พอไห่หยวนกล่าวเสร็จ คนก็จูงข้อมือของเยี่ยหลงไปยังลานฝึกกระบี่
เมื่อไห่หยวนกับเยี่ยหลงเดินนำไปแล้ว หลิวหลี่เจี๋ยก็กล่าวศิษย์น้องและศิษย์พี่ตนขึ้น " พวกเราจะรอช้าอยู่ไย ตามไปชมสิ หากมีใครต้องการจะพนันล่ะก็ ข้าลงข้างไห่หยวน สามสิบเหรียญเงิน "
ทันทีที่หลิวหลี่เจี๋ยกล่าวมาแบบนั้น ทั้งศิษย์พี่ศิษย์น้องคนก็พากันส่ายหัว และเดินตามพวกเยี่ยหลงไป
หลิวหลี่เจี๋ยที่เห็นแบบนั้น ก็กล่าว " ข้ารู้นะการพนันมันไม่ดี แต่ก็ไม่เห็นต้องเดินหนีข้าเลยหนิ ศิษย์พี่ศิษย์น้อง "
พอหลิวหลี่เจี๋ยกล่าวเสร็จ คนก็เดินตามพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องตนไป
ส่วนทางด้านหลิงเถียนอี้ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คนก็ไม่ห้ามอะไร และมุ่งไปทำธุระของตน
ไม่นานพวกคนก็มาถึงยังลานฝึกกระบี่ของดอยไผ่ใหญ่ เมื่อคนมาถึงแล้ว เยี่ยหลงกับไห่หยวน ก็ทำการยืนประจันหน้ากัน
หลังจากจ้องหน้ากันสามลมหายใจ ไห่หยวนก็เป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีก่อนโดยใช้การต่อย
เยี่ยหลงที่เห็นหมัดพุ่งมา คนก็ทำการปัดป้อง
ไห่หยวนโจมตีด้วยหมัดไปเรื่อยๆ โดยที่หมัดที่คนใช้โจมตีนั้นเป็นเพียงวิชายุทธ์พื้นฐานของวิชาหมัด
ธรรมดาทั่วๆไปเพียงเท่านั้น เพื่อทดสอบเยี่ยหลงดูว่าจะปัดป้องได้มั้ย
พอเห็นว่าเยี่ยหลงปัดป้องได้หมด คนก็ทำการเริ่มใช้วิชาหมัดระดับปานกลางในทันที
คนใช้ต่อยอยู่นานสองนาน ผลปราฏว่าเยี่ยหลงก็ยังปัดป้องได้
ไห่หยวนกล่าว " การปัดป้องดีเยี่ยมๆมากศิษย์น้อง งั้นลองกระบวนท่าหมัดแบบพิสดาร ดูว่าจะรับได้มั้ย "
ทันทีที่ไห่หยวนกล่าวเสร็จ คนก็ทำตามที่บอกในทันที
ผลปราฏว่าเยี่ยหลงกันได้แค่สิบห้าหมัด และในหมัดที่สิบหก คนก็โดนต่อยเข้ากลางอกเต็มๆ
ทันควันที่หมัดของไห่หยวนปะทะเข้ากับผิวหนังของเยี่ยหลง คนก็รู้สึกเจ็บมือมาก จนชักมือกลับและสะบัดมือด้วยความเจ็บ
' นี่มันผิวหนังคนหรือเกล็ดมังกรเนี่ย แข็งมาก '
ไห่หยวนคิด
เมื่อไห่หยวนทดสอบการปัดป้องของเยี่ยหลงแล้วว่าอยู่ในระดับไหน คนที่อยากรู้ว่า แล้วการโจมตีของเยี่ยหลงล่ะ จะอยู่ในระดับใด
คนก็กล่าวกับเยี่ยหลง " ศิษย์น้องแปด ลองโจมตีศิษย์มาบ้างสิ ศิษย์พี่อยากรู้ว่าการโจมตีอยู่ในระดับใด "
เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้น ก็กล่าวตกลง " ได้สิ ศิษย์พี่ "
หลังจากเยี่ยหลงตอบรับเสร็จ คนก็เริ่มโจมตีด้วยการต่อยในทันที
คนโจมตีต่อยอยู่นาน แต่ไห่หยวนก็ปัดป้องได้อย่างหมดจด
ครั้นเยี่ยหลงเห็นว่าการโจมตีหมัดแบบดาดๆไม่ได้ผล คนจึงลองใช้ท่าคว้าจับที่อัลเบียนสอนดู
โดยคนทำเป็นใช้หมัดต่อยแบบดาดๆ ทันทีที่ไห่หยวนจะปัดป้อง คนก็ทำการเปลี่ยนจากการกำหมัดเป็นการใช้มือจับยึดแขนไห่หยวนไว้ในทันที
เมื่อไห่หยวนโดนจับแบบนั้น คนก็ตระหนกเล็กน้อยที่ตนเองโดนจับได้ จากกระบวนท่าง่ายๆแบบนี้
พอไห่หยวนโดนจับ คนที่แม้จะรู้ตัวว่าการยึดจับแบบนี้มันแก้ง่ายๆ แต่ถึงแม้คนจะแก้การยึดจับของเยี่ยหลงได้อย่างง่ายๆ แต่คนก็ไม่ยอมคลายการโดนยึดจับ เพราะอยากรู้ว่าการโจมตีของเยี่ยหลงจะรุนแรงแค่ไหน
เมื่อเยี่ยหลงตรึงร่างของไห่หยวนได้ คนก็ทำการใช้หมัดอีกข้างที่ว่างต่อยหน้าไห่หยวนไปเต็มๆ
ทันทีที่ไห่หยวนโดนต่อยหน้าไปที คนก็อยากจะร้องว่าโอ้โห ทำไมมันรุนแรงจัง แต่คนยังไม่ทันได้ร้อง คนก็โดนต่อยหน้าไปอีกครั้ง
คนโดนไปถึงสามหมัด และเยี่ยหลงก็หยุดในหมัดที่สาม
พอเยี่ยหลงหยุดต่อย คนก็สะบัดหน้าด้วยความมึนงง
พอเยี่ยหลงเห็นว่าไห่หยวนกำลังสะบัดหน้าด้วยความมึนงง คนก็คลายการจับยึดออก
ทันทีที่เยี่ยหลงคลายการจับยึดออก ไห่หยวนก็ล้มนั่งลงไป และกล่าว " พอ พอ จบการประลองเพียงเท่านี้ ศิษย์น้องแปดหมัดเจ้าแรงมาก "
เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้น ก็ยิ้มแห้งๆและกล่าว " ขอโทษด้วยศิษย์พี่ ข้าลงมือหนักไปหน่อย "
ไห่หยวนกล่าว " ไมเป็นไรหรอก ได้รู้ว่าเจ้ามีดีที่อะไรก็ดีแล้ว "
พอไห่หยวนกล่าวจบ หลิวหลี่เจี๋ยที่ได้ฟังว่าการประลองยุติแล้ว คนก็กล่าว " จบแล้วหรอ สรุปไห่หยวนแพ้งั้นสิ โชคดีนะ ไม่มีใครรับพนันข้า "
" ในเมื่อการประลองจบแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันเถอะ " เฉินฉางชุนกล่าว
พอเฉินฉางชุนกล่าวมาแบบนั้น
หลิวหลี่เจี๋ยก็กล่าวขึ้น " งั้นข้าไปทำธุระของข้าก็แล้วนะ ถ้ามีใครประลองกันอีก อย่าให้ข้าพลาดล่ะ "
หลิวหลี่เจี๋ยกล่าวเสร็จคนก็เดินจากไปในทันที
พอหลิวหลี่เจี๋ยเริ่มออกเดินแล้ว ฟู่จางเหว่ย เลี่ยงลี่ หนิงจินหลง ก็เริ่มออกเดินแยกย้ายกันไปตามทางของตนเช่นกัน
ตัดมาทางด้านไห่หยวนที่กำลังนั่งอยู่ เยี่ยหลงก็ยื่นไปให้ไห่หยวนเป็นการแสดงถามว่า ให้ตนช่วยมั้ย เป็นน้ำใจระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้อง
ไห่หยวนที่เห็นดังนั้น ก็ไม่ปฏิเสธ ยอมจับมือเยี่ยหลงและให้เยี่ยหลงดึงตนขึ้นมายืน
พอคนยืนได้เสร็จ คนก็กล่าว " ขอบคุณมากศิษย์น้องแปด งั้นศิษย์พี่ขอตัวก่อนนะ พอดีศิษย์พี่มีบางสิ่งต้องทำน่ะ "
" อ๋อ งั้นหรอ เช่นนั้นเชิญศิษย์พี่ไปเถอะ " เยี่ยหลงกล่าว
ครั้นเยี่ยหลงกล่าวเสร็จ ไห่หยวนก็เดินจากไป
เมื่อไห่หยวนจากไปแล้ว เยี่ยหลงก็คิด ' เราไปฝึกปรือเวทด่านประตูทั้งหก ที่ป่าไผ่ดีกว่า เพื่อที่เราจะเปิดด่านประตูต่อๆไปให้ได้ '
พอคิดเสร็จคนก็มุ่งไปยังป่าไผ่ในทันทีเพื่อฝึกปรือ
ตัดมาทางด้านเยว่ปิงเหยียน หลังจากกลับมาสู่สำนักวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็ง คนก็เข้าพบอาจารย์ตนหรือเจ้าสำนัก ณ ที่ตำหนักของอาจารย์ตนในทันที
เมื่อคนมาเจออาจารย์ตน เยว่ปิงเหยียนก็กล่าวกับอาจารย์ตนขึ้น " ศิษย์เยว่ปิงเหยียน นำลูกศิษย์ของวังวิหคฟ้านภาเยือกแข็ง ที่ไปยังดินแดนเวทลี้ลับกลับมาแล้วค่ะท่านอาจารย์ "
" เด็กดีในที่สุด เจ้าก็กลับมาแล้ว ไหนลองบอกอาจารย์มาซิ ว่าทางสำนักเรา ได้ของวิเศษอันใดมาบ้าง "
อาจารย์ของเยว่ปิงเหยียนกล่าวถาม
เยว่ปิงเหยียนที่ได้ฟัง ก็ไม่รีรอช้า เรียกสมบัติที่ตนรวบรวมมาจากศิษย์ทั้งหลายที่เข้าไปยังแดนเวทลี้ลับออกจากแหวนมิติและเอาออกมาให้อาจารย์ตนชม
โดยของที่มีค่ามากที่สุด มีอยู่ห้าอย่าง หนึ่งคือ ดอกมะลิขาวแดง สองคือ โสมระงับไอเย็น สามคือ หญ้าแดงเพิ่มพลังหยาง สี่คือ ดอกท้อฟ้ายกระดับเขตแดนพลังเวท ห้าคือ น้ำค้างเซียนขาว ช่วยทำให้ทะลวงขั้นได้สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น
พอเยว่ปิงเหยียนเรียกของที่ได้มาให้คนชมหมดแล้ว คนก็ทำการเก็บของทั้งหมดกลับแหวนมิติดังเดิม จากนั้นก็มอบแหวนให้อาจารย์ตนกับมือ
เมื่อเยว่ปิงเหยียนเข้าใกล้ตัวของอาจารย์ตนเพื่อมอบแหวนแล้ว อาจารย์ของเยว่ปิงเหยียนที่สัมผัสได้ถึงไอร้อนบางอย่างจากร่างกายของเยว่ปิงเหยียนเมื่อคนเข้ามาใกล้ ซึ่งผู้ฝึกวิชาเกี่ยวกับความเย็นไม่ควรจะมี
ก่อนที่เยว่ปิงเหยียนจะหันหลังเดินจากไป คนก็คว้าจับข้อมือของเยว่ปิงเหยียนเอาไว้ และทำการตรวจสอบร่างกายของเยว่ปิงเหยียนว่ามีไอร้อนจริงมั้ย สรุปว่ามีจริง
อาจารย์ของเยว่ปิงเหยียนจึงกล่าวถาม
เยว่ปิงเหยียนขึ้น " ในตัวเจ้ามีไอความร้อนได้เช่นไร "
เยว่ปิงเหยียนยังไม่ทันตอบ อาจารย์ของเยว่ปิงเหยียน ก็ทำการตรวจสอบร่างกายของเยว่ปิงเหยียนลึกลงไปอีก
" เจ้าเสียพรหมจรรย์แล้ว " อาจารย์เยว่ปิงเหยียนกล่าว
ทันควันที่อาจารย์ของคนทราบแล้วว่าคนเสียพรหมจรรย์แล้ว คนก็ทำการดึงข้อมือออกจากการจับของคน และทำการนั่งลงทำท่าทำความเคารพ เพื่อแสดงการสำนึกผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน
" ไอ้ชายชั่วที่ทำเจ้าเสียพรหมจรรย์มันเป็นใคร "
อาจารย์เยว่ปิงเหยียนกล่าวถาม
เยว่ปิงเหยียนไม่บอก ทำเพียงบอกว่า " ศิษย์สำนึกผิดแล้ว "
อาจารย์เยว่ปิงเหยียนถามซ้ำ " มันเป็นใคร "
เยว่ปิงเหยียนไม่บอกดังเดิม ทำเพียงบอก " ศิษย์สำนึกผิดแล้ว "
ทันทีที่เยว่ปิงเหยียนตอบมาแบบเดิมดังนั้น อาจารย์ของเยว่ปิงเหยียนก็กำนัลฝ่ามือเข้าหน้าของ
เยว่ปิงเหยียนไป จนคนหน้าหัน
พอคนตบเยว่ปิงเหยียนแล้ว คนก็กล่าวขึ้น "
เยว่ปิงเหยีบน นังศิษย์ไม่รักดี ข้าเยว่มู่หลาน เลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่เล็กๆ คอยพร่ำสอนอยู่เสมอ ว่าไม่ให้เจ้าสนใจเรื่องพวกนี้ และขอยอมตายดีกว่าที่จะให้ชายใดมาทำเรื่องแบบนี้กับตน แต่เจ้ากลับไม่จำ และกระทำการเรื่องงามหน้าแบบนี้ "
เยว่ปิงเหยียนกล่าว " ศิษย์ผิดไปแล้ว อาจารย์จักลงโทษแบบใด ศิษย์ขอน้อมรับ "
" เจ้ายอมลงโดนลงทัณฑ์ดีกว่า จะบอกว่าใครทำให้เจ้าเสียพรหมจรรย์งั้นเหรอ " เยว่มู่หลานถาม
เยว่ปิงเหยียนไม่ตอบ
เมื่อเยว่ปิงเหยียนไม่ตอบ เยว่มู่หลานก็กล่าวขึ้น " ดี เช่นนั้นข้าจะขังเจ้าที่ตำหนักไร้แสง รอวันทำลายเส้นพลังของเจ้า "
ทันทีที่เยว่มู่หลานกล่าวมาแบบนั้น สตรีนางหนึ่งที่คอยเฝ้าดูทั้งสองอยู่หน้าประตูตำหนัก ก็พุ่งพรวดเข้ามานั่งคุกเข่าทำมือทำความเคารพอย่างรวดเร็วและกล่าว " ท่านอาจารย์ใหญ่ ได้โปรดอย่าทำลายเส้นพลังของอาจารย์ข้าเลย แค่ขังนางในตำหนักไร้แสง ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว ได้โปรดท่านอาจารย์ใหญ่พิจารณาด้วย "
เมื่อหญิงสาวที่พุ่งพรวดมากล่าวแบบนั้น เยว่มู่หลานก็พยายามระงับโทสะ
ไม่นานคนก็ระงับโทสะได้ จากนั้นจึงค่อยกล่าว " ได้ เห็นแก่ที่อาจารย์เจ้า ที่เคยเป็นหน้าเป็นตาของสำนักให้หลายต่อหลายครั้ง ข้าจะขังอาจารย์เจ้าเพียงอย่างเดียวก็แล้วกัน"
ทันทีที่กล่าวจบ คนก็กล่าวกำลังจะกล่าวเรียกคนให้มาพาเยว่ปิงเหยียนไปขัง
แต่ยังไม่ได้ทำ หญิงสาวลูกศิษย์ของเยว่ปิงเหยียนก็กล่าวขอขึ้นก่อน " ท่านอาจารย์ใหญ่ หากเป็นไปได้ ข้าจะขอนำอาจารย์ข้า ไปขังด้วยตัวเองได้หรอไม่ "
เยว่มู่หลานตอบ " ได้ เช่นนั้นก็รีบเลย ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจมาทำลายเส้นพลังของนังศิษย์ชั่วนี่ "
เมื่อเยว่มู่หลานกล่าวจบ เยว่ปิงเหยียนก็กล่าว " ขอบคุณท่านอาจารย์ที่กรุณาต่อศิษย์ "
เยว่มู่หลานที่ได้ฟังก็ทำเพียงหันหลังให้
พอเยว่มู่หลานหันหลังให้แล้ว หญิงสาวลูกศิษย์ของเยว่ปิงเหยียนก็ยืนขึ้น และเดินเข้ามาประคองให้
เยว่ปิงเหยียนยืนขึ้น จากนั้นก็พาเยว่ปิงเหยียนไปยังที่คุมขัง
เมื่อพวกพวกเยว่ปิงเหยียนเริ่มเดินจากไป ก็ได้มีใครหารู้ไม่ว่าเยว่มู่หลานบังเกิดน้ำตาไหลขึ้น เพราะสงสารศิษย์รัก
ไม่นานพอเยว่ปิงเหยียนมาถึงที่คุมขังแล้ว ก่อนที่คนจะได้เข้าไปในตำหนัก คนก็กล่าวกับลูกศิษย์ตนว่า "
ฉู่ซินหลาน หากเมื่อใด ข่าวเรื่องข้าเสียพรหมจรรย์ไป และถูกคุมขังถูกแพร่ออกไป ข้าอยากให้เจ้านำความไปบอก ชายที่ชื่อเยี่ยไป๋ แห่ง สำนักเมฆาอรุณว่า ไม่ต้องมาช่วยข้า เพราะข้าปรารถนาที่จะถูกคุมขังด้วยตนเอง บอกเขาไปแบบนี้นะ "
ฉู่ซินหลานหรือลูกศิษย์ของเยว่ปิงเหยียน เมื่อได้ยินคำบอกมาแบบนั้น คนก็ตระหนักรู้ได้ด้วยตนเองว่า ชายชื่อ เยี่ยไป๋ คือคนชิงพรหมจรรย์ของอาจารย์ตนไป
แต่เพื่อความแน่ชัด คนจึงกล่าวถาม " ชายที่ชื่อเยี่ยไป๋ คือคนที่ทำให้ท่านตกอยู่ในสภาพนี้หรือไม่ "
เยว่ปิงเหยียนตอบ " ใช่ "
หลังจากนั้นก็กล่าวบอก " แต่อย่าโทษเขาเลย หากเขาไม่ทำแบบนั้น ข้าคงตายด้วยพิษของมังกรน้ำไปนานแล้ว "
เมื่อฉู่ซินหลานได้ฟังดังนั้น ก็พยักหน้าเข้าใจ และกล่าว " ท่านอาจารย์ไว้ใจข้าได้เลย หากเมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะไปบอกเขาตามคำบอกที่ท่านบอกกับข้าเอง "
เยว่ปิงเหยียนบอกกลับ " ต้องฝากเจ้าด้วยแล้ว "
พอเยว่ปิงเหยียนบอกเสร็จ คนก็ทำการเดินเข้าไปในตำหนักอย่างเดียวดาย
ตัดมาทางด้านของลู่ขุยอัน คนที่กลับมายังดอยป่าดอกท้อและเข้าพบอาจารย์ตน
คนก็ไม่รีรอช้าที่จะทำการคุกเข่าข้างหนึ่งและทำการคารวะ จากนั้นก็กล่าว " ท่านอาจารย์ ศิษย์ลู่ขุยอัน กลับมาแล้ว "
เมื่อลู่ขุยอันกล่าวเสร็จ หลิวเสวี่ยฉีหรือเจ้าดอยป่าดอกท้อก็ทำการพยุงให้ลู่ขุยอันยืนขึ้นและให้เงยหน้าขึ้นมองคน
พอลู่ขุยอันเงยหน้าและมองหน้าสบตาคนแล้ว
หลิวเสวี่ยฉีก็กล่าว " เด็กดี ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว ไหนบอกอาจารย์มาสิ ว่าเจ้าได้อะไรมาบ้าง "
ลู่ขุยอันที่ได้ฟังคำถาม คนก็ทำการแสดงของที่ได้มาแทนคำตอบด้วยเสียงหรือตอบด้วยคำพูด โดยการเรียกของออกมาจากแหวนมิติ
เมื่อของที่ลู่ขุยอันเก็บมาออกมาจากแหวนมิติ และแสดงให้หลิวเสวี่ยฉีดูแล้ว
หลิวเสวี่ยฉีก็กล่าวชม " ได้สมุนไพรดีๆมาเยอะเลยหนิ โดยเฉพาะหญ้าจักรพรรดิครามสิบต้น ที่ช่วยในเรื่องการยกระดับพลังเวท "
ทันทีที่หลิวเสวี่ยฉีกล่าวจบ ลู่ขุยอันก็ทำการเก็บสมุนไพรทั้งหมด กลับเข้าแหวนมิติในทันที
ครั้นลู่ขุยอันเก็บหมดแล้ว คนก็ทำการถอดแหวนและยื่นแหวนให้อาจารย์ตน เพื่อที่จะให้อาจารย์นำสมุนไพรไปแจกให้ศิษย์ของดอยป่าดอกท้อที่ควรต้องใช้
หลิวเสวี่ยฉีที่เห็นลู่ขุยอันยื่นแหวนมิติให้ คนก็ทำการยื่นมือไปหยิบ
แต่ในระหว่างยื่นมือไปหยิบ คนที่สังเกตเห็นความผิดปกติในร่างกายของลู่ขุยอันก่อน คนจึงทำการเปลี่ยนจากจะหยิบแหวนเป็นจับข้อมือของลู่ขุยอันแทน
ทันทีที่คนจับข้อมือของลู่ขุยอันได้ และทำการตรวจสอบ
คนก็พบว่าระดับขั้นพลังวิญญาณของลู่ขุยอันเพิ่มขึ้น หลิวเสวี่ยฉีที่เห็นดังนั้น คนก็กล่าว " เจ้ายกระดับขึ้นจากมหาวิญญาจารย์ขั้นหนึ่ง สู่มหาวิญญาจารย์ขั้นสี่ เร็วขนาดนี้ เจ้าไปทำอะไรมา "
หลิวเสวี่ยฉีไม่รอให้ลู่ขุยอันตอบ คนทำการตรวจสอบร่างกายของลู่ขุยอันลึกลงไปอีก จนพบว่าการยกระดับเขตแดนไม่ได้เพิ่มขึ้นโดยวิธีการสู้จนทะลุขีดจำกัด หรือ ดูดซับวิญญาณสัตว์วิเศษ หรือ ถึงเวลายกระดับเองตามธรรมชาติ แต่มันมีร่องรอยที่เพิ่มมาจากการร่วมรักระหว่างชายหญิง หรือ การบำเพ็ญคู่
หลิวเสวี่ยฉีที่เห็นร่องรอยมาดังนั้น คนก็กล่าวขึ้น " เจ้าเสียพรหมจรรย์แล้ว ได้อย่างไร ใครเป็นคนชิงมัน หรือ เจ้ามอบให้ใครไป "
ลู่ขุยอันที่โดนรู้แล้วว่าตนเสียพรหมจรรย์ไป คนก็ทำการดึงข้อมือออกจากการจับของหลิวเสวี่ยฉีอาจารย์ตน และทำการคุกเข่าทั้งสองข้างลงและทำการทำมือทำความเคารพ
จากนั้นจึงกล่าว " ศิษย์ผิดไปแล้ว ได้โปรดอาจารย์อภัยด้วย "
หลิวเสวี่ยฉีเมื่อเห็นศิษย์ตนยอมรับแล้วว่า เสียพรหมจรรย์ให้ชายใดจริง คนก็กล่าวถาม " ไอ้ชายชั่วนั่นมันเป็นใคร เป็นคนของสำนักเราหรือเปล่า "
ลู่ชุยอันไม่ตอบ ทำเพียงมองพื้นนิ่งๆ
หลิวเสวี่ยฉีที่เห็นดังนั้น คนก็กล่าวถามซ้ำ " ไอ้ชายชั่วนั่นมันเป็นใคร "
ลู่ขุยอันไม่ตอบดังเดิม
เมื่อลู่ขุยอันไม่ตอบดังเดิมดังนั้น หลิวเสวี่ยฉีก็กำนัลมอบฝ่ามือเข้าใบหน้าของลู่ขุยอันไปหนึ่งที จนคนหน้าหัน
พอหลิวเสวี่ยฉีตบคนแล้ว คนก็ทำการกล่าว " นังศิษย์ไม่รักดี อาจารย์ให้เจ้าเข้าไปยังแดนเวทลี้ลับ เพื่อฝึกตน แต่เจ้ากลับไปถวายตัว ให้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ งามหน้านัก "
หลิวเสวี่ยฉีกล่าวต่อ " สรุปเจ้าจะไม่บอกใช่มั้ยว่าไอ้ชายชั่วนั่นมันเป็นใคร "
ลู่ขุยอันบอกแค่ว่า " ชายผู้นั้น เป็นคนช่วยชีวิตศิษย์ ศิษย์ไม่อาจบอกอะไรที่เป็นการนำภัยไปสู่เขาได้ ได้โปรดอาจารย์เข้าใจด้วย "
หลิวเสวี่ยฉีกล่าวถาม " เจ้ารักชายคนนั้นใช่หรือไม่ "
ลู่ขุยอันไม่ตอบ
เมื่อลู่ขุยอันไม่ตอบ หลิวเสวี่ยฉีที่เห็นแววตาของลู่ขุยอันที่บ่งบอกว่าประทับใจอยู่หลายส่วน คนก็กล่าว " คงใช่สินะ "
หลิวเสวี่ยฉีกล่าวต่อ " ดี ดี ในเมื่อเจ้าเลือกรักชายผู้นั้น จนเห็นอาจารย์เป็นภัย จนยอมเสี่ยงที่จะทำให้ตนเสียชื่อเสียงว่าตนเองเป็นผู้หญิงใจง่ายเพื่อมันแล้วล่ะก็ งั้น อาจารย์จะช่วยให้เจ้าสมหวังเอง แต่อย่าคิดว่าจะสมหวังแต่งงานกับไอ้ชายชั่วนั่นนะ เพราะอาจารย์จะหาให้คนที่เหมาะสมให้เจ้าแต่งงานเอง เอาตามนี้ก็แล้วกันนะ เพื่อชื่อเสียงของดอยและตัวของเจ้าเองด้วย "
ลู่ขุยอันที่ได้ฟังดังนั้น แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับ เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับชื่อเสียงของดอยและอาจารย์ตน
" ศิษย์ขอน้อมรับการตัดสินใจของอาจารย์ " ลู่ขุยอันกล่าว
" ถ้าเช่นนั้นก็กลับที่พักไปได้แล้ว และห้ามออกมาจนกว่าจะครบสี่วัน " หลิวเสวี่ยฉีกล่าว
" ศิษย์น้อมรับการลงทัณฑ์ " ลู่ขุยอันตอบรับ
พอลู่ขุยอันตอบรับเสร็จ คนก็เดินจากอาจารย์ตนไปกลับไปยังห้องพักตนในทันที
วันที่ สี่ มิถุนา เวลาช่วงเช้า ทางเยี่ยหลง คนที่กำลังกินข้าวอยู่กับอาจารย์ตนและศิษย์พี่ตนอยู่ คนก็กินไปเรื่อยๆ
ระหว่างที่เยี่ยหลงกินข้าวอยู่นั้น อาจารย์ของเยี่ยหลงก็กล่าวกับเยี่ยหลงขึ้น " เจ้าแปด ก่อนเจ้าจะนำถ้วยชามทั้งหมดไปล้าง อาจารย์มีเรื่องจะคุยด้วยนะ ให้รออาจารย์ก่อน "
เยี่ยหลงตอบรับ " ทราบแล้วขอรับ "
หลังจากเยี่ยหลงตอบรับเสร็จ หลิงเถียนอี้และเยี่ยหลงก็กินข้าวกันต่อ
ไม่นานศิษย์พี่ของเยี่ยหลงก็กินข้าวหมดและพากันเดินออกห้องรับประทานอาหารไป โดยมีไห่หยวนออกไปเป็นคนสุดท้าย
เมื่ออาจารย์เยี่ยหลงกินเสร็จ เยี่ยหลงก็ถามถึงเรื่องที่อาจารย์อยากจะคุยกับตน " อาจารย์มีเรื่องอะไรจะคุยกับศิษย์ฤา "
หลิงเถียนอี้บอก " ก็เรื่องดอกไม้วิเศษที่เจ้าได้มานั่นแหละ เจ้าตัดสินใจได้รึยังว่าจะทำอะไรกับมัน "
" อ๋อ เรื่องนี้นี่เอง ข้าคิดว่าในเดือนที่สามต่อจากเดือนนี้ในวันที่สิบห้า ข้าจะนำมันไปประมูลที่โรงประมูลน่ะ " เยี่ยหลงกล่าว
ทันทีที่เยี่ยหลงกล่าวบอกเสร็จ จู่ๆก็เกิดเสียงของตกแตกดังจากทางด้านข้างของกำแพงหน้าทางเข้าห้องรับประทาน จนหลิงเถียนอี้และเยี่ยหลงต้องมองไปดู
" ใครน่ะ " หลิงเถียนอี้ทัก