ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 109 ซูฉางเซิงมาเยือน ดั่งราชันเซียนอมตะ ใช้ฝ่ามือตบอาวุธสุดยอดกระเด็น

                    “ผู้มีเกียรติระดับกึ่งจักรพรรดินำคนมาจับกุมรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง เหตุใดจึงใช้เวลานานถึงเพียงนี้”

                   ชายหนุ่มกล่าวต่อ

                   เขาผู้เป็นเสมือนผู้ปกครองแห่งสวรรค์ สง่างามไร้ที่เปรียบเสียงของเขาสั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศทำให้กึ่งจักรพรรดิหลายคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึมไปตามๆ กัน

                   กึ่งจักรพรรดิเหล่านี้ไม่ได้มาจากเผ่าเดียวกันทว่ามาจากเผ่าเทพที่แตกต่างกัน

                   ซึ่งได้แก่ เผ่าสุริยะศักดิ์สิทธิ์เผ่าเทพวิญญาณ และเผ่าเทพโลหิต ซึ่งเป็นกึ่งจักรพรรดิของสามเผ่ามหาเทพ

                   แม้ว่าพวกเขาจะเป็นถึงกึ่งจักรพรรดิและเป็นบุคคลระดับบรรพบุรุษของเผ่าเทพ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มรูปงามผู้นี้พวกเขากลับยังอยู่ในระดับที่ด้อยกว่า

                   เพราะชายหนุ่มรูปงามผู้นี้คือประมุขแห่งนิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์และเป็นบุตรแห่งสุริยะศักดิ์สิทธิ์ในอดีต

                   นิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์เป็นเจ้ายุทธจักรผู้ปกครองสิบดินแดนเทพภายในนิกายมีผู้อาวุโสอาวุโสผู้หนึ่งซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ชั้นนำที่สั่นสะเทือนโลกแห่งชีวิตอมตะและอยู่เหนือกว่าเผ่าเทพทั้งหลาย

                   อาจกล่าวได้ว่าเป็นรองเพียงสำนักกองกำลังชั้นนำไม่กี่แห่งเท่านั้น

                    “ท่านเจ้าสำนัก หลิงอวิ๋นน่าจะใกล้แล้วด้วยความแข็งแกร่งของเขา ไม่มีกระไรผิดพลาดอย่างแน่นอน!” กึ่งจักรพรรดิผู้หนึ่งก้าวออกมาเขามีฐานะเป็นบรรพบุรุษของเผ่าสุริยะศักดิ์สิทธิ์

                   และเมื่อนับตามลำดับศักดิ์แล้วเขายังเป็นผู้อาวุโสของชายหนุ่มอีกด้วย

                   แน่นอนว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นผู้แข็งแกร่งคือผู้มีอำนาจบัดนี้ชายหนุ่มรูปงามคือเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์สถานะและพลังของเขาจึงสูงกว่าบรรพบุรุษของเผ่าสุริยะศักดิ์สิทธิ์

                   แม้ว่าเขาจะเป็นบรรพบุรุษก็ยังต้องเรียกชายหนุ่มว่าท่านเจ้าสำนัก

                    “ช่างเถิดองค์หญิงเผ่าเทพผู้เดียวคงไม่ใช่กุญแจสำคัญ หากคนผู้นั้นทำตามแผนได้ดีก็สามารถกะเทาะกระดองเต่าที่น่ารำคาญนี้ได้!” เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าไม่นานก็คลายออกพลางมองไปยังเบื้องหน้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

                    “ในฐานะที่เป็นเผ่าเทพชั้นนำในอดีตแม้จะตกต่ำลงไปแล้ว เผ่าลั่วเสิ่นยังมีรากฐานอยู่บ้าง!”

                   เบื้องหน้าคือดินแดนของเผ่าลั่วเสิ่นกว้างใหญ่ไพศาล มีพื้นที่นับไม่ถ้วนกว่าล้านลี้

                   ในดินแดนอันกว้างใหญ่นี้มีค่ายกลที่กว้างใหญ่ครอบคลุมอยู่ บิดเบือนห้วงเวลา ห่อหุ้มด้วยปราณแห่งความโกลาหลเผยให้เห็นถึงพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของจักรพรรดิ

                   ภายในค่ายกลแสงศักดิ์สิทธิ์อันไร้ขอบเขตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าปราณแห่งความโกลาหลอันน่าสะพรึงกลัวพลุ่งพล่านไปทั่วทุกแห่งหนเต็มไปด้วยโซ่ตรวนศักดิ์สิทธิ์แห่งระเบียบอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านคลื่นพลังอันน่าหวาดหวั่น

                   มองเห็นได้เลือนรางว่าภายในค่ายกลมีโลกที่งดงามราวกับแดนสวรรค์

                   นั่นคือดินแดนของเผ่าลั่วเสิ่น

                   ค่ายกลแห่งนี้เป็นค่ายกลพิทักษ์เผ่าของเผ่าลั่วเสิ่น

                   สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิสตรีแห่งเผ่าลั่วเสิ่นในอดีตเป็นค่ายกลระดับจักรพรรดิอย่างแท้จริง

                   แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานค่ายกลของเผ่าลั่วเสิ่นก็เสียหายไปนานแล้วแม้ว่าจะยังคงน่าสะพรึงกลัวและสามารถสกัดกั้นกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุดได้

                   ทว่าหากโจมตีเป็นเวลานานก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกทำลายลงได้

                   และในขณะนี้เอง บนดินแดนแห่งนี้มีผู้แข็งแกร่งจากสามเผ่าจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังร่วมมือกันรวมถึงอาวุธโจมตีที่น่าสะพรึงกลัว อาวุธศักดิ์สิทธิ์อาวุธสงครามระดับกึ่งจักรพรรดิ และอื่นๆ ที่กำลังระดมโจมตีค่ายกลอย่างต่อเนื่อง

                   ตูม!

                   การโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวต่างๆปะทุขึ้น ทำลายล้างสวรรค์และพิภพ สามารถทำลายล้างอาณาจักรดาวได้นับไม่ถ้วนทำให้ค่ายกลสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง

                    “ท่านเจ้าสำนักวางใจเถิดคนผู้นั้นได้ฝ่าทะลวงผ่านสู่ระดับกึ่งจักรพรรดิแล้ว หากเขาร่วมมือจากภายในค่ายกลนี้จะถูกทำลายอย่างแน่นอน!”

                   บรรพบุรุษของเผ่าสุริยะศักดิ์สิทธิ์กล่าว

                    “ถูกต้อง คนผู้นั้นได้สาบานด้วยวิถีแห่งเต๋าแล้วไม่มีทางที่จะกลืนน้ำลายตัวเองแน่!”

                    “ลั่วเทียนเหิงนั้นแข็งแกร่งก็จริงทว่าใจอ่อนเกินไป เขาไม่มีทางที่จะระวังคนผู้นั้นอย่างแน่นอน!”

                    “ครั้นลงมือโจมตีลั่วเทียนเหิงอย่างหนักและเมื่อสูญเสียการควบคุมจากตาเฒ่าผู้นั้น ค่ายกลก็จะสูญเสียพลังไปกว่าครึ่งถึงเวลานั้นหากท่านเจ้าสำนักลงมือก็จะสามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดาย!”

                   รอบข้างกึ่งจักรพรรดิหลายคนต่างเห็นด้วยพวกเขาล้วนเป็นกึ่งจักรพรรดิของเผ่าเทพโลหิตและเผ่าเทพวิญญาณ

                   และมีท่าทีประจบประแจงต่อเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์

                    “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น!”

                   เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดวงตาจับจ้องไปยังค่ายกลขนาดใหญ่ ใจเต็มไปด้วยความปั่นป่วน

                   เขารู้สึกกระวนกระวายใจอยากที่จะได้รับมรดกของเผ่าลั่วเสิ่นเพื่อใช้ในการเลื่อนขั้นสู่จุดสูงสุดของระดับกึ่งจักรพรรดิหรือกระทั่งบรรลุสู่ระดับจักรพรรดิ

                   ไม่เหมือนกับคนอื่นๆแม้แต่เผ่าลั่วเสิ่นเองก็ไม่เชื่อในมรดกของบรรพบุรุษตนพวกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงตำนานที่ว่างเปล่า เป็นจริงไม่ได้

                   ทว่าเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์รู้ดีว่ามรดกนี้เป็นความจริง

                   เพราะสิ่งของสำคัญที่สุดในมรดกของเผ่าลั่วเสิ่นอยู่ในมือของเขาแล้วเขาได้รับมันมานานแล้ว

                   ตราบใดที่เขาได้เข้าไปในดินแดนของเผ่าลั่วเสิ่นและได้เห็นสถานที่สืบทอด เขาจะได้รับมรดกของเผ่า

                   เมื่อถึงเวลานั้นการบรรลุสู่จุดสูงสุดของระดับกึ่งจักรพรรดิก็เป็นเรื่องง่ายหรือกระทั่งสามารถเลื่อนขั้นสู่จักรพรรดิได้ในครั้งเดียว

                   เมื่อเป็นเช่นนั้นแม้ว่าต้องเผชิญหน้ากับซูฉางเซิง เขาก็จะไม่เกรงกลัวอีกต่อไป

                    “มดปลวกในอดีตรู้เช่นนี้ข้าควรจะกำจัดเจ้าเสียแต่แรก!”

                   เมื่อนึกถึงซูฉางเซิง แววตาหม่นหมองและเต็มไปด้วยความอาก็ฉายแวบผ่านดวงตาของเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์อย่างรุนแรง

                   ในใจก็เต็มไปด้วยความเสียดาย

                   หากรู้เช่นนี้เขาก็ควรจะลงมืออย่างเด็ดขาดในตอนนั้น

                   ในตอนนั้นเขาได้ช่วงชิงโอกาสของอีกฝ่ายไป และตั้งใจจะฆ่าทิ้งทว่าเซียนนักบุญสตรีแห่งไท่ชูที่ไปด้วยกันกลับได้เอ่ยปากขอร้อง

                   อีกทั้งซูฉางเซิงก็เป็นเพียงมดปลวกในระดับสำแดงกฎเขาจึงไม่ได้สนใจ และปล่อยให้อีกฝ่ายจากไป

                   ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าจะปล่อยไปแล้วเขาก็ทำลายรากฐานแห่งเต๋าของซูฉางเซิงไปกว่าครึ่ง ทำให้เขากลายเป็นคนพิการและไม่มีวันที่จะได้เป็นเซียน

                   ทว่าเขาไม่เคยคาดคิดว่าซูฉางเซิงจะกลับมาผงาดขึ้นอีกครั้ง

                   เมื่อได้ยินข่าวอีกครั้งก็คืออันดับหนึ่งของบัญชีมหาเซียนสูงสุดเมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้วซึ่งสั่นสะเทือนไปสามพันดินแดนสวรรค์

                   เขารู้สึกประหลาดใจและสงสัยจึงได้ตรวจสอบประวัติของอันดับหนึ่งบัญชีมหาเซียนสูงสุดผู้นี้

                   และเมื่อได้ตรวจสอบก็แทบจะหัวใจวาย

                   อันดับหนึ่งบัญชีมหาเซียนสูงสุดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหมื่นยุคกลับกลายเป็นซูฉางเซิงที่เขาเกือบจะฆ่าทิ้งในตอนนั้น

                   ความจริงที่น่าตกตะลึงนี้ทำให้เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์เกือบสิ้นสติ

                   หลังจากนั้นเมื่อได้รับการยืนยันอีกครั้งหลิงหยางก็แน่ใจว่าซูฉางเซิงผู้นี้คือมดปลวกในอดีตตัวนั้นจริงๆ

                   การค้นพบนี้ทำให้เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์กระวนกระวายใจแม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าแห่งนิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ทว่าการที่จะต่อกรกับอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหมื่นยุคเช่นนี้ก็ยังไม่เพียงพอ

                   และซูฉางเซิงมีแนวโน้มที่จะเป็นจักรพรรดิโบราณกลับชาติมาเกิดด้วย

                   ครั้นฉางเซิงฟื้นฟูพลังของจักรพรรดิและลงมือกับเขาเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

                   ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องการที่จะทำลายค่ายกลของเผ่าลั่วเสิ่นโดยเร็วเพื่อที่จะชิงมรดกของเผ่าลั่วเสิ่นให้ได้เร็วที่สุด

                   เมื่อได้เป็นจักรพรรดิและอาศัยรากฐานของนิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ เขาก็อาจจะต่อกรกับซูฉางเซิงได้

                   ตูม!

                   ขณะที่เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์กำลังคิดอยู่นั้นภายในเผ่าลั่วเสิ่นก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แผ่ซ่านไปทั่วท้องฟ้าทำให้ค่ายกลของจักรพรรดิสั่นคลอนอย่างรุนแรง

                   การสั่นสะเทือนนั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าการโจมตีจากสามเผ่าที่ร่วมมือกันนับแสนเท่า

                   ราวกับว่าค่ายกลของจักรพรรดิทั้งมวลกำลังจะพังทลาย

                    “ลั่วชิ่ง!”

                   ในเวลาเดียวกันภายในเผ่าลั่วเสิ่นก็มีเสียงคำรามอันกังวานดังก้องกังวานไปทั่วดินแดนเทพความไม่พอใจและความโกรธแค้นนั้นเต็มไปด้วยความเสียใจและไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที้ได้เห็น

                   ตูม!

                   ในไม่ช้าพลังเทพของกึ่งจักรพรรดิสองสายก็ปะทุขึ้นก่อให้เกิดพายุอันโหมกระหน่ำราวกับจะทำลายล้างโลก

                    “เหตุใดจึงต้องทรยศ!”

                   เสียงอันแก่ชราดังก้องด้วยความโศกเศร้า

                    “หึ ตาเฒ่า เจ้ายังจะดื้อรั้นอีกหากยังคงต่อต้านต่อไป เผ่าลั่วเสิ่นก็มีแต่จะถูกทำลายล้างผู้ทรยศที่แท้จริงก็คือเจ้า!”

                   เสียงอันเรียบเฉยเสียงหนึ่งดังขึ้น

                    “ข้าเพียงต้องการนำพาเผ่าลั่วเสิ่นให้คงอยู่ต่อไปทว่าเจ้ามีแต่จะนำพาเผ่าลั่วเสิ่นไปสู่ห้วงเหวเท่านั้น!”

                   ตูม!

                   ต่อมาการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวก็ปะทุขึ้น กวาดล้างไปทั่วเผ่าลั่วเสิ่น และในชั่วพริบตาก็ทำลายล้างไปหลายหมื่นลี้ ทำให้สิ่งก่อสร้างต่างๆ พังทลาย

                   หากภายในเผ่าลั่วเสิ่นไม่มีร่องรอยค่ายกลของจักรพรรดิที่คอยปราบปรามทุกสิ่งและทุกพลังหากเป็นเช่นนั้นเกรงว่าเผ่าลั่วเสิ่นคงจะถูกทำลายล้างด้วยสงครามของกึ่งจักรพรรดิไปแล้ว

                   ทว่าถึงอย่างนั้น

                   ภายในเผ่าลั่วเสิ่นก็ยังคงวุ่นวายมีสมาชิกตระกูลจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบและระเบิดกลายเป็นหมอกโลหิต

                    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ดี ดี ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว!” ภายนอก เมื่อเห็นฉากนี้เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ก็หัวเราะออกมาเสียงหัวเราะของเขาสั่นสะเทือนไปทั่วห้วงเวลาและอวกาศ และเต็มไปด้วยความสุข

                   เมื่อเห็นฉากนี้เขาก็เข้าใจว่าแผนการสำเร็จแล้ว

                   เขามีความสุขเป็นอย่างมากหลังจากที่พยายามและวางแผนมานาน ในที่สุดวันนี้ก็ประสบความสำเร็จ

                   ด้านข้าง กึ่งจักรพรรดิคนอื่นๆก็แสดงความยินดีเช่นกัน

                   เมื่อเผ่าลั่วเสิ่นถูกทำลายพวกเขาทั้งสามเผ่าก็จะสามารถแบ่งปันทรัพยากรของเผ่าลั่วเสิ่นได้ มีพลังเพิ่มขึ้นและสามารถครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงได้

                   ตูม!

                   ในเวลานั้นเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ก้าวออกมา เขาก้าวมาบนท้องฟ้าของเผ่าลั่วเสิ่นร่างกายของเขาแผ่พลังศักดิ์สิทธิ์ของกึ่งจักรพรรดิออกมาอย่างไร้ขีดจำกัดน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง สั่นสะเทือนไปทั่วทุกดินแดนเทพ

                   แสงศักดิ์สิทธิ์อันร้อนแรงแผ่ซ่านออกมาดุจดั่งดวงอาทิตย์นับล้านดวงที่รวมตัวและเบ่งบานพร้อมกัน

                   อำนาจเช่นนี้เหนือกว่ากึ่งจักรพรรดิในชุดคลุมทองคำเมื่อครู่นี้หลายร้อยเท่า

                   นี่คืออำนาจของกึ่งจักรพรรดิขั้นสูง

                   ตูม!

                   จากนั้นเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ก็สะบัดแขนเสื้อ เตาหลอมขนาดใหญ่พุ่งออกมาห่อหุ้มด้วยแสงสีทอง เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นกำลังลุกไหม้ภายในมีอีกาทองสุริยะตัวหนึ่งบินออกมา ห่อหุ้มด้วยพลังอำนาจของจักรพรรดิ

                   นี่คืออาวุธสุดยอดของนิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ชื่อว่าเตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพเขาได้นำมันมาด้วยเพื่อที่จะทำลายค่ายกลของจักรพรรดิของเผ่าลั่วเสิ่น

                    “หึ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นการโจมตีสุดท้าย!”

                   เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์คำรามด้วยความเย็นชาเขาชี้มือไปยังเตาหลอมขนาดใหญ่ เตาหลอมก็กดลงมา พลังศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิอันมหาศาลเบ่งบานทำให้ค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

                   เดิมทีมันก็ชำรุดทรุดโทรมอยู่แล้วยิ่งเสียการควบคุมจากลั่วเทียนเหิง พลังอำนาจก็ลดลงไปกว่าครึ่ง

                    “จงแตกสลายไปซะ!”

                   เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ที่ถืออาวุธสุดยอดค่ายกลก็ไม่อาจทนทานได้อีกต่อไป เสียงดังก้องกังวาน ค่ายกลของเผ่าลั่วเสิ่นแตกสลาย

                   ในทันทีเผ่าลั่วเสิ่นก็ปรากฏต่อโลกภายนอก

                   นั่นคือโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลมีพื้นที่นับไม่ถ้วนกว่าล้านลี้ ถูกปกคลุมและปิดผนึกด้วยร่องรอยของจักรพรรดินับไม่ถ้วนบีบอัดและยืดพื้นที่ออก จนกลายเป็นโลกที่ยิ่งใหญ่

                   โลกแห่งนี้งดงามอันไร้ที่ติ

                   มีแก่นวิญญาณและภูเขาสูงมากมายที่เชื่อมต่อกันมีสมุนไพรโบราณและสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ปล่อยพลังแห่งโอสถออกมา

                   สมบัติแดนสวรรค์และปฐพีต่างๆรวมถึงตำหนักโบราณมากมาย พลังปราณพลุ่งพล่าน ก่อตัวเป็นแม่น้ำพลังปราณนับอนันต์สัตว์เทพและสัตว์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน

                   นอกจากนี้ยังมีปราณแห่งแหล่งเทพบริสุทธิ์มากมายที่แผ่ซ่านออกมาราวกับดินแดนสวรรค์

                   ในขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกเปิดเผยออกมาทำให้ผู้แข็งแกร่งของสามเผ่าต่างก็ตาแดงก่ำด้วยความโลภ

                   หากสามารถแบ่งปันเผ่าลั่วเสิ่นได้ด้วยทรัพยากรที่มากมายเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้พลังของทั้งสามเผ่าเติบโตขึ้นอย่างมาก

                   และในขณะนี้ ภายในเผ่าลั่วเสิ่นสมาชิกตระกูลจำนวนมากกำลังหลบซ่อนตัว โดยใช้ร่องรอยของจักรพรรดิและค่ายกลต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะและหลีกเลี่ยงการถูกพลังของกึ่งจักรพรรดิทำลาย

                   แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังหวาดกลัว

                   และในพื้นที่ขนาดใหญ่สองร่างกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดคลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัวของกึ่งจักรพรรดิปะทุขึ้น ทว่าที่นั่นมีร่องรอยของจักรพรรดิปกคลุมอยู่และสกัดกั้นพลังเอาไว้

                    “จบสิ้นแล้ว ค่ายกลของจักรพรรดิถูกทำลายเผ่าของเราจบเห่แล้ว!”

                    “ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!”

                    “หรือว่าสวรรค์ต้องการที่จะทำลายเผ่าลั่วเสิ่นของเราหรือ”

                   ภายในเผ่าลั่วเสิ่นสมาชิกตระกูลจำนวนมากที่กำลังหลบซ่อนตัว รวมถึงเหล่ามหาเซียนและนักบุญเมื่อเห็นว่าค่ายกลถูกทำลาย และเห็นผู้แข็งแกร่งของสามเผ่าปรากฏตัวขึ้น

                   ในขณะนี้พวกเขาทั้งหมดต่างก็สิ้นหวัง และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความเศร้าโศกและเจ็บปวด

                   ตูม!

                   ในพื้นที่นั้นการปะทะกันอย่างรุนแรงอีกครั้ง ร่างหนึ่งก็ฉวยโอกาสพุ่งออกมาหลบหนีออกจากสนามรบอย่างรวดเร็ว และมายังค่ายของสามเผ่า

                   จากนั้น ใบหน้าของเขาก็ปรากฏขึ้นเป็นชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาว มีใบหน้าหล่อเหลาและมีรังสีที่สง่างาม

                    “ลั่วชิ่งไม่ทำให้ท่านเจ้าสำนักผิดหวังได้ทำภารกิจสำเร็จแล้ว!” ชายวัยกลางคนในชุดขาวประสานมือให้กับเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนฟากฟ้า

                    “เพียงแต่ลั่วเทียนเหิงตาแก่นั่นแข็งแกร่งเกินไปแม้ว่าจะสามารถโจมตีเขาได้อย่างหนัก ทว่าก็ยังไม่สามารถจัดการเขาได้และไม่สามารถตัดหัวของเขามามอบให้ท่านเจ้าสำนักได้!”

                   เขากล่าวด้วยความเสียดายเล็กน้อย

                    “ไม่เป็นไร เจ้าได้ทำภารกิจของเจ้าสำเร็จแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว!”

                   บนท้องฟ้าเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเขามีเตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพอยู่เหนือศีรษะ อีกาแห่งสุริยะล้อมรอบตัวแสงศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นเบ่งบานเขาราวกับเทพเจ้าโบราณที่แผ่รัศมีไปทั่วห้วงเวลาและอวกาศ

                    “เพียงกึ่งจักรพรรดิระดับห้าชั้นฟ้าเท่านั้นแก่ชราและอ่อนแอ หากไม่มีค่ายกลคุ้มครอง ข้าจะสังหารเขาภายในร้อยกระบวนท่า!”

                   เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย

                   ตูม!

                   เตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพหมุนพลังอำนาจของจักรพรรดิที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วดินแดนเทพสิ่งมีชีวิตมากมายต่างหวาดกลัว และทั่วทั้งเผ่าลั่วเสิ่นสมาชิกในตระกูลต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

                   ต่อหน้าพลังอำนาจของจักรพรรดิพวกเขาไม่ต่างกระไรกับมดปลวก แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่อาจที่จะต่อต้านได้

                    “ลั่วชิ่ง เจ้าคนทรยศ เจ้าทำเช่นนี้เจ้าจะมีหน้าไปพบกับบรรพบุรุษได้อย่างไร!”

                   กลางพื้นที่นั้นร่างที่เปรอะเปื้อนโลหิตก็พุ่งออกมา ผมขาวหนวดขาวเขาเป็นชายแก่ชราและพลังปราณเริ่มเสื่อมถอย ทว่ายังคงมีเค้าความหล่อเหลาในวัยหนุ่ม

                   ในขณะนี้เขากำลังจ้องมองลั่วชิ่งด้วยความโกรธและคำรามออกมา

                    “หุบปากเสีย!”

                   บนท้องฟ้าเสียงของเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นก้องกังวานเต็มไปด้วยความสง่างามไร้ที่สิ้นสุด

                   ในขณะนี้เองเขามองลงมาที่ลั่วเทียนเหิงอย่างเฉยเมย เตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพหมุนแสงศักดิ์สิทธิ์อันไร้ขีดจำกัด เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ร้อนแรงกำลังลุกไหม้พลังอำนาจของจักรพรรดิที่น่าสะพรึงกลัวก็กดลงมา

                    “คนแก่อย่างเจ้า มดปลวกที่ต่ำต้อยไม่ควรที่จะขวางทางของข้า!”

                    “ตายซะ!”

                   เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์กล่าวอย่างเย็นชาเขาอยู่สูงเหนือผู้อื่น มองลงมาที่ลั่วเทียนเหิง

                   ราวกับว่ากึ่งจักรพรรดิระดับห้าชั้นฟ้าผู้นี้ไม่มีค่ากระไรต่อหน้าเขา

                   ตูม!

                   ในขณะนั้นเตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพก็กดลงมา พลังอำนาจของจักรพรรดิอันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วทุกทิศทางทำให้ลั่วเทียนเหิงหน้าซีด กายของกึ่งจักรพรรดิก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง

                   เขาแก่ชราเกินไป พลังปราณเสื่อมถอยความแข็งแกร่งของเขาเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ อีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บสาหัสแม้ว่าจะเป็นกึ่งจักรพรรดิ ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการกดทับของอาวุธสุดยอดเขาก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน

                    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม้จะต้องตายข้าก็จะทำให้พวกเจ้าต้องชดใช้!”

                   ลั่วเทียนเหิงหัวเราะอย่างขมขื่น

                   ตูม!

                   ในขณะนั้นร่างที่แก่ชรากลับมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวไหลบ่าออกมาเขากำลังจะเผาผลาญพลังและรากฐานของตนเองทั้งหมดเพื่อสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับศัตรู

                   อย่างน้อยที่สุดก็ลากลั่วชิ่งคนทรยศไปลงนรกด้วยกัน

                    “บรรพบุรุษ!”

                   ด้านล่างสมาชิกเผ่าลั่วเสิ่นต่างโศกเศร้าแม้แต่มหาเซียนผู้แข็งแกร่งก็ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า พวกเขาไม่สามารถทำกระไรได้และทำได้เพียงเฝ้าดูฉากนี้ด้วยความสิ้นหวัง

                    “น่าเบื่อ!”

                   เจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์มองด้วยความเย็นชาและเริ่มใช้พลังเทวะศักดิ์สิทธิ์โต้กลับ

                   ตูม!

                   เตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพตกลงมาและพลังอำนาจของจักรพรรดิอันมหาศาลกดลงมา ทำลายล้างทุกสิ่งลั่วเทียนเหิงก็เผาผลาญพลังทั้งหมดของตนเอง และเตรียมที่จะพุ่งเข้าใส่ลั่วชิ่ง

                    “ท่านผู้อาวุโสข้าได้สัญญากับลั่วหลีว่าจะรักษาชีวิตของท่านไว้ ท่านอย่าทำให้ข้าผิดคำพูดสิ!” ในขณะนั้นเองฝ่ามือหนึ่งก็ยื่นออกมาจากความว่างเปล่า กดลงบนไหล่ของลั่วเทียนเหิงพร้อมกับเสียงหนึ่งดังขึ้น

                   พลังอันน่าสะพรึงกลัวก็กดลงมา

                   ลั่วเทียนเหิงตกใจเมื่อพบว่าพลังเทวะและพลังดั้งเดมที่เขาเพิ่งจุดชนวนนั้นกลับถูกกดเอาไว้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย

                   ควรทราบว่าเขาเป็นถึงกึ่งจักรพรรดิระดับห้าชั้นฟ้าแม้ว่าจะแก่ชรา ทว่าเมื่อเผาผลาญพลังและรากฐานของตนเองแม้แต่กึ่งจักรพรรดิขั้นสูงก็ยังไม่สามารถหยุดได้

                   นี่มันตัวตนระดับใดกัน จักรพรรดิรึ

                   จากนั้นร่างสูงเพรียวก็เดินออกมาจากความว่างเปล่าเขาดุจดั่งราชันเซียนอมตะที่ลงมาจากสวรรค์ ร่างกายห่อหุ้มไปด้วยแสงเซียนงดงามไร้ที่ติ

                   ด้านหลังของเขามีคนกลุ่มหนึ่งตามมาด้วย

                   ในนั้นมีเด็กสาวผมเงินผู้หนึ่งทำให้ลั่วเทียนเหิงตกตะลึงนั่นไม่ใช่ลูกหลานคนหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดหรอกหรือ

                    “บุตรแห่งสุริยะศักดิ์สิทธิ์ ท่าทีโอหังของเจ้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะ!”

                   ภายใต้สายตาของลั่วเทียนเหิงร่างที่ดุจดั่งราชันเซียนอมตะก็กล่าวขึ้น เสียงของเขาดังก้องกังวานอย่างไร้ขอบเขต

                    “เพียงแต่ในครั้งนี้ ผู้ใดกันแน่ที่จะเป็นมดปลวก”

                   ตูม!

                   ในวินาทีต่อมาร่างนั้นก็ตบฝ่ามือออกไป ฝ่ามือขาวผ่องข้ามผ่านห้วงเวลาและอวกาศและตบลงบนเตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพโดยตรงเสียงดังก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่น

                   ใช้มือเปล่าต้านอาวุธขั้นสุดยอด!

                   เสียงกึกก้องนี้ดังน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนไปทั่วเก้าสวรรค์สิบพิภพ ดินแดนเทพหลายสิบแห่งหรือกระทั่งพื้นที่นอกอาณาจักรดาว ดวงดาวนับไม่ถ้วนต่างก็สั่นสะเทือน

                   ต่อมาภายใต้สายตาอันตกตะลึงของผู้คนนับไม่ถ้วนเตาอัคคีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพิภพก็ถูกตบกระเด็นออกไปและบนตัวเตาหลอมก็ปรากฏรอยฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัว

                   ซึ่งถูกประทับลงไปอย่างลึกซึ้ง

                   ร่างที่ดุจดั่งราชันเซียนอมตะผู้นั้นกลับใช้ฝ่ามือตบอาวุธสุดยอดกระเด็นออกไปหรือ!!

                    “เป็นเจ้า!”

                   บนท้องฟ้าเจ้านิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาก เขาถอยหลังไปอย่างรวดเร็วไม่เหลือท่าทีที่สงบและสง่างามเหมือนก่อนหน้านี้ ในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน