ไครเซอร์ออกมาจากการเก็บตัวด้วยท่าทีอันมั่นใจ ใบหน้าของเขาอิ่มเอมไปด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ก่อนหน้านี้ไม่นานหลังจากที่ได้ใช้ของเหลวกระตุ้นเซลล์ระดับDแล้ว ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและยกระดับขึ้นไปอีกขั้น โดยปกติแล้วต่อให้นักสู้แห่งดวงดาวระดับที่2ได้ใช้ของเหลวระดับDก็ตาม พวกเขามีโอกาสเพียงแค่40-50%ที่จะพัฒนาขึ้นสู่ระดับที่3 เพราะถึงยังไงช่องว่างในการพัฒนาเซลล์ก็ห่างกันอยู่อีกมาก พวกเขายังต้องใช้เวลาอยู่อีกนิดหน่อยเพื่อที่จะทะลวงขึ้น แต่ของไครเซอร์ไม่เป็นเช่นนั้น มันราวกับว่าภายในร่างของเขาเซลล์ทั้งหมดซึมซับของเหลวสีทองได้เกิน100% นี้อาจจะเป็นสิ่งนึงที่ระบบได้มอบให้กับเขาก็เป็นได้
และหลังจากนี้มันจะยิ่งยากขึ้นไปกว่านั้น บอกตรงๆเลยว่าความห่างชั้นของนักสู้แห่งดวงดาวระดับที่3และ4มันมีอยู่มาก ต่อให้จะใช้ของเหลวกระตุ้นเซลล์ระดับCแล้วก็ตาม แต่ผลลัพธ์ของมันก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายของคนผู้นั้นพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นได้ พวกเขาทำได้เพียงแค่รอคอยเวลาที่ร่างกายจะซึมซับสสารแห่งจักรวาลจนอิ่มตัว ถ้าเทียบเป็นระยะทางก็คงจะห่างกันหลายพันกิโลเมตร พวกเขาจะต้องก้าวเดินไปยังเส้นทางนั้นโดยที่ไม่มีสิ่งใดไว้ช่วยเหลือและจนกว่าจะถึงปลายทางเบื้องหน้า เมื่อนั้นแหละพวกเขาจะกลายเป็นนักสู้แห่งดวงดาวระดับที่4อย่างสมบูรณ์
"นี่ไอรอน? คุณใช้เวลาเท่าไหร่ในการพัฒนาพลังขึ้นสู่ขั้นที่4ละ..?"
เวลานั้นไครเซอร์ได้เอ่ยถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
"ปีกว่าๆครับบอส หลังจากที่พัฒนาขึ้นสู่ระดับที่3แล้ว บังเอิญในเวลานั้นผมได้ของเหลวกระตุ้นเซลล์ระดับCมาขวดนึงพอดี ผมจึงไม่รอช้าที่จะกลืนกินมันเข้าไป ในตอนแรกก็คิดว่าจากขั้นที่3ก็จะพัฒนาขึ้นสู่ขั้นที่4เลย แต่เซลล์ภายในร่างก็พัฒนาได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ที่เหลืออีกครึ่งก็ทำได้เพียงแค่รอคอยเพื่อให้ร่างกายซึมซับสสารแห่งจักรวาลก็เท่านั้น มันช่วยไม่ได้นี่ครับ เฮ้อ"
ไอรอนพูดขึ้นพลางถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ใบหน้าใหญ่ๆแทบจะเหี่ยวเฉาลง ตัวของมันตอนนี้จะมีอายุปาเข้าไป50ปีแล้ว แต่ก็ยังหยุดอยู่นักสู้แห่งดวงดาวขั้นที่4เท่านั้น ในอดีตมันเสียเวลาไปกับการพัฒนาพลังของตนเองมาก นักสู้แห่งดวงดาวระดับที่1-2นั้นไม่มีปัญหาอะไร แต่มันก็ใช้เวลาอยู่ไม่น้อย หลังจากที่มีองค์กรและรากฐานเป็นของตนเองก็สามารถหาทรัพยากรต่างๆได้มากขึ้น ของเหลวกระตุ้นเซลล์จึงเป็นทางเลือกหลัก ระดับF ระดับE ระดับD ทั้งสามถูกมันกลืนกินพร้อมกับจนทำให้ร่างกายทะลวงขึ้นระดับที่3 บอกเลยว่าถ้าไม่ได้้ของเหลวทั้งสามขวดนั้น ตัวของมันคงจะอยู่แค่ระดับ2เท่านั้น ซึ่งผิดกับบอสอย่างลิบลับ ตอนนี้เขามีอายุเพียงแค่17ปีแต่ก็มีพลังระดับที่3แล้ว บอกเลยว่าไม่เกิน3ปี เขาจะต้องพัฒนาขึ้นสู่ระดับที่4อย่างแน่นอน ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้นนัก
ไครเซอร์ที่กำลังนั่งฟังอยู่เมื่อได้ยินเช่นนั่นก็บ่นพึมพำออกมา ดวงตาประกายไปด้วยความลึกลับ
"หืม? ก็คิดไว้แล้วแหละว่าของเหลวกระตุ้นเซลล์หลังจากนี้จะไม่ได้ทำให้พัฒนาพลังได้ทันที มันเป็นเพียงแค่สิ่งของที่เอาไว้ย่นระยะทางก็เท่านั้น ผมไม่แปลกใจเลยที่สมาพันธ์แห่งดวงดาวถึงจะมีทรัพยากรมากแต่นักเรียนของพวกเขาก็ยังพัฒนาพลังกันอย่างไม่เร่งรีบ คงจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ละมั้ง"
ชายหนุ่มเงยหน้ามองเพผานพลางคิดถึงของเหลวกระตุ้นเซลล์ระดับBหรือสูงกว่านั้นขึ้นมา โดยปกติแล้วร่างกายของนักสู้แห่งดวงดาวจะสามารถรับรองสสารแห่งจักรวาลได้เพียงแค่อย่างละระดับ อันที่จริงคนของสมาพันธ์แห่งดวงดาวย่อมสามารถที่จะเอาของเหลวกระตุ้นเซลล์ระดับที่สูงกว่านั้นให้กับผู้ที่ฝึกฝนได้ แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ทำ ยิ่งใช้ของกระตุ้นเซลล์ไปจนกระทั่งถึงระดับสูงสุด พวกเขาเผลอๆอาจจะพัฒนาพลังจนใกล้เคียงกับบุคคลชั้นนำของจักรวาลเลยก็ว่าได้
< ไม่ใช่หรอกโฮสต์ เรื่องนั่นมันก็ส่วนนึง แต่ที่สำคัญเลยก็เพราะว่าทรัพยากรยังไงละ ใช่ว่าสมาพันธ์แห่งดวงดาวจะมีของเหลวกระตุ้นเซลล์ให้กับนักเรียนทุกคน ยิ่งระดับBขึ้นไปก็ยิ่งแพงและมีมูลค่ามหาศาล พวกเขาจะไม่ส่งมอบมันให้ฟรีๆกับคนในกองกำลังของตนเองหรอก ถ้าคนไหนอยากจะได้มันพวกเขาจะต้องใช้แต้มรางวัลภารกิจที่ได้ทำมาและเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นรางวัล ลืมนะว่าของเหลวกระตุ้นเซลล์นั้นยิ่งระดับสูงก็ยิ่งใช้กระบวนการผลิตนานขึ้น ว่ากันว่าของเหลวกระตุ้นเซลล์ระดับSขึ้นไป การจะสร้างมันซักหลอดนึงก็ต้องใช้เวลานานนับปีเลยทีเดียว ส่วนพวกของเหลวกระตุ้นเซลล์ระดับFพวกเขาสามารถสร้างมันได้อย่างเรื่อยๆอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องสนใจว่าจะเสียมันไปเยอะ >
ระบบได้เอ่ยตอบข้อสงสัยของชายหนุ่ม มันทำให้เขานั้นร้องอ๋อพร้อมกับพยักหน้ารับออกมา ชายหนุ่มเข้าใจแล้วว่าสมาพันธ์แห่งดวงดาวก็ใช่ว่าจะมีทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัด ต่อให้จะถูกก่อตั้งโดยดวงดาวชั้นนำของจักรวาลหลายร้อยแห่ง พวกเขาก็คงจะไม่เอาทรัพยากรมาผลาญพร่ำเพรื่ออย่างแน่นอน พวกเขาได้ตั้งเงื่อนไขมันให้กลายเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ มันคือสิ่งแลกเปลี่ยนที่ไม่ว่าฝั่งไหนก็ได้รับอย่างเท่าเทียม
"หือ? มีไรหรอคุณไอรอน"
ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นถึงชายวัยกลางคนที่กำลังพูดคุยอยู่กับสายที่ติดต่อเข้ามา แต่ทว่าใบหน้าของเขาดูจะตกใจและตื่นตะลึงอยู่ไม่น้อย ไอรอนเมื่อถูกถามมันก็รีบวางสายพร้อมกับพรวดเข้ามาอย่างเร่งรีบ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่มากล้น
"เป็นข่าวดีแล้วบอส ลูกน้องในองค์กรของเราระหว่างที่ออกไปลาดตะเวนก็ได้พบกับแร่เหล็กลูปคริสตัลที่นอกเมืองครับ มันบอกว่าไม่ใช่เพียงแค่10-20ก้อน แต่มันเป็นทั้งเหมือง มันคือเหมืองลูปคริสตัล!!!"
ไอรอนตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับกางแขนทั้งสองข้าง ใบหน้าแดงกล่ำอย่างถึงที่สุด
และเมื่อไครเซอร์ได้ยินเช่นนั้นตัวของเขาก็ยังต้องลุกขึ้นอย่างตกใจ ดวงตาเบิกกว้างกลมโตเป็นไข่ห่าน
"อะไรนะ..?!! เหมืองลูปคริสตัล จริงหรอเนี่ย!!"
แม้แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก ลูปคริสตัล แร่โลหะที่ถือกำเนิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายของดวงดาว ก้อนหินสีเหลืองอร่ามที่ส่องประกายราวกับมรกต ภายในอัดแน่นไปด้วยประจุพลังงานไฟฟ้าที่มหาศาล มันคือโลหะที่ธรรมชาติได้สรรสร้างขึ้นมา เพียงแค่ก้อนเดียวก็มีพลังงานไฟฟ้าอัดแน่นเทียบเท่ากับบ้านสิบหลังใช้กันหลายวัน โดยส่วนใหญ่แล้วคุณสมบัติของมันที่ผู้คนนิยมก็คือเอาไปใช้เป็นพลังงานของยานรบต่างๆ ต้องบอกก่อนว่านอกจากสสารแห่งจักรวาลแล้ว การทำงานของยานรบต่างๆ พวกเขาก็จะใช้ทรัพยากรอีกหลายสิ่งที่เข้ามาขับเคลื่อน หนึ่งในนั่นก็คือแร่ลูปคริสตัลนั้นเอง มันคือแร่ที่ให้พลังงานที่ดีเลยทีเดียว
"เอายังไงดีบอส? จะยกเครื่องมือและคนไปเลยดีหรือไม่"
ไอรอนตอนนี้ตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ถ้าได้เหมืองลูปคริสตัลมา องค์กรของพวกมันก็จะมีรากฐานการเงินที่ดียิ่งขึ้น
ไครเซอร์ก็พยักหน้ารับพร้อมกับเอ่ยขึ้น
"เอาสิ ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นๆละ องค์กรสเปคเตอร์ของเราจะเข้ายึดเหมืองแห่งนั้นและครอบครองไว้เพียงแต่ผู้เดียว ถ้าสมาคมจิ้งเหลนเพลิงมันรู้ข่าวก็ไม่ต้องไปสนใจ ต่อให้จะมาแย่งชิงหรืออะไรพวกเราก็ทำเพียงฆ่าพวกแม่งทิ้งก็พอแล้ว..!!"