พรของอันผิง.

    บทที่ 34 ท่านแม่และน้ำเต้าหู้ (พาร์ทท่านแม่)

    บทที่34 ท่านแม่และน้ำเต้าหู้ (พาร์ทท่านแม่)


            วันนี้เป็นวันหยุดสถานศึกษาประจำสัปดาห์ของอันหยางหลังจากกินข้าวเช้าแล้ว อันผิงลูกสาวตัวน้อยของนาง ก็ลากคนเป็นพี่ไปยังห้องครัว อาจเพราะช่วงนี้นางยุ่งกับเรื่องเปิดร้านในเมืองอันผิงจึงไม่ได้มาชวนเล่นโน่นนี่ ซึ่งถ้าเทียบกับเด็กวัยเดียวกันลูกสาวของนางไม่ค่อยดื้อ แต่ซนเล็กน้อย

            ทำไมถึงซนนะเหรอ ก็เมื่อวานเย็นนางเห็นอันผิงเอาถั่วเหลืองไปแช่น้ำบางทีการเพาะถั่วงอกได้ ลูกสาวตัวน้อยอาจจะคิดว่า ถั่วเหลืองก็คงเพาะได้ส่วนคนเป็นแม่อย่างนางก็ไม่ได้อยากขัดคนเป็นลูกเพราะอยากชดเชยเมื่อสามปีก่อนที่อันผิงป่วย ชีวิตที่เล่นแบบเด็กๆ จึงไม่ค่อยมี

            ไม่ว่านางอยากจะเล่นอะไรนั้น คนเป็นแม่อย่างนางก็อยากจะตามใจถ้าสิ่งที่เล่นไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากนัก ถึงสิ่งที่เล่นจะเป็นของกินแต่เพราะโชคที่ได้หลังจากอันผิงหายป่วยนั้น เป็นโชคชั้นใหญ่ดังนั้นถ้าจะสิ้นเปลืองของกินบ้าง นางก็ไม่อยากจะขัด

            แต่น่าแปลก ไม่ว่าอันผิงจะเล่นอะไร มักได้ของดีมาเสมอหรือจะเป็นอย่างป้าโจวว่า ท่านเซียนคงให้พรอันผิง อนาคตอาจเป็นหญิงที่เก่งในศาสตร์ของสตรีในแขนงอาหารเป็นแน่

            ใจคนเป็นแม่ลูกเก่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นก็เรื่องของอนาคตตอนนี้ขอแค่สุขภาพแข็งแรง สำหรับแม่อย่างนางก็พอใจแล้วพอนึกถึงอันผิงที่ต้องนอนติดเตียงตอนนั้น นางปวดใจยิ่งนัก

            ด้วยความเป็นห่วง นางจึงไปแอบดูสองพี่น้องในครัวเป็นครั้งคราวและตอนนี้ นางก็รู้แล้วว่าอันผิงไม่ได้จะเพาะถั่วงอกโดยใช้ถั่วเหลืองแต่กำลังให้อันหยางใช้ที่โม่แป้ง โม่ถั่วเหลืองอยู่

            อันหลานหัวเราะเบาๆ ออกมา นางไม่แปลกใจเลย ก็ตั้งแต่ได้เครื่องโม่แป้งนี่มาโดยความบังเอิญเพราะสงสารลุงวัยกลางคนที่เข็นมาขาย อาจเพราะอันผิงหายป่วย และมีโชคดี นางจึงคิดว่าถ้าทำความดีได้โดยที่เราไม่เดือดร้อนจนเกินไป ก็อยากจะช่วยเหลือผู้คน เพราะลึกๆ รู้สึกว่าจะได้สิ่งที่ดีตอบแทนกลับมา

            หลังจากได้ที่โม่แป้งมา อันผิงมักให้ความสนใจ ชอบมายืนมองเหมือนอยากรู้ว่ามันใช้อย่างไร นางเคยเห็นอันผิงพยายามใช้มือน้อยๆ ผลักมันแต่มันไม่เขยื้อน ถ้าไม่เพราะยุ่งเรื่องสอนแม่ลูกเฟิงทำหมั่นโถวและซาลาเปานางคงไปทำให้คนเป็นลูกเห็นแล้วว่า มันใช้งานอย่างไร

            วันนี้อันหยางหยุดเรียน จึงกลายเป็นเพื่อนเล่นคนเป็นน้องไปโดยปริยายหลังจากอันหยางโม่ถั่วเหลืองจนละเอียดใส่ถ้วยใบใหญ่เสร็จแล้ว เสียงเล็กๆของอันผิงก็สั่งคนเป็นพี่ให้ตักน้ำมาใส่ ยืนกำกับจนพอใจแล้วเจ้าตัวเล็กก็วิ่งไปหยิบผ้าขาวบาง อันนี้ก็คงเลียนแบบนางเวลาทำอาหารเป็นแน่ เด็กน้อยคนนี้ช่างเลียนแบบเสียจริง

            จากนั้นก็กรองถั่วเหลืองเนื้อละเอียดที่ผสมน้ำนั้นลงหม้อ

            “ต้มๆ เจ้าค่ะ” เสียงอันผิงบอกคนเป็นพี่

            อันหยางก็ช่างเป็นคนที่ตามใจน้อง เขาไปจุดไฟ เมื่อไฟติดก็ยกหม้อขึ้นตั้ง พอน้ำเดือดได้ที่ อันผิงก็บอกให้พอแล้ว คนเป็นพี่ดับไฟ ยกหม้อลงมองพิจารณาการเล่นของน้อง ด้วยความสงสัยจึงถามไปว่า

            “น้องสาวนี่เล่นอะไร”

            “ข้าทำถั่วเหลืองต้มเหมือนต้มถั่วเขียวเจ้าค่ะ”

            คนที่แอบดูอย่างอันหลาน อยากจะหัวเราะ มันเหมือนเสียที่ไหนล่ะสงสัยอันผิงคงจะเอาหลายขั้นตอนในการทำของกินมาปนๆ กัน 

            “พี่ใหญ่ว่าเจ้าอยากเล่นที่โม่แป้งมากกว่าต้มถั่วเขียวของท่านแม่ไม่ต้องโม่แป้งนะ” เป็นอันหยางที่เปิดโปงน้องสาวขึ้นมาส่วนอันผิงทำท่าเหมือนโดนจับได้ แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมรับ

            “พี่ใหญ่ตักน้ำตาลมาใส่เจ้าค่ะ” ทำเฉไฉไปเรื่องอื่นเหมือนไม่ยอมรับว่าอยากเห็นว่าที่โม่แป้งเขาใช้กันยังไง

            อันหยางไม่ต้อนน้องสาวให้จนมุม เขาทำตามที่น้องสาวบอกอย่างว่าง่ายเดินไปยกไหน้ำตาลทรายแดงมาวางไว้ใกล้หม้อต้มถั่วเหลือง อันผิงจัดแจงให้คนเป็นพี่ตักน้ำถั่วเหลืองต้มในหม้อลงมาใส่ถ้วยเล็กและคงอยากมีส่วนร่วม จึงตักน้ำตาลมาใส่ในถ้วยนั้นเอง พร้อมกับคนไปด้วยเมื่อเสร็จแล้วก็มองคนเป็นพี่

            อันหยางจึงต้องตักชิมให้ ถ้าไม่อร่อย นางคงต้องเตรียมคำปลอบใจแต่ผิดคาด สีหน้าอันหยางดูพออกพอใจ  เพราะเขาพูดว่า

            “น้องสาว อร่อยยิ่งนัก”

            จากนั้นเขาก็ตักให้อันผิงชิมบ้าง คนเป็นน้องพอกินเข้าไปแล้วก็ยิ้มแปล้ร้องขออีกถ้วยเล็ก แน่นอนว่าคนพี่เป็นย่อมทำให้อยู่แล้วจากนั้นสองพี่น้องจึงนั่งกินกันอยู่ในครัว หัวเราะคิกคัก

            นางคนเป็นแม่จึงทำทีเดินเข้าไปในครัว อันหยางจึงหันมาละจากของกินตรงหน้า รีบเล่าทุกอย่างให้ฟังทันที

            “ท่านแม่ น้องสาวบังเอิญทำน้ำถั่วเหลืองต้มอร่อยมากขอรับ” ไม่กล่าวชมอย่างเดียวเขาจัดแจงหาถ้วยใบเล็กอีกใบมาตักน้ำถั่วเหลืองใส่ลงไป และเติมน้ำตาลให้อันหลานจึงรับขึ้นมาจิบ 

            อืม ช่างเป็นน้ำถั่วเหลืองที่อร่อยกลมกล่อมเสียจริงความข้นของถั่วเหลือง ไม่ทำให้ระคายคอเหมือนตอนซดน้ำของถั่วเขียวต้มที่ต้มจนเปื่อยเกินไป ส่วนสีนั้นขาวข้นราวกับน้ำนมที่นางเคยเห็นมาก่อน

            ลูกสาวตัวน้อยของนางช่างมีพรสวรรค์เหลือเกิน

            เหมือนสองพี่น้องจะรอคำชมจากคนเป็นแม่อย่างนางที่เผลอดื่มน้ำถั่วเหลืองนั้นจนหมด ด้วยความขัดเขิน จึงยิ้มแก้เก้อและยกมือลูบหัวอันผิง

            “ผิงเอ๋อร์ของแม่เก่งที่สุดเลย อันนี้ใครสอนนะ”

            “น้องสาวจะเลียนแบบต้มถั่วเขียวท่านแม่ขอรับแต่เหมือนจะจำผิดจำถูก เลยได้น้ำถั่วเหลืองต้มออกมาแทน” แต่เป็นอันหยางที่ตอบแทนส่วนเจ้าตัวเล็กยืดตัวขึ้นอย่างภูมิอกภูมิใจ ท่าทางน่ารักยิ่ง 

            “ผิงเอ๋อร์ เอาไปให้ท่านพ่อดื่มดีไหม”

            “ใช่ๆ พี่ใหญ่ เอาไปให้ท่านพ่อ”

            จากนั้น      พวกเราก็ยกโขยงกันไปหาท่านพี่ที่ห้อง      ที่ตอนนี้กำลังนั่งตรวจงานของเด็กที่สอนอยู่  อันหยางยกถ้วยน้ำถั่วเหลืองเดินนำหน้าไปส่วนอันผิงเดินตามหลัง อันหลานตามหลังสุด เมื่อพวกเราทั้งสามคนเดินเข้าไปจึงหันมามอง

            “ท่านพ่อขอรับ น้องสาวทำของกินอันใหม่ได้อีกแล้วขอรับ”อันหยางรีบรายงานอย่างตื่นเต้นและยกน้ำถั่วเหลืองในถ้วยให้คนเป็นพ่อ

            ท่านพี่รับมาถือไว้ ด้วยสายตาจดจ้องของทั้งนาง และเด็กอีกสองคนเขาจึงดื่มเข้าไป และก็ไม่ต่างจากนาง สีหน้าของสามีประหลาดใจ

            “ลูกสาวตัวน้อยของพ่อเก่งจริงๆ” เมื่อดื่มเสร็จคนเป็นพ่อจึงเอ่ยชม“ทำอย่างไรนะ ไหนบอกท่านพ่อสิ”

            แต่อันผิงกลับไม่ตอบ แต่หันไปมองพี่ใหญ่แทนอันหยางจึงอธิบายวิธีการทำน้ำถั่วเหลือง ว่ามาจากอะไร ต้นเหตุทั้งหมดก็มาจาก น้องสาวอยากเล่นที่โม่แป้ง

            ท่านพี่จึงหัวเราะ

            “ท่านพ่อ ถ้าเราทำขายที่ร้านในเมืองได้ไหมขอรับ”

            ท่านพี่ทำท่าครุ่นคิด จากนั้นก็พยักหน้า แล้วบอกว่าให้อันหยางลองทำอีกทีในวันพรุ่งนี้ ถ้ายังได้รสชาติเดิม ก็น่าลองเอาไปขายพร้อมหมั่นโถวและซาลาเปาดู เพราะนอกจากน้ำชา ก็มีน้ำถั่วเหลืองเพิ่มอีกอย่างแต่มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ อาจจะต้องเชิญชวนลูกค้าเสียก่อน

            “ข้าว่าถึงอย่างไร คนในเมืองก็ต้องชอบเป็นแน่”

            อันหลานมองคนในครอบครัวพูดคุยกัน คิดแล้วก็รู้สึกจุกในใจ บางครั้งก็เผลอคิดว่านี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม จนบางทีต้องแอบหยิกตัวเองเพราะกลัวว่าภาพที่เห็นจะไม่ใช่ความจริง อันผิงหายป่วย อันหยางได้เรียนและท่านพี่กลับมาบ้าน แม้จะใช้เวลารักษาร่วมสามถึงสี่เดือน

            และท่านพี่คงสังเกตเห็นอาการนี้ของนาง ก่อนนอนเขาจึงมักนอนกอดนางไว้ในอ้อมกอดและเย้าข้าว่า เขาเองก็ไม่คิดว่านี่จะเป็นความจริงเหมือนกันกลัวว่าจะตื่นขึ้นมาจะเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น แต่พอตื่นมาก็มีเจ้าในอ้อมกอดข้าเองก็ต้องกะพริบตาอยู่หลายครั้ง ว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาและเพราะไออุ่นจากเจ้า นั่นจึงทำให้นางรู้ว่า นี่คือความเป็นจริงที่สุด

            แล้วท่านพี่ก็บอกว่าเกือบทำเรื่องผิดพลาดเสียแล้ว ที่เคยถอดใจที่จะยอมตายอยู่ต่างเมือง ถ้าไม่ได้สองพ่อลูกหยางพากลับมา

            และก็บอกนางให้เลิกหยิกตัวเองให้ตื่นจากฝันเสียที ดูสิ ตรงสีข้างช้ำหมดแล้ว

            ต่อจากนี้เราจะใช้ชีวิตที่ท่านเทพ ท่านเซียนให้โชควาสนานี้ให้ดี

            เช้าวันต่อมาน้ำถั่วเหลืองต้มที่อันหยางทำตามที่น้องสาวลองเล่นเมื่อวานก็สำเร็จคราวนี้แจกจ่ายครอบครัวโจว และครอบครัวจาง ทุกคนต่างลงความเห็นว่าอร่อยมาก

            และนี่จะเป็นสินค้าใหม่ที่ร้านในเมืองอย่างแน่นอนส่วนขั้นตอนการทำไม่ได้ทำยากสักนิด

            ตอนนี้ก็มาถึงวันที่เถ้าแก่ร้านในเมืองย้ายออกแล้ววันนี้อันหลานจึงพาครอบครัวโจวไปดูร้านว่าควรต้องปรับปรุงอะไรบ้างทีแรกครอบครัวจางอยากไปด้วย แต่นางว่าแค่ครอบครัวโจวที่ทิ้งลุงโจวไว้ที่บ้านแค่คนเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว จึงปฏิเสธไป

            อันผิงร้องอยากมาด้วย แต่ท่านพี่ไม่ยอม เพราะต้องไปเรียนหนังสืออันผิงบอกว่า 

            “ท่านพ่อ ข้าจำได้หมดแล้ว ไม่ต้องเรียนแล้วข้าอยากไปกับท่านแม่” ทำหน้าเศร้า น่าสงสารจับใจ อันหลานนะใจอ่อนแล้วแต่ท่านพี่อย่างไรก็ไม่ยอม

            “ถ้าเจ้าหยุดเรียนได้ง่ายๆ แล้วเด็กคนอื่นทำตามล่ะถ้าเจ้าไปกับท่านแม่ พี่สาวสือของเจ้าก็ต้องขอตามไปด้วย นี่คือตัวอย่างที่ไม่ดีนะ”

            “ท่านพ่อ ก็แจ้งว่าข้าป่วยสิ”

            “ถ้าป่วย แล้วทำไมแม่เจ้าเข้าไปในเมืองได้”

            “ท่านพี่ ข้าว่า...”

            “ตกลงตามนี้ ผิงเอ๋อร์ไปเรียนกับพ่อได้แล้วถ้าช้ากว่านี้ เด็กคนอื่นเขาจะเสียเวลา”

            สุดท้ายเสียงท่านพี่ก็เป็นใหญ่ อันผิงเดินคอตก ถูกท่านพี่จับจูงไปโรงเรียนตรงลานหมู่บ้านแม้นางส่งสายอ้อนวอนไม่ต่างจากคนเป็นลูกสาว ท่านพี่ผู้ซื่อตรงก็ไม่ใจอ่อน

            อันหลานและครอบครัวโจวมาถึงร้านในเมืองเถ้าแก่คนเดิมยังคงนั่งรออยู่ในร้าน หน้าร้านมีรถม้าจอดอยู่คาดว่าคงเป็นลูกชายเขามารอรับ พอเห็นนางเขาก็ลุกออกมา ยื่นกุญแจให้และเสนอให้เดินตรวจร้านอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่เขาจะได้จากไปอย่างสบายใจ

            เมื่อตรวจแล้วไม่มีอะไรต่างจากที่มาคราวที่แล้ว ส่วนอุปกรณ์เครื่องมือ เถ้าแก่มอบไว้ให้ อันหลานเดาว่าคนเป็นลูกคงไม่อยากขนไปนางจึงจ่ายเพิ่มอีก 1 ตำลึงเงิน เพื่อเป็นสินน้ำใจตอบแทนแก่เถ้าแก่ร้านเดิมจากนั้นเถ้าแก่ร้านเดิมก็ขึ้นรถม้า จากไปพร้อมกับลูกชาย

            ทีแรกคิดว่าคงต้องทำความสะอาดหลายจุดแต่ร้านค้าก็ยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเดิม อันหลานจึงไปตรวจสอบจำนวนฟืนที่ตอนนี้เหลือน้อยแล้ว ลูกชายป้าโจวเสนอว่า เขาจะไปตัดบนภูเขามาให้ไม่ต้องซื้อในเมืองให้เปลืองเงิน บ้านเรามีเกวียน เขาคงอยากแสดงความขอบใจที่ช่วยท่านน้าของเขา

            นางจึงตอบตกลง เพื่อความสบายใจของครอบครัวโจว

            อุปกรณ์ที่เถ้าแก่คนก่อนทิ้งไว้ให้ ไม่ได้ชำรุดเสียหายอะไร สะใภ้คนโตของป้าโจวเดินมาบอกเมื่อนางกลับเข้ามาในร้านส่วนป้าโจวบอกว่าวัตถุดิบนั้นเถ้าแก่คนเก่าไม่ได้เหลือไว้ให้ในห้องเก็บวัตถุดิบนั้นว่างเปล่า

            อันหลานจึงต้องจดรายการที่ต้องซื้อ ดีนะที่พกกระดาษ พู่กันและหมึกมาด้วย จากนั้นก็เป็นครอบครัวโจวที่อาสาไปซื้อส่วนลูกชายคนกลางของป้าโจวก็ตามมาสมทบ เขาจึงช่วยยกที่โม่แป้งลงไปไว้ในส่วนครัวที่หลังร้าน

            ต้นยามเซิน(15.00-17.00) สิ่งของทุกอย่างจึงถูกเตรียมอย่างเสร็จสรรพพรุ่งนี้เช้าก็ได้ฤกษ์เปิดร้าน อันหลานจึงตัดสินใจจะนอนที่ร้าน โดยจะกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านมาไว้ที่นี่เพื่อค้างคืนที่นี่จะเป็นการดีที่สุด

            เมื่อกลับบ้านไป จึงรีบทำอาหารเย็นไว้ให้คนในครอบครัวจากนั้นจึงบอกกล่าวท่านพี่ อาจด้วยครอบครัวโจวไปพักด้วย ท่านพี่จึงไม่ได้เป็นห่วงส่วนอันผิงตัวน้อยมาออดอ้อน อยากไปด้วย แต่ก็โดนท่านพี่ขัดเสียก่อนแต่คนเป็นพ่อบอกว่าถ้าเรียนเสร็จแล้วจะพาเข้าเมืองไป

            อันผิงตัวน้อยพยายามกะพริบตาปริบๆ เหมือนจะเรียกน้ำตาแต่ว่าน้ำตานั้นไม่ไหลสักที พาให้คนเป็นพ่อจ้องมองเข้าไปอีกสุดท้ายลูกสาวนางก็ยอมแพ้ไปเอง เมื่ออันหยางกลับจากสถานศึกษาในเมือง เขาก็อยากไปค้างด้วยเช่นกันแต่ท่านพี่ก็ไม่อนุญาต

            สุดท้ายอันหลานก็กลับเข้ามาในเมืองกับครอบครัวโจว โดยมีลูกๆทั้งสองมองตามตาละห้อย นี่เป็นครั้งที่สอง ที่ต้องนอนห่างลูกๆถ้านับที่สามีสะใภ้หลิวป่วย และนางต้องเข้าเมืองมาด้วย

        

    คล้ายกับเรื่องพรของอันผิง. ที่คุณอ่าน