ณ เรือนกลาง บ่าวไพร่จัดแจงสำรับอาหารคาวหวานวางบนตั่งไม้ ศิลาจัดแจงทำความสะอาดห้องนอนมีนางเจียดและนางเม่ามาคอยช่วยทำความสะอาดจึงเสร็จก่อนเที่ยงวัน ศิลาดีใจที่มีคนช่วยทำความสะอาดแต่ก็รู้สึกหงุดหงิดเพราะนางเม่าชอบถามเรื่องส่วนตัว ศิลาเองจะบอกว่าเขามาจากอนาคตเห็นทีคงจะถูกนางเม่าและนางเจียดหาว่าบ้าอย่างแน่นอน แต่ถึงจะหาว่าบ้าก็คงไม่เจ็บเท่านางเม่านำเรื่องของเขาไปนินทาให้สนุกปาก
ครอบครัวเจ้าเมืองตากร่วมกันรับประทานอาหารมีเพียงเจ้าเมืองตากที่ชําเลืองมองกระดาษที่วางบนตัก ศิลาเดินออกจากห้องพร้อมนางเม่าและนางเจียด พอดีกับนายทองดีเดินขึ้นมาบนเรือน
"เอ็งฝึกพวกทหารเสร็จแล้วฤา" เจ้าเมืองตากตะเบ็งเสียงนายทองดียกมือไหว้ก่อนจะตอบรับว่า "ขอรับ"
ศิลาเดินหลบมุมเหมือนแมลงสาบเพราะไม่อยากให้ใครเห็น แต่เจ้าเมืองตากและนายทองดีเห็นเขาตั้งแต่ก้าวออกมาจากห้องนอนพร้อมนางเม่าและนางเจียดแล้ว
"จะหลบไปใยศิลา" เจ้าเมืองตากจงใจไม่เรียกศิลาด้วยคำนำหน้าเหมือนคนอื่นๆ "พวกเอ็งพากันมากินข้าวพร้อมข้าเสียเลย" เจ้าเมืองตากเชื่อเชิญทหารคนสนิทและศิลา"นายบ่าวไม่ควรกินข้าววงเดียวกันขอรับ" นายทองดีรู้สึกเกรงใจเจ้าของเรือน"เอาเถิดข้าไม่ถือสาดอกมาๆ มานั่งใกล้ๆข้า เจ้าด้วยศิลา"
นายทองดีจึงค่อยๆ คลานเข่าเข้ามาเบื้องซ้ายของเจ้าเมืองตาก ตรงกันข้ามกับศิลาที่ค่อยๆ เดินก้มหลังเข้ามาเบื้องซ้าย แม่สอนภรรยาของเจ้าเมืองตากกับเจ้าจุ้ยบุตรชายของเจ้าเมืองตากไม่นึกรังเกรียจที่นายทองดีกับศิลามาร่วมวงรับประทานอาหารแม้แต่น้อย... การที่เจ้านายทำเช่นนี้ทำให้บ่าวไพร่บางคนรู้สึกไม่ค่อยพอใจสักเท่าใด แต่หากบ่าวไพร่บนเรือนของเจ้าเมืองตากจึงไม่มีใครคิดเล็กคิดน้อยกันสักเท่าไหร่... ศิลาหยิบขันน้ำฝนขึ้นดื่มพลางชายตาเหลือบไปเห็นบนตักของเจ้าเมืองตากมีกระดาษวางอยู่
"กระดาษอะไรหรือขอรับ""กำหนดส่งส่วยไปเมืองหลวง" เจ้าเมืองตากทำคิ้วขมวด"แล้วข้างในเนื้อหาเขียนว่าอย่างไรฤาขอรับ" ศิลาอยากรู้แต่ถูกนายทองดีตำหนิว่า อย่าสู่รู้เรื่องของเจ้านาย"เอาเถิดข้าไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร ในกระดาษเขียนบอกให้ข้าส่งส่วยไปพระนครตามกำหนดเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ แต่ข้าลดส่วยลงจึงเก็บได้น้อยครั้นจะเพิ่มส่วยก็คงจะหาดีไม่พาลจะทำให้ชาวบ้านชาวเมืองลำบากเสียเปล่า" เจ้าเมืองตากถอนหายใจ"แล้วกำหนดให้จ่ายส่วยกี่วันฤาขอรับท่านเจ้าเมือง" ครั้งนี้นายทองดีกับถามเอง"ราวๆ ยี่สิบวัน"
ศิลานั่งเงียบพลางหยิบขันน้ำฝนยกขึ้นดื่มอีกครั้ง เขาคิดจะหาทางช่วยเหลือเจ้าเมืองตากแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะศิลาคิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียวครั้นจะแนะนำให้เจ้าเมืองตากจ่ายเงินแทนชาวบ้านไปก่อนแล้วค่อยเก็บภาษีเพิ่มเห็นทีเจ้าเมืองตากก็คงจะไม่ยอมรับในวิธีนี้อย่างแน่นอน ทันใดนั้นเองความคิดหนึ่งแล่นแว๊บเข้ามาในหัวของเขา
"ท่านเจ้าคุณเคยค้าขายกับเมืองใกล้เคียงบ้างหรือไม่ขอรับ""เคยสิเจ้าถามทำไมฤา""ถ้าหากเป็นเช่นนั้นข้าก็พอจะมีความคิดดีๆ ที่จะช่วยเหลือท่านเจ้าคุณหาส่วยมาจ่ายตามกำหนดแล้วขอรับ" ศิลายิ้มอย่างมีเลศนัย
ยามสายของวันนั้น ศิลา นายทองดี และบ่าวรับใช้คือนายเพิ่มและนายจุก ออกเดินทางจากเมืองตากมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองกำแพงเพชรที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อนำมูลค้างคาวเหลือใช้จากเมืองตากไปขายให้กับเจ้าเมืองกำแพงเพชร...
หลังจากขายมูลค้าวคาวจนหมดและได้รับค่าตอบแทนจนเป็นที่น่าพอใจ ศิลาจึงได้นำเงินครึ่งหนึ่งซื้อไม้ฝางจากเมืองกำแพงเพชรแล้วพักอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรสองวันก่อนจะเดินทางมุ่งไปยังเมืองนครสวรรค์ตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขายไม้ฝางให้กับเจ้าเมืองนครสวรรค์แต่ราคาที่เจ้าเมืองนครสรรค์ให้กับศิลาน้อยกว่าที่คาดคิดไว้จึงล้มเลิกการค้าขายแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองกาญจนบุรีและเมืองเพชรบุรีเพื่อขายไม้ฝางต่อจนได้เงินมาจำนวนหนึ่ง
แล้วนำเงินอีกครึ่งหนึ่งกว้านซื้อมูลค้างคาวจนได้เยอะพอสมควรแล้วนำไปขายที่เมืองธนบุรีและเมืองอุทัยธานีที่ยังไม่ได้ค้าขายด้วยจนหมดระยะเวลาการเดินทางค้าขายของศิลาและคณะจนมาถึงเมืองอุทัยธานีใช้เวลาทั้งสิ้นสิบสองวัน...
ศิลาและคณะพักอยู่ที่เมืองอุทัยธานีสามวันยกเว้นนายจุกที่เดินทางไปยังเมืองลพบุรี เช้าวันรุ่งนายจุงเดินทางมายังเมืองอุทัยธานีและบอกศิลาว่าเจ้าเมืองลพบุรีต้องการผ้าไหมศิลารู้สึกเหมือนโชคแห่งการค้าเข้าข้างเพราะที่เมืองอุทัยธานีมีผ้าไหมชั้นดีวางขายจำนวนไม่น้อยศิลาจึงกว้านซื้อผ้าไหมได้พอสมควรแล้วเดินทางไปยังเมืองลพบุรีเพื่อขายสินค้าเจ้าเมืองลพบุรีรับซื้อทั้งหมดจึงได้เงินจำนวนไม่น้อยรวมกับเงินเดิมที่เขาขายของจากเมืองต่างๆทั้งหมดรวมเป็นเงินกว่าห้าร้อยชั่ง
ย้อนกลับไปก่อนคณะของศิลาจะออกเดินทางจากเมืองตาก เจ้าเมืองตากจัดแจงรถม้าหนึ่งคันมุงหลังค้าไม้แล้วปิดผ้าจนมิดชิดเพื่อบดบังสายตาจากผู้คนภายนอก
"กระผมมีเรื่องจะถามท่านเจ้าคุณก่อนจะออกเดินทาง กระผมอยากจะทราบว่ามูลค้างคาวเจ้าเมืองกำแพงเพชรต้องการหรือไม่ขอรับ" ศิลาหันมองสิ่งเหม็นเน่าที่อยู่ทางด้านหลัง"คราก่อนข้าขายผ้าไหมที่เมืองกำแพงเพชรข้าได้ยินชาวบ้านคุยกันว่าจะต้องหาเงินกับมูลค้างคาวไปส่งให้เจ้าเมืองกำแพงเพชร" ศิลาได้ยินดังนั้นจึงเร่งออกเดินทางเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้
ศิลาใช้วิธีค้าขายด้วยการถามไถ่หลังจากขายมูลค้างคาวจนหมดคันรถศิลาใช้ให้นายเพิ่มและนายจุุกเดินทางไปยังเมืองนครสวรรค์และอุทัยธานีเพื่อสอบถามเหล่าชาวบ้านว่าจ่ายอากรให้เจ้าเมืองเป็นอะไรแล้วนำข่าวกลับมาบอกศิลา ทำแบบนี้จนถึงเมืองลพบุรี