ตำราเขียนยันต์พื้นฐานของตระกูลม่อเปิดอ่านอีกครั้ง ต่อให้จะจดจำได้ การเปิดมันไปพร้อมๆกับทำความเข้าใจเกี่ยวกับยันต์ให้ผลที่ดีกว่า
สิ่งที่เสวี่ยหรงกำลังทำความเข้าใจด้วยสกิลพัฒนาคือสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้บ่งบอกถึงพลังฟ้าดิน
นอกจากจะมีตัวอักษรจำนวนมากให้จดจำแล้ว ยังมีสัญลักษณ์จำพวกเส้นต่างๆ เธอจะต้องรู้ด้วยว่า เส้นแบบใดใช้วาดเพื่อใช้ส่งพลังปราณ เส้นแบบใดใช้เพื่อแปลงพลังปราณ เส้นใดบ้างใช้กักเก็บ เส้นใดบ้างใช้กระจายพลัง
แต่ละเส้นมีความหมายที่ต่างกัน เช่น เส้นทแยงใช้แทนคำว่าเร่ง จุดเล็กๆใช้แทนคำว่าศูนย์กลาง
นอกจากเส้นแล้วสัญลักษณ์ยังมีรูปเลขาคณิตให้จดจำ แต่ละอย่างมีความหมายเมื่อนำมาเขียนยันต์ เช่นวงกลมสามารถใช้แทนคำว่ากักเก็บ หากวางวงกลมทับลงไปบนยันต์สามารถกักเก็บปราณเอาไว้ในยันต์ได้
เมื่อเข้าใจสัญลักษณ์ทุกอย่าง เสวี่ยหรงจึงลองเขียนยันต์พื้นฐานที่ผู้ฝึกยันต์ตระกูลม่อจะต้องเขียนมันให้ได้ก่อนจะร่ำเรียนยันต์ประเภทต่างๆ
ยันต์ที่เธอกำลังสร้างคือยันต์ทำความสะอาดที่สามารถขจัดคราบสิ่งสกปรกออกจากร่างของผู้ใช้
ยี่ยี่มองไปยังพู่กันภายในมือของคุณหนูตวัดไปมาอย่างเป็นระเบียบ ทุกการขีดเขียนแม่นยำและมั่นคงราวกับผ่านการใช้งานมาหลายสิบปี เธอจึงพยายามฝนหมึกให้คุณหนูจนกว่าการฝึกนี้จะจบลง
“ เสร็จแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู ”
เสวี่ยหรงเป่ากระดาษขนาดเท่าฝ่ามือเพื่อทำให้หมึกแห้ง สัญลักษณ์และตัวอักษรทั้งหมดที่ขีดเขียนลงไปบนกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือที่ใช้สร้างยันต์ล้วนแล้วเหมือนตัวอักษรที่วาดลงไปในตำรา
ไม่นานหมึกที่วาดเขียนก็แห้ง เธอจึงชักนำลมปราณจากตันเถียนมายังจุดลมปราณบริเวณกลางปากแล้วเอ่ยคำพูดไม่กี่ประโยคออกมา มันคือคำพูดสำหรับเปิดใช้งานยันต์ แม้ยี่ยี่จะไม่เข้าใจว่าคุณหนูเอ่ยสิ่งใด เสวี่ยหรงกลับเข้าใจคำพูดนั้นที่หมายถึง เปิดใช้ยันต์ในมือ
แสงสีขาวส่องสว่างออกมาจากยันต์ มันได้เข้าไปชโลมร่างของผู้เปิดใช้งานจนเสื้อผ้าปลิวไสว
เสวี่ยหรงพบว่ากลิ่นเหงื่อหายไป คราบสกปรกตรงชายเสื้อก็เช่นเดียวกัน ราวกับว่าเธอพึ่งผ่านการอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยชุดใหม่
ลุงหานที่เห็นการใช้ยันต์ครั้งแรกของคุณหนูเขาถึงขั้นตกใจ การจะเป็นผู้ใช้ยันต์ได้จะต้องอาศัยความพยายามหลายสิบปี
เด็กทุกคนในตระกูลม่อล้วนแล้วรู้ดีถึงความยากในข้อนี้ พวกเขาจึงเรียนเขียนยันต์มาตั้งแต่เด็กเพื่อฝึกสมาธิไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีอายุ 14 ปีถึงจะสร้างยันต์ได้สักแผ่น
ความยากในการเขียนยันต์ ไม่ใช่การเขียนให้ตัวหนังสือสวยเหมือนในตำรา หากเป็นเช่นนี้บัณฑิตคงจะกลายเป็นผู้ใช้ยันต์ทั้งหมด
ความยากของการเป็นผู้ใช้ยันต์อยู่ที่การควบคุมปราณ ทุกตัวอักษรที่เขียนขึ้นจะต้องใช้ปราณเติมเต็มให้ครบทั้งหมด ตัวอักษรแรกและตัวอักษรสุดท้ายจะต้องใช้ปราณเทียบเท่ากัน หากตัวอักษรตัวใดตัวหนึ่งบนแผ่นยันต์มีปราณที่น้อยกว่าหรือมีปราณที่มากกว่าตัวอื่นๆ ยันต์แผ่นนั้นจะเกิดความเสียหายทันที ถึงแม้จะใช้งานได้ โอกาสจะเล่นงานเจ้าของก็มีสูงเช่นเดียวกัน
หลายครั้งเขามักเห็นเหตุการณ์ที่หนุ่มสาวในตระกูลม่อถูกยันต์ของตนเองเล่นงานจนต้องพักฟื้นเป็นเดือน
คุณหนูม่อเสวี่ยหรงกลับสร้างปาฏิหาริย์ ยันต์แผ่นแรกที่สร้างหลังจากเป็นผู้ฝึกลมปราณเปิดใช้งานได้ปกติ ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือตอนนี้คุณหนูกำลังวาดยันต์แผ่นที่ 2 ก่อนที่เขาจะมองเห็นลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นพุ่งเป็นเส้นตรงเข้าชนกำแพงบ้านทิ้งรอยไหม้สีดำเอาไว้ชัดเจน
ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นที่เขาเห็นจำเป็นต้องใช้ความพยายามนับปีในการฝึกเขียนมันขึ้นมา
“ คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูลองยิงขึ้นฟ้าสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าเคยเห็นคุณชายยิงขึ้นฟ้าสร้างพลุด้วยล่ะเจ้าค่ะ ”
“ ข้ายิงขึ้นฟ้ายังไม่ได้ เดี๋ยวจะทำให้ผู้อื่นแตกตื่น ตอนนี้ต้องเก็บเป็นความลับเอาไว้ก่อน ”
“ อุ๊บ ข้าลืมเจ้าค่ะ คุณหนูข้าขอโทษ อย่าโกรธข้าเลยนะเจ้าคะ ” เสวี่ยหรงยิ้มให้กับท่าทางของยี่ยี่ที่กำลังใช้มือปิดปากตัวเองเอาไว้แน่น เธอจึงกวักมือไล่ด้วยความไม่ถือสา
“ คุณหนูจะไปทานข้าวเลยหรือไม่เจ้าคะ ”
“ บอกแม่นมหลิงให้ตักทุกอย่างราดบนข้าวมาให้หน่อย ข้าจะกินมันที่นี่ ”
“ เจ้าค่ะคุณหนู ”
เสวี่ยหรงมองไปยังแผ่นกระดาษ ยังเหลืออีกจำนวนมากให้ใช้ เธอจึงลองวาดยันต์รูปแบบใหม่ เดิมทีเธอคิดว่าการใช้ยันต์คงจะเป็นเรื่องยากเกินไป สกิลติดตัวกลับทำให้ยันต์กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้ง่ายจนยันต์ทั้งหมดในตำรายันต์พื้นฐานตระกูลม่อถูกวาดขึ้นมาทั้งหมด
“ เกือบไปแล้ว ”
ปราณที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเหลือเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น ทุกแผ่นยันต์ที่เขียนจะต้องบรรจุปราณของเธอเข้าไป คุณภาพกระดาษนอกจากจะทำให้ยันต์แสดงผลได้ดีแล้ว ระยะเวลาในการกักเก็บพลังยังเป็นข้อจำกัดเช่นเดียวกัน
กระดาษภายในมือของเธอเก็บปราณได้เพียง 1 วันเท่านั้น มันจึงเหมาะที่จะใช้ฝึก หากเธอต้องการขายยันต์จำเป็นต้องใช้กระดาษราคาสูงกว่านี้
“ คุณหนูเจ้าคะ กับข้าวมาแล้วเจ้าค่ะ ”
เสวี่ยหรงรับจานข้าวจากยี่ยี่แล้วรีบตักกินอย่างหิวกระหาย เธอยังไม่ถึงขั้นที่ไม่ต้องดื่มหรือกินอาหารแต่อย่างใด การใช้ปราณจำนวนมากจึงทำให้เธอรู้สึกหิว
“ เอาล่ะ ข้าจะอยู่ที่นี่สักพัก เจ้าไปทำงานต่อได้เลย หากไม่มีสิ่งใดแล้วเจ้าสามารถเข้านอนได้เลย ”
“ เจ้าค่ะคุณหนู ”
เสวี่ยหรงเขียนยันต์ลงไปในแผ่นกระดาษจำนวน 10 แผ่นด้วยกัน แต่ละแผ่นมีสัญลักษณ์แตกต่างกัน เพียงแต่ว่าบางส่วนของยันต์แต่ละแผ่นมีการอธิบายถึงส่วนประกอบของยันต์แผ่นที่จะนำมาวางไว้ด้านข้าง
เมื่อเธอนำยันต์ทั้ง 10 แผ่นไปวางบนพื้นตามตำราการสร้างค่ายกลพื้นฐาน เสวี่ยหรงก็ได้ผสานมือตามตำรา แต่ละนิ้วเชื่อมเข้าหาคู่ของมัน จากนั้นเธอจึงเอ่ยคำพูดเปิดใช้งาน ส่งผลให้ยันต์ที่วางอยู่บนพื้นเปล่งแสง
“ ป้องกัน ”
แสงสีเหลืองส่องสว่างออกมาจากยันต์ทั้ง 10 แผ่น จากนั้นมันก็ได้ยิงลำแสงขนาดเท่านิ้วชี้ถักทอเข้าหากัน ใจกลางของยันต์ทั้ง 10 เกิดลวดลายเฉพาะที่นำมาจากยันต์ทั้ง 10 ผสมรวมเข้าด้วยกัน ไม่นานก็ได้ปรากฎม่านพลังคลุมทับพื้นดินโดยใช้ยันต์ทั้ง 10 เป็นเหมือนเสาค้ำยัน ความสูงของม่านพลังอยู่ที่ 1 จั้ง ความกว้างของมันขึ้นอยู่กับการจัดวางแผ่นยันต์ เสวี่ยหรงวางยันต์ห่างกัน 2 จั้งจึงทำให้เกิดม่านพลังกว้าง 2 จั้ง สูง 1 จั้งคลุมทับพื้นดินเอาไว้
ลุงหานทิ้งตัวลงจากเก้าอี้ด้วยท่าทางตกใจ พ่อบ้านหวางที่เฝ้ารอให้คุณหนูเข้านอนหยุดตบตียุงที่ต้นขา สิ่งที่ทั้งสองกำลังเห็นได้สร้างความตกตะลึงให้ไม่น้อย
การใช้งานยันต์ในการเรียนรู้เพียงแค่ครั้งเดียวนับว่าน่าเหลือเชื่อไม่น้อย แต่ตอนนี้คุณหนูของพวกเขากำลังใช้งานค่ายกลด้วยตัวเพียงคนเดียว
ถึงแม้ว่าการใช้ค่ายกลเพียงคนเดียวจะทำได้ ส่วนมากจะมีเพียงระดับสูงเท่านั้นที่นิยมใช้งานกันเพราะผู้ใช้จะต้องเชื่อมผสานเส้นที่เกิดจากยันต์เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดพื้นที่ค่ายกลขึ้นมา
“ ฮ่าๆๆ ตระกูลม่อจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแน่ๆ ” ลุงหานหัวเราะเสียงดัง ความสามารถของคุณหนูมากยิ่งกว่าผู้นำตระกูลไปแล้ว หากคุณหนูสามารถบ่มเพาะพลังจนเทียบเท่าผู้นำตระกูลม่อ เธอคงจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งตระกูลม่ออย่างแน่นอน
“ มันคือค่ายกลใดหรือเจ้าคะคุณหนู ”
ยี่ยี่เดินวนเวียนค่ายกลด้วยท่าทางสนใจ หลังจากเธอกลับมาจากห้องครัวก็พบเข้ากับม่านพลังสีเหลืองกำลังส่องสว่าง
เสวี่ยหรงที่ใช้มือเคาะไปยังม่านพลังเบาๆจนได้ยินเสียงเหมือนกำลังใช้นิ้วเคาะหน้าต่าง เธอจึงลองกำมือให้แน่นแล้วชกม่านพลังสุดแรงจนทำให้เกิดรอยร้าว
“ คุณหนู! ”
ยี่ยี่ร้องด้วยความตกใจหลังจากเห็นคุณหนูชกม่านพลังสีเหลืองแทนที่จะตอบคำถาม เธอรู้แล้วว่าค่ายกลที่เปิดใช้งานคือค่ายกลป้องกัน แต่ตอนนี้เธอจำเป็นต้องเข้าไปดูมือคุณหนูเสียก่อนเพราะมันอาจจะเกิดบาดแผล
“ ข้าไม่เป็นไร ”
เสวี่ยหรงยิ้มด้วยท่าทางพอใจ ค่ายกลตรงหน้านับว่าแข็งเป็นอย่างมาก มันแข็งยิ่งกว่ากำแพงตระกูลม่อ เธอลองใช้มือชกหินก้อนใหญ่ดูแล้ว ผลที่ได้คือการทิ้งรอยหมัดเอาไว้บนหิน ม่านพลังป้องกันตรงหน้าที่สามารถป้องกันหมัดของเธอได้ ต่อให้จะมีรอยร้าวจึงเป็นม่านพลังที่แข็งแกร่งมากไม่ต่างจากหินก้อนใหญ่ที่เธอชกเลย
“ ข้าจะพัฒนาพวกมันได้หรือไม่นะ ”
เสวี่ยหรงเรียบเรียงยันต์ภายในหัว เธออยากจะลองปรับปรุงขีดความสามารถของยันต์เผื่อจะเกิดยันต์ที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม.