ห้องที่พวกเขาอยู่ก็คือห้องเก่าที่เหรินซวงอิ๋นมาพักคราวก่อน แต่ว่าตอนนี้รีโนเวทใหม่ให้กว้างขึ้นสวยขึ้น ระเบียงสองช่อง ทั้งสามทิศ วิวนอกกระจกเห็นทะเลจากมุมสูงพอเงยหน้าก็เห็นฟ้าสีคราม ข้าวของเครื่องใช้ในห้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเน้นโทนสีขาวเขียว ห้องน้ำก็มีอ่างขนาดใหญ่มาเพิ่ม
ทั้งหมดทั้งมวล เหรินซวงอิ๋นถูกใจมากโดยเฉพาะระเบียง ที่จะใช้รับแสงอาทิตย์ยามเช้า เพื่อฝึกปราณ และอ่างอาบน้ำเพราะชาติก่อนเขาชินจะอาบน้ำในถังน้ำมากกว่ายืนอาบใต้ฝักบัว
ตอนที่คุณชายแซ่จ้าวถามว่าโอเคหรือเปล่าจึงตอบได้ทันที
“ดีครับเดี๋ยวผมจะไปหาคุณย่าที่เรือนหลัง คุณจะไปด้วยกันไหม”
จ้าวจิงถิงไม่ชอบการนั่งคุยเล่นเขาคิดว่ามันเสียเวลาถ้าไม่มีธุระทำไมต้องไปนั่งคุยอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในชีวิตด้วย
“ไม่ล่ะ ตามสบายอ้อ..คืนนี้ฉันไม่กลับมานอนบ้านนะ ไม่ต้องรอ”
เหรินซวงอิ๋นรับทราบเขาคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็แบบนี้ และมันก็ดีต่อตัวเขามากเช้ามานั่งฝึกปราณสบายๆ จะไปหาหน่วยพยัคฆ์เร้นกาย หรือทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวใครจับตา
“แล้วก็คุณพ่อให้ฉันหาคนมาคอยดูแลนายไว้จะให้พวกเขามาหานาย”
อันนี้ต่างหากที่เขาไม่้า
“เื่คนไม่รีบร้อน ผมไม่ค่อยได้ไปไหนการ์ดที่นี่ก็เดินจะชนกันอยู่แล้ว เอาแบบนี้แล้วกัน” เขาเปลี่ยนเื่คุย“ถ้าใครถามว่าคุณไปไหน ก็บอกว่ามีงานสำคัญอยู่ พักในเมืองจะสะดวกกว่าแต่ถ้าไม่ถามก็แล้วไป”
จ้าวจิงถิงโดนความใจกว้างของเมีย?ทำให้มึนงงอีกรอบจึงอดถามไม่ได้ว่า “นายไม่อยากรู้เื่เด็กคนนั้นเหรอ ถ้าอยากรู้ฉันเล่าให้ฟังก็ได้นะ เห็นแก่ที่หลายวันมานี้ นายไม่ล้ำเส้นฉันเลย”
อดีตพ่อบ้านสองมือไพล่หลัง กล่าวกับเขา“คุณกับเด็กคนนั้นไม่ได้เป็อะไรกัน ที่ให้เขามาที่ห้องก็คงมีแผน แต่อย่าบอกผมเลยถ้าแผนคุณแตกผมไม่อยากเป็ผู้ต้องสงสัย”
จ้าวจิงถิงร้อง “เห้ย” อย่างเสียอาการ“นายรู้ได้ยังไง ใครปากบอน คังข่าย หรือโจ”แต่พอคิดอีกทีลูกน้องสองคนยังไม่รู้เลยว่าก๋านเอินเป็แค่มีดที่เขาจะเอามาขู่น้องชายกลับเท่านั้น
งั้นใครปากสว่าง อ้อ..
“เด็กบ้านั่นสารภาพเองหมดแล้วสินะ”คบเด็กสร้างบ้านจริงๆ
“เปล่าหรอก เด็กคนนั้นแค่ผมถามชื่อก็เสียงสั่น คนแบบนี้เหรอจะกล้าเล่าเื่คอขาดบาดตาย”
“จะไปรู้เหรอ นายอาจจะขู่เขาก็ได้”
เมื่อก่อนจ้าวจิงถิงเคยมองคุณชายเหรินเหมือนมองก๋านเอินคืออ่อนต่อโลก และเดาทางง่าย แต่ว่าหลังจากใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่ใช่เลยสองคนนี้ต่างกันมาก
ถ้าก๋านเอินเป็สีขาวเดาง่ายคุณนายเล็กคนนี้ก็สีดำ ดำสนิทเลย มองอะไรไม่เห็นสักอย่างเดียว
“ตอนที่ผมนั่งคุยกับเขา คุณไม่รีบมาแทรกแปลว่าคุณไม่สนใจจะปกป้องเขา ตอนที่เขาสำลักคุณก็เฉยมากส่วนเขาตอนกลัวก็เอาแต่ก้มหน้าไม่สบตาใคร นั่นแปลว่าเขาก็ไม่เห็นคุณเป็ที่พึ่งตอนคุณสำลักเขาก็ไม่กล้ายื่นน้ำให้ หรือมีท่าทีห่วงใยอะไรสักนิดตอนที่คุณบอกให้คนไปส่งเขากลับ เขาดูดีใจด้วยซ้ำ”
เหรินซวงอิ๋นเลิกคิ้วมองสามี“ผมว่าคนที่ขู่เขา น่าจะเป็คุณมากกว่า”
“....” นี่ไงสีดำ ดำสนิทไม่ผิดจากที่คิดเ้าแซ่เหรินฉลาดเป็กรดั้แ่เมื่อไหร่กัน
“ถึงกับพูดไม่ออกเลยเหรอครับ ไม่ต้องกลัวผมบอกแล้วไงว่า เื่ของพวกคุณผมจะไม่ยุ่ง ตราบใดที่ไม่มากระทบกับผมเราก็ทำสิ่งที่ต้องทำของตัวเองไป” ว่าแล้วก็ปัดไม้ปัดมือ “เอาล่ะ ผมไปหาคุณย่าก่อนมีเื่ไร้สาระชวนท่านคุยเยอะเลย”
เหรินซวงอิ๋นไม่ได้พูดให้หมดว่าหนึ่งในเื่ไร้สาระที่ว่าคือการไปดักคอป้าจู เพราะกลัวเธอจะเอาเื่ก๋านเอินไปฟ้องคุณย่า
จ้าวจิงถิงมองคนที่เดินออกไปในใจเกิดความสั่นไหวรุนแรง คุณชายเหรินที่เขาเคยรู้จักนั้นเป็เพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำคุณชายเหรินในยามนี้ต่างหากคือส่วนที่อยู่ใต้น้ำที่เขายังไม่รู้จักจะมีมากแค่ไหนกัน
“นายเป็คนยังไงกันแน่ เหรินซวงอิ๋น”
ที่เรือนหลัง พื้นที่ของผู้เฒ่าทั้งสองนายผู้เฒ่าลงเขาไปหาเพื่อนเก่า บอกจ้าวหลันหรูว่านัดเดินหมากกัน แต่ที่จริงนัดดื่มสุราเื่นี้คุณย่าจับไต๋ได้ เพราะจำได้ว่าเพื่อนสามีคนนี้เดินหมากไม่เป็
“อยู่กินกันมากว่าครึ่งชีวิต แค่เขาอ้าปากมีเหรอ ย่าจะรู้ไม่ทัน”
เหรินซวงอิ๋นหัวเราะชอบใจ
“แบบนี้คุณย่าก็ใจดีมากเลยสิครับทั้งไม่เปิดโปงคุณปู่ ทั้งยังอนุญาตให้ท่านไปอีก”
คุณนายผู้เฒ่าประชด“คงไม่เท่าหลานสะใภ้หรอก ได้ยินว่าเมื่อคืน มีคนอื่นเข้าหอด้วยวันนี้ยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีก เป็ย่าละก็คงได้เห็นศพ”
เขาหันไปตัดพ้อคนสนิทของคุณย่า “โธ่..ป้าจู” แต่ป้าจูไม่ยอมรับความผิด
“เื่นี้ไม่บอกไม่ได้ค่ะ คุณนายเล็กใจกว้างก็ส่วนใจกว้างแต่ว่าหากคุณชายเหลวไหลถึงขั้นมีลูกกับคนอื่น จะทำยังไง”
เหรินซวงอิ๋นเพิ่งนึกได้ว่าเื่นี้ร้ายแรงจริงทั้งไม่อาจรับประกันได้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น ระหว่างเขากับจ้างจิงถิงมีแค่สัญญาบนกระดาษแผ่นเดียว ความรักความชอบก็ไม่มี ถ้าระหว่างนี้คุณชายใหญ่เจอคนถูกใจเข้าล่ะเขาอาจจะผิดสัญญาได้ (ไม่ได้หมายถึงก๋านเอินนะ หมายถึงคนอื่น)
นายบ่าวเห็นเขานิ่งเงียบก็คิดว่าเขาคงใจเสียย่าจึงค่อยๆ ปลอบและชักจูงหลานสะใภ้ไปทีละน้อย
“ซวงอิ๋นการที่หลานเป็คนรู้จักหนักเบาแบบนี้ นับเป็บุญของหลานย่าแต่ว่าเราก็ควรจะป้องกันไม่ให้เกิดเื่ที่เกินกว่าการควบคุมใช่หรือไม่”
“ครับ เป็คุณย่าที่รอบคอบกว่าผมแต่ถ้ามีคนที่ถูกใจเขา ผมจะไปห้ามได้ยังไง”ท่าทางคุณย่าจะหนักใจกว่าเขาที่เป็ภรรยาเสียอีก ป้าจูด้วยสองสาวสูงวัยคล้ายจะวางแผนลากชู้สามีมาโบยให้ตายอย่างนั้นแหละ
“เื่นี้ให้เป็หน้าที่ย่าเอง”
ป้าจูกับคุณย่าคงไม่ถึงขั้นเก็บคนที่มาวุ่นวายกับคุณชายจ้าวใช่หรือไม่
“คุณย่าครับ เื่เด็กคนนั้นคือ..”
“หลานอย่าห่วงย่าไม่ลงมือกับคนอื่นแน่ซวงอิ๋นกลัวเป็เื่ใหญ่ใช่ไหม อย่ากังวลไปเลย”
ไม่ลงมือกับคนอื่นแล้วคุณย่าจะลงมือกับใคร หลานตัวเอง?
ย่าไม่เล่าแผนการให้ฟังเขาก็ไม่รบเร้าอยากรู้ เหรินซวงอิ๋นบอกลาพวกเธอ เขายังมีงานของตัวเองต้องไปทำอีกมาก
พอคุณนายเล็กไปแล้วป้าจูก็ถามคุณหนูของเธอ “เื่ที่รับปากคุณนายเล็กไว้ คุณหนูจะจัดการยังไงคะ”
คุณนายผู้เฒ่าจ้าวยิ้มก่อนจะตอบ“กลัวคนอื่นท้อง ก็รีบให้ซวงอิ๋นท้องก่อน ก็สิ้นเื่แล้ว ใช่ไหมล่ะ”
โชคดีที่การแพทย์สมัยนี้ล้ำหน้าแล้วผู้ชายก็สามารถตั้งท้องได้ ขอเพียงแข็งแรงพอเตรียมตัวให้ดี
คุยกับคุณย่าเสร็จเหรินซวงอิ๋นก็ไม่ได้ใส่ใจเื่คุณชายใหญ่จะมีคนรักแล้วจะยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดอีก เขามอบเื่นี้ให้ทัพหน้าอย่างจ้าวหลันหรูแล้วหวังว่าคุณย่าจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
ว่าแต่ทำไมรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ แปลกๆเป็ไข้หรือเปล่าเนี่ย?
เขาเดินลงจากรถคันที่จ้าวเถียนอ้ายให้รับขวัญและเป็คนขับมาเอง ั้แ่เมื่อคืนที่ิญญาของเหรินซวงอิ๋นตัวจริงมาหาเขาก็มีความจำและทักษะพื้นฐานในยุคนี้อยู่ในหัว รู้สึกรักครอบครัวเหรินมากขึ้นเพราะจำได้ว่าทุกคนรักและตามใจเ้าของร่างนี้ยังไงบ้าง
“คุณหนู”และนี่ก็คือคนที่เขาไว้ใจได้มากที่สุด เป็คนสุดท้ายที่จะทรยศเหรินซวงอิ๋น
“มาครบรึยัง”
“ครับ เชิญคุณหนูทางนี้”
สถานที่นี้คือลานฝึกที่เขาดัดแปลงมาจากลานหน้าบ้านพักบ้านพี่ชายที่ให้ ตอนนี้พวกพยัคฆ์เร้นกายพักอยู่ชั่วคราว และวันนี้เขานัดให้ทั้งสี่คนเรียกลูกน้องที่ตน้าให้มาทำงานด้วย มาเจอกันที่นี่
เหรินซวงอิ๋นก้าวเข้าไปคนกลุ่มใหญ่ที่ยืนแบ่งเป็สี่กลุ่มย่อย แหวกทางให้เขาว่าที่นายคนใหม่หน้าอ่อนอายุน้อยขนาดนี้ หลายคนก็ไม่ค่อยอยากยอมรับคิดว่าลูกพี่เรียกมาทำไมเสียเวลานอน แต่เพราะเกรงใจลูกพี่ของตัวเองจึงได้แต่เก็บความเซ็งไว้ข้างใน
นี่มันลูกคุณหนู มีแต่เงินแล้วงานก็คงไม่พ้นเอาไปประดับบารมี หรือก่อเื่ไปทั่วบางคนไม่ชอบทำงานกับนายที่ไร้สมอง เพราะบางครั้งเงินก็ปกป้องพวกเขาไม่ได้เป็นักฆ่า หรือนักเลง ก็กลัวเดือดร้อนได้เช่นกัน
เหรินซวงอิ๋นที่ตอนนี้ทุกคนควรเรียกจ้าวซวงอิ๋นเพราะเขาแต่งเข้าตระกูลจ้าวอย่างเป็ทางการแล้วหัวหน้าพยัคฆ์เร้นกายทั้งสี่ก็มองกันไปมาไม่รู้ว่าควรแนะนำคุณชายยังไง เ้าตัวพอนั่งที่เก้าอี้แล้วก็แนะนำตัวเองเสียงของเขาน่าฟัง สายตามั่นคง และท่วงท่าน่ามอง ไม่เหมือนเป็คุณหนูไร้สมองอย่างที่หลายคนคิด
ชายฉกรรจ์ร่วมสองร้อยคนจึงไม่มีใครกล้าโวยวายหรือแสดงท่าทีไม่พอใจตอนนี้
“สวัสดีทุกคนผมเหรินซวงอิ๋นในเมื่อคนของผมเลือกพวกคุณมา ก็แปลว่าคุณมีฝีมือ ขอผมดูหน่อยเราจะแบ่งสนามออกเป็สี่สนามให้จับคู่เพื่อนสนิทกัน สู้กันเอง สู้แบบมือเปล่าใครออมมือคัดออก อาเหลียงอธิบายเื่กฎให้พวกเขาฟัง”
ไป๋เหลียงเริ่มมีภูมิคุ้มกันบ้างตอนนี้ก็แค่หวั่นแต่ไม่ถึงกับขาสั่น เสียงก็ปรกติ นับว่ามีพัฒนาการว่าที่ทนายหนุ่มเดินไปหากลุ่มคน ชี้ที่พื้น
“สี่สนามคือตรงนี้ ตรงนี้ ตรงนั้นและตรงโน้น เอากรอบอิฐสีแดงเป็เส้นแบ่ง สองคนสู้กันมือเปล่า ใช้วิธีไหนก็ได้ให้อีกคนออกจากเขตสนามไป ใครหลุดก่อนแพ้ แต่ละสนามให้หัวหน้าพวกคุณตัดสิน”
เหรินซวงอิ๋นลุกขึ้นยืน“งานนี้จะถอนตัวก็ได้ มีกฎที่อาเหลียงยังไม่ได้บอกคือ ใครเจ็บ ใครตายผมไม่รับผิดชอบ”
หา....
“คุณชายไม่รับผิดชอบแล้วใครจะรับล่ะพวกเรามาเพราะคุณเรียกไม่ใช่เหรอ”
“นั่นสิ”
“นี่มันบ้าอะไรกัน”
“ไม่แฟร์เลย ให้พวกเราฆ่ากันให้ดูรึไงหรือเบื่อมากอยากเห็นอะไรตื่นเต้น”
“พวกคนรวยก็แบบนี้”
ก่อนที่จะวุ่นวายไปมากกว่านี้ เหรินซวงอิ๋นก็เสียงดังขึ้นเขาะโออกไป ไร้ความหวาดกลัวทั้งที่ตรงนี้เขามีแค่ไป๋เหลียงที่พอจะนับเป็พวกได้จริงๆ
“หนึ่งคุณยังไม่เป็คนของผมผมไม่รับผิดชอบมันแปลกตรงไหน สองผมก็บอกแล้วว่าสละสิทธิ์ได้และสามผมให้พวกคุณจับคู่คนสนิทไม่ได้ยินกันเหรอ กับสหายพวกคุณก็จะฆ่ากันได้ว่างั้นมิตรภาพสำหรับพวกคุณมันมีค่าเท่าไหร่กันเชียว”
เงียบ...
ไม่มีใครกล้าสบตากับเขาที่จริงแล้วชายฉกรรจ์พวกนี้เป็ทหารเก่า บางคนก็เคยฝึกหนักมาด้วยกันเคยทำงานด้วยกัน เคยร่วมเป็ร่วมตายกันมาฟังเหรินซวงอิ๋นแล้วเกิดความรู้สึก..ละอายใจ
หลายปีมานี้เพราะต้องเอาตัวรอดต้องหาเลี้ยงตนด้วยอาชีพที่มือต้องเปื้อนเืบางคนมีความจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนมากทำงานธรรมดาขายแรงแลกเงินก็ไม่สู้ขายชีวิตแลกมาพวกเขานั้นให้ความสำคัญกับคำว่ามิตรภาพน้อยลงจริงๆ
“ใครยังรับไม่ได้กับวิธีการคัดคนของผมพวกคุณก็เชิญออกไปตอนนี้ได้เลย”
ทุกสายตาต่างมองไปรอบตัวว่าใครไม่อยู่บ้าง นาทีวัดใจเหรินซวงอิ๋นและไป๋เหลียงแลกเปลี่ยนสายตากัน
ไป๋เหลียงนั้นใจสั่นไปหมดแล้วที่คุณหนูพูดกับคนพวกนี้ บ้าดีเดือดของแท้ คุณนายเหรินมาได้ยินเข้าคงเป็ลมไปสิบรอบ ทำไมสิบรอบ? เพราะรอบที่สิบยังไม่ฟื้นจึงไม่อาจสลบรอบที่สิบเอ็ดได้ยังไงเล่า
เอาล่ะ..อย่ามัวสนใจความเพ้อเจ้อของไป๋เหลียงเลยตอนนี้ไปดูสนามประลองสี่สนาม ที่มีสี่หัวหน้าของพยัคฆ์เร้นกายคุมกันเองดีกว่า
“คุณชายครับ”
“ว่าไง”
หัวหน้าพยัคฆ์เร้นกายหน่วยที่ห้าเป็ตัวแทนเพื่อนอีกสามคนมาถามว่า“ถ้าใครแพ้คุณชายจะคัดออกเลยเหรอ งั้นลูกน้องพวกเราก็มีแค่ยี่สิบห้าคนสิครับ”
“แล้วพวกคุณมีปัญหาตรงไหน”
“เปล่าครับเพียงแต่..คุณชายบอกว่าให้เรารับมาได้ห้าสิบนี่นา แล้วนี่ก็คือห้าสิบคนที่ฝีมือดีที่สุดของผมนะ”
“ฝีมือก็ยังไม่แสดง จะโม้ยังไงก็ย่อมได้ถ้าพวกเขาเก่งจริง ก็ให้พวกเขาทำให้ผมเห็นเอง คุณไม่จำเป็ต้องช่วยโฆษณา”
ชายผิวเข้มหน้าม่านถอยออกไปอย่างไม่มีอะไรจะพูดอีกพูดไปแล้วถ้าเกิดลูกน้องตัวเองไม่เก่งจริงอย่างที่โอ้อวดจะกลายเป็ขี้โม้อย่างที่คุณชายเหรินว่า
ตลอดทั้งบ่ายเป็การแสดงฝีมือเสียงต่อสู้ดังไม่ขาด เหรินซวงอิ๋นนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายข้างกายมีไป๋เหลียงและชาหนึ่งกา
ไป๋เหลียงแอบหลับบ้างเพราะเบื่อหน่ายแต่คุณชายยังนั่งมองการต่อสู้ราวกับไม่ใช่คน คนที่ไหนนั่งท่าเดิมได้สามสี่ชั่วโมง
เวลาล่วงเลยไปจนค่ำไฟที่ต่อเติมสว่างขึ้น กลุ่มคนเหนื่อยอ่อน แต่คุณชายยังเหมือนเพิ่งมาไม่มีความอ่อนล้าให้เห็น จริงอยู่ที่คุณชายไม่ได้สู้แต่ยิ่งนั่งเฉยก็ยิ่งเมื่อยไม่ใช่หรือ
หัวหน้าพยัคฆ์เร้นกายทั้งสี่เอารายชื่อผู้ชนะมาให้สี่แผ่น แผ่นละยี่สิบห้าคน คุณชายให้คุณไป๋เก็บไว้ แล้วลุกขึ้นยืนขณะที่พวกเขาเข้าแถวหน่วยละห้าแถว แถวละสิบคน มีหัวหน้าหน่วยอยู่หน้าสุด
“ขอบคุณทุกคนที่มาวันนี้”
เหรินซวงอิ๋นใช้น้ำเสียงไม่เคร่งเครียดเท่าตอนแรกที่เจอกันแต่คนแพ้ไม่ค่อยมีใจจะฟังเท่าไหร่ คิดว่าจะออกไปแล้ว แต่ถูกลูกพี่รั้งไว้ก่อน
บอกว่าคุณชายแค่ดูฝีมือไม่ได้ดูที่ผลแพ้ชนะฟังแล้วบางคนก็พอมีหวัง แต่บางคนคิดว่าตนคงไม่ผ่าน เพราะแพ้เร็วเกินไป
“รู้หรือเปล่าว่าทำไมผมให้พวกคุณต่อสู้”ไม่ใช่คำถาม เขาแค่พูดนำเพื่อพูดประโยคต่อไป ดังนั้นจึงไม่ต้องรอให้ใครยกมือตอบ
“การสู้กับเพื่อนสนิท คนสนิทคนพวกนี้รู้จักคุณแต่ละคนดี รู้ว่ามีจุดอ่อนหรือความชำนาญตรงไหนคนที่แพ้ไม่ใช่พวกคุณไม่เก่ง แต่คู่ของคุณมองเห็นจุดอ่อนของคุณต่างหาก”
ทุกคนเพิ่งตระหนักในจุดนี้ก็อึ้งจริงอย่างที่คุณชายบอกมาทุกอย่างเลย
“หน่วยหนึ่ง คนที่หนึ่ง แถวแรกคุณเป็คนไม่เด็ดขาด ลงมือช้า ในวินาทีสำคัญคุณยั้งมือไว้ไมตรีอยู่หรือไงถ้าเพื่อนคุณคนนั้นเป็ศัตรู คุณคงไม่รอดในวันนี้”
“คนที่สองคุณตัวใหญ่ แรงเยอะมั่นใจเกินไปว่าคู่ของคุณตัวเล็กกว่าต้องแพ้ ดังนั้นจึงประมาณไม่ระวังด้านหลัง”
“คนที่สามคุณออกหมัดไว แต่ไม่แม่นยำทำให้เปลืองแรงในการต่อสู้ ไม่รู้จักกำลังตัวเอง พอเหนื่อยแล้วแทบทำอะไรเพื่อนคุณไม่ได้”
“ที่ที่ห้าแถวสองคุณ....”
ทุกคนแทบจะไม่เชื่อว่า คนร่วมสองร้อยมีร้อยคนที่แพ้ แต่คุณชายดูทันหมดว่าใครมีจุดอ่อนยังไง มันเป็ไปได้ยังไงเนี่ยเหลือเชื่อเกินไปแล้วที่อึ้งอีกสี่คือหัวหน้าพยัคฆ์เร้นกายพวกเขาเคยมองคุณชายพิเศษกว่าเด็กหนุ่มทั่วไป ปัจจุบันประเมินเขาสูงขึ้นไปอีก
ชาวยุทธเกรงใจยอดฝีมือ มีคำกล่าวว่าสู้ไม่ไหวก็ให้สวามิภักดิ์ถึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ คนฉลาดเลือกนายเก่งคนโลภเลือกนายรวย คนชนะเลือกนายทั้งเก่งทั้งรวย
พอใจยอมรับ ท่าทีก็เปลี่ยน ทุกคนดูอ่อนน้อมอย่างเห็นได้ชัดแววตาไร้ความกังขา แม้แต่ชายผิวเข้มที่มักจะต่อต้าน ก็ไม่มีท่าทีนั้นแล้ว
“ทุกคนรู้จุดอ่อนตัวเองแล้วนะหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ให้ฝึกตัวเอง กำจัดจุดอ่อนไปซะถ้าอยากเป็ยอดฝีมือก็ต้องไร้จุดอ่อน ผมจะให้สู้อีกรอบ คราวนี้ใครไม่ผิดซ้ำรอยเดิมจะได้เงินเดือนเพิ่ม เื่เงินให้ลูกพี่พวกคุณบอกรายละเอียดกฎระเบียบของผมก็ง่ายๆ มีไม่กี่ข้อ ทุกสามเดือนจะมีการต่อสู้แบบนี้ใครยังมีจุดอ่อนเดิมๆ ผมจะย้ายคุณไปอยู่หน่วยที่สี่”
ทุกคนสงสัย หน่วยที่สี่คืออะไร?
เท่าที่รู้คือในนี้ไม่มีหัวหน้าของหน่วยที่สี่
“เอาตามนี้ก่อนงานแรกที่เราจะรับคือกลางเดือนหน้า ให้ทุกคนเตรียมพร้อม ผมไม่ชอบที่สุดคือคนทำงานพลาด และคนทรยศใครมีคำถามก็ให้ถามซะตอนนี้”
ชายคนหนึ่งชูมือขึ้น แบบกล้าๆ กลัวๆ“นะ..นายครับ นี่คือรับพวกเราทุกคนถูกหรือเปล่า คนแพ้วันนี้ก็รับด้วยผมพูดถูกไหมครับ”
เหรินซวงอิ๋นพยักหน้าให้เขา
“ใช่ ทุกคนเป็คนของผมแล้วยินดีต้อนรับสู่หน่วยพยัคฆ์เร้นกาย เื่งานยังบอกไม่ได้แต่รับรองว่าไม่ใช่ยาเสพติด ไม่ใช่ค้าของเถื่อน และไม่ใช่ค้ามนุษย์”
แทบทุกคนเผยสีหน้าโล่งใจงานคงไม่เสี่ยงคุกมากนัก (มั้ง)
“สำหรับคนแพ้ ไม่อยากให้พวกคุณยึดติดกับคำนี้มากมีใครบ้างจะแพ้ไปชั่วชีวิต และไม่มีหรอกคนที่ชนะตลอดมีก็แต่คนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุด”
ทุกคนเผลอพยักหน้าตามราวกับได้ฟังคำปลุกใจก่อนออกรบก็ไม่ปาน
คุณชายะโ “มีคำถามอีกไหม”
ทุกคนขานรับ“ไม่มีครับนาย!!”
เสียงของทุกคนดังขึ้นเป็อันหนึ่งอันเดียวหลายคนหวนระลึกถึงบรรยากาศตอนฝึกทหาร เืนักรบในกายพลุ่งพล่านมองนายคนใหม่ด้วยความภาคภูมิ แอบสงสัยด้วยว่า แล้วคุณชายฝีมือระดับไหนกันแน่?
.........................................
เื่สยองของพยัคฆ์เร้นกาย
เหล่าลูกน้องใหม่"หัวหน้าๆหน่วยที่สี่คืออะไรกันแน่"
หัวหน้าผิวเข้ม "หน่วยวิจัยพิษและอาวุธลับ"
เหล่าลูกน้องใหม่ ขวัญหนีดีฟ่อ"คงไม่ให้พวกเราไปเป็หนูทดลองหรอกใช่ไหมครับ"
หัวหน้าตัวเล็ก "ก็เป็ไปได้"
ทุกคน"......."