ณ หอเทพพิรุณซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าหมอก เป็นหอเก่าแก่ที่เหล่าผู้ฝึกตนของสำนักได้ลืมเลือนไปนานแล้ว ด้วยพลังฟ้าดินที่เข้มข้น เหมาะแก่การฝึกฝน จึงเป็นสถานที่ซึ่งก่อกำเนิดปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือมาแล้วมากมาย สำนักจึงประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่เปิดโอกาสให้เฉพาะปรมาจารย์ระดับสูงใช้ในการกักตนบำเพ็ญเท่านั้น
เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวเข้าสู่บริเวณหออันเงียบสงัด นางตั้งค่ายกลปกป้องรอบๆหอทุกทิศทาง ก่อนจะเดินเข้าไปภายในหอแล้วนั่งขัดสมาธิบนแท่นกลางห้องบนชั้นที่หกซึ่งเป็นชั้นบนสุด พลังฟ้าดินค่อยๆ หลั่งไหลเข้าสู่ภายในร่าง นางเข้าสู่มิติแห่งจิตของตนเอง ภาพทิวทัศน์พลันปรากฏขึ้นในห้วงกระแสจิตเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่โอบล้อมเกาะตรงกลาง นางก้าวผ่านลำธารใสในมิติแห่งจิต ค่อยๆเคลื่อนกายเข้าสู่ทิศเหนือ พลันพบบ่อน้ำหกบ่อเรียงตัวเป็นวงกลม บ่อแต่ละบ่อล้วนมีพลังที่แผ่ซ่านแตกต่างกัน
บ่อแรกเยือกเย็นดุจหิมะขาวบริสุทธิ์เป็นปราณเหมันต์ บ่อที่สองคือพลังอัสนีเต็มไปด้วยสายฟ้าอันรุนแรง ส่วนบ่อที่สามถึงห้ากลับถูกผนึกด้วยมนตราซึ่งไม่อาจมองเห็น แต่นางรับรู้ถึงพลังปราณวายุ วารี และอากาศที่ถูกกักขังอยู่อย่างแน่นหนา บ่อสุดท้ายนี้สงบเงียบ น้ำใสสว่างดุจผลึกแก้ว ละอองเรืองรองระยิบระยับลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เป็นบ่อปราณวิญญาณ ทุกๆบ่อมีความลึกสุดประมาณดังห้วงลึกแห่งมหาสมุทร
นางลืมตาขึ้นพลางคิดในใจ “ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ในสำนักแห่งนี้ไม่มีปรมาจารย์ใดที่เหนือไปกว่าข้า ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดสอนข้าได้ ข้าคงต้องคิดหาวิธีสอนตัวเองซะแล้วสินะ”
เทพีน้ำค้างเหมันต์หลับตาลงอีกครั้ง นั่งสมาธิ รวบรวมพลังปราณเหมันต์ อัสนี และวิญญาณที่มีอยู่ในกาย พลันแรงดึงดูดจากทั้งสามบ่อหมุนรวมกันเป็นพายุแสงที่ส่องสว่าง พลังนั้นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แล้วแผ่ขยายออก จนกระทั่งผนึกบ่อที่สามสลายออกเผยให้เห็นผิวน้ำในบ่อนี้ที่เป็นไอหมอกแทบไม่เคยสงบนิ่ง ลมกรรโชกหมุนวนอยู่ตลอดเวลา คลื่นไอน้ำพลุ่งพล่านราวกับพายุคลั่ง
อีกสองชั่วยามถัดมาผนึกบ่อที่สี่ก็พลันสลาย บ่อนี้เงียบสงบจนชวนให้หลงใหล น้ำใสสะท้อนเงาเหมือนแผ่นกระจก แต่ภายในกลับซ่อนแรงดึงดูดอันมหาศาล
และอีกสองชั่วยามผนึกบ่อที่ห้าก็ค่อยๆสลายลง สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือบ่อนี้ไม่มีน้ำอยู่เลย กลับเต็มไปด้วยหมอกสีเงินลอยวนปกคลุม บางคราวแปรเปลี่ยนเป็นสุริยันเจิดจ้า บางคราวกลายเป็นความว่างเปล่าไร้สิ้นสุด
อีกสองชั่วยามถัดมาแสงสว่างเจิดจ้าส่องออกจากบ่อทั้งหกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ก่อเกิดเป็นแรงระเบิดของพลังปราณจากทุกทิศทาง เสียงกึกก้องไปทั่ว แรงสั่นสะเทือนพังทลายหอเทพพิรุณจนเหลือเพียงซากฝุ่น เศษซากที่กระจัดกระจายออกไปในรัศมี 50 เมตร ทิ้งไว้เพียงหลุมลึก
เหล่าเทพผู้ฝึกตนในสำนักต่างเร่งรุดมาดู ทว่าพบเพียงหมอกขาวหมุนวนอยู่แทนร่างของเทพีน้ำค้างเหมันต์ บางคนร่ำไห้คิดว่านางสลายสิ้นแล้ว แต่เจ้าวายุและเทพีเอวายังคงรับรู้ได้ถึงชีพจรแห่งพลังที่ยังเต้นอยู่
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ไอน้ำพลันรวมตัวกลับเป็นรูปร่างหญิงสาว นางยืนท่ามกลางหมอกขาวราวกับเทพธิดาอุบัติใหม่ ผู้คนต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดี เทพีเอวาโค้งคำนับ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยศรัทธา “อาจารย์… ร่างกายท่านได้กลายเป็นหยาดน้ำค้าง สมกับนาม เทพีน้ำค้างเหมันต์ ของท่านจริงๆ”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนแปรสภาพกายเป็นละอองน้ำทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างนางกลับกลายเป็นเมฆหมอกหมุนวน แล้วรวบรวมตัวเป็นหญิงสาวอีกครา ดูงามสง่าประหนึ่งหยดน้ำค้างที่หลอมรวมกับแสงตะวัน
นางหลับตาลง กางมือเรียวออก พลังหกสายภายในกายก็พลันสาดประกายออกมา แสงสีขาวนวลแห่งปราณเหมันต์ แสงสีฟ้าแห่งปราณอัสนี แสงเขียวมรกตแห่งปราณวายุ แสงสีฟ้าแห่งปราณวารี แสงเงินแห่งปราณอากาศ สุดท้ายแสงสีม่วงแห่งปราณวิญญาณ เมื่อพลังปราณทั้งหกรวมตัวกันรอบกายของนาง พลันเกิดประกายดังสายรุ้งสะท้อนระยิบระยับอย่างน่าอัศจรรย์ เหล่าปรมาจารย์และศิษย์ทั้งหลายต่างตะลึงงัน
เสียงของนางดังขึ้น แฝงด้วยอำนาจ “บัดนี้ ข้าได้ทะลวงผ่านขั้นบรมเทพระดับหนึ่งร้อย ไปสู่ขั้นใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเคยสัมผัส ข้าขอตั้งนามขั้นนี้ว่า…ขั้น ‘เหนือเทพ”
เสียงโห่ร้องยินดีแผ่ไปทั่วสำนัก ผู้คนต่างน้อมรับระดับใหม่นามว่า “เหนือเทพ” ด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพและศรัทธา
เทพีน้ำค้างเหมันต์ค่อยๆ ลดกายลงสู่พื้นดินดุจหยดน้ำค้างโปรยปราย สายตานางเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น นั่นมิใช่เพียงการก้าวข้ามพลัง แต่คือการเปิดศักราชใหม่แห่งความหวังและศรัทธา ที่ทุกสรรพสิ่งจะได้เดินเคียงข้างไปพร้อมกับนาง เทพีผู้ก้าวสู่ ขั้นเหนือเทพ อย่างแท้จริง
หนึ่งเดือนผ่านไป ณ ลานกว้างเบื้องหน้าสำนักเทพอัสนีย์ ผู้คนทั้งจากเผ่าเทพ รวมไปถึงคนในภาคกลางและภาคใต้ ต่างหลั่งไหลมาชุมนุมตามคำเชิญ เสียงสนทนาเบาบางค่อยๆ แผ่วลงเมื่อเงาร่างอันสงบและสง่างามของเทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวออกมา นางยืนตระหง่าน สายตาเปล่งประกายแน่วแน่ดุจอัญมณีในม่านหมอก
“ทุกท่าน…” เสียงของนางนุ่มลึกก้องไปทั่วลาน “เราล้วนคือผู้คนแห่งพิภพอัสนี ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความกดขี่ของเผ่าภูติมาเนิ่นนาน ถึงเวลาแล้วที่แผ่นดินนี้จะต้องถูกปลดออกจากพันธนาการนี้ และไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ใดอีกต่อไป ข้าจึงขอถาม มีผู้ใดเห็นต่างจากนี้หรือไม่?”
เงียบงันชั่วครู่ ก่อนที่ภูติน้ำผู้อาวุโสแห่งสำนักทานตะวันจะก้าวออกมา “ท่านประมุข หากคิดจะตั้งอาณาจักรเทพขึ้นใหม่ บัดนี้เผ่าเทพยังเป็นชนส่วนน้อยในพิภพ อีกทั้งยังมีอาณาจักรทางภาคตะวันออกและตะวันตกที่แข็งแกร่ง แม้ราชาภูติหมอกเงินจะยอมรับ แต่พวกนั้นย่อมไม่เห็นด้วย สงครามอาจจะบังเกิด”
เสียงถกเถียงดังอื้ออึง บ้างเห็นด้วย บ้างหวั่นไหวต่อเงาสงครามที่อาจตามมา
เทพีน้ำค้างเหมันต์ยกมือขึ้น ความเงียบก็พลันกลับคืนมา “สิ่งที่ท่านกล่าวเป็นเรื่องจริง ข้าย่อมตระหนักดี ดังนั้นข้าเห็นด้วยที่จะยังไม่สถาปนาอาณาจักรขึ้นมาใหม่ แต่ถึงกระนั้น… ข้าขอประกาศว่าเราจะเป็นอิสระ และสถาปนานามใหม่แห่งพิภพนี้ว่า พิภพเทพ นี่คือเจตจำนงแห่งเสรี ข้าจะนำพาให้พวกเราก้าวไปสู่ศักดิ์ศรีที่แท้จริง”
สิ้นคำ นางขับปราณวารีผ่านปลายนิ้ว เกิดเป็นน้ำพุ 9 ชั้นผุดขึ้นกลางลาน แสงเจิดจ้าไหลรินประหนึ่งเพชรน้ำค้าง “น้ำพุนี้คือ “น้ำพุเทพีพิทักษ์” มันจะปลดปล่อยพลังฟ้าดินปกป้องสำนักจากอำนาจเวทย์มืด และเป็นอนุสรณ์แห่งอิสรภาพของพวกเรา”
เสียงโห่ร้องดังก้องกังวาน แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังสะท้อนขึ้นมาแต่ไกล ชายร่างสูงในเกราะทองแดงลายดำก้าวเดินจนมาหยุดลงที่ลานหน้าสำนัก ท่ามกลางสายตาทุกคู่ เขาคือแม่ทัพเฉิงลู่แห่งอาณาจักรน่านเจ้า ตามหลังด้วยทหารห้าคนสวมผ้าคลุมไหมสีเขียวเข้มปักดิ้นทองราวนักรบผู้กล้าแกร่ง
เสียงของเฉิงลู่ดังกังวานราวสายฟ้าฟาด “ข้าคือแม่ทัพเฉิงลู่ แห่งอาณาจักรน่านเจ้า เมืองลับแลทางภาคใต้ในพิภพนี้ พวกท่านอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอาณาจักรเช่นเราดำรงอยู่ในพิภพ แต่จงรู้ไว้เถิดว่า การที่เทพีน้ำค้างเหมันต์ประกาศแยกพิภพอัสนีออกจากพิภพภูติจะนำมาซึ่งหายนะมหันต์ ผู้คนจะต้องล้มตายเพราะสงครามใหญ่ที่พวกเจ้ากำลังจะก่อขึ้น”
เทพีน้ำค้างเหมันต์ประจันหน้าด้วยสายตาสงบ แต่วูบหนึ่งในดวงใจแฝงด้วยความสงสัย นางปล่อยปราณตรวจสอบ แต่พลันต้องสะท้าน พลังของเฉิงลู่หาได้ด้อยกว่านางสักเท่าใดไม่