที... เขาอาจจะมองเห็นในสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็นก็เป็ได้... หลี่น้อย เ้าช่วยจับตาดูเด็กที่ชื่อหลินเย่คนนี้ไว้ให้ข้าที ข้ารู้สึกว่าเด็กคนนี้... จะนำความสนุกมาสู่สถานศึกษาที่น่าเบื่อของเราได้อีกเยอะเลยทีเดียว"
ณ บ้านหลังเล็กที่ทรุดโทรม
หลินเย่ฟื้นคืนพลังขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากพักผ่อนไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เขามองลูกแก้วิญญาที่บัดนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
"จากนี้ไป ข้าจะเรียกเ้าว่า 'เสี่ยวหลิว' (小柳) ก็แล้วกันนะ" เขากล่าวเบาๆ
ลูกแก้วิญญา หรือ เสี่ยวหลิว สั่นไหวอย่างร่าเริง ราวกับจะบอกว่ามันชอบชื่อนี้มาก
หลินเย่ยิ้มออกมาเป็ครั้งแรกนับั้แ่มาถึงโลกใบนี้ มันเป็รอยยิ้มที่จริงใจและเปี่ยมไปด้วยความหวัง
เขาไม่รู้ว่าโลกภายนอกกำลังดูถูกเขาอย่างไร และเขาก็ไม่สนใจ ต่อให้คนทั้งโลกบอกว่าเขาเลือกผิด แต่เขาก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเองและเชื่อมั่นในสายตาของเขา
การเดินทางของเขากับเสี่ยวหลิว... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น