ตอนที่ 45
เพลิงโทสะของหานเฟิง (ต้น)
หานเฟิงที่อุ้มประคองซวงเอ๋อร์ มันร่ายใช้ดาราวาบวับออกอย่างสุดกำลัง เป้าหมายทิศทางไม่แน่ชัด หากเพียงมุ่งไปในทิศทางที่คาดว่าต้องมีหมู่บ้านของผู้คน
กระทั่งผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง หานเฟิงที่หอบหายใจจนหน้าอกหอบสะท้อน ก็มาหยุดยืนอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านที่สงบเงียบ มองเห็นบ้านเรือนหลายหลังยังคงจุดตะเกียงส่องสว่าง เห็นว่าหมู่บ้านมิใช่รกร้าง หานเฟิงก็พลันเป็นยินดี มิรั้นรอ โอบอุ้มซวงเอ๋อร์พุ่งทะยาน มุ่งตรงเข้าหาบ้านหลังหนึ่งที่ยังเห็นว่าด้านในยังคงสว่างไสว
“ โครมมม!!!…”
กลับเป็นเสียงประตูบ้านพังครืนลงมา หานเฟิงที่ร้อนรน ย่อมไม่มีอารมณ์มาเสียเวลามากมารยาท มันถีบประตูเข้าไปในบ้าน สืบหาตัวเจ้าของบ้านจนพบก่อนจะกล่าวคำขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ หมออยู่ที่ไหน?!!!...”
เจ้าของบ้านที่เป็นชายกลางคน ยามแรกพลันตื่นตระหนก คาดคิดว่าตนถูกโจรปล้นบุกรุก หากคนร้าย กลับกลายเป็นถามถึงหมอขึ้นมา เมื่อกอปรกับภาพที่เห็น ว่าในวงแขนของชายหนุ่มเบื้องหน้า อุ้มไว้ด้วย เด็กสาวปีศาจตนหนึ่ง จึงกลับกลายเป็นตกตะลึงไป
“ อ เอ่อ หมอ หมอ...”
เจ้าของบ้านอ้ำอึ้ง หากหานเฟิงไม่คิดรั้งรอจึงกล่าวคำเสียงกร้าว
“ เร็ว!!!”
เพียงคำเดียว หากสำนึกฆ่าฟันเย็นเยียบ เจ้าของบ้านพลันสั่นสะท้าน รีบชี้นิ้วไปในทิศทางหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
“ จ ใจ กลางหมู่บ้าน..”
กล่าวจบ ชายหนุ่มเบื้องหน้าก็หายแวบไปราวกับภูติผี เจ้าของบ้านพลันอ่อนระทวยล้มพับสิ้นสติไป
ส่วนหานเฟิง เมื่อทราบรู้ว่าหมู่บ้านนี้มีหมออยู่ก็มิรีรอลังเล เคลื่อนที่ไปตามทิศทาง จนกระทั่งถึงใจกลางหมู่บ้าน สายตาก็สะดุดเข้ากับเรือนอาคารหลังใหญ่ เรือนอาคารทั้งหลังมืดมิด ไร้แสงไฟแสงตะเกียง หากป้าย ที่แขวนไว้เหนือประตูเรือน บ่งชัดว่าเป็นโรงหมอที่มันต้องการ
“ โครมมม!!!..”
เสียงบานประตูถูกพังครืนดังขึ้นอีกครั้ง เป็นประตูบานใหญ่ของโรงหมอ มิรู้ว่าเสียงนี้พาให้ผู้คนมากเท่าไรที่กำลังนอนฝันหวานต้องตกใจตื่น แต่หานเฟิงมีหรือจะใส่ใจ มันที่ยามนี้ห่วงชีวิตของซวงเอ๋อร์ยิ่งกว่ากระไร จึงรีบร้อนสาวเท้าก้าวไปด้านในอย่างมิต้องให้ผู้ใดออกปากเชื้อเชิญ
“ หมอ!!!!...”
เสียงกล่าวเรียกของหานเฟิงดังกังวานไปทุกห้องหับในเรือนอาคาร กระทั่งกังวานออกไปด้านนอก ไกลไปอีกเจ็ดแปดหลัง ซึ่งหมอในเรือนอาคารมีหรือไม่ ไม่อาจทราบ หากที่ทราบแน่คือทุกคนที่หลับอยู่พลันสะดุ้งสุดตัว
“ หมออยู่ไหน ออกมา อย่าได้ชักช้า ไม่เช่นนั้น ข้าจะเผาทิ้งมันทั้งเรือน...”
สิ้นคำกล่าวประโยคนี้ของหานเฟิง เสียงฝีเท้ากว่าหลายครู่พลันดังขึ้น ก่อนที่ช่องทางเดินจะปรากฏกลุ่มชายหญิง มีทั้งหนุ่มฉกรรจ์และคนชรา ส่วนที่นำหน้าคือผู้เฒ่าเคราขาวที่สีหน้าร้อนรนกว่าผู้ใด
ยามที่กลุ่มคนพบเห็นชายหนุ่มโอบอุ้มไว้ด้วยเงาร่างเล็กบาง ชายชราเคราขาวก็รีบกล่าวคำขึ้นมาในทันใด
“ มาแล้ว หมอมาแล้ว อย่าได้เผาเรือน อย่าได้เผาเรือน…”
มิต้องรอให้หมอเดินมาหา หานเฟิงก็แวบหายไปปรากฏที่ตรงหน้าด้วยตัวเอง จากนั้นก็กล่าวคำขึ้นมาในทันที
“ เร็วเข้า รักษานาง”
ยามที่ชายหนุ่มแวบปรากฏขึ้นมาราวกับภูติผี ก็เรียกขวัญของผู้คนแทบกระเจิดกระเจิง แต่พอเห็นว่า ในอ้อมแขนของชายหนุ่มเป็นสิ่งใด กลับยิ่งพลันให้พวกมันเป็นตื่นตระหนกขึ้นมายิ่งกว่า
“ ต ต แต่นี่มัน ป…”
มิรอให้กล่าวจนจบความ หานเฟิงก็เปิดปากกล่าวคำ พร้อมกับปลดปล่อยสำนึกฆ่าฟันที่พาให้ทุกคนในที่แห่งนั้นหัวใจเย็นเยียบ
“ ใครกล้าบอกว่าจะไม่รักษานาง...”
“ ม ไม่… ไม่มี พวกเราจะรักษาอย่างสุดความสามารถ ท ท่าน อุ้มนางตามข้ามา...”
กล่าวจบ ผู้เฒ่าเคราขาวก็รีบสาวเท้าก้าวเดินจนแลคล้ายจะกลายเป็นวิ่ง จากนั้น ห้องและช่องทางเดินที่มืดมิดก็สว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงขึ้นมา
หานเฟิงสาวเท้าก้าวตามผู้เฒ่าเคราขาว กระทั่งมาถึงห้องแห่งหนึ่งที่ส่งกลิ่นฉุนไปด้วยกลิ่นของสมุนไพร เสียงของผู้เฒ่าเคราขาวก็ดังขึ้นมาอีกครา
“ ว วางเอ่อ... นาง ไว้บนเตียง”
หานเฟิงก้าวเท้าไปที่เตียง วางซวงเอ๋อร์นอนคว่ำ เมื่อเห็นบาดแผลที่คล้ายจะกลายเป็นสีดำก็ยิ่งพาให้มันเจ็บปวดหัวใจ
“ แย่ แย่ แย่…”
ผู้เฒ่าเคราขาวชมมอง กล่าวคำ “ แย่” ออกมาสามคำ พาให้หานเฟิงต้องคิ้วขมวดมุ่น หากมิต้องรอให้มันเปิดปากกล่าวถาม ผู้เฒ่าเคราขาวก็กล่าวขึ้นก่อนแล้ว
“ นางเสียเลือดมาก ทั้งบาดแผลก็มีพิษ”
ผู้เฒ่าเคราขาวกล่าวจบก็นั่งลงที่ข้างเตียง ยังมิทันได้ทำสิ่งใด เสียง ของหานเฟิงก็ดังขึ้นก่อนแล้ว
“ ห้ามนางตกตาย”
ผู้เฒ่าเคราขาวได้ยินคำก็ชะงักงัน หากปากยังคงกล่าวตอบกลับมา
“ เราจะรักษาอย่างสุดความสามารถ”
กล่าวจบก็ลงมือกรีดเสื้อเปิดให้เห็นเป็นแผ่นหลังที่เกรอะกรังไปด้วยคราบโลหิต แม้โลหิตที่บาดแผลจะหยุดไหลไปก่อนแล้วเพราะหานเฟิงที่ใช้ลมปราณช่วยระงับไว้ แต่ทว่า โลหิตที่ต้องเสียไปในก่อนหน้านั้นก็มากพอที่จะทำให้ซวงเอ๋อร์เข้าขั้นวิกฤต
หมอลงมือรักษาอาการ โอสถสมุนไพรถูกนำเข้ามา น้ำร้อน น้ำอุ่น ผู้คนพากันเดินเข้าออก หานเฟิงต้องถอยกายไปยืนชิดผนังห้อง สายตาจับจ้องแผ่นหลังของซวงเอ๋อร์ มองผ้าขาวที่ซับคราบโลหิตจนแดงฉาน ในใจอดมิได้ที่จะรู้สึกเป็นกังวน หากที่มากไปกว่านั้น คือเพลิงโทสะอันสุดระงับที่กำลังครุกรุ่นขึ้นมา
‘ กองโจรร้อยอสูร แล้วสักวันเราจะได้เห็นดีกัน...’
เวลายังคงล่วงผ่าน กระทั่งฟากฟ้าเบื้องนอกปรากฏริ้วแสงจากอรุณรุ่ง บรรดาแพทย์หมอที่พยายามอย่างหนักกันทั้งคืนในที่สุดก็สามารถที่จะหยุดพัก เป็นอาการของซวงเอ๋อร์คงที่แล้ว พวกมันจึงรู้สึกผ่อนคลายราวกับกระบี่ที่จี้อยู่ที่คอถูกถอนกลับไป
“ นางปลอดภัยแล้ว หากยังคงต้องพักผ่อน”
ผู้เฒ่าเคราขาวกล่าวกับหานเฟิงด้วยสีหน้าที่เหน็ดเหนื่อย เป็นมันทุ่มเทสมาธิทำการรักษาตลอดทั้งคืน จึงฉุดยื้อชีวิตของปีศาจน้อยผู้นี้เอาไว้ได้
“ แล้วพิษ…”
หานเฟิงยังคงเป็นกังวน หากผู้เฒ่าเคราขาวก็กล่าวแทรกขึ้นว่า
“ ได้รับยาแก้พิษแล้ว...”
ได้ยินคำหานเฟิงจึงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ยกมือขึ้นป้องคำนับผู้เฒ่าเคราขาวเบื้องหน้าพร้อมกล่าวคำ
“ ขอบคุณท่านหมอช่วยเหลือ ก่อนหน้านี้ผู้เยาว์ร้อนรน จึงเสียมารยาทไปมาก ขอท่านหมออย่าได้ถือสา”
ผู้เฒ่าเคราขาวได้ฟังก็ยกมือโบกปัดว่า “ มิเป็นไร มิเป็นไร…”
“ ยังคงรบกวนท่านหมอ อย่าให้ผู้ใดทราบรู้ว่านางพักรักษาตัวอยู่ในที่แห่งนี้”
แน่นอน ที่หานเฟิงกังวนคือผู้คนที่พอทราบว่านางเป็นปีศาจ ก็จะพากันมารังควานสร้างความวุ่นวาย
“ ข้ากำชับทุกคนไว้หมดแล้ว เจ้ามิต้องกังวน”
“ ยังต้องขอบคุณท่านหมออีกครั้ง” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นป้องคารวะอีกครา มันที่ยามนี้ การแสดงออกแทบจะดูเป็นคนละคนกับตอนที่บุกเข้ามาอย่างลิบลับ
ผู้เฒ่าเคราขาวยังคงเพียงโบกไม้โบกมือก่อนเดินจากไป ส่วนหานเฟิงก็สืบเท้าเดินเข้าหาซวงเอ๋อร์ ที่ยังคงนอนคว่ำไม่ได้สติอยู่บนเตียง มองเห็นว่าแผ่นหลังของนางยังมีสมุนไพรโปะเอาไว้ตรงรอยแผล มันจึงหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ ยกมือลูบเรือนผมดำขลับของนางอย่างอ่อนโยน
“ ข้ามิได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้…”
หานเฟิงกล่าวเสียงแผ่วเบา แววตาอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิด
“ ข้าเพียงต้องการฝึกให้เจ้ามีความกล้า มิได้เป็นแต่หวีดร้องในยามมีภัย…”
กล่าวจบก็คล้ายจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกผิดของตัวเอง เดิม มันมีวิธีการมากมายที่จะคลี่คลายสถานการณ์ในตอนนั้น หากเป็นมันคิดใช้สถานการณ์ที่บีบคั้น ฝึกฝนภาวะจิตใจของซวงเอ๋อร์ แต่สุดท้าย ตนกลับพลาด กลับทำให้ซวงเอ๋อร์ต้องบาดเจ็บไป
เวลาล่วงผ่าน หานเฟิงนั่งเฝ้ามองซวงเอ๋อร์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น หากซวงเอ๋อร์ก็ยังคงนอนหลับไหลไม่ได้สติ ส่วนบรรดาหมอก็หวาดกลัวหานเฟิง ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาดูอาการ กระทั่งที่เวลาล่วงเข้าช่วงค่ำ หานเฟิงสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของซวงเอ๋อร์ที่ผิดไป มันใช้หลังมือสัมผัสไปที่แก้มของนาง กลับพบว่าร้อนยิ่ง จึงพลันตะโกนเรียกหมออย่างร้อนรน
“ หมอ!!!...”
“ หมอ!!!...”
เรียกอยู่สองคำ เสียงฝีเท้าที่เต็มไปด้วยความรีบร้อนก็ตรงใกล้เข้ามา ก่อนจะเป็นร่างของชายชราเคราขาว ที่ก้าวเข้าห้องมาอย่างรวดเร็ว
“ ก เกิดอะไรขึ้น?...”
“ นางดูไม่ปกติ ทั้งตัวร้อนยิ่ง ”
ชายชราเคราขาวได้ยินคำของหานเฟิง ก็ผ่อนลมหายใจ สีหน้าแลดูจนใจก่อนจะสืบเท้าเดินเข้าไปเอามือทาบสัมผัสกับใบหน้าของซวงเอ๋อร์ พอชักมือกลับก็เกลี่ยเอาสมุนไพรบนแผ่นหลังออก จนเห็นรอยแผลที่กลายเป็นสีม่วงคล้ำ
“ เกิดอะไรขึ้น!!!”
หานเฟิงที่เห็นว่าบาดแผลของนางแปลกไปก็โพลงขึ้นอย่างแตกตื่น พอเห็นว่าผู้เฒ่าเคราขาวส่ายหน้า หัวใจยิ่งบีบรัดขึ้นมา ก่อนที่คำกล่าวต่อมาของผู้เฒ่าเคราขาวเกือบทำให้มันต้องทรุดลง
“ นางคงไม่รอดแล้ว…”
“ หมายความว่ายังไง!!!”
หานเฟิงกล่าวเสียงกร้าว กระชากคอเสื้อของชายเคราขาวเข้ามาด้วยอารมณ์เดือดดาล หากคำตอบของผู้เฒ่าเคราขาว กลับยังมิใช่สิ่งที่มันต้องการจะได้ยิน
“ จะฆ่าข้า ก็ฆ่าเถอะ นันหนูนั่น จะอย่างไรก็คงไม่รอดแล้ว...”
“ ข้าถามว่า ทำไม?!!!”
หานเฟิงกล่าวคำพร้อมกับปลดปล่อยสำนึกฆ่าฟันเย็นเยียบ หากยามนี้มันมิฝืนรั้งอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ มันคงอาจระเบิดชายชราผู้นี้จนกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือนไปแล้ว
“ เป็นพิษ...”
“ พิษ!!! ไหนเจ้าบอกว่าได้รับยาแก้แล้ว...”
“ ล้วนเป็นข้าโกหกเจ้า… ข้าหาได้มีมียาแก้พิษแต่อย่างใด”
ได้ยินคำหานเฟิงก็พลันบังเกิดโทสะอย่างสุดระงับ หากพยายามยับยั้งชั้งใจตัวเองมิให้พลาดพรั้งกระทำสิ่งใดลงไป
“ ทำไม ทำไมต้องโกหกข้า...”
หานเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า หน้าอกของมันหอบสะท้อนอย่างหนักหน่วง ชายชราเคราขาวที่เห็นเช่นนั้นก็ผ่อนลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ในแววตาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวจ้องประสานกันกับหานเฟิง ก่อนที่ปาก จะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวต่อมา
“ ขาชมดูก็ทราบ ว่าเป็นนางต้องพิษที่นิยมใช้กันของพวกกองโจรร้อยอสูร ซึ่งยาแก้พิษ ก็คงมีเก็บไว้กับเพียงหัวหน้าของพวกมัน”
“ แล้วเหตุใดจึงไม่บอกข้าตั้งแต่แรก?”
“ เพราะข้ารู้ ว่าหากบอกเจ้าไปเช่นนั้นตั้งแต่แรก เจ้าคงต้องรีบไปทวงถามยาแก้พิษจากพวกมัน”
“ ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”
“ แต่เพราะข้าที่เป็นหมอ หน้าที่คือช่วยชีวิตคน จึงมิอาจหักใจ ปล่อยให้เจ้าต้องเอาชีวิตไปทิ้งด้วยอีกคน...”
หานเฟิงได้ยินคำก็ปล่อยคลายมือออกจากคอเสื้อของชายชรา เพียงกล่าวขึ้นว่า “ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะเอาชีวิตไปทิ้ง”
มิรอให้ชายชรากล่าวสิ่งใด หานเฟิงก็กล่าวขึ้นต่อ “ บอกต่อข้า พวกมันอยู่ที่ใด?”
“ จ เจ้า จะบ้าไปแล้วหรือ?... พวกมันคือกองโจรร้อยอสูรนะ”
ชายชรากล่าวอย่างแตกตื่นร้อนรน พลันให้หานเฟิงต้องกล่าวขึ้นว่า “ แล้วอย่างไร...” ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“ ไม่ว่าผู้ใดต่างก็ทราบรู้ ว่ากองโจรร้อยอสูร คือเงื้อมือในเงามืดของราชวงศ์นภาทมิฬ ดังนั้น เจ้า ที่จะอย่างไรก็มิอาจแตะต้องพวกมันเป็นอันขาด”
ชายเคราขาวกล่าวคำ จับจ้องมองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยสายตาที่สั่นสะท้าน หานเฟิงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงพลันเข้าใจในความหวาดกลัวของพวกชาวบ้านที่มีต่อกองโจรร้อยอสูรขึ้นมา แต่ทว่า มีหรือที่คนเช่นมันจะเกรงกลัว
“ ข้าถามว่าพวกมันอยู่ที่ใด? ไอ้คนที่มียาแก้พิษนั่นนะ…”
ชายชราเคราขาวเห็นแววตาที่จริงจังของหานเฟิง ก็ได้แต่จำต้องกล่าวคำออกมา
“ ทางตะวันออก เยื้องขึ้นเหนือเล็กน้อย จะมองแนวเทือกเขาใหญ่ แถวบริเวณตีนเขา พวกมันน่าจะตั้งค้ายอยู่ไม่ห่างจากเหมือง... แล้วก็อีกอย่าง…”
กล่าวถึงตรงนี้ ชายชราเคราขาวก็เหลียวหน้ามองไปยังซวงเอ๋อร์ ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า
“ หากเจ้าสามารถ ต้องกลับมาให้ทันก่อนรุ่งสาง”
หานเฟิงเห็นท่าทางของชายชราก็เข้าใจ จึงกล่าวขึ้นว่า “ จนกว่าข้าจะกลับมา ห้ามนางเป็นอะไรไป”
สิ้นคำหานเฟิงก็หายแวบไปราวกับภูติผี ผู้เฒ่าเคราขาวจึงได้แต่ส่ายศีรษะแล้วกล่าวขึ้นว่า
“ ไฉนคนหนุ่มสาวสมันนี้จึงมิค่อยรักถนอมชีวิตของตัวเองกันเสียเลย...”
หานเฟิงกระโจนทะยานไปตามทิศทางที่ผู้เฒ่าเคราขาวบอกกล่าว มันมิได้ร่ายใช้ดาราวาบวับอย่างบ้าคลั่ง มันที่แม้จะร้อนรน หากยังคงมีสตินึกคิด เพราะความแข็งแกร่งของศัตรูยังไม่ปรากฏชัด มันจำต้องรักษาระดับพลังให้อยู่ในขอบเขตที่สมบูรณ์
ก้าวกระโจนไปตามเส้นทางได้ชั่วขณะหนึ่ง ก็มองเห็นแนวเทือกเขาอยู่ไปไม่ไกลห่าง จึงมั่นใจแน่ว่ามาถูกทาง จึงเร่งฝีเท้าขึ้นหน้าสืบไป
กระทั่งผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ในที่สุดก็เข้าใกล้กับแนวเขา ก่อนที่หานเฟิงจะพลันสัมผัสได้ว่า ผืนป่าที่เบื้องหน้ากำลังมีบางอย่างเคลื่อนไหว สัมผัสวิญญาณของมันตรวจจับเอาไว้ได้ เห็นเป็นคนที่ระดับพลังเพียงแค่ปราณบาดาลขั้นกลาง
มิรอช้า หานเฟิงร่ายใช้ดาราวาบวับเข้าประชิด ค่อยเห็นเป็นมนุษย์ในลักษณ์ของสัตว์ เป็นมนุษย์แมวป่าสีดำ มนุษย์แมวป่าตนนั้งเห็นหานเฟิงเข้าประชิดก็ตระหนกยิ่ง หากมิทันส่งเสียใด มือหนาก็เกาะกุมเข้าที่ลำคอ ก่อนที่เสียง “ กร๊อบบ!!!” จะดังขึ้น มนุษย์แมวทรุดกายลง ตกตายไปอย่างไม่เข้าใจ
หานเฟิงสืบเท้าเดินทางต่อ แนวป่ากว้างใหญ่ หากมุ่งเดินหน้าไปได้ไม่ไกลก็เห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายทาง มันรีบร่ายใช้เร้นประกายดาราปิดซ่อนตัวตน กระทั่งที่เข้าใกล้ จึงค่อยแลเห็น ว่าแสงวาบวับที่เห็นก่อนหน้า กลับเป็นคบไฟ ที่ปักอยู่เรียงรายไม่ห่างไกลจากซุ้มกระโจม เป็นซุ้มกระโจมนับได้เกือบร้อยหลัง ทั้งยังเห็นมนุษย์ ที่แลไม่คล้ายมนุษย์ อีกกว่าหลายสิบคน ที่บ้างก็กำลังยืนสอดส่ายสายตา และบ้าง ก็กำลังเดิน...
“ อยู่กันที่นี่เอง เช่นนั้นก็เตรียมตัวรับเพลิงโทสะของข้าให้ดีก็แล้วกัน...”