บทที่43 เย่หัว-เยว่หัว(2)
“แต่...แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งขอรับคุณหนู”
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เนื่องจากว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ขึ้นไปบนเขามีเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถร่อนลงกลับมาได้พวกเราไม่รู้เลยว่ามีอะไรที่เป็นอันตรายอยู่บนนั้นบ้างถ้าหากว่าเป็นไปได้ข้าขอให้คุณหนูช่วยส่งเจ้าสังขึ้นไปช่วยคุ้มกันพวกเราได้ใหม่ขอรับ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะเพราะข้าเองก็คิดเอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน”
เย่หัวกล่าวไปตามตรงเพราะนางเองก็คิดเอาไว้แล้ว ว่าจะส่งให้เจ้าตูบตัวโตตามทุกคนขึ้นไปด้วย เพราะว่านางยังคงจำเรื่องเล่าของเด็กๆได้ถึงตำนานของส่องสัตว์ระดับสีม่วง ที่เป็นเหมือนกับ 2 ผู้คุมกฎในหุบเขาแห่งนี้
ถึงตำนานของพวกมันทั้ง 2จะหายไปหลาย10ปีแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าเรื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหุบเขาแห่งนี้มาตลอดช่วงระยะเวลา 10 ปีมันเกี่ยวข้องกับเจ้า 2 สัตว์อสูรนั้นหรือเปล่า
เพราะถ้าหากว่าอิงตามหนังตามซีรีย์ที่นางเคยดูมาก่อนเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นก็คงจะคล้ายๆเกี่ยวกับ สัตว์อสูรที่ต้องหลอกล่อให้ผู้คนขึ้นไปให้มันกินอะไรทำนองนั้น...
“สัง...แล้วแกว่ายังไง ช่วยตามทุกคนขึ้นไปหาไม้ไผ่ลงมาให้ข้าหน่อยได้ไหม”
“...”
เจ้าหมาตัวโตมิได้ส่งเสียงตอบอะไรกลับมามีเพียงแค่ลมแรงที่พ่นออกมาจากจมูกของมัน แล้วเดินเข้ามาหาเด็กหญิง นอนลงคล้ายกกนางเอาไว้ตรงกลางดันคนอื่นให้ออกไปห่างๆ ห่างจาก ผู้เป็นนาย ซึ่งทุกคนก็ยินยอมทำตามแต่โดยดีเพราะไม่มีใครกล้าที่จะทำให้เจ้าหมาตัวยักษ์ขัดใจ
“ดูเหมือนว่ามันจะไม่ยอมนะขอรับ” จางหลงยิ้มแหยๆเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้นที่ลอดผ่านม่านขนหนาแน่น ส่งประกายดุดันมาให้เขา
“ข้าคิดว่ามันคงเป็นห่วงคุณหนูมากๆ หรือไม่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเป็นอันตรายต่อคุณหนูก็ได้มันถึงไม่ยอมทิ้งคุณหนูไปไหน” จางหู่กล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิดพลางนึกถึงสิ่งที่อาจารย์ของเขาเคยบอกสอน เนื่องจากว่าสำหรับสัตว์พิทักษ์แล้วความปลอดภัยของผู้เป็นนายหรือสิ่งที่มันปกป้องนั้นสำคัญที่สุด
การที่มันแสดงออกเช่นนี้แสดงว่าโดยรอบหมู่บ้านเองก็มีสิ่งที่สามารถทำอันตรายผู้เป็นนายของมันได้หรือไม่ก็มีบางสิ่งบางอย่างทำให้มันระหวาดระแวงจนไม่สามารถทิ้งผู้เป็นนายไป
“...”
เมื่อได้ยินน้องชายกล่าวแบบนั้น จางหลงก็ทำหน้าครุ่นคิดเช่นเดียวกันเมื่อนึกย้อนไปในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มันก็มีเรื่องราวทำให้ชวนเป็นอยู่จริงๆนั่นแหละ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาวบ้าน 3 คนที่จู่ๆก็คุ้มคลั่งต้องการที่จะฆ่าเด็กหญิงผู้มาใหม่
เรื่องชาวบ้านที่อยู่ดูก็รวมกลุ่มกันลักขโมยสิ่งของที่อย่างไรก็ดูเหมือนจะเป็นของทุกคนอยู่ก่อนแล้วมันนิมีเหตุผลใดๆเลยที่จะทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาขโมยของเหล่านั้น..
มันก็จริงอยู่ที่แต่เดิมแล้วทุกคนที่เคยมีเรื่องกับเด็กหญิงนั้นล้วนแล้วแต่มีนิสัยหยาบกร้านเป็นพื้นฐานแต่ก็มิน่ามีใครกล้าที่จะทำเช่นนั้นเลยมิใช่หรือ...
“เอาอย่างนี้ไหมขอรับถ้าให้น้องชายข้าอยู่คุ้มกันคุณหนู แล้วให้เด็กๆมาเล่นที่บ้านของคุณหนูเหมือนเดิม ข้าว่ามากพอที่จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของเจ้าตัวโตได้บ้างเพราะว่าลำพังกำลังของพวกข้าเองคงมิสามารถขึ้นไปบนเขา แล้วกลับลงมาอย่างปลอดภัยได้ถ้าหากมีมันขึ้นไปเป็นผู้คุ้มกันพวกเราด้วยทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะจบลงได้ภายในไม่กี่ชั่วยามด้วยซ้ำ” จางลงพูดความคิดของเขาออกมา
“หากเทียบกันแล้ว เจ้าสังน่าจะมีฝีมือสูงสุดในหมู่บ้านในตอนนี้เพราะแม้แต่น้องชายข้าที่ฝึกฝนอยู่ด้านนอกมาสามปียังไม่สามารถทนต่อแรงกดดันของเจ้าสังได้...
แต่กลับกันสำหรับผู้คนในหมู่บ้านแล้ว แม้แต่ก่อนตอนที่จางหู่จะไปฝึกฝนด้านนอกก็ยังไม่เคยมีใครสู้กับมันตรงตรงได้เลยสักคนข้าคิดว่าถ้าให้จางหู่เป็นคนคุ้มกันคุณหนูก็คงจะสามารถทดแทนส่วนนี้ได้อยู่ เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“ข้าน่ะไม่ติดขัดอะไรหรอกพี่ใหญ่แต่พี่ใหญ่ไปถามเจ้ายักษ์โน้นจะดีกว่าถ้ามันเห็นด้วยแกให้ข่าวมาอยู่เป็นเพื่อนขนหนูเพียงวันเดียวมันไม่เป็นอะไรเลยดีเสียอีก ถือว่าข้าได้พักผ่อน เล่นกับเด็กๆ หลังจากที่ไม่ได้เล่นด้วยกันมานานแล้ว”
“ว่าไงสังแกคิดว่ายังไง ถ้าหากว่าให้ท่านจางหู่เป็นคนมาคุ้มกันฆ่าอีกทีนึงแล้วให้เจ้าขึ้นไปช่วยดูแลทุกคนในหมู่บ้านที่ขึ้นไปบนเขาถ้าหากรีบไปรีบกลับวันเดียวก็คงไม่เป็นอะไรกระมัง”
“...”
ทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวโตยืนขึ้นจนเต็มความสูงพลางมองไปรอบๆอยู่หลายครั้ง ราวกับว่ามันต้องการค้นหาอะไรบางอย่าง...
.................................