จูเกาเซวียนเห็นนางั้แ่แวบแรก
มือที่จับบังเหียนกระตุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ฝีเท้าม้าชะงักไปชั่วขณะ ม้าศึกส่งเสียงร้องต่ำออกมาครั้งหนึ่ง ราวกับรับรู้ถึงความใของผู้ควบคุม
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าผู้ใดจะทันสังเกต จูเกาเซวียนก็รีบคลายแรงมือลงแล้วสีหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยดังเดิม ดวงตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้า ไม่เหลียวแล ไม่ทอดสายตากลับไปยังตำแหน่งนั้นอีก ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ทว่าเสียงม้าที่ร้องออกมานั้น กลับทำให้ม่านผ้าแพรรอบเกี้ยวเ้าสาวสั่นไหว ซูอันหนิงยกมือแหวกม่านขึ้นเล็กน้อย สอดส่ายสายตาผ่านร่องแคบของม่านโปร่งบางออกไปมองข้างทางด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น สายตานางกวาดผ่านฝูงชนไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดลงที่สตรีผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ
จางลั่วหลิน !
นางกล้ามาชมขบวนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เชียวหรือ นางไม่เสียใจหรือ ?
ความไม่สบายใจล้อมวนอยู่ในอก ซูอันหนิงมองสตรีนางนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่ที่บุรุษสวมชุดเ้าบ่าวที่อยู่หน้าขบวน ใบหน้าของนางเรียบเฉยอ่อนโยน ไม่มีริ้วของความไม่พอใจ แตกสลาย หรือสภาพของคนร้องไห้จนตาแดงแม้แต่น้อย
ซูอันหนิงลดม่านลงดังเดิม สองมือประสานไว้บนตัก ลมหายใจแ่เบา จนยากจะบอกได้ว่ายามนี้นางรู้สึกเช่นไรกันแน่
เมื่อถึงจวนองค์ชายรอง ซูอันหนิงก็ถูกประคองลงมาจากเกี้ยว ในมือถือแพรแดงเฉียนหง เดินเคียงคู่เ้าบ่าวเข้าสู่พิธีกราบไหว้ฟ้าดิน มีขันทีซื่อหลี่เจี้ยนกำกับพิธีการ
ซูอันหนิงขยับไปตามขั้นตอนที่ขันทีประกาศ ทุกครั้งที่ก้มศีรษะคำนับ ก็คล้ายถูกบางอย่างพันธนาการไว้ทีละน้อย
กระทั่งได้ยินคำว่า ‘ฟ้าดินเป็พยาน’ หัวใจของนางก็เต้นแรงอย่างไร้สาเหตุ มือที่จับผ้าแดงกำแน่น ตัวแข็งทื่อไม่ขยับไปครู่หนึ่ง
ภาพบางอย่างพลันกะพริบวูบวาบ บ้างก็เป็ภาพเหตุการณ์ที่นางพบจูเกาเซวียนครั้งแรก บ้างก็เป็ภาพที่นางและเขารักใคร่สนิทสนม บ้างก็เป็ภาพที่เขาประคองสตรีอีกนางเดินหายเข้าไปในเรือนอีกหลัง นางเบิกตามองภาพเ่าั้ด้วยความใ ไม่ได้ยินเสียงประกาศจากขันทีแม้แต่น้อย
“สามีภรรยาคำนับกัน !”
เ้าบ่าวหันเข้าหาเ้าสาว แต่เ้าสาวกลับยังยืนนิ่งราวกับไก่ไม้ แขกในงานมองหน้ากัน เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้าน
“เ้าสาวเป็อะไร เหตุใดไม่ขยับ”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว แม่สื่อที่คอยประคองเ้าสาวกระซิบเรียกนางเบา ๆ มือแตะที่แขนประคองให้นางหมุนตัว ซูอันหนิงสะดุ้งใ ได้สติกลับมาอีกครั้ง ร่างขยับตามแรงประคองของแม่สื่อ ทั้งที่ในหัวยังมึนงงสับสน
ภาพที่เห็นคือสิ่งใดกัน นางยังไม่เคยคลอเคลียชิดใกล้บุรุษใด เหตุใดจึง...
เสียงขันทีดังขึ้นอีกครั้ง
“สามีภรรยาคำนับกัน”
ซูอันหนิงปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ค่อยๆ โค้งกายคำนับ
“พิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จสิ้น... ส่งตัวเข้าหอ !”
สิ้นเสียงประกาศ ดนตรีมงคลก็ถูกบรรเลงอีกครั้ง พร้อมกับเสียงร้องแสดงความยินดี ทว่าในใจของคู่บ่าวสาวกลับหนักอึ้ง เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
หลังจากส่งตัวเ้าสาวเข้าห้องหอ เ้าบ่าวก็กลับออกมารับรองแเื่อีกครั้ง
ซูอันหนิงเงี่ยหูฟังจนแน่ใจ ว่าเ้าบ่าวจากไปไกลแล้วจึงได้กระซิบเรียกเบา ๆ “หนานหนาน อิงอิง”
“บ่าวอยู่นี่เ้าค่ะคุณหนู คุณหนูหิวหรือไม่เ้าคะ” เสียงของลี่หนานดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เงาจะเคลื่อนใกล้เข้ามา
“ข้าหิวจนกินหมูหันได้ทั้งตัวแล้ว” ซูอันหนิงบ่น พลางลูบท้องแบนราบแทบติดแผ่นหลัง
“กว่าเอ้อร์หวงจื่อจะกลับมาคงอีกนาน คุณหนูทานอะไรหน่อยนะเ้าค่ะ รองท้องไว้” ชางอิงพูดพลางยื่นจานขนมมงคลลอดใต้ผ้าคลุมหน้าเข้าไป
ซูอันหนิงหยิบขนมมาใส่ปากชิ้นหนึ่ง เคี้ยวพลางบ่นพลาง “จะเสร็จพิธีเมื่อไร คอข้าใกล้จะเคล็ดตายอยู่แล้ว ง่วงเหลือเกิน…”
หม่าหมัวมัวที่ทางวังหลวงส่งมารับใช้ซูอันหนิงเดินเข้ามา เอ่ยตำหนิสาวใช้ทั้งสองเบา ๆ “ต่อไปให้เรียกหวงจื่อเฟย เรียกให้ชินเข้าไว้ อย่าได้เรียกผิดอีก”
ลี่หนานและชางอิงย่นคอรับคำ ก่อนจะแอบหันไปแลบลิ้นให้กัน
หม่าหมัวมัวหันมาทางซูอันหนิง เอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล “หวงจื่อเฟยอดทนอีกหน่อยนะเพคะ ต้องรอเ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวก่อน จากนั้นดื่มสุรามงคล ผูกเส้นผมเป็สามีภรรยา ทานขนมมงคล ก็เป็อันเสร็จพิธีแล้ว”
เ้าสาวผงกศีรษะเบา ๆ หมัวมัวจึงเบาใจ กลับไปยืนเฝ้าอยู่หน้าทางประตูดังเดิม เสียงเงียบไปนานแม้แต่เสียงเคี้ยวอาหารก็ไม่ได้ยินแล้ว มีเพียงมงกุฎหงส์ที่ผงกลงครั้งแล้วครั้งเล่า สองสาวใช้มองหน้ากัน ก่อนจะก้มลงกระซิบเรียก
“คุณหนู...เอ่อ...หวงจื่อเฟย”
ไม่มีเสียงตอบรับ ลี่หนานจึงก้มลงส่องลอดใต้ผ้าคลุมหน้า “หวงจื่อเฟยหลับไปแล้ว”
“เช่นนั้น พวกเ้าก็ดูแลหวงจื่อเฟยให้ดี ประคองไว้อย่าให้ล้มลงไปเล่า”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ หมัวมัว”
เสียงดนตรีบรรเลงจากเรือนส่วนหน้าดังแว่วอยู่ครึ่งค่อนคืน เทียนมงคลเผาไหม้ไปกว่าครึ่ง
มงกุฎหงส์ผงกลงช้า ๆ ก่อนที่เ้าสาวจะสะดุ้งตื่น นางใช้มือหนึ่งประคองมงกุฎให้ตั้งตรง เสียงไอแห้งดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวยาวขาวผ่องจะยื่นมาข้างหน้า
“หนานหนาน รินน้ำให้ข้าหน่อย”
“เ้าค่ะ !” ลี่หนานที่ฟุบนั่งอยู่ข้างเตียงรีบลุกขึ้น วิ่งไปรินชา ใช้นิ้วแตะถ้วยชาครู่หนึ่งก่อนหันมาถาม “หวงจื่อเฟยเพคะ ชากานี้เย็นแล้วจะให้บ่าวอุ่นให้ก่อนดีหรือไม่เ้าคะ”
ซูอันหนิงกวักมือ “ไม่ต้องอุ่นแล้ว ข้ากระหายมาก”
ลี่หนานกำลังจะยกชาไปส่งให้เ้านาย เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอกของห้องหอ หมัวมัวส่งเสียงเรียกต่ำ ๆ แต่หนักแน่น เร่งเร้าให้สองสาวใช้รีบถอยออกจากเตียง แต่ลี่หนานไม่ฟัง ยังคงเร่งยกชาเข้าไป
กำลังจะส่งถ้วยชาใส่มือผู้เป็นาย ประตูห้องหอก็ถูกผลักให้เปิดออก ชางอิงสะดุ้งใ หันไปมองทางประตู พบว่าองค์ชายรองยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น
เขามองเข้ามาภายในห้อง ขอบตาแดงนิด ๆ ด้วยฤทธิ์ของสุรา สาวใช้ตัวน้อยใลนลานลุกขึ้น เข้าไปดึงลี่หนานให้ถอยไปยืนรวมกับหมัวมัวจากกองงานพระราชพิธีทันที
ทิ้งให้ซูอันหนิงยื่นมือค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ รอถ้วยชาที่ไม่มีวันมาถึง มือข้างนั้นลดลงช้า ๆ วางลงบนตักอย่างสำรวม
หมัวมัวจากกองงานทั้งสามคนเข้ามาดำเนินพิธีการต่อ ส่งไม้คันชั่งหงส์ให้เ้าบ่าว “ถึงฤกษ์เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วเพคะ”
จูเกาเซวียนรับคันชั่งหงส์มาเงียบ ๆ แล้วนิ่งมองสตรีที่อยู่ในชุดหงส์สีแดงซึ่งนั่งอยู่ริมเตียงด้วยสายตาเรียบนิ่ง คำพูดของขุนนางบุ๋นในงานเลี้ยงดังซ้ำอยู่ในหัว
“ข่าวลือในเมืองคือเื่จริงหรือ ?”
“จริงบางส่วน ทรงพระปรีชาแล้วที่ฝ่าาตัดสินพระทัยเช่นนี้ การเลือกคุณหนูใหญ่สกุลซูก็เหมาะด้วยประการทั้งปวง”
“เหตุใดท่านเสนาบดีจึงกล่าวเช่นนั้น”
“ซูอี้คือองครักษ์จิ่นอีเว่ย เขามีฝีมือสูงส่ง รับใช้ฝ่าามาั้แ่ก่อนครองราชย์ แต่ตัวเขาเองกลับไม่้าตำแหน่งสูง เลือกเพียงตำแหน่งนายกองไม่เล็กไม่ใหญ่ บุตรสาวของเขา แม้กลายเป็คุณหนูชนชั้นสูงแต่กลับไม่เคยออกงานสังคมสักครั้ง เห็นได้ว่าลาภยศสรรเสริญไม่อาจซื้อครอบครัวนี้ได้”
องค์ชายรองบีบจอกสุราแน่น ค่อย ๆ ถอยออกมาจากมุมอับสายตา กระดกสุราจอกนั้นรวดเดียวหมด กระนั้นเสียงพูดคุยก็ยังคงแว่วมา
“ท่านจะบอกว่า...นี่คือท่าทีของฝ่าาหรือ ?”
“ใช้เ้าสาวเป็สายลับ ?”
เสียงเรียกของหมัวมัวดึงความคิดของจูเกาเซวียนกลับมา สายจับจ้องเ้าสาวด้วยดวงตาแดงก่ำ ซึ่งไม่รู้ว่ารอยแดงนี้มาจากความมึนเมา หรือเพราะแรงโทสะกันแน่
มือที่ถือไม้คันชั่งขยับ ปลายไม้คันชั่งสีทองสอดเข้าไปใต้ชายผ้าคลุมหน้า ค่อย ๆ ช้อนขึ้นอย่างช้า ๆ
พริบตาที่เ้าสาวเงยหน้าขึ้นน้อย ๆ ภาพคืนนั้นก็ถาโถมกลับมา ผงสีขาวที่กระจายกลางอากาศกับกลิ่นฉุนที่แล่นเข้าสู่โพรงจมูก
และดวงตาคู่นั้น !
คำพูดของขุนนางดังก้องราวกับเสียงฟ้าร้องกรอกหู
“ใช้เ้าสาวเป็สายลับ ?...”
“ใช้เ้าสาวเป็สายลับ ?...”
วูบหนึ่งนั้นที่เขาตาลาย หูอื้อ เห็นภาพซ้อนตอนที่สตรีในเงามืดสาดผงสลบใส่หน้า กระทั่งไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเห็นภาพซ้อน ภาพลวงตา หรือภาพจริงกันแน่
ทันทีที่เห็นสีขาวปลิวฟุ้ง กลิ่นกำยานในห้องก็หลอนประสาท
ปฏิกิริยาของร่างกายพลันเคลื่อนไหวไปเอง มือหนึ่งยกขึ้นปิดจมูกโดยไม่รู้ตัว อีกมือก็ฟาดออกไปอย่างฉับไว ! ไร้ซึ่งความลังเล !
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เสียงในหูดังซ่าขึ้นมาในจังหวะนั้น ราวกับว่าลมปราณที่แผ่พุ่ง ทำให้สติของเขาแจ่มชัดขึ้นมาอย่างฉับพลัน พริบตานั้นเขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจะทำอะไร
ทว่าฝ่ามือพุ่งออกไปแล้ว !