หุบเขาวาโย
หลังจากที่ได้นอนพักซักหน่อยฉันก็พอมีแรงบ้างทำให้การขยับตัวหรือพูดนั้นดีกว่าตอนแรกที่ฟื้นขึ้นมาที่แทบจะไม่มีแรงจะทำอะไรเลยได้แต่มองเฉยๆ“พวกท่านเป็นใครหรอเจ้าคะ แล้วที่นี้ที่คือไหน” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัยทันทีที่หญิงสาวคนแรกเข้ามานั่งข้างฉันเป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับพยุงตัตัวฉันขึ้นนั่งจะได้กินข้าวถนัดขึ้น“ข้าชื่อซิงเยียน เจ้าคะ และที่นี่ก็คือสำนักหลานจิ้นตั้งอยู่บนหุบเขาวาโยเจ้าคะคนที่ช่วยท่านไว้คือนายท่านอู๋ซวน” พี่ซิงเยียนเอ่ยตอบ“กินข้าวกินยาก่อนนะเจ้าคะ” เมื่อพูดจบพี่ซิงเยียนก็ตักข้าวต้มมาเป่าจนเย็นและนำมาจ่อที่ปากของฉัน เมื่อเห็นดังนั้นฉันจึงอ้าปากกินข้าวต้ม“อิ่มแล้วเจ้าคะ” ฉันเอ่ยขึ้นเมื่อกินข้าวต้ทไปแค่สิบคำก็กินต่อไม่ไหวแล้วเพราะมันไม่ค่อยถูกปากฉันเท่าไหร่ก็อาหารคนป่วยอ่ะนะแบบจืดมาก กอไก่ล้านตัวเลยล่ะ“นี่ยาเจ้าคะ” พี่ซินเยียนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันอิ่มแล้วจึงเอาถ้ายยามาให้แทน ฉันเห็นยาที่อยู่ในถ้วยส่งกลิ่นออกมาก็รู้สึกขมคอแล้ว แต่ก็ต้องจำใจต้องกินเพราะจะได้หายป่วยไหวๆ แต่ขอกินแบบรวดเดียวเลยถ้าให้กินทีละน้อยมีหวังได้อ้วกออกมาก่อนกินหมดแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็รับถ้วยยามาจากมือของพี่ซิงเยียนทันทีเพราะเห็นแล้วว่าพี่เขาจะป้อนฉันทีละนิดแค่คิดก็สยองแล้ว จะอ้วก!“น้ำผึ้งเจ้าคะ” พี่ซินเยียนรีบเอาน้ำผึ้งที่อยู่ในถาดมาใส่ปากฉันทันทีที่เห็นว่ากินยาหมดถ้วยแล้วไม่ใช่แค่กลิ่นเท่านั้นที่สุดจะทนแค่รสชาติก็ไม่ต่างกันมากนัก คอยดูนะต่อไปฉันจะต้องรักษาสุขภาพตัวเองไม่ให้บาดเจ็บหรือล้มป่วยจนต้องมาทนกินยาแบบนี้อีกแล้วเห็นทีฉันต้องรีบหายและฝึกฝนตัวเองแล้วล่ะจะได้รีบไปเก็บทั้งต้นทั้งดอกกับคนที่ทำให้ฉันต้องตกอยู่ในสภาพอนาจแบบนี้ ฉันที่เผลอคิดถึงคนที่ทำให้เธอต้องมีสภาพแบบนี้แล้วไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นได้ปล่อยจิตสังหารออกมาจนคนที่อยู่ภายในห้องต้องพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว จนเสียงหนึ่งทดังทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์จึงรู้ว่าตัวเองเผลอทำอะไรลงไป เธอจึงได้แต่ส่งสายตาขอโทษให้กับคนที่อยู่ภายในห้อง“อะแฮ่ม”พวกเธอทั้งหมดก็หันไปสนใจกลุ่มคนที่กำลังเดินเข้ามาในห้องที่โดยในกลุ่มนั้นประกอบไปด้วยผู้ชายสามคนและผู้หญิงอีกสองคนฉันคาดว่าสองคนที่เดินเข้านำหน้าเข้ามาน่าจะเป็นนายท่านอู๋ซวนที่ที่ช่วยเธอแต่ผ้หญิงที่เดินมาด้วยน่าจะเป็นภรรยาของเขาสินะไม่รู้ว่าชื่ออะไรเอาไว้ถามทีหลังแล้วกันส่วนอีกสามคนน่าจะเป็นผู้ติดตาม“คารวะนายท่านกับนายหญิงเจ้าคะ” เสียงพี่ซิงเยียนและคนในห้องดังขึ้นพร้อมเพรียงกันเมื่อเห็นว่าใครที่เดินเข้ามาในห้องตอกย่ำความคิดของฉัน“คารวะนายท่านกับนายหญิงเจ้าคะ” ฉันที่เห้นดังนั้นก็ไม่ลิมที่จะทำตามพวกพี่ซิงเยียน“ไม่ต้องมาพิธีหรอ อาการของเจ้าเป็นยังไงบ้าง” เสียงของอู๋ซวนเอ่ยถามเมื่อคนทั้งหมดเดินมาหยุดไม่ไกลจากเตียงของฉันมากนัก“ไม่เจ็บแล้วเจ้าคะ” ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสอยากเด็กทั่วไปและยังไม่ลืมส่งรอยยิ้มที่คิดว่าน่ารักที่สุดไปให้อีกต่างหาก“เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ว่าแต่เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครทำไมถึงไปโพ้นี่ลำธารได้” เสียงของฮูหยินไป๋หลานดังขึ้นหลังจากที่เจ้าตัวเดินเข้ามานั่งบนเตียงที่คนป่วยกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ฉันได้คิดไว้แล้วว่าจะแกล้งเป็นคนความจำเสื่อมไปซักพักพอหายดีและฝึกฝนจนพร้อมแล้วค่อยบอกความจริงว่าความจำของฉันกลับมาแล้วถึงตอนนั้นก็ยังไม่สายที่จริงไหมที่ฉันต้องโกหกไปแบบนั้นเพราะเธอยังไม่พร้อมที่จะกลับบ้านตอนนี้“ฮึก นะ...หนูจำไม่ได้ ฮือๆๆ” ฉันพูดขึ้นพร้อมกับแกล้งทำท่าทางกถึงความทรงจำต่างๆ แต่นึกไม่ออกจึงต้องร้องไห้ออกมาทำให้ยิ่งดูน่าส่งสารมากขึ้น ฉันควรได้รับรางวัลนะ ฮ่าๆๆ“โถ้ ไม่ต้องร้องนะถ้าเจ้าจำไม่ได้ก็ไม่ต้องนึกแล้ว” เสียงของไป๋หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานที่แฝงแววของความสงสาร พร้อมกับกอดเด็กน้อยตงหน้าที่ร้องไห้เสียงดัง“ฮึกๆๆ โฮๆๆ” เสียงร้องไห้ของฉันดังขึ้นเรียกคะแนนสงสารจากทุกคนภายในห้อง“เจ้าไม่ต้องร้องแล้วนะ โอ๋ๆ”“เจ้าค่ะฮึก หนูจะไม่ร้องไห้ฮึก”“ดีมาเด็กดี” เสียงไป๋หลานเอ่ยปลอบเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยตรงหน้าพยายามจะหยุดร้องไห้จนเผลอหลับไป“ท่านพี่เจ้าคะ น้องมีเรื่องจะคุยด้วย”“ได้สิงั้นไปคุยกันที่ห้องหนังสือของพี่เถอะ”“เจ้าคะ พวกเจ้าดูแลเด็กคนนี้ด้วย” ไป๋หลานเอ่ยตอบรับคำของสามีในประโยคแรกแต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมาออกคำสั่งกับสาวใช้ภายในห้องให้ดูแลเด็กน้อยที่อยู่บนเตียง“เจ้าคะ”หลังจากนั้นผู้คนที่เคยอยู่ในห้องนั้นก็ทยอยออกไปจากห้องเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาพักผ่อนของเด็กน้อย ทำให้ภายในห้องนั้นตกอยู่ในความเงียบ