ก่อนอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายจะเข้ามาในสุสานโบราณนี้ด้านนอกก็คือศพของเฉินเซ่าป๋ายที่มีกระดิ่งแก้วพุ่งทะลุผ่านหลังหัวของเขาจนแหลกหลังจากเข้ามาในสุสานแล้ว ในห้องโถงมีบัลลังก์ขนาดใหญ่วางอยู่ อันเจิงนั่งตายอยู่บนเก้าอี้บัลลังก์นั้นโดยที่บนหัวมีร่มเย่ซาปักคาไว้
ส่วนตอนนี้ กระดิ่งแก้วกำลังลอยไปยังหลังหัวของเฉินเซ่าป๋ายซึ่งเฉินเซ่าป๋ายไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ส่วนร่มเย่ซาก็ลอยตรงไปที่อันเจิง แล้วอันเจิงก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน
ความจริงแล้วสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือจุดจบ
“ทำลายซะ!”
ในขณะที่กระดิ่งแก้วและร่มเย่ซากำลังจะไปถึงอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายนั้นจู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามดังขึ้นกลางห้องโถง จากนั้นก็มีไม้กระบองขนาดใหญ่ฟาดลงมาจากกลางอากาศทันใดนั้น แสงประกายก็ส่องเข้ามาจากรอบด้าน ส่วนอันเจิงที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับเฉินเซ่าป๋ายที่หนีออกนอกประตูได้แล้วพวกเขาเหมือนถูกใครเคาะหัวหนึ่งครั้งแล้วตื่นขึ้นมาทันที
ไม่มีอะไรทั้งนั้น
ที่นี่มีเพียงพวกเขาสองคน
มือขนาดใหญ่ยื่นลงมาแล้วลากตัวอันเจิงกับเฉินเซ่าป๋ายขึ้นไปด้านบนอย่างกะทันหันขณะที่อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายได้สติ พวกเขาก็ออกมาด้านนอกสุสานแล้วกำลังยืนอยู่ข้างฉีเทียนด้วยความกลัวไม่นานจึงสังเกตเห็นว่าที่จริงไม่มีสุสานอะไรทั้งนั้น...ตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่บนเปลือกหอยขนาดใหญ่ใหญ่จนไม่อาจเปรียบได้
ฉีเทียนเขม่นหน้าอันเจิงและเฉินเซ่าป๋าย“กลัวอะไร?!”
เฉินเซ่าป๋ายยิ้มแห้ง ๆ แล้วเงยหน้ามองไปรอบๆ ตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่บนเปลือกหอยขนาดใหญ่ บนเปลือกหอยถูกไม้กระบองของฉีเทียนแทงจนเป็นรูเขาและอันเจิงถูกฉีเทียนลากออกมาจากเปลือกหอยนี้เองฉะนั้นไม่มีสุสานอะไรตั้งแต่แรก ห้องโถงที่เห็นก็คือร่างของหอย อันเจิงมองไปด้านหน้าจึงเห็นว่าด้านล่างของหอยจมอยู่ในน้ำ ทำให้ตรงนี้มีลักษณะเหมือนเกาะ
ฉีเทียนพูดขึ้น“เมื่อเห็นพวกเจ้าตรงมาทางนี้ ข้าก็เดาว่าต้องมาที่นี่แน่นอน”
“เพราะนกอินทรีตัวนั้นบีบเราให้ลงไป” อันเจิงอธิบาย
ฉีเทียนขมวดคิ้ว “มีนกอินทรีที่ไหนกัน?”
อันเจิงชะงักไป จากนั้นก็มองไปบนฟ้าแล้วแน่ใจว่าไม่มีนกอินทรีที่พูดถึงตอนนี้เขาเพิ่งรู้ตัว ความจริงโลกมายาไม่ได้เริ่มขึ้นตอนที่พวกเขาตกลงไปในน้ำ แต่พวกเขาถูกควบคุมตั้งแต่ตอนที่อยู่ห่างจากบ่อน้ำนี้แล้วทั้งมังกรสมุทรและนกอินทรี ต่างก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบีบให้พวกเขาลงไปใต้น้ำเท่านั้นเอง
ฉีเทียนใช้ไม้กระบองเคาะเปลือกหอย“ของชิ้นนี้สามารถสร้างมนต์ มันอาศัยสิ่งนี้เพื่อล่อผู้ฝึกพลังวัตรเข้าหา แล้วก็ดูดเข้าไปหากให้ข้าเดา ไม่แน่เจ้านี่อาจมีชีวิตมานานถึงหนึ่งหมื่นปีแล้ว อาหารทั่วไปคงไม่มีผลต่อมันอีกฉะนั้นมันจึงกลืนกินผู้ฝึกพลังวัตร สำหรับมันแล้วพวกเจ้าสองคนก็เป็นเหมือนอาหารอันโอชะของมัน”
อันเจิงเบ้ปาก“เมื่อพูดแบบนี้ข้าก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที”
“แต่นี่คือมิติลับเพราะอะไรถึงมีของแบบนี้ด้วยล่ะ? หากของชิ้นนี้คงอยู่มานานขนาดนั้นแล้วเด็กในชนเผ่ากู่เลี่ยที่เข้ามามากมาย พวกเขาไม่เป็นอะไรเลยหรือ?” เฉินเซ่าป๋ายถามขึ้น
ฉีเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“มิติลับนี้หายไปนานหลายหมื่นปีแล้ว คาดว่าเมื่อก่อนหอยนี่คงไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ไม่รู้ว่าหลายปีมานี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่มันถึงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นเหมือนอย่างตอนนี้”
“และนั่นก็หมายความว่า ก่อนบิดาของเฉินเซ่าป๋ายเจอมิติลับนี้ความจริงมันเป็นมิติลับที่เปิดตลอดเวลา ส่วนเจ้าหอยนี่ก็สามารถใช้มนต์ดึงดูดผู้ฝึกพลังวัตรทำให้พวกเขาฆ่ากันเอง แล้วสุดท้ายมันก็ใช้พลังในร่างของผู้ฝึกพลังวัตรเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง...ในช่วงระยะเวลาก่อนที่บิดาของเฉินเซ่าป๋ายจะเจอที่นี่อาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่พบมิติลับนี้ได้เข้าไปอยู่ในท้องของมันหมดแล้ว” อันเจิงสรุป
ฉีเทียนยกไม้กระบองขึ้น “อย่างนั้นก็ฆ่ามันให้ตายซะ!”
ตูม!
ไม้กระบองฟาดลงไปบนเปลือกหอยราวกับทุบลงบนเทือกเขาขนาดใหญ่ แต่เปลือกหอยแข็งแกร่งกว่าก้อนหินทั่วไปหลายเท่า การทุบลงไปครั้งนี้ทำให้มันพังไปแค่นิดเดียวเท่านั้นก่อนหน้านี้ที่ฉีเทียนใช้ไม้กระบองแทงเข้าไปได้ นั่นเพราะเขาใช้แรงที่มีแทบทั้งหมดหลังจากฟาดไปหลายครั้ง เปลือกหอยก็แตกเพียงไม่มากเท่านั้นตอนนี้เหมือนฉีเทียนจะเริ่มหัวเสีย เขาลุกขึ้นอย่างกะทันหัน แล้วร่างก็ประกายลำแสงสีทอง
เพียงชั่วขณะ ลิงยักษ์ที่มีขนาดใหญ่หลายร้อยเมตรก็กลับมาอีกแล้วเจ้าหมอนี่โยนไม้กระบองขึ้นไปบนฟ้า จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างจับเปลือกหอยแล้วออกแรงแงะทันที
กล้ามแขนของเขานูนขึ้นมาทั้งหมด ดูแล้วน่าเกรงขามมาก
แกรก! เปลือกหอยที่ใหญ่จนเหมือนเกาะถูกเขาแงะจนเปิดออกเล็กน้อย
เฉินเซ่าป๋ายกลอกตา“เจ้าจะมีไม้กระบองไว้ทำไม?”
หลังจากเปลือกหอยง้างออกเล็กน้อยแล้วฉีเทียนก็ใช้เท้าทั้งสองข้างเหยียบไปที่ด้านล่างของเปลือกหอย แล้วใช้มือจับไปที่เปลือกหอยด้านบนหลังจากเกร็งตัวเล็กน้อยเขาก็ออกแรงง้างทันที
แกรก! เปลือกหอยขนาดใหญ่แยกออกจากกัน ขณะนี้ไม้กระบองที่เขาโยนขึ้นฟ้าก็หล่นลงมาพอดีลิงยักษ์ยื่นมือไปรับไม้กระบอง จากนั้นก็เหวี่ยงมันเข้าไปด้านในไม้กระบองหมุนตัวไม่ต่างจากใบพัดที่ทรงพลัง
เฉินเซ่าป๋ายพูดขึ้น “โหดร้ายจริง ๆ”
เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งพวกเขาก็ได้ยินเสียงฉีเทียนตะโกนอยู่ด้านใน พวกเขาทั้งสองคนจึงกระโดดตามเข้าไป
ดูแล้วหอยตัวนี้คงไม่อาจมีชีวิตต่อได้อีกเพราะด้านในถูกฉีเทียนทำลายจนแหลกไม่มีชิ้นดี ตอนนี้ร่างของฉีเทียนกลับมาอยู่ในขนาดเล็กดังเดิมแล้วหลังจากมองเฉินเซ่าป๋ายแวบหนึ่งก็พูดอธิบาย “ไม้กระบองนี้ถูกคนที่หลอกข้าผนึกไว้ตั้งแต่หนึ่งหมื่นปีที่แล้วไม่อย่างนั้นข้าตัวปลอมจะเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้อย่างไร?”
อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายไม่รู้ว่าฉีเทียนกำลังหมายถึงอะไรจึงทำเพียงพยักหน้าแล้วก็วิ่งไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านในฉีเทียนเขม่นหน้าพวกเขาทั้งสองคน ก่อนจะเก็บไม้กระบองแล้ววิ่งตามเข้าไป
“มารดามันเถอะ!”
เมื่อกลับไปยังตำแหน่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นสุสานอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายก็ชะงักไปทันที บนพื้นเต็มไปด้วยศพจำนวนมาก ศพส่วนใหญ่เน่าจนเกือบหมดแล้วหากแตะไปเบา ๆ ศพต้องสลายแน่นอน หลังจากคนเหล่านี้ตายก็ไม่เคยมีใครมาแตะต้องอีกเลยศพเหล่านี้จึงยังอยู่ในสภาพดังเดิม อันเจิงและคนอื่น ๆ จึงเดินหลบอย่างระมัดระวังเพราะไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ตายไปนานเท่าไหร่แล้ว
หอยไม่มีความสามารถในการโจมตีด้วยตัวเอง มันอาศัยแค่มนต์มายาเท่านั้นฉะนั้นคนที่เข้ามาจึงฆ่าฟันกันเอง หากมีคนเข้ามาเพียงคนเดียวก็ต้องถูกขังตายในนี้แต่เมื่อพูดถึงเรื่องชะตาชีวิต ไม่มีใครสู้เจ้าหมอนี่ได้เลยสักคน
“นี่คืออะไร?” เฉินเซ่าป๋ายเดินเข้าไปจากนั้นก็ก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา
เขาปัดเศษดินที่ติดอยู่ด้านบนออกแล้วด้านในก็ปรากฏลำแสงสีทองที่สว่างไสวประกายออกมา
“ของวิเศษระดับสีทอง เป็นของดี”
อันเจิงเดินเข้าไปมองแวบหนึ่ง“เหมือนเป็นของทางศาสนา”
เฉินเซ่าป๋ายก็เห็นรูปปลาคู่บนของชิ้นนั้นเช่นกัน เขาพลิกมันไปมา “ข้ารู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับของชิ้นนี้ทว่าก็จำไม่ได้แล้ว”
อันเจิงมองอย่างละเอียด“ทำไมเหมือนรูปทิวทัศน์ป่าเขา?”
นั่นเป็นแผ่นไม้ที่คล้ายไม้บรรทัดชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีขนาดประมาณสามสิบเซนติเมตรบนไม้บรรทัดมีรูปทิวเขาและลำธารอีกทั้งด้านบนยังมีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ส่องสว่างอยู่
อันเจิงนึกย้อนดูอย่างละเอียด“เมื่อก่อนข้าเคยได้ยินเกี่ยวกับของชิ้นนี้ มันเป็นของวิเศษระดับสีทองขั้นสูงหากเทียบในหมู่ของวิเศษที่ต่ำกว่าระดับสีม่วงแล้วนับได้ว่ามันเป็นหนึ่งในของที่ทรงพลังมาก นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะหายมาอยู่ในนี้ตอนที่ข้ายังอยู่โลกมายา ข้ารู้จักท่านเกาที่ดูแลโรงพนันของตระกูลเกาเขามีพัดทิวเขาอันหนึ่ง ความจริงแล้ว รูปภาพบนพัดทิวเขาก็เลียนแบบมาจากภาพวาดบนไม้บรรทัดนี้ของชิ้นนี้สามารถลากคู่ต่อสู้เข้าสู่เทือกเขาลำธาร และเจ้าของไม้บรรทัดนี้ก็คือผู้ครองเทือกเขาลำธารนั่นเองฉะนั้นไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใครก็ตาม แต่เมื่อถูกลากเข้าไปในนั้นแล้วคนอื่นก็ต้องยอมผู้ปกครองทั้งนั้น”
เฉินเซ่าป๋ายพยักหน้าเบา ๆ “ข้าให้เจ้า”
อันเจิงชะงักไป “เป็นของที่เจ้าเจอ ทำไมถึงให้ข้าล่ะ”
“ข้าใช้ของวิเศษของพวกเจ้าไม่ได้เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์”
“อย่างนั้นข้ายังต้องพูดคำว่าขอบคุณอีกหรือไม่?”
เฉินเซ่าป๋ายยัดของใส่มืออันเจิง“วุ่นวายจริง”
อันเจิงไม่ได้ปฏิเสธ เขาเก็บไม้ทิวเขาเอาไว้อย่างดีใต้หล้ามีของวิเศษระดับสีม่วงสองร้อยหนึ่งชิ้น จำนวนนี้รวมเตาหลอมโอสถหงส์ฟ้าหลิวซีที่ผู้เฒ่าฮั่วสร้างขึ้นด้วยแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าใต้หล้ามีเตาหลอมโอสถหงส์ฟ้าหลิวซี ฉะนั้นพวกเขาจึงคิดว่าของวิเศษระดับสีม่วงมีเพียงสองร้อยชิ้นเท่านั้น ส่วนของวิเศษที่ต่ำกว่าระดับสีม่วงก็คือระดับสีทองขั้นสูงหรือเรียกอีกอย่างว่าเกือบเป็นระดับสีม่วงขั้นล่าง มีทั้งหมดห้าร้อยหกสิบชิ้นด้วยกันนี่คือจำนวนที่ถูกบันทึกเอาไว้ และอาจมีบางส่วนที่ยังไม่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไม้ทิวเขาชิ้นนี้ก็คือหนึ่งในของวิเศษระดับสีทองขั้นสูงนั่นเอง
ส่วนง้าวจี้ของราชาแห่งท้องทะเลในบันทึกของชิ้นนี้ไม่ใช่ของระดับสีทองขั้นสูง แต่มันคือระดับสีม่วงต่างหากยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นของวิเศษระดับสีม่วงขั้นสูงเลยด้วยซ้ำแต่เพราะได้รับความเสียหายมาก ฉะนั้นพลังจึงลดลง
“คือ...”
ในขณะนี้เองฉีเทียนที่มองอยู่ด้านข้างก็พูดแทรกขึ้น “เป็นของที่เจ้าทำหล่นไว้เมื่อครู่หรือไม่?”
อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายหันไปมองจึงเห็นว่าตำแหน่งที่ฉีเทียนชี้ก็คือกระดิ่งแก้วนั่นเองอันเจิงหยิบกระดิ่งแก้วในตัวออกมา “ไม่นะ ของข้าอยู่นี่”
สีหน้าของเฉินเซ่าป๋ายดูแย่มากเขาก้มตัวหยิบกระดิ่งแก้วที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วจึงสังเกตเห็นว่าด้านล่างยังมีของอย่างอื่นอยู่ด้วยพวกเขาทำความสะอาดเศษเนื้อและศพที่อยู่บนพื้นจนสะอาดจากนั้นจึงเห็นว่าด้านล่างยังมีกระดิ่งแก้วอีกแปดใบ กระดิ่งแก้วทุกใบมีรูปร่างเหมือนกันไม่มีผิดหลังจากทำความสะอาดกระดิ่งแก้วทั้งแปดใบเรียบร้อยแล้ว กระดิ่งแก้วในมืออันเจิงก็ลอยออกไปหากระดิ่งแก้วใบอื่นๆ กระดิ่งแก้วทั้งเก้าใบลอยเป็นวงกลมอยู่กลางอากาศ แล้วประกายลำแสงสีทองไปรอบด้าน
จากนั้นก็ตามมาด้วยลำแสงสีม่วงที่เปล่งประกายมากขึ้นลำแสงสีทองเริ่มจางลง จากนั้นกระดิ่งแก้วทั้งเก้าใบก็ลอยมาเรียงตัวกันเป็นวงกลมอยู่กลางอากาศบนกระดิ่งแก้วมีเส้นบาง ๆ แผ่ออกมาจำนวนมาก แล้วเชื่อมกระดิ่งแก้วทุกใบไว้ด้วยกันจากนั้นมันก็เปล่งประกายลำแสงสีม่วงออกไปรอบด้าน ทำให้เศษเนื้อและกระดูกที่อยู่รอบๆ ถูกซัดออกไปจนหมด
อันเจิงและคนอื่น ๆ อยู่ภายใต้ลำแสงสีม่วงแต่ลำแสงนี้ไม่ได้ทำอันตรายกับพวกเขา
“เจ้า...บอกว่ากระดิ่งนี่มีใบเดียวไม่ใช่หรือ?” อันเจิงถามเฉินเซ่าป๋าย
เฉินเซ่าป๋ายกลืนน้ำลาย “ใช่ข้าบอกว่ามันมีเพียงใบเดียวเท่านั้น แต่ความหมายของข้าก็คือกระดิ่งแก้วที่สมบูรณ์หนึ่งใบ...ข้าคิดว่ากระดิ่งเก้าพญามารจะไม่อาจรวมเข้าด้วยกันได้อีกแล้วใครจะไปรู้ว่าในนี้มีมากขนาดนี้ หากนำหนึ่งในกระดิ่งเก้าพญามารออกมาหนึ่งใบ นั่นเท่ากับเป็นของวิเศษระดับสีทองเชียวนะแต่หากประกอบเก้าใบเข้าด้วยกัน นั่นก็เท่ากับเป็นของวิเศษมารระดับสีม่วง...ไม่ใช่ของวิเศษระดับสีม่วงของพวกเจ้านะแต่มันคือของวิเศษมารระดับสีม่วง”
เขามองไปยังอันเจิง“ของวิเศษมารระดับสีม่วง มีเพียงสามสิบหกชิ้นเท่านั้น”
อันเจิงขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นใครกันแน่”
เฉินเซ่าป๋ายค่อย ๆ เดินเข้าไป แล้วคิดจะเก็บกระดิ่งเก้าพญามารไว้ทว่าลำแสงสีม่วงบนตัวกระดิ่งเปล่งประกาย ทำให้เฉินเซ่าป๋ายถูกพลังที่มหาศาลซัดจนกระเด็นออกไปหากไม่ใช่เพราะมีร่มเย่ซาที่อยู่ในระดับเดียวกันปกป้องครั้งนี้เฉินเซ่าป๋ายต้องถูกพลังนี้ทำให้บาดเจ็บแน่นอน ร่างเฉินเซ่าป๋ายเพิ่งตกลงพื้นกระดิ่งเก้าพญามารก็ลอยไปอยู่ข้างอันเจิงอย่างช้า ๆ แล้วกลายเป็นลำแสงสีม่วงเข้าไปในสร้อยลูกประคำโลหิตของอันเจิง
อันเจิงรู้สึกเจ็บที่ข้อมือขึ้นมาเขาจึงก้มหน้ามอง แล้วเห็นว่าเลือดหยดหนึ่งถูกสร้อยลูกประคำโลหิตดูดเข้าไปแล้ว
ทันใดนั้นสมองของอันเจิงก็มีเสียงปรากฏขึ้น...จัดเก็บกระดิ่งเก้าพญามาร ของวิเศษมารระดับสีม่วงสร้อยลูกประคำโลหิตเลื่อนระดับ สามารถใช้พลังระดับสีแดงจากนั้นกระดาษในสมองอันเจิงก็เปิดออก ด้านในคือข้อมูลและรายละเอียดของกระดิ่งเก้าพญามาร