บทที่ 3 หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน
"กุ้งัสีครามราคาในตลาดปกติจะอยู่ที่ห้าร้อยหยวนต่อครึ่งกิโลกรัม แต่ถ้ากุ้งที่มีน้ำหนักเกิน 1.5 กิโลกรัมไปแล้ว เราคงจะขายตามราคาแบบทั่วไปไม่ได้... เอาอย่างนี้นะคะ กุ้งัสีครามตัวนี้ฉันขอเสนอราคาที่หนึ่งแสนหยวนเพื่อซื้อขาดจากคุณ คุณว่ายังไงคะ? แน่นอนว่าราคานี้เรายังพอจะต่อรองกันได้นะ"
คำเสนอราคาจากริมฝีปากของหญิงสาวผู้นั้นทำเอาหลิวอวี่ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง มันเป็ตัวเลขที่สูงเกินกว่าที่เขาจะปฏิเสธได้ลง
‘หนึ่งแสนหยวน! ฉันจะบ้าตาย นี่มันเงินก้อนโตขนาดไหนกันเชียว มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ยังจะยืนดึงเชิงไม่ยอมตกลง’
"ไม่ต่อรองแล้วครับ ตกลงตามนี้เลย" หลิวอวี่ตอบรับโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
"บัญชีของคุณคืออะไรเหรอคะ? เดี๋ยวฉันจะโอนเงินให้ตอนนี้เลย" เมื่อเห็นว่าหลิวอวี่ตกลงอย่างง่ายดาย หญิงสาวก็เผยยิ้มละมุน
"เอ่อ... คือว่าผมไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัวมาด้วยครับ" หลิวอวี่เอ่ยอย่างจนใจ
หากไม่ใช่เพราะเงินในกระเป๋ามันร่อยหรอเกินไป เขาคงจะหาซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่มาใช้แทนเครื่องที่พังไปนานแล้ว
หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีรำคาญใจแต่อย่างใด เธอกลับหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่ยังดูใหม่เอี่ยมส่งให้หลิวอวี่
"โทรศัพท์เครื่องนี้ฉันเพิ่งซื้อมาและยังไม่เคยเปิดใช้งานเลย ฉันให้คุณนะคะ ลองเข้าสู่ระบบดูเถอะ เดี๋ยวฉันจะได้โอนเงินให้"
"นี่... ทำแบบนี้ไม่ดีมั้งครับ เอาอย่างนี้ดีกว่า คุณหักค่าโทรศัพท์ออกจากเงินหนึ่งแสนหยวนนั่นได้เลย"
หลิวอวี่รีบค้าน โทรศัพท์รุ่นนี้ต่อให้เป็สเปกต่ำสุดราคาก็ต้องมีเจ็ดถึงแปดพันหยวน เขาไม่อยากรับผลประโยชน์จากใครมาเปล่า ๆ แบบนี้
"ไม่เป็ไรค่ะ รับไปเถอะ ถ้ากุ้งัสีครามตัวนี้ไปถึงฝั่ง รับรองว่าต้องมีคนยอมควักเงินจ่ายสูงกว่าหนึ่งแสนหยวนแน่นอน คิดดูแล้วทางฉันเองก็ยังได้กำไรอยู่ดี เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ"
เมื่อหญิงสาวเอ่ยถึงเงินหนึ่งแสนหยวน ท่าทางของเธอกลับดูราบเรียบไร้ความกังวล ประหนึ่งว่ามันเป็เพียงเงินเศษสิบหยวนในสายตาเธอเท่านั้น
หลิวอวี่ไม่ได้ดึงดันต่อ เขารับโทรศัพท์มาลองใช้งานครู่หนึ่งก่อนจะเข้าสู่ระบบวีแชท หญิงสาวจึงจัดการโอนเงินมาให้ในทันที พร้อมกับที่ทั้งคู่ได้เพิ่มเพื่อนกันไว้
ในที่สุดหลิวอวี่ก็ได้รู้ว่าเธอชื่อ หลี่รั่วหลาน
"คุณหลี่ คุณ..."
"เรียกรั่วหลานเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ" เธอเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่เขาจะทันพูดจบ
"รั่วหลาน คุณซื้อกุ้งัตัวนี้ไปทำไมเหรอครับ?" หลิวอวี่ถามด้วยความสงสัย
"อีกสองวันจะถึงวันเกิดครบรอบเจ็ดสิบปีของคุณปู่ค่ะ ฉันเลยตั้งใจจะหาวัตถุดิบที่หาได้ยากที่สุดมาทำอาหารมื้อพิเศษให้ท่าน" หลี่รั่วหลานตอบพลางยิ้มกว้าง
"คุณเป็หลานที่ยอดเยี่ยมและกตัญญูมากจริง ๆ ครับ" หลิวอวี่เอ่ยชม
แต่ในใจเขากลับแอบอุทานว่า ‘รวยชะมัดเลย... ให้ตายสิ’
"มันเป็สิ่งที่คนรุ่นหลังอย่างพวกเราควรทำอยู่แล้วค่ะ" เธอตอบอย่างถ่อมตัว
"รั่วหลาน คุณจะตกปลาอยู่ที่นี่อีกนานไหมครับ?" เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่มีท่าทีจะถอนสมอเรือ หลิวอวี่จึงถามออกไป
"คงอีกสักสองสามชั่วโมงค่ะ ฉันได้ยินมาว่าแถวนี้เคยมีคนตกปลาปากเหลืองได้ เลยอยากจะลองเสี่ยงโชคดูสักหน่อย" หลี่รั่วหลานทอดสายตาออกไปยังผืนน้ำสีคราม
"อืม... งั้นผมก็ขอให้คุณโชคดีนะครับ"
หลิวอวี่รู้ดีแก่ใจว่าในรัศมีร้อยเมตรรอบบริเวณนี้ไม่มีปลาปากเหลืองอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดความจริงออกไปเพื่อทำลายความหวังของเธอ
หลังจากนั้น หลิวอวี่ก็ขอยืมโทรศัพท์ของหลี่รั่วหลานเพื่อโทรหาเฉินฝูหรง
[...ฮัลโหล น้องชายเหรอ? มีของดีอะไรมาให้พี่อีกล่ะ...]
เสียงของเฉินฝูหรงดังมาจากปลายสาย หลิวอวี่จึงนัดหมายให้เขามาเจอกันที่จุดเดิมเหมือนเมื่อวาน เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น เขาก็กล่าวลาหลี่รั่วหลานแล้วขับเรือกลับเข้าฝั่ง
ไม่นานนักหลังจากเขามาถึงฝั่ง เฉินฝูหรงก็สาวเท้าตามมาด้วยความเร่งรีบ
ตามปกติแล้ว ระดับผู้จัดการทั่วไปอย่างเขาไม่จำเป็ต้องลงมาจัดการเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยตัวเอง
แต่สำหรับหลิวอวี่นั้น เฉินฝูหรงกลับมีความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่บอกว่าควรจะผูกมิตรไว้ เขาจึงยอมสละเวลามาด้วยตัวเอง
และเมื่อได้เห็นกุ้งั หอยเป๋าฮื้อ และปลิงทะเลที่อยู่ในกระเป๋าของหลิวอวี่ เขาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความใ
กุ้งันั่นเขายังพอจะเข้าใจได้ แต่หอยเป๋าฮื้อกับปลิงทะเลคุณภาพดีขนาดนี้ถือว่าเป็ของที่หาได้ยากยิ่งในแถบนี้
"น้องชาย... นี่นายจับทั้งหมดนี่มาได้ด้วยตัวเองจริง ๆ เหรอ?" เฉินฝูหรงถามย้ำอย่างไม่เชื่อสายตา
"แน่นอนสิครับ"
"โอเค! ของทั้งหมดนี้พี่เหมารวดเดียวเลย ห้าหมื่นหยวนเป็ไง?" เฉินฝูหรงเสนอราคาที่สูงกว่าท้องตลาดเล็กน้อยด้วยความใจป้ำ
หลิวอวี่ไม่เื่มาก เขาตกลงขายของทั้งหมดให้เฉินฝูหรงในทันที
[คุณได้รับเงินโอนจำนวน 50,000 หยวน]
เมื่อเสียงแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีดังขึ้น ใบหน้าของหลิวอวี่ก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม
เพียงแค่ครึ่งวัน เขาก็สามารถหาเงินได้ถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน! ‘นี่มันฝันไปชัด ๆ!’
หลังจากแยกทางกับเฉินฝูหรง หลิวอวี่ก็นำเรือไปคืนเ้าของเดิม ก่อนจะรีบไปจัดการเติมเงินโทรศัพท์ด้วยหัวใจที่พองโต
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลความเคลื่อนไหวของหลิวอวี่ก็ถูกส่งตรงไปยังหูของเติ้งเจียหรงอีกครั้ง
"ให้ตายสิ โชคของไอ้หมอนี่มันจะดีเกินไปแล้วนะ... แต่ถึงดวงจะเฮงแค่ไหน ถ้าไม่มีปัญญาออกทะเลไปจับปลาได้อีกล่ะ มันจะมีประโยชน์อะไรเหรอ?"
เติ้งเจียหรงสั่งการลูกน้องด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ไม่กี่ประโยค จากนั้นเขาก็เอนกายจิบไวน์แดงช้า ๆ ด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
เดิมทีเขาคิดว่าจะบีบให้หลิวอวี่จนมุมจนต้องคลานกลับบ้านนอกไป แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้แบบนี้ ‘หึ เื่นี้มันเริ่มจะน่าสนุกขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ’
ทางด้านหลิวอวี่ที่ตอนนี้ถือเงินก้อนโตหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนอยู่ในมือ เขาไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าพายุร้ายจากเติ้งเจียหรงกำลังจะมาเยือน เขาเดินตัวลอยด้วยความสุขใจไปตามถนน
หลังจากจัดการเื่เอกสารและบัตรต่าง ๆ จนเรียบร้อย เขาก็แวะเข้าร้านอาหารดี ๆ สักแห่งเพื่อกินมื้อใหญ่เป็รางวัลให้แก่ตนเอง
เมื่ออิ่มท้องและอารมณ์ดีขึ้น หลิวอวี่ก็กลับมายังห้องเช่าเพื่อเริ่มวางแผนการใหญ่ในอนาคต
‘ในเมื่อฉันได้รับพลังพิเศษนี้มาแล้ว ฉันก็ต้องใช้ประโยชน์จากมันให้ถึงที่สุด การจะมาคอยจับปลาจับปูแบบนี้มันเลี้ยงตัวได้แค่ชั่วคราว ทรัพย์สมบัติที่แท้จริงในมหาสมุทรก็คือบรรดาเรืออับปางที่ยังไม่ถูกค้นพบนั่นต่างหาก’
‘ด้วยพลังของฉัน การจะตามหาซากเรือเ่าั้ไม่ใช่เื่ที่เหนือบ่ากว่าแรงเลย สิ่งที่ฉันต้องทำตอนนี้คือการสะสมทุนก้อนแรกให้ได้มากที่สุด’
เขามองดูตัวเลขหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนในบัญชี แม้มันจะดูเยอะสำหรับเขาในตอนนี้ แต่มันยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของแผนการที่วางไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นใน่แรกเขายังจำเป็ต้องพึ่งพาการจับสัตว์ทะเลหายากไปก่อน
หลังจากวางแผนคร่าว ๆ จบ หลิวอวี่ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะติดต่อกับแฟนสาวของเขา
แม้ฐานะทางบ้านของเขาจะไม่สู้ดีนัก แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นทำให้ใน่เรียนมหาวิทยาลัย หลิวอวี่ได้คบหากับแฟนสาวชื่อ สวี่เหยียน
สวี่เหยียนแตกต่างจากเขา หลังจากเรียนจบเธอก็ได้เข้าทำงานในบริษัทระดับแถวหน้าทันที
หลายวันที่ผ่านมา เพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับปัญหาเื่งานและเื่ปากท้อง ทำให้เขาไม่ได้ติดต่อหาเธอเลย
หลิวอวี่เปิดแอปพลิเคชันแชทแล้วพิมพ์ข้อความส่งไปหาสวี่เหยียน
[...]
ผ่านไปครู่ใหญ่ สวี่เหยียนก็ตอบกลับมาพร้อมนัดหมายให้เขาไปพบกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
หลิวอวี่รู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจเต้นแรง เขาบรรจงจัดแต่งตัวเองให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมาย
ณ มุมหนึ่งติดกระจกใสในร้านกาแฟ หลิวอวี่ก็ได้พบกับสวี่เหยียนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
สวี่เหยียนไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยจนตะลึง แต่เธอเป็คนที่แต่งตัวเก่งและรู้จักใช้เครื่องสำอางขับเน้นใบหน้าให้ดูดีอยู่เสมอ วันนี้เธอสวมเครื่องประดับแบรนด์เนมระดับเริ่มต้นที่สะท้อนถึงรสนิยมแบบสาวออฟฟิศสมัยใหม่
ทว่าเมื่อสบตากับหลิวอวี่ สีหน้าของสวี่เหยียนกลับไม่ได้แสดงความตื่นเต้นเหมือนเช่นเคย มีเพียงความรู้สึกซับซ้อนที่แฝงอยู่ในแววตาเท่านั้น
"เหยียนเหยียน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ่นี้งานยุ่งมากไหม?"
หลิวอวี่นั่งลงตรงข้ามเธอพร้อมทักทายด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความคิดถึง
"ก็เรื่อย ๆ ค่ะ" สวี่เหยียนพยักหน้าเบา ๆ เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"หลิวอวี่... เราเลิกกันเถอะ"
คำพูดนั้นประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของหลิวอวี่ เขานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ รอยยิ้มที่เคยมีค่อย ๆ เลือนหายและถูกแทนที่ด้วยความฝืนทน
"เหยียนเหยียน... คุณ... คุณล้อผมเล่นใช่ไหม?"
"เปล่าค่ะ ฉันแค่รู้สึกว่าตอนนี้ฉันไม่ได้รักคุณแล้ว การฝืนประคองความสัมพันธ์ที่ไปต่อไม่ได้มันไม่เป็ผลดีกับเราทั้งคู่หรอก สู้แยกทางกันไปตอนนี้เลยจะดีกว่า"
สวี่เหยียนยกแก้วกาแฟขึ้นจิบด้วยท่าทางนิ่งสงบ ประหนึ่งว่าเธอกำลังพูดเื่ดินฟ้าอากาศที่ไม่เกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่น้อย