ตอนที่ 108 อาร์ติแฟค
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ที่สัตว์ประหลาดเช่นเคลบี้ไม่สามารถร่ายเวทในคทาได้
ในสาขานักเวทนอกจากพวกเขาจะสอนเกี่ยวกับการบ่มเพาะแล้ว ยังสอนให้นักศึกษารู้จักการใช้วัตถุเวทแต่ละชนิด
ใช่แล้ว การใช้วัตถุเวทแต่ละชนิดนั้นต่างกัน นั่นเพราะการใช้งานที่ต่างกัน
มีวัตถุเวทหลายชนิดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกชีวิตประจำวัน ข้างในนั้นมีค่ายกลที่เรียบง่ายและควบคุมการทำงานของเวทมนตร์ได้เป็นอย่างดี ทำให้หินเวทที่ฝังอยู่ไม่เกิดความเสียหาย
แต่การใช้วัตถุเวทในการต่อสู้นั้นต่างกัน เนื่องจากวัตถุเวทประเภทนี้บรรจุเวทมนตร์ที่ใช้โจมตีหรือป้องกันโดยเฉพาะ
พลังเวทที่จะใช้ออกมาจึงเป็นพลังเวทจากผู้ใช้เสียส่วนใหญ่ เพราะถ้าหากพึ่งพาหินเวทเพียงอย่างเดียว เวทมนตร์ที่ใช้ออกมาคงจะใช้ได้ไม่กี่ครั้ง
ดังนั้นวัตถุเวทประเภทต่อสู้จึงเป็นแค่ทางเชื่อมระหว่างอุปกรณ์และพลังเวทของผู้ใช้เท่านั้น
จริงอยู่ที่ว่านักเวทสามารถใช้งานคาถาเวทโดยไม่ต้องร่ายเพราะจารึกคาถาเหล่านั้นลงไปในวงเวทของตนเอง แต่นักเวทก็สามารถใช้คาถาเวทโจมตีอื่นได้เช่นกัน นั่นคือการใช้ผ่านวัตถุเวทนั้นๆ
วัตถุเวทที่ใช้ในการต่อสู้โดยเฉพาะนั้นจะเรียกว่า “อาร์ติแฟค”
ครั้งนี้เคลบี้ได้เรียนการใช้งานอาร์ติแฟค นั่นคือ “คทาเวทสายลมตัดเฉือน” คทาที่สามารถปลดปล่อยเวทมนตร์โจมตีระดับสามได้
ความจริงแล้วนักเวทชั้นกลางอย่างเขา การจะใช้งานเวทระดับสามก็ไม่ควรเป็นเรื่องที่ยาก แต่ในตอนนี้เขากลับมีปัญหา
เมอร์ลินเมื่อรับรู้ถึงปัญหาเขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ย “ไหนลองเอาคทานั่นมาให้ฉันดู”
“หืม? นายแก้ปัญหานี้ได้หรอ?” เคลบี้กล่าวอย่างไม่เชื่อ
ความจริงเขาเพียงต้องการระบายเรื่องนี้ให้เมอร์ลินฟังเท่านั้น อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นแค่นักเวทหนึ่งวงเวท ต่อให้จะฉลาดมากแค่ไหนก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหานี้ให้กับเขาได้อย่างแน่นอน
แต่คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขาต้องอึ้งไป
“นายจะเอามาให้ฉันดูหรือให้ฉันไล่นายออกไปจากที่นี่” เมอร์ลินกล่าวเสียงเข้ม
“ได้ ได้ เชิญนายตามสบายเลย” เคลบี้เอ่ยอย่างจนใจ เขานำคทาเวทออกมาจากแหวนเก็บของของเขา
เมอร์ลินรับมันมาแล้วพลิกดูไปมา
คทานี้เหมือนท่อนไม้เล็กที่มีขนาดหนึ่งศอก บนหัวคทามีหินเวทสีเขียวก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง
“ทำไมมันน่าเกลียดแบบนี้” เมอร์ลินเอ่ยพร้อมกับทำสีหน้าไม่สู้ดี
“ระวังหน่อยล่ะ มันเป็นของที่ใช้ยืมเรียนนะ ถ้ามันเสียหายฉันในตอนนี้ไม่มีปัญญาจ่ายหรอกนะ” เคลบี้กล่าวออกมาด้วยท่าทางระมัดระวัง
เมอร์ลินเหลือกตามองบนแล้วส่ายศีรษะไปมา
“รู้แล้วน่า ถึงมันจะน่าเกลียดแต่มันก็มีมูลค่าไม่น้อย ฉันรู้ว่ามีนักเวทมากมายต้องทำงานหนักกว่าจะซื้อมันได้สักชิ้นหนึ่ง” เมอร์ลินกล่าวตามจริง
เขารู้ว่าอาร์ติแฟคนั้นเป็นมีมูลค่า ยิ่งไม่ต้องเอ่ยคทาที่ปล่อยเวทระดับสามด้วยแล้ว มูลค่าของมันคาดว่าน่าจะเป็นเงินหลักแสน
มหาวิทยาลัยเจเฮริสถึงกับนำอาร์ติแฟคออกมาให้นักศึกษายืมใช้งาน สมกับเป็นมหาวิทยาลัยที่ร่ำรวยจริงๆ
เมอร์ลินสำรวจรูปร่างภายนอกของคทาพักหนึ่งแล้วเอ่ยถาม “ถ้านายไม่ถนัดเวทลม ทำไมนายถึงเลือกคทานี้มา?”
“ใครจะไปคิดล่ะว่าฉันจะไม่ถนัดเวทลม ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยมีปัญหากับการใช้เวทเลยสักครั้ง”
ในวิชานี้มีอาร์ติแฟคมากมายให้เลือกใช้งาน แต่เคลบี้กลับเลือกอาร์ติแฟคชิ้นนี้มาเสียอย่างนั้น
หากเขาใช้งานมันไม่ได้ นั่นหมายความว่าเขาจะไม่มีคะแนนในวิชานี้
“ครั้งนี้มาเจอตอว่างั้น”
ต่อให้เป็นนักเวทที่มีพลังเวทภายในร่าง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้งานอาร์ติแฟคทุกชิ้นได้ อย่างน้อยนักเวทพวกนั้นต้องศึกษาการใช้งานให้ดี ไม่อย่างนั้นปืนใหญ่อาจจะเป็นปืนของเล่นได้
“หยุดซ้ำเติมฉันได้ไหม!” เคลบี้กล่าวอย่างโอดครวญ
“งั้นฉันจะตรวจสอบมันก่อน ชักอยากจะรู้ซะแล้วสิว่ามันจะยากสักแค่ไหน?”
“นายจะทำยังไงกับมัน?” เคลบี้ถามอย่างสงสัย
อาร์ติแฟคไม่ใช่สิ่งที่นักศึกษาปริญญาทองจะขุดคุ้ยความลับของมันได้ อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยได้ยินว่านักศึกษาปริญญาทองสามารถสร้างอาร์ติแฟคได้มาก่อน
เมอร์ลินชักสีหน้าใส่ตัวน่ารำคาญที่อยู่ข้างๆ
นั่นทำให้เคลบี้ต้องเงียบไป
ภาพนี้เหมือนกลับตาลปัตรของเด็กและผู้ใหญ่
เมอร์ลินนำพลังเวทของตนเองใส่เข้าไปในคทา แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการใช้มัน เพราะถึงอยากจะใช้เขาก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว
คทานี้จะสำแดงเวทระดับสามซึ่งจะต้องใช้พลังเวทถึงสี่หน่วยด้วยกัน เขาในตอนนี้มีขุมพลังเวทแค่สามจุดเท่านั้นอีกทั้งยังมีแค่หนึ่งวงเวท ไม่ว่าจะมองในมุมไหนเขาก็ใช้มันไม่ได้อยู่ดี
แต่จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่เพื่อใช้งาน มันเป็นเพราะสัมผัสของดวงเนตรสีเงิน
ใช่แล้ว มันคือพลังของดวงเนตรสีเงิน
หลังจากที่เมอร์ลินอยู่กับดวงเนตรนี้มานาน เขาก็ได้รับรู้ถึงคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ของมัน ซึ่งนอกจากจะใช้ในการอ่านหนังสือแล้ว เขายังใช้มันผสมลงไปในพลังเวทของตนเองเพื่อมองหาการโคจรค่ายกลเวทของอาร์ติแฟคได้อีกด้วย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมอร์ลินทำแบบนี้
ก่อนหน้านี้เพื่อเป็นการพิสูจน์พลังที่ตนเองมี เขาได้ใช้มันสำรวจดูโครงสร้างค่ายกลของแหวนเก็บของหรือวัตถุเวทต่างๆ ที่เขาได้รับมาจากออสติน
แน่นอนว่าเขาทำมันได้
แต่กระนั้น แม้เขาจะรู้โครงสร้างของพวกมันทั้งหมด แต่ด้วยการบ่มเพาะของเขาในตอนนี้ก็ยังไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขหรือสร้างพวกมันขึ้นมาได้อยู่ดี
ซึ่งเมอร์ลินก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก ยังไงตอนนี้เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะเป็นนักประดิษฐ์
เขาทำมันเพราะมีความสนใจใคร่รู้เท่านั้น
เมอร์ลินตรวจสอบโครงสร้างของอาร์ติแฟคชิ้นนี้อย่างรวดเร็ว ต้องรู้ไว้ว่าการเคลื่อนไหวของพลังเวทนั้นมีความเร็วที่น่ากลัว สัมผัสจากดวงเนตรสีเงินก็เช่นกัน
ตอนนั้นเองเด็กน้อยผมสีเงินก็ขมวดคิ้วมุ่นแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “ทำไมพวกเขาถึงได้สร้างวงเวทที่สลับซับซ้อนขนาดนี้นะ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่วงเวทระดับสามเท่านั้น”
“นายพูดอย่างกับว่าเคยเห็นวงเวทระดับสามมามากมายงั้นแหละ” เคลบี้อดที่จะเอ่ยขึ้นมาไม่ได้
เมอร์ลินยักไหล่อย่างไม่สนใจ
ทว่าจู่ๆ สีหน้าของเคลบี้ก็พลันเปลี่ยนไป ใบหน้านั้นตกตะลึงพรึงเพริด
“เดี๋ยวก่อนนะ! นายมองเห็นวงเวทที่อยู่ข้างในได้ยังไงกัน? มันใช่ว่ามันอยู่ในอาร์ติแฟคหรอ? ต่อให้เป็นนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มหากไม่มีเครื่องมือก็แทบจะไม่สามารถมองเห็นค่ายกลที่อยู่ข้างในนั้นได้ นายทำมันได้ยังไง?”