เลขาสาวนำผมเดินมาถึงส่วนออฟฟิศข่าวการเมืองซึ่งเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ภายในตกแต่งเรียบง่ายโดยโทนสีขาวเทาดำผมทำตาโตอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นแสงแดดจ้าที่ลอดผ่านผนังกระจกค่อย ๆเจือจางลงทีละน้อยทั้งที่ดวงอาทิตย์อยู่ตำแหน่งเดิมพิมพ์บอกว่ากระจกที่บุอาคารชั้นนี้ทำจากสมาร์ตกลาส แต่เป็รุ่นที่ปรับได้แค่เป็ใสกับทึบเท่านั้นปรับเป็หน้าจอไม่ได้ มันถูกสั่งให้ควบคุมความสว่างในโถงให้พอดีผมชะเง้อออกไปดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกจากความสูงห้าชั้นเห็นบ้านเมืองเบื้องล่างได้ชัดเจน ผมหันกลับมาสนใจในตัวอาคาร
ชั้นนี้ถูกแบ่งกั้นเป็บล็อครูปลูกบาศก์ซึ่งเป็ห้องทำงานส่วนตัวของพนักงานกระจายอยู่เต็มพื้นที่มีเว้นระยะห่างแต่ละบล็อคพอสมควร ดูผ่อนคลาย ไม่แออัดจนเกินไปแต่ละบล็อกแบ่งกั้นเป็ห้องส่วนตัวของพนักงานสี่คนซึ่งใช้ผนังร่วมกันคนละสองด้านผนังทุกด้านรวมทั้งเพดานที่สูง 2เมตรบุด้วยกระจกสมาร์ตกลาสพิมพ์บอกว่าจะสั่งให้ปรับเป็กระจกใสครึ่งบานเฉพาะซีกบนก็ได้เผื่อต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานที่นั่งบล็อคติดกัน
ขณะนี้ผนังกระจกส่วนใหญ่ถูกปรับให้โปร่งใสเผยให้เห็นพนักงานแต่ละคนกำลังง่วนอยู่กับงานของตน นิ้วพวกเขาลากไปตามหน้าจอบนโต๊ะลอยในอากาศ หรือฝังในสมาร์ตกลาสด้านข้างตามอุปกรณ์ที่เลือกใช้บ้างก็นั่งนิ่งจ้องมองหน้าจอที่ขยับเองราวกับมีชีวิตผมเดาว่าพวกเขากำลังสั่งงานด้วยความคิด ผมเดินตามพิมพ์ไปในโถงทำงานที่เงียบกริบจนน่าขนลุกไม่มีเสียงคีย์บอร์ดหรือเสียงคุยโทรศัพท์เหมือนออฟฟิศที่ผมคุ้นเคยมีเพียงเสียงดนตรีคลอเบา ๆ เป็พื้นหลัง
ผมดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นฮอโลสกรีนขนาดใหญ่ ลอยอยู่กลางอากาศตรงกลางโถงทำให้ส่องสว่างไปทั้งห้อง และเห็นได้ชัดเจนจากทุกจุดในชั้น ตอนนี้เป็จอภาพสามอันกำลังหมุนไปอย่างช้า ๆอันหนึ่งเป็ข้อมูลข่าวสารต่างประเทศ อีกอันเป็ตลาดหุ้นอันสุดท้ายเป็ข้อมูลข่าวด่วนในประเทศ
“ปกติ หัวหน้าจะบรีฟตรงจุดนี้ก่อนแยกย้ายค่ะ“ พิมพ์บอกด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เธอยังเสริมว่าการแสดงผลของฮอโลแกรมใน่พักสามารถใช้เสียงโหวตของคนในชั้นปรับเปลี่ยนได้ว่าอยากดูอะไรหรือเลือกเพลย์ลิสต์ของดนตรีพื้นหลังได้ ผมเข้าใจความบ้าประชาธิปไตยของคนยุคนี้ดีไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศมากนักความยิ่งใหญ่สู้ห้องโถงชั้นหนึ่งยังไม่ได้ เธอพาผมเดินอ้อมมาถึงบล็อคหนึ่งที่ยังว่างอยู่ประตูเปิดค้างไว้
“นี่คือโต๊ะทำงานของท่านค่ะ”พิมพ์กล่าวอย่างสุภาพ ผมมองสำรวจแววตาเป็ประกายเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ บล็อคทำงานส่วนตัวผมมีพื้นที่ราว ๆ 4ตารางเมตร มันดูโล่งเมื่อเทียบกับโต๊ะทำงานของพนักงานอีกคนที่เพิ่งเดินผ่านมาอาจเป็เพราะเริ่มทำงานใหม่จึงยังไม่มีของอะไร สำนักงานไม่มีล็อกเกอร์เพราะทุกคนสามารถเก็บของในห้องส่วนตัวได้ผนังกั้นเป็แบบเดียวกับของคนอื่น ครึ่งบนของผนังตอนนี้ปรับกระจกสมาร์ตกลาสให้เป็สีดำทึบมองทะลุไม่ได้ตู้เซฟส่วนตัวตั้งอยู่บนชั้นวางของเล็กๆ ด้านหลัง ปากประตูทางเข้ามีป้ายชื่อผมเขียนและตำแหน่งนักจับใจความข่าวการเมืองเขียนรอไว้อยู่แล้ว พอรู้ว่าเป็จอแอลซีดีจึงไม่แปลกใจ
พิมพ์บอกให้ผมทดลองนั่งเก้าอี้ดูได้ผมไม่ปฏิเสธ ลองก้าวเข้ามาในห้องแล้วหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ซึ่งเป็เก้าอี้มีล้อตรงตามหลักการยศาสตร์[1]เหมือนเก้าอี้นักเล่นเกม
“ท่านกำลังหาอะไร” พิมพ์ถามเมื่อเห็นผมพยายามควานหาปุ่มนู่นปุ่มนี่ที่อยู่บนเก้าอี้
“ดูว่ามีปุ่มอะไรบ้างอย่างพวกฉายภาพโฮโลแกรมอะไรแบบนี้” ผมตอบส่งเดช จริง ๆ น่าจะบอกว่าหาปรับการเอียงเปิดการนวด ปรับเบาะให้นุ่มขึ้นเพราะรู้สึกนั่งแล้วยังปวดก้นนิด ๆหรือมีลูกเล่นแปลก ๆ มากกว่า โต๊ะก็ดูธรรมดาไม่มีลูกเล่นอะไร
“ไม่มีหรอกค่ะเรามีให้ท่านเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง ถ้าท่านอยากมีก็ซื้อมาเองแล้วเอามาที่ทำงานเราไม่ว่าเพราะนี่เป็พื้นที่ส่วนตัวคุณ แล้วถ้าท่านโดนไล่ออกก็ขนกลับไป”
“ใจเย็นก่อนนะ เราแค่ล้อเล่นเฉย ๆ”ผมแสยะยิ้ม
“แต่เราตอบจริง ๆ”สีหน้าพิมพ์ไม่ได้ดูจริงจัง แต่ไม่ได้ถึงขั้นโกรธผมไม่ใจว่าคนยุคนี้ยังมีอารมณ์ขันอยู่ไหม ผมตัดบทไปลองสำรวจสิ่งของบนโต๊ะต่อมีมอนิเตอร์แค่อันเดียวซึ่งเป็เหมือนแท็บเล็ตขนาดใหญ่ที่ถอดออกมาจากขาตั้งได้ สามารถใช้เป็โทรศัพท์ผ่านจอภาพได้เลยมีพื้นที่ว่างบนโต๊ะอีกราว ๆ สองในสามเพื่อใช้วางงานเอกสาร หรือวางของกินพิมพ์บอกว่ากฎของบริษัทไม่ห้ามนำอาหารมากินแต่ต้องดูแลความสะอาดเองในพื้นที่ส่วนตัว แต่โต๊ะเก้าอี้ ชั้นวาง ตู้เซฟและจอมอนิเตอร์ถือว่าเป็ทรัพย์สินของบริษัทถ้าทำเสียหายต้องชดใช้ ซึ่งผมเข้าใจได้ เป็หลักการทั่วไปสิ่งที่พิเศษคือสามารถใช้เงินซื้อของทุกอย่างในพื้นที่นี้ไปเป็ของส่วนตัวแต่ซื้อที่ดิน 4 ตารางเมตรนี้ไม่ได้ ของทุกอย่างใช้โทนสีขาวดูหรูหราสไตล์โมเดิร์น
“แล้วเราต้องทำอะไรต่อ”ผมถามหลังจากสำรวจข้าวของเครื่องใช้จนพอใจแล้ว
“เดี๋ยวไมตรีจะมอบหมายงานให้ท่านเองค่ะเข่าเพิ่งเสร็จประชุมกับคณะกรรมการบริษัท”พิมพ์เอ่ย ผมรู้จักชื่อนั้น ธรณีบอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าไมตรีเป็หัวหน้าบรรณาธิการแผนกข่าวการเมืองเป็ผู้มอบหมายงานให้ผู้สื่อข่าวทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ
เธอนำผมไปถึงบันไดที่ตั้งข้าง ๆลิฟต์ซึ่งกว้างใหญ่พอที่จะยืนติดกันได้สามคน จู่ ๆ ขั้นก็ค่อย ๆเลื่อนขึ้นเองผมจึงรู้ว่ามันเป็บันไดเลื่อนที่ตื่นจากโหมดสแตนด์บาย[2]เมื่อเราเดินผ่านเซนเซอร์พิมพ์เล่าว่าบันไดทุกอันที่นี่เป็บันไดเลื่อนแม้แต่ทางหนีไฟ ผมถามเธอว่าไม่กลัวไฟฟ้าดับเหรอ เธอตอบง่าย ๆ บันไดเลื่อนก็กลายเป็บันไดปกติท่านก็ขึ้นลงได้อยู่ดีแต่ที่ต้องทำเป็บันไดเลื่อนเพราะความเท่าเทียมของทุกคนคนพิการหรือผู้สูงอายุบางคนเดินขึ้นลงลำบาก จะใช้ลิฟต์แค่ชั้นเดียวก็เปลืองพลังงานมากกว่าเธอบอกว่าแม้ดาดฟ้าของบริษัทจะมีโซลาร์เซลล์ แต่ก็ไม่เพียงพอยังต้องซื้อกระแสไฟฟ้าจากรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าอยู่ ถ้าทุกคนร่วมกันประหยัดพลังงานก็จะทำให้กำไรของบริษัทมากขึ้น ก็เท่ากับว่าทุกคนก็ได้เงินมากขึ้นด้วยความรู้ผมยังไม่มากพอที่จะเถียงเลยได้แต่พยักหน้าอือออไป
พิมพ์พาผมมากับไมตรีที่ออฟฟิศชั้นสี่ ซึ่งมีการกั้นห้องเป็บล็อคแบบเดียวกับชั้นห้า เลขาสาวพาผมเดินผ่านแต่ละจุดพลางแนะนำพนักงานที่เดินผ่านไปด้วยผมแปลกใจว่าเธอจำคนมากขนาดนี้ได้อย่างไรเดาว่าเป็เพราะข้อมูลจากเอวีเอสอีที่เธอสวมอยู่ผมได้เห็นภายนอกห้องทำงานที่มีป้ายชื่อธรณีอยู่ที่มุมหนึ่งของโถงด้านใต้ของป้ายเขียนว่าไม่อยู่ในขณะนี้หากฉุกเฉินโปรดโทรติดต่อบางทีเพื่อผมอาจกำลังออกไปทำข่าวบางอย่าง
ห้องของหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวการเมืองตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของโถงซึ่งคนในแผนกข่าวการเมืองทุกคนจะเรียกเขาสั้น ๆ ว่าหัวหน้าอันที่จริงพิมพ์เล่าตำแหน่งในสายงานนี้ให้ผมฟังแล้วจนหมดแล้ว แต่ผมจำไม่หวาดไม่ไหวเธอเล่าว่านี่ลดลงกว่าเมื่อก่อนแล้ว เมื่อเทคโนโลยีเอไอเจริญขึ้นก็เริ่มเกิดการรวบตำแหน่งเข้าด้วยกันเพื่อลดตัวกลางมีตำแหน่งที่เทียบเท่ากับไมตรีอีกมาก เช่น ผู้อำนวยการผลิตหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด หัวหน้าแผนกเทคโนโลยี-ดิจิตอลผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล และอื่น ๆ ที่ผมไม่ได้สนใจจะจดจำ รวมทั้งหมดเก้าแผนกส่วนตำแหน่งสูงสุดของบริษัทหรือบรรณาธิการใหญ่จะไม่ได้มีคนเดียวแต่อยู่ในรูปคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเป็พนักงานแผนกไหนก็ได้เก้าคนโดยคนที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเป็ประธานคณะกรรมการซึ่งวาระสองปีนี้ก็คือชายสูงวัยที่ชื่ออิทธิ เป็ผังโครงสร้างองค์กรที่แปลกมากแทนที่ตำแหน่งสูงสุดของแต่ละแผนกหรือเหล่าผู้ถือหุ้นใหญ่จะได้เป็คณะกรรมการบริหารกลับเลือกใครก็ได้ขึ้นมานั่งแท่น สิ่งที่ประหลาดอาจไม่ใช่โครงสร้างบริษัท แต่เป็ผมที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ผิดที่ผิดทางเอง
“คณะกรรมการบริษัท ไม่ได้มาจากผู้ถือหุ้นใหญ่เหรอทำไมต้องเลือกตั้ง” เมื่อวานผมถามธรณีไปเช่นนี้
“ยึดหลักประชาธิปไตยไงการทำงานเป็เวลาส่วนใหญ่ของวิธีชีวิตคนคนหนึ่งเลยนะมากกว่าการมีส่วนร่วมทางเมืองอีก อย่างน้อยถ้าเราหรือพนักงานคนไหน ๆ ถูกผู้บริหารเอาเปรียบก็จะมีอำนาจไปเปลี่ยนแปลงได้”
“แปลกดี ยุคฉันแทบมีไม่บริษัทพวกโค-ออป[3] หรือสหกรณ์เลย”
“น่าจะขึ้นกับค่านิยมของคนแต่ละยุคแหละใน่หลายสิบปีนี้คนค่อย ๆ ทยอย ลาออกจากบริษัทรูปแบบดั้งเดิมที่รวมศูนย์อำนาจจนค่อย ๆ ปิดตัวลง ตอนนี้น่าจะเหลืออยู่บ้าง ราว ๆ 1%” ธรณีตอบผมี้เีเถียงต่อจึงเลือกจบบทสนทนาดื้อ ๆ แล้วหันไปเตรียมตัวสัมภาษณ์ในวันนี้แทน
ห้องของไมตรีไม่ได้ดูแตกต่างจากห้องของพนักงานทั่วไปถ้าไม่ได้อ่านป้ายชื่อไมตรีก็คงไม่รู้ผมเชื่อแล้วว่าคนยุคนี้มีความเท่าเทียมไหลเวียนในสายโลหิตจริง ๆเขาเปิดประตูทิ้งไว้เมื่อเราไปถึง ไมตรีหันขวับมาพวกเราที่ยืนรอหน้าห้องเขาถอดเครื่องเอวีเอสอีขนาดใหญ่ที่ครอบตาและหูทั้งสองข้างออกทำให้ผมเห็นใบหน้าอันเกลี้ยงเกลานั้นได้ชัดแม้จะอายุ 45 ปีแล้วผมรู้ข้อมูลของหัวหน้าคนนี้เพราะว่าธรณีบอกล่วงหน้า เขามีท่าทางกระฉับกระเฉงแต่ทั้งศีรษะล้านสนิท ไมตรีบอกทุกคนว่าได้พันธุกรรมศีรษะล้านมาจากพ่อทุกวันนี้มีวิธีรักษาด้วยการใช้ยาปลูกผม หรือแม้แต่ตัดต่อพันธุกรรมแต่เขาไม่อยากรักษาเพราะไม่ได้รู้สึกว่าเป็ปัญหาเขาพอใจกับหน้าตาบุคลิกแบบนี้ที่ทำให้คนอื่นจดจำได้
ผมไหว้สวัสดีเขาอย่างอ่อนน้อม ไมตรีเองก็ไหว้กลับใบหน้ายิ้มแย้มผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ั้แ่ไปตามแต่ละแผนกเพิ่งเจอคนดูมีบุคลิกเป็มนุษย์ที่มีสัมมาคารวะมีมารยาทแถมไม่ถือตัวว่ามีตำแหน่งสูงกว่าผม
“ประชา ท่านเป็เพื่อนของธรณีสินะ”ไมตรีทักโดยผมไม่ต้องแนะนำตัวเลย
ชายศีรษะล้านเชิญให้พวกเราสองคนเข้ามาคุยในห้องผมรู้สึกแปลกใจที่ห้องทำงานของเขาแทบไม่ตกแต่งอะไรเลย ราวกับเพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ต่างจากห้องผมแค่สองอย่าง อย่างแรกมีกระเป๋า และของใช้ส่วนสามสี่ชิ้นวางบนชั้นอย่างที่สองคือมีจอภาพขนาดใหญ่ติดบนผนังฝั่งหนึ่ง เพิ่มเติมจากจอภาพที่วางบนโต๊ะใช้ทำงาน
“ใช่ครับ เรารู้จักกันมาก่อน”ผมพยักหน้า
“ดีจะได้ทำงานง่ายขึ้น ทุก ๆคนเป็หัวใจสำคัญที่ทำให้ข่าวออกมาดี ทั้งผู้สื่อข่าว ทีมงานช่างภาพ งานเื้ัและนักจับใจความแบบท่าน การสัมภาษณ์เป็ยังไงบ้าง”
“ก็ราบรื่นดีครับ”ผมตอบสั้นไม่อยากสยายยาว ไมตรีไอติดกันสองครั้งพลางปิดปาก ผมขยับตัวหลบเล็กน้อยหรือว่าเขาไม่สบาย
“เยี่ยมเลย ถือว่าขั้นแรกสำเร็จแล้ว” หัวหน้าชูนิ้วโป้งขึ้นให้กำลังใจ
“แล้วเราต้องทำอะไรบ้าง” ผมถามให้แน่ใจแม้ว่าจะหาข้อมูลมาคร่าว ๆ แล้ว
“ทำตามเดิมที่ท่านรู้มานั่นแหละ”ไมตรีตอบ เขากระแอมอีกครั้งหนึ่ง ก่อนพูดต่อ “เราเชื่อว่าธรณีเล่าให้ท่านฟังแล้วหน้าที่หลักคือ เปลี่ยนข้อมูลอันแสนวุ่นวายของข่าวแต่ละเื่กลั่นกรองเป็เื่เล่าที่กระชับ และเข้าใจง่ายสำหรับมวลชน”
เขาอธิบายต่อโดยไม่หยุดพักหายใจ “ทุกเช้าเราจะมาเจอกันที่ชั้นนี้ก่อนเพื่อมอบหมายงานในแต่ละวันแต่ถ้าฝ่ายที่ต้องทำข่าวเฉียบพลันเราก็จะมอบหมายล่วงหน้า หรือถ้ามีข่าวไหนที่ท่านสนใจเป็พิเศษก็เสนอบอกเราได้ หรือมีเื่ทะเลาะกับใครก็มาบอกเราได้เหมือนกัน ฮ่าฮ่าฮ่า”
ชายผู้นี้เล่นมุขเองหัวเราะเองผมจำเป็ต้องแกล้งหัวเราะตามเพราะกลัวเขาเสียหน้า ส่วนพิมพ์ยืนยิ้มนิ่ง ๆ
“เดี๋ยวเราจะขอตัวไปทำงานต่อท่านมีอะไรสงสัยจะถามไหมค่ะ” ผมส่ายหน้า แต่ไมตรีโพล่งขึ้นมา
“คุณประชาได้ถามเื่เงินเดือนไปรึยังเราก็ตอบไม่ได้นะ ไม่ใช่ผู้บริหาร”
“ยังค่ะ บอกแค่ว่าเป็ 0% ของค่าจ้างที่ควรได้รับ”ผมทำหน้าเจื่อน อันที่จริงไม่ได้อยากถามเื่นี้แม้แต่น้อยเพราะรู้สึกว่าเสียมารยาทเหมือนกับเห็นแก่เงิน แต่เมื่อนึกย้อนไปตอนที่สมัครงานในเว็บไซต์ไรต์จ็อบส์ก็มีการคุยถึงเื่เงินกันเป็ปกติแม้แต่คนที่มาในคอมเมนต์ก็ไม่มีใครปิดบังเื่นี้ ดีเหมือนกันที่มีคนถามแทนให้พิมพ์กดปุ่มบางอย่างบนหูฟังที่ครอบหู คงกำลังป้อนคำสั่งให้เอไอคำนวณให้
“48,570 บาทค่ะ” เธอตอบในที่สุด “ถ้าเป็พนักงานจริง ๆก็จะได้เพิ่มอีก บางทีอัตราค่าแรงที่ควรได้รับก็ปรับเปลี่ยนอีก ส่วนรายได้อื่น ๆมาจากผลกำไรของบริษัท”
พอได้ยินตัวเลขก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งคงตัดเื่รบกวนธรณีไปได้หลายเื่ ผมเริ่มเห็นเส้นทางของการปลดหนี้เขาอยู่รำไร
{ ในตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เลขาสาวพูดมากนักได้ศึกษาในภายหลังจึงพบว่าค่าแรงที่ควรได้รับตั้งต้นจากมติร่วมสหวิชาชีพ ปี 2064ซึ่งจะคำนวณจากหลายปัจจัย ได้แก่ความยากการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็ต่อการประกอบอาชีพ ความยากของภาษาที่ใช้ระยะเวลาการทำงาน ความยากงานที่ทำ ผลลัพธ์ของงานที่ทำ ความเสี่ยงจากการทำงานอายุการทำงานประสบการณ์ที่ผ่านมาก่อน ความ้าในตลาด ค่าครองชีพในขณะนั้น และผลประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเื่ความเสี่ยงจากงานที่ทำกรรมการแบกหามจะได้ตัวคูณตรงนี้สูงกว่าพนักงานออฟฟิศ อย่างผมที่เสี่ยงแค่ปวดหลังจากนั่งทำงานนานแน่นอนว่าสูตรการคำนวนสามารถปรับเปลี่ยนค่าถ่วงน้ำหนักของตัวแปรต่าง ๆได้ตามนโยบายรัฐบาล
แท้จริงแล้วบริษัทเอกชนสามารถจ่ายค่าแรงที่น้อยกว่าที่ควรได้รับได้แต่จะขึ้นบัญชีดำไว้ในไรต์จ็อบส์ ทำให้ไม่มีใครกล้ามาสมัครงานและบริษัทเ่าั้จะถูกเก็บภาษีมากขึ้นตามจำนวนปีที่ไม่ยอมปรับค่าแรงขึ้นให้ได้ตามเกณฑ์อีกด้วยส่วนประชาชนจะได้เงินชดเชยจากรัฐบาลให้ได้ครบตามจำนวนที่ขาดแทนดังนั้นสูตรคำนวณจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และมักจะซับซ้อนจนต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วย
ส่วนเื่ผลกำไรของบริษัทที่พิมพ์พูดถึงมาจากหุ้นที่ตนถืออยู่ในบริษัททุกคนเมื่อได้รับเงินค่าจ้างแล้ว จะมีส่วนหนึ่งที่หักเข้าไปเพื่อซื้อหุ้นบริษัทอัตโนมัติเพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็เ้าของบริษัท สำหรับผมคือ หัก 50% ของเงินเดือนสามเดือนแรกไปซื้อหุ้นบริษัทหลังจากนั้นจะเหลือแค่ 10% แต่จำนวน % สามารถแปรเปลี่ยนได้ตาม้าแน่นอนว่าสามารถซื้อหุ้นเพิ่มได้แต่จะมีจำกัดซึ่งกำหนดจากคณะกรรมการบริษัทที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อทุกคนเป็เ้าของบริษัทก็จะไม่มีการปกปิดเงินเดือน สามารถเช็กได้ จากแอปซัมอินไซด์ซึ่งเป็ข้อมูลภายในอินทราเน็ต[4]ของบริษัทในส่วนของงบประมาณว่าบริษัทมีรายรับรายจ่ายเท่าใด จ่ายพนักงานแต่ละคนเท่าใด ผมรู้สึกขัดแย้งอย่างบอกไม่ถูกถ้าทุกคนรู้รายได้ของกันและกัน บริษัทไม่วุ่นวายเอาแต่ทะเลาะกันเื่คนหนึ่งได้มากกว่าอีกคนหรอกเหรอแต่ตอนนี้ไม่ใช่กาลเทศะที่จะเถียง }
“บริษัทมีสวัสดิการอะไรไหมครับ” ผมถาม
“ตามปกติค่ะ”
"เอ่อ... 'ปกติ' ในที่นี้ พอจะยกตัวอย่างได้ไหมครับ"ผมถามออกไป พยายามใช้คำพูดที่ดูเป็ทางการที่สุด
"ท่านเคยได้อะไรมาบ้างล่ะ"ไมตรีมองหน้าผมอย่างสงสัย
ผมรู้สึกได้ทันทีว่าเผลอถามความรู้พื้นๆ ที่ไม่ควรถามเข้าแล้ว
[1]การยศาสตร์หรือ Ergonomics คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนงานหรือสภาพงานให้มีการทำงานที่เป็ระบบและเกิดความเหมาะสมต่อผู้ปฏิบัติงานเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและอุบัติเหตุ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
[2]Standby mode โหมดพักการทำงาน คือสถานะการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงเปิดอยู่แต่ใช้พลังงานในระดับที่ต่ำมากเพื่อให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็ว
[3]บริษัทCo-op (cooperative)หรือสหกรณ์ คือ กิจการที่สมาชิกเป็เ้าของร่วมกันและบริหารงานแบบประชาธิปไตยเพื่อตอบสนองความ้าร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรมของสมาชิก
[4]อินทราเน็ต(intranet) คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบภายในองค์กรใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต