ตอนที่ 13: ปิดเทอม
เช้าวันแรกของการปิดเทอม ศิษย์บางคนกลับบ้านไปั้แ่่เย็นของเมื่อวาน บางคนเตรียมตัวไปใน่เช้า
ขณะที่ฤทธากำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ที่สนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้านพัก อาจารย์เกา ศิษย์พี่ซู ศิษย์พี่จิมมี่เดินมาพร้อมกัน
“ไงฤทธาร่างกายฟื้นตัวเป็ปรกติหรือยัง ยินดีด้วยกับอันดับหนึ่งนะ”
อาจารย์แสดงความยินดีกับฤทธา
“ข้าหายดีแล้วครับ ขอบคุณครับอาจารย์” ฤทธาประคองหมัดขอบคุณอาจารย์
ยอนมินและเรโซ่หอบสัมภาระออกมาจากบ้านพัก เพื่อเตรียมกับบ้านกันพอดี
“ไปพักผ่อนกันให้สบายใจเถอะ อีกหนึ่งเดือนค่อยมาเจอกันนะโชคดีทุกคน”
อาจารย์เกาอวยพรลูกศิษย์แล้วเดินจากไป
ทั้งห้าคนคารวะอาจารย์ แล้วหันมาคุยกัน
“ศิษย์พี่กับอาจารย์ไปไหนกันมารึ” เร่โซ่ถาม
“ไปหาอาจารย์ข้าแล้วก็ไปบอกลาสัตว์พาหนะของพวกข้าน่ะ” จิมมี่บอก
“พวกมันยังโตไม่เต็มที่ ให้พวกมันอยู่กับฝูงไปก่อน”
ซูคิมเสริมอีกที
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็แยกกันก่อน อีกเดือนนึงค่อยเจอกันนะศิษย์พี่” ยอนมินกล่าวลา
“งั้นเราสามคนไปก่อนนะซู พวกข้าไปทางประตูเหนือเหมือนกันพอดี โชคดีเพื่อนอย่าลืมแวะไปหาข้าล่ะ” จิมมี่พาศิษย์น้องอีกสองคนไปด้วย
“เ้านัดแม่ที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายใช่มั้ย ไปเอาของมาสิ จะได้ไปกัน” ซูคิมบอกฤทธา
“ไปกันเลยข้าพร้อมแล้ว ศิษย์พี่” ฤทธาเดินไปกอดคอศิษย์พี่แล้วเดินไปด้วยกัน
“ข้ามีเสื้อผ้าอะไรนี่ไหนล่ะ มีชุดที่ใส่ กับชุดสำนักแค่นั้น” ฤทธาบอกศิษย์พี่ซู
“ฮ่า ฮ่า นั่นสินะ”
ศิษย์พี่กับศิษย์น้องเดินหัวเราะไปด้วยกันกัน
ที่จุดวงเวทเคลื่อนย้ายทางประตูใต้ มีแสงสีฟ้าเกิดขึ้นพอมันจางหายไป ก็เห็นฤทธากับซูคิมยืนอยู่
ทหารเฝ้าจุดสองคนแค่เหลือบมองแต่ไม่ได้สนใจอะไร เพราะรู้ว่าจุดนี้มาจากสำนักเย่วจีนั่นเอง
“ฤทธาลูก ฤทธาๆ” เสียงหญิงคนหนึ่งเรียกฤทธาอยู่
ฤทธาหันมองไปตามเสียง
“แม่ แม่ครับ” ทั้งคู่วิ่งเข้ากอดกัน
ซูคิมมองดูน้ำตารื้น เขานึกภาพที่ต้องจากครอบครัวไปเป็ปีไม่ออกเลยว่าจะรู้สึกยังไง
“พ่อล่ะแม่ พ่อไม่มาด้วยหรือครับ”
ฤทธาวิ่งมาคว้ามือศิษย์พี่
“พ่อเขารออยู่น่ะ” ผู้เป็แม่บอกด้วยรอยยิ้ม
“ศิษย์พี่นี่ท่านแม่ข้า แม่นี่ซูคิมศิษย์พี่ของผม”
ฤทธารีบแนะนำ ซูคิมประคองหมัดคารวะ
“สวัสดีจ้ะ ไปกินข้าวด้วยกันก่อนนะ พ่อเขารออยู่ที่ร้าน”
เมิ่งเหยาบอกพวกเด็กๆ แล้วเดินนำไป
“ป่ะศิษย์พี่แวะไปกับข้าหน่อยนะ”
ซูคิมพยักหน้ารับคำฤทธา
ทั้งสามเดินไปได้สักพัก ฤทธาก็สังเกตเห็นชายร่างใหญ่มีพุงยืนอยู่หน้าร้าน ร้านหนึ่ง
“เชิญครับบะหมี่ชูกำลัง เปิดวันแรก เชิญมาชิม เชิญด้านในได้เลยครับ”
เจิ้งเทียนยืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน
“พ่อ พ่อครับพ่อ” ฤทธาะโเรียกพร้อมวิ่งไปะโกอด
“โอ้ว..ไงไอ้ลูกชาย สูงขึ้นเยอะเลยนะ” เจิ้งเทียนกอดลูกชายด้วยความคิดถึง พร้อมใช้มือทั้งสองข้างจับบ่าลูก สำรวจความสูงและกล้ามเนื้อ
“พ่อๆ นี่ซูคิมศิษย์พี่ของผม” ฤทธารีบแนะนำให้พ่อรู้จักศิษย์พี่คนสนิท
ซูคิมประคองหมัดคารวะ
“สวัสดีครับท่านลุง ผมซูคิมครับ” ซูคิมแนะนำตัว
เจิ้งเทียนเดินมากอดคอซูคิม
“สวัสดีๆ มาๆ พ่อหนุ่มมาชิมบะหมี่ ฤทธามาลูกมา เข้ามาในร้านกันก่อน”
เจิ้งเทียนเดินนำทั้งหมดเข้าร้านไป เป็ร้านขนาดกลางติดริมถนนเมืองชั้นนอกใกล้ทางประตูใต้
ฤทธาเดินเข้าร้านไปพบชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบต้นๆ ยืนรอต้อนรับอยู่
“สวัสดีครับนายน้อย” ชายหนุ่มคารวะ
“สวัสดีครับ” ฤทธาคารวะโดยทันทีด้วยท่าทางใ
“นี่ อาิผู้ช่วยพ่อ อาิเอาบะหมี่มาสองชุดให้เด็กๆ ชิมหน่อย”
เจิ้งเทียนบอกลูกน้องเขา อาิหันกลับเข้าทางครัวที่อยู่ตรงหน้าร้าน
ฤทธามองไปรอบๆ พอเดินเข้ามาด้านขวาเป็ครัวแบบเปิด มีหม้อน้ำซุป มีโต๊ะเตรียมของและเครื่องครัวต่าง
เดินเข้ามาด้านในมีโต๊ะอยู่สิบโต๊ะ ด้านนอกอีกสี่โต๊ะ ตอนนี้ด้านในมีคนนั่งห้าคน โต๊ะนึงสามคนอีกโต๊ะสองคน ลักษณะเป็พวกคนงาน
แม่พาฤทธามานั่งที่โต๊ะด้านในสุด เจิ้งเทียนก็กอดคอซูคิมพามานั่งเก้าอี้ตรงข้าม ส่วนฤทธากำลังประมวลภาพต่าง
“นี่เป็ร้านเราลูก เดี๋ยวกินเสร็จให้แม่เขาพาไปดูห้องลูกข้างบนนะ”
เจิ้งเทียนอธิบาย พอดีกับอาินำบะหมี่มาพอดี
“มาๆ เด็กๆ ลองชิมดูซิว่าเป็อย่างไรบ้าง”
เจิ้งเทียนขยับชามบะหมี่ให้เด็กๆ
“กินกันไปนะพ่อไปดูหน้าร้านก่อน” พูดเสร็จเขาก็เดินไป
“กินกันไปนะเดี๋ยวแม่ไปเอาน้ำมาให้”
เมิ่งเหยาลุกแล้วเดินเข้าไปด้านหลัง
ฤทธากับซูคิม ขยับชามมาใกล้ตัว
“ลองชิมดูศิษย์พี่ ข้าเคยกินครั้งนึงตอนปนะมาณเจ็ดขวบมั้ง อร่อยมากข้ารับรอง”
ฤทธาเชิญชวนพร้อมกับยกชามขึ้นมา
พอเข้าปากไปคำแรก เขารู้สึกถึงน้ำซุปที่กำลังลงไปที่กระเพาะ แล้วรู้สึกถึงพลังงานและความสดชื่น ความเหนื่อยล้าต่างๆ หายไป เขามองหน้าซูคิม พบว่าซูคิมทำตาโตมองเขาอยู่เช่นกัน
“นี่มันสุดยอดมากฤทธา นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังรู้สึกถึงการฟื้นฟูพลังกายด้วย”
ซูคิมบอกกับฤทธา แล้วใช้ตะเกียบคีบบะหมี่คำต่อไป
เมิ่งเหยานำกาน้ำชามาให้เด็กๆ
“เป็ไงจ๊ะฤทธา ซู อร่อยใช่มั้ย” เมิ่งเหยาถาม
“อร่อยมากเลยครับคุณน้า แถมฟื้นพลังได้ด้วย มันยอดมากเลยครับ”
ซูคิมบอกเมิ่งเหยา
“ตกลงคือพ่อกับแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่เลยเหรอครับ”
ฤทธาถามอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ใช่จ้ะ พวกเรามาได้เกือบอาทิตย์แล้ว เตรียมร้านซื้อทาสสมัครใจ ซื้อของและจัดร้านกัน เป็ไงแปลกใจเลยใช่มั้ย” เมิ่งเหยาถามลูกชาย
“เดี๋ยวกินเสร็จแม่จะพาไปห้องของลูก ซูก็อยู่ก่อนสักพักค่อยกลับนะจ๊ะ เดี๋ยวน้าเอาผลไม้ไปให้ชิม”
เมิ่งเหยาบอกเด็กๆ
“ได้ครับผมอยู่เมืองนี้อยู่แล้ว ไม่ได้ไปไหนด้วยครับวันนี้” ซูคิมรู้สึกดีใจที่พ่อแม่ฤทธาย้ายมาอยู่ที่นี่ ทีนี้พวกเขาก็จะเที่ยวเล่นกันได้อย่างเต็มที่
เมิ่งเหยาพาเด็กๆ มาที่ห้องของฤทธาบนชั้นสอง ที่ร้านใหม่ของพ่อแม่ฤทธา ครึ่งด้านในของร้าน มีชั้นสองที่แบ่งเป็ที่พักอาศัย
ในห้องฤทธากว้างพอควร มีเตียงนอน โต๊ะอ่านหนังสือ ชั้นวางหนังสือและตู้ใส่เสื้อผ้า
“โห…นี่ห้องผมหรือครับแม่” ฤทธาถามด้วยความดีใจ
“ใช่จ้ะ พวกลูกก็กินผลไม้แล้วคุยกันไปก่อนนะ ทำความคุ้นเคยก่อน แม่จะลงไปดูพ่อเขาหน่อย”
เมิ่งเหยาปล่อยให้เด็กๆ ได้ทำความคุ้นเคย
“ดีจัง ตอนนี้เราก็อยู่เมืองเดียวกันแล้วสิ” ซูคิมกล่าวอย่างดีใจ
“อาทิตย์หน้าข้าว่าจะไปเที่ยวบ้านจิมมี่ เ้าสนใจจะไปด้วยหรือไม่”
ซูคิมถามศิษย์น้องของเขา
“อืม..น่าสน ข้าขอดูสักวันสองวันค่อยให้คำตอบนะ ข้าอาจต้องช่วยที่ร้านและยังต้องขอพ่อกับแม่ก่อนน่ะ”
ฤทธายังไม่มั่นใจในสถานการณ์ของที่บ้าน
“ได้สิ ถ้างั้นข้าขอตัวกลับบ้านก่อนแล้วกัน ป่านนี้แม่ข้าคงรอแย่แล้ว”
ซูคิมขอตัวกลับก่อน
ฤทธามาส่งซูที่หน้าร้าน ซูคิมร่ำลาพ่อแม่ฤทธาแล้วจากไป
“ท่านพ่อ ท่านแม่มีอะไรให้ข้าช่วยบ้างครับ” ฤทธาถามพร้อมพับแขนเสื้อขึ้น
“ฮ่า ฮ่า ไม่มีหรอกเ้าหนู คนไม่ได้เยอะอะไร เ้ากับแม่เ้า ไปคุยกันให้หายคิดถึงเถอะ แล้วเดี๋ยวตอนเย็นค่อยลงมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกที ไปๆ ไปเถอะ”
เจิ้งเทียนโบกมือให้ทั้งคู่ไป
“เื่ราวเป็มายังครับท่านแม่”
ฤทธานั่งลงที่เตียงในห้องของตัวเองและสอบถามเื่ราว
ผู้เป็แม่นั่งลงข้างๆ ลูกพร้อมกับลูบหัวเบาๆ
“พ่อกับแม่ก็แค่อยากมาอยู่ใกล้ๆ ลูก พอวันหยุดจะได้เจอลูกบ้างก็แค่นั้น”
เมิ่งเหยาดึงลูกมากอดเบาๆ
“แล้วบ้านเรามีเงินมีทองพอหรือครับ ผมมีหินิญญาเยอะนะแม่”
ฤทธาเตรียมจะเอาแหวนมิติออกมา
เมิ่งเหยาเหมือนรู้ทันความคิดลูก ยกมือห้ามปรามลูกไว้พร้อมกับบอกว่า
“ลูกไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่เื่นี้เลย ถ้าลูกขาดเหลือหรือ้าอะไรก็บอกพ่อกับแม่ได้เลยนะ ม่ะๆ มาดูเสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้ลูกกัน ถ้าใส่ไม่ได้พรุ่งนี้แม่จะได้เอาไปเปลี่ยน แต่จากที่ดูน่าจะใส่ได้หมดนะ”
เมิ่งเหยาลุกจากเตียงกำลังจะจูงมือลูกชายไป แต่ฤทธายั้งมือผู้เป็แม่ไว้ก่อน
“เดี๋ยวครับแม่ ผมมีคนอยากให้แม่ได้รู้จักก่อนครับ”
ฤทธาบอกแม่พร้อมกับดึงมือให้นั่งลงก่อน
“ไหนใครอีกหรือลูก” เมิ่งเหยาถามลูกชายอย่างสงสัย
“ชีต้าร์ออกมา”
ฤทธาเรียกชีต้าร์
ทันใดนั้นชีต้าร์ก็ปรากฏตัว เมิ่งเหยาสะดุ้งเล็กน้อย
“ข้าชีต้าร์ คารวะนายหญิงแม่”
ชีต้าร์ยกอุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้าง ทำท่าคารวะจริงจัง
“ชีต้าร์เป็สัตว์ิญญาของผมครับ”
ฤทธาบอกผู้เป็แม่ ขณะที่เมิ่งเหยาก้มไปอุ้มชีต้าร์ขึ้นมา
“อุ้ย น่ารักจังเลย ไม่ต้องเรียกนายหยงนายหญิงอะไรหรอก เรียกแม่เฉยๆ ก็ได้”
เมิ่งเหยาลูบหัวและเกาคางชีต้าร์เป็การใหญ่ ทำให้ชีต้าร์เคลิ้มเป็พักๆ
“ท่ะท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ ท่านแม่ ข้าเป็สัตว์ิญญาครับท่านแม่ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง”
ชีต้าร์บอกเมิ่งเหยา แต่ก็มีเสียงคราง ครืดๆ เพราะความฟินดังออกมา
เมิ่งเหยาหัวเราะ พร้อมกับวางชีต้าร์ลง
“ขอโทษๆ แม่อดใจไม่ได้ แล้วชีต้าร์หิวมั้ยลูก จะกินอะไรมั้ยเดี๋ยวแม่เอาขึ้นมาให้”
เมิ่งเหยาถามชีต้าร์
“ข้าไม่หิวขอรับท่านแม่ ไม่ต้องเป็ห่วงขอรับ”
ชีต้าร์บอกพร้อมคารวะขอบคุณ
“เอาล่ะถ้าอย่างนั้นพวกลูกก็พักผ่อนกันเถอะ แม่ซื้อหนังสือชีวประวัติคนสำคัญ กับประวัติศาสตร์ทวีปต่างๆ ที่ลูกยังไม่เคยอ่านมาให้หลายเล่มเลย ลูกลองดูเอาเองแล้วกันนะ ค่ำๆ ค่อยลงไปกินข้าว”
เธอบอกลูกชายเสร็จก็เดินออกจากห้องไป
“ท่านแม่เ้าเป็คนใจดีมาก”
ชีต้าร์กล่าวกับฤทธา ฤทธาได้แต่ยิ้มรับ พร้อมกับล้มตัวลงนอน
“ไม่คิดเลยว่าพวกท่านจะย้ายมา” ฤทธาบอกกับชีต้าร์
“อย่างนี้เื่ไค่หยงจะทำอย่างไรดี” ชีต้าร์ถามอย่างร้อนใจ
“อืม…เดินทางไปกลับน่าจะสัปดาห์หนึ่ง แถมยังไม่รู้จะมีเรือเหาะลำไหนไปหรือเปล่า”
ขณะฤทธาใช้ความคิด
เขาก็หยิบกล่องไม้เล็กๆ ออกมาจากแหวนมิติ แล้วเอาใบไม้สีทองที่ไค่หยงเคยให้ออกมา
ชีต้าร์มีสีหน้าใ ะโเข้าหาฤทธา
“ฤทธา เก็บๆๆ”
ชีต้าร์รีบเอาใบไม้เก็บเข้ากล่อง แล้วรีบใส่ไว้ในกำไลของฤทธา พร้อมกับหายใจหอบอย่างตื่นเต้น
“ถ้าพวกอสูรหรือปีศาจรู้ถึงการมีอยู่ของมัน เมืองนี้ได้วุ่นวายแน่”
ชีต้าร์ล้มตัวนอนหงายลงบนเตียง
“มันคืออะไรอย่างงั้นรึ ทำไมถึงจะเกิดเื่ร้ายแรงขนาดนั้น”
ฤทธาถามอย่างสงสัยจับใจ
“เ้ารู้ใช่มั้ยว่ามันทำอะไรได้” ชีต้าร์ถามฤทธา
“รู้สิ ใช้ช่วยชีวิตสัตว์ิญญาที่ใกล้ตายได้” ฤทธาบอกกับชีต้าร์ถามที่ไค่หยงบอกมา
“ถ้าทำได้แค่นั้น ห้าร้อยปีก่อนพวกข้าคงไม่ถูกตามล่า ตามฆ่าขนาดนั้นแน่ มันยังช่วยรักษาจิติญญาที่เสียหายได้”
ชีต้าร์อธิบายขณะที่ฤทธากำลังอึ้งกับสรรพคุณของมัน
“ตอนนั้นไค่หยงได้ใช้มันเพื่อช่วยนายเก่าข้า แล้วพวกอสูรเห็นเข้า มันเลยไปรายงานพวกนิกายมาร จอมมารอสูรที่รักษาตัวอยู่ก็ได้สั่งให้ตามล่าพวกข้า เพื่อจะแย่งชิงไค่หยงไป ไค่หยงเป็เผ่าภูตโบราณลูกหลานต้นไม้แห่งชีวิตบนแดน์ แต่ก็ถูกขับลงมาเพราะา ทุกพันปีจะมีใบไม้แห่งชีวิตออกมาได้ใบหนึ่ง เผ่าภูต
มีอายุขัยได้ประมาณสองพันปีเศษนี่คงเป็ใบสุดท้ายของไค่หยงแล้ว”
ชีต้าร์เล่าประวัติพร้อมกับท่าทางที่เศร้าลง
“เดี๋ยวข้าจะรีบไปถามเื่เรือเหาะให้”
ฤทธาก็เริ่มรู้สึกเป็ห่วงไค่หยง
“เดี๋ยวข้าขอไปคุยกับเขาก่อนถ้าเ้าจะฟังก็แค่ใช้จิตรับรู้กับกำไลฟังด้วยก็ได้”
ชีต้าร์บอกพร้อมกับดีดตัวลุกแล้วะโลงจากเตียง
“เ้าคุยผ่านใบไม้นั่นได้รึ ไม่เป็ไรหรอกพวกเ้าไม่พบกันนานคงมีเื่คุยกันมากมาย พวกเ้าคุยกันก่อนเถอะ”
ฤทธาบอกพร้อมกับจับบ่าชีต้าร์เพื่อให้กำลังใจ
ชีต้าร์พยักหน้ารับคำ
“ได้ เดี๋ยวข้าจะออกมาเล่าให้ฟังแล้วกัน”
พูดเสร็จชีต้าร์ก็หายเข้าไปในกำไล
ฤทธาก็ล้มตัวนอนอีกครั้ง พลางคิดว่าพวกชีต้าร์นั้นผ่านอะไรมามากมายจริงๆ
มื้อค่ำฤทธาแนะนำชีต้าร์ให้รู้จักทุกคน
“ชีต้าร์แล้วเ้ากินอะไรได้มั่งล่ะ จะได้ให้อาิไปเตรียมให้” เจิ้งเทียนถามชีต้าร์
“พวกเนื้อสัตว์อสูรดิบหรือสุกก็ได้ขอรับนายท่าน” ชีต้าร์ยืนสองขาพร้อมก้มคำนับอย่างเกรงใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า งั้นอาิเอาเนื้อตุ๋นใส่ชามให้ชีต้าร์ชิมดูซิว่าชอบมั้ย แล้วก็ชีต้าร์เรียกข้าว่าท่านพ่อก็พอ ไม่ต้องเรียกนายท่านอะไรหรอกเข้าใจมั้ย”
เจิ้งเทียนกำชับชีต้าร์
“ก็ดีฤทธาจะได้มีน้องชายไว้แก้เหงา ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เจิ้งเทียนหัวเราะอย่างสะใจ
“แต่ท่านพ่อ ข้าอายุห้าร้อยกว่าปีแล้วนะ ทำไมไม่ให้ข้าเป็พี่ล่ะ”
ชีต้าร์ถามด้วยท่าทางสงสัย
“เ้ากับฤทธามีศักดิ์เป็นายกับบ่าวมันเกี่ยวกับอายุมั้ยล่ะ นี่ข้าเลื่อนยศขึ้นให้เป็น้องชายเ้ายังไม่พอใจอีกเหรอ เ้านี่นะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เจิ้งเทียนพูดพร้อมหยิบสุรามารินใส่แก้ว
ชีต้าร์ก็เริ่มรู้สึกว่าพ่อฤทธาพูดถูก
*เออใช่ ข้าได้เลื่อนยศขึ้นมาเยอะเลย จากเ้านายกับลูกน้องมาเป็พี่น้อง แต่เขาก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจยังไงอยู่*
“ท่านพ่อพูดถูก แต่ข้าขอเรียกเขาว่าลูกพี่ดีกว่า เรียกพี่เฉยๆ มันไม่ชิน”
ชีต้าร์บอกกับเจิ้งเทียนพร้อมกับเกาหัวแกร่กๆ
พาทุกคนในโต๊ะหัวเราะ พอดีกับอาิยกเนื้อตุ๋นมาให้ชีต้าร์พอดี เจิ้งเทียนรินเหล้าให้อาิ
“มาอาิแก้เหนื่อยกันสักหน่อย” เจิ้งเทียนบอกกับอาิ
ทุกคนพูดคุยกันอย่างเป็กันเอง
“ฤทธาวางแผนปิดเทอมไว้หรือยัง จะไปเที่ยวไหนบ้าง” เมิ่งเหยาถามลูกชาย
ข้าว่าเช้าจะไปฝึกที่บ้านศิษย์พี่ แล้วจะมาช่วยที่ร้าน อาทิตย์หน้าจะขอไปเยี่ยมบ้านศิษย์พี่อีกคน ที่มณฑลหยวนหยางกับศิษย์พี่ซูน่ะครับ” ฤทธาบอกแผนการกับพ่อแม่
“เื่ที่ร้านลูกไม่ต้องห่วงเลยไปฝึก ไปเที่ยวเล่นให้เต็มที่เลย ที่ร้านไม่ได้ยุ่งอะไรเลย แล้วมีหินิญญามั้ย เดี๋ยวพ่อเอาให้ไว้ติดตัว”
เจิ้งเทียนถามลูกชาย
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงเลย ที่พ่อกับแม่ให้มายังอยู่ครบแถมมีเพิ่มมาอีกมากเลยครับ แต่ผมอยากช่วยอะไรบ้าง” ฤทธาอยากแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่
“เมื่อวานอาจารย์เกาแวะมาน่ะ จริงๆ เขาก็ช่วยเป็ธุระเื่หาร้านให้นั่นแหละแกแวะมาคุยกับพ่อ แกว่าลูกฝึกหนักแถมยังได้ที่หนึ่งของชั้นปี พ่อแกนี่หน้าบานใหญ่เลย เลยอยากให้ลูกพักผ่อนเที่ยวเล่นเต็มที่ ร้านก็ไม่ได้ใหญ่ไม่ได้วุ่นวายอะไร พ่อกับอาิสองคนก็เอาอยู่ ลูกไม่ต้องเป็ห่วงไป”
เมิ่งเหยาอธิบายให้ลูกชายฟังว่าทำไมผู้เป็พ่อถึงอยากให้ไปเที่ยวเล่น
“นายน้อยเก่งจริงๆ นั่นแหละครับ อาจารย์เกาชมไม่ขาดปากเลย นายท่านก็ภูมิใจมาก ไม่ต้องห่วงทางร้านนะครับ นายท่านจัดการทุกอย่างเก่งมาก”
อาิเสริม
“สมัยหนุ่มๆ เค้ายุ่งกว่านี้เป็สิบเท่าเลยอาิ”
เมิ่งเหยาเสริมอีกคน
“ชีต้าร์สักแก้วมั้ย”
เจิ้งเทียนถามชีต้าร์
“ข้าก็รอให้มีคนถามอยู่เลยขอครับ”
ชีต้าร์ตอบพร้อมยกแก้วรอ
พาให้ทุกคนหัวเราะกันหมด ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ที่ห้องนอนฤทธา ชีต้าร์เล่าให้ฟังว่า ไค่หยงบอกว่าเขาคงเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้แล้ว เพราะต้องถนอมแรงเฮือกสุดท้ายไว้ใช้กับใบไม้แห่งชีวิต ตอนฤทธาจะใช้ใบไม้นี้เขาถึงจะมาได้เองแล้วจะคุยกับฤทธาอีกที ตอนนี้ต้องเข้าสู่ภาวะจำศีล
กลางดึกฤทธานอนหลับอยู่ที่เตียง ชีต้าร์นั่งมองกล่องใส่ใบไม้ทอง แล้วนึกถึงตอนคุยกับไค่หยง
“เ้าก็คิดซะว่าข้าได้ตายไปแล้วเถอะเ้าเพื่อนยาก พอเ้านายตายพลังชีวิตข้าก็หมดลงเหมือนกัน พลังที่เหลืออยู่ตอนนี้ เป็พลังของเผ่าภูตไพรที่เลี้ยงประคองเสี้ยวิญญาไว้ เพื่อใช้กับใบไม้แห่งชีวิตเท่านั้น ที่ผ่านมาได้พบเ้าพบนายท่าน จนมาถึงเ้าหนูคนนี้ ข้าพอใจมากแล้วหลังใช้พลังสุดท้าย จิติญญาข้าก็ไม่เหลือแล้ว”
ชีต้าร์คิดถึงเสียงของไค่หยงจนมีน้ำตาออกมา
“โชคดีเ้าเพื่อนยาก”
น้ำตาชีต้าร์หยดลงบนกล่องไม้
จบตอน13.