สุดยอดนักผจญภัย

ฟลินท์ลองเข้าค่ายกลฝึกฝน

ไลท์และคนอื่นๆยิ้มออกมาเบาๆ 

จะไม่ให้ลูกศิษย์ของพวกเขาเหมือนกับพวกเขาได้อย่างไร เพราะพวกเขาได้สอนลูกศิษย์เหมือนกับที่พวกเขาได้เรียนรู้มาจากไลท์ทั้งหมด 

“ ให้ตายเถอะ ฉันชักอยากที่จะเข้าร่วมกลุ่มพวกนายแล้วจริงๆ ” ฟีเลียพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังและใบหน้าที่จริงจัง

“ ถ้าหาดเธอต้องการเข้าร่วมกับพวกเรา พวกเราก็ขอต้อนรับ ” ไลท์ยิ้ม

ฟีเลียโบกมือเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเธอแค่พูดเล่นเท่านั้น

“ จริงสิพวกนายรู้รายละเอียดของงานชุมนุมไหม? ” ฟีเลียถามขึ้น

ไลท์และคนอื่นๆส่ายหน้าเป็นคำตอบ

ฟีเลียพยักหน้ารับและพูดขึ้นว่า " งานชุมนุมก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ช่วงแรกจะเป็นการพูดคุยของห้าตระกูลผู้พิทักษ์และตัวแทนของกองกำลังระดับสูง ส่วนหลังจากนั้นก็เป็นงารประลองระหว่างรุ่นเยาว์ที่มีอายุต่ำกว่าห้าสิบปี 

อย่างที่รู้กันว่าจอมเวทย์หรือนักสู้ที่แข็งแกร่งจะมีอายุที่ยืนยาว ซึ่งมันมากกว่าสามสี่ร้อยปีเสียอีก ด้วยเหตุนี้ทำให้คนที่อายุต่ำกว่าห้าสิบปีจะถูกนับว่าเป็นเพียงรุ่นเยาว์ทั้งนั้น 

งานประลองจะคัดเลือกจนเหลือเพียงผู้เข้ารอบสิบคนเท่านั้น ซึ่งทั้งสิบคนนี้จะต้องมาประลองกันเพื่อที่จะหาสิบอันดับแรก ซึ่งสิบอันดับแรกจะได้รับการยอมรับจากรุ่นเยาว์ทั้งหมด รวมไปถึงเหล่าตัวตนระดับสูงก็จะยอมรับเช่น 

ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตัวตนระดังSSเท่านั้นที่จะติดอันดับแรก ซึ่งไม่เคยมีตัวตนระดับSติดสิบอันดับแรกมาก่อนเลย " ฟีเลียพูดขึ้น

เมื่อไลท์และคนอื่นๆได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ จากนั้นก็เป็นเวโรนิก้าที่ฉุกคิดอะไรบางอย่าง

“ ไม่ใช่ว่ายูเวสเพิ่งจะอายุเพียงแค่สามสิบต้นๆเองไม่ใช่หรอแล้วทำไมเขาถึงได้รับฉายาว่าเป็นรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของห้าตระกูลผู้พิทักษ์ล่ะ ทั้งๆที่ครั้งก่อนยูเวสก็น่าจะอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีเองไม่ใช่หรอ?” เวโรนิก้าถามขึ้น

เมื่อได้ยินที่เวโรนิกัาถาม พวกไลท์ก็เห็นด้วยกับคำถามของเธอ

" เมื่อประมาณสิบปีก่อน ก่อนที่จะถูกเรียกว่ายุคแห่งอัจฉริยะ ก่อนที่ยูเวสจะโด่งดัง ในตอนนั้นมีรุ่นเยาว์อัจฉริยะจำนวนมากปรากฏขึ้น ในตอนนั้นอันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์ทั้งหมดคือคาร์มัคแห่งคะกูลอูเบกอส

คาร์มัคอายุเพียงแค่สามสิบห้าปี แต่มีความแข็งแกร่งเกือบที่จะเทียบเท่าระดับSSSเลยทีเดียว นอกจากคาร์มัคแล้วก็มีรุ่นเยาว์ที่มีความแข็งแกร่งพอๆกับคาร์มัคอยู่หลายคน ซึ่งเอาจริงๆแล้วในตอนนั้นสิบอันดับแรกคือตัวตนที่เกือบจะเทียบเท่ากับตัวตนระดับSSSเลยทีเดียว

ในช่วงเวลานั้นเอง เด็กหนุ่มสาวที่เป็นลูกหลานของผู้นำตระกูลก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้นมาทีละคน โดยคนแรกที่ปรากฏตัวขึ้นมาก่อนก็คือฟีลิปป์ หรือพี่ใหญ่ของฉันเอง 

ในตอนนั้นพี่ใหญ่ของฉันอายุเพียงแค่ยี่สิบสามเท่านั้น แต่เขามีความแข็งแกร่งในระดับSS เวทย์มนต์ของเขาเป็นหนึ่งในเวทย์บรรพกาลที่เหมือนกับของยูเวส 

เวทย์มนต์ของพี่ใหญ่คือเวทย์น้ำแข็งบรรพกาล สามารถแช่แข็งได้แม้กระทั้งเปลวเพลิงของภูเขาไฟที่ร้อนแรง นอกจากนี้ยังเป็นเวทย์น้ำแข็งที่ทรงพลังที่สุดอีกด้วย 

พี่ใหญ่สามารถเอาชนะสิบอันดับแรกได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั้งเขาพ่ายแพ้ให้กับซาจิน อันดับสองของรุ่นเยาว์ครั้งล่าสุด 

แม้ว่าจะพ่ายแพ้แต่ทั้งสองก็สู้กันนานกว่าสามวันสามคืน ต้องบอกว่าการต่อสูัครั้งนั้นสูสีกันมาก แม้กระทั้งตัวตนระดับSSบางคนก็อาจจะถูกฆ่าตายได้เลยถ้าหากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของทั้งสองคนนั้น

แม้ว่าพี่ใหญ่จะพ่ายแพ้แต่ก็ไม่มีใครดูถูก นอกจากนี้อายุของพี่ใหญ่ก็เพิ่งจะยี่สิบสามปีเท่านั้น ส่วนทางด้านของซาจินที่อายุสี่สิบสองปี ซึ่งนับว่าห่างกันหนึ่งเท่า ทุกคนเชื่อว่าถ้าหากให้เวลาพี่ใหญ่อีกสักหน่อย เขาก็สามารถเอาชนะซาจินได้อย่างแน่นอน

เมื่อพี่ใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว คนที่สองที่ตามมาก็คือเฮเลนแห่งตระกูลซันไทม์

ในตอนนั้นเฮเลนเพิ่งจะอายุเพียงแค่ยี่สิบปีเท่านั้น

ด้วยเสียงดนตรีของเธอสามารถเอาชนะสิบอันดับแรกและก็ยังสามารถเอาชนะซาจินได้ ทำให้เธอมาชื่อเสียงอย่างมาก 

เนื่องจากเวทย์ของเธอมุ่งเน้าโจมตีไปที่จิตใจ ใครที่จิตใจอ่อนแอก็จะตกอยู่ในเวทย์ของเธอและจะถูกเธอควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ นับว่าเธอมีความสามารถมากๆ แต่เธอยังไม่ทันที่จะได้สู้กับคาร์มัค ก็มีข่าวออกมาแล้วว่าคาร์มัคได้พีายแพ้ให้กับเมอร์ยอส

เมอร์ยอสแห่งตระกูลเครอส

เมอร์ยอสสามารถเอาชนะคาร์มัคได้อย่างง่ายดาย ทำให้เขาถูกเรียกว่ารุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง จนกระทั้งยูเยสปรากฏตัวขึ้น เขาสามารถปราบปรามรุ่นเยาว์ทุกๆคนได้อย่างอยู่หมัด

ไมว่าจะเป็นรุ่นเยาว์คนไหนก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเขา

จนในช่วงสองปีต่อมามีการแข่งขันกันระหว่างรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งจากห้าตระกูลได้แก่ ฟีลิปป์แห่งตระกูลฟรอส เฮเลนแห่งตระกูลซันไทม์ เมอร์ยอสแห่งตระกูลเครอส วอร์เฟียสแห่งตระกูลวัลแคน ยูเวสแห่งตระกูลอูเบกอส

ผลที่ได้รับก็คือ ยูเวสครองอันดับหนึ่ง วอร์เฟียสอันดับสอง เมอร์ยอสอันดับสาม ฟีลิปป์อันดับสี่ เฮเลนอันดับห้า

หลังจากนั้นมา นี้ก็คือรายชื่อของรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของห้าตระกูลผู้พิทักษ์ " ฟีเลียเล่าให้คนอื่นๆฟัง

เมื่อพวกไลท์ได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจและสนใจขึ้นมา 

“ แล้วรายชื่อยี่สิบอันดับรุ่นเยาว์ที่เธอเคยเล่าให้ฟ้งมีคนนอกไหม? ” ไลท์ถามขึ้น

“ ไม่มีคนนอกหรอก เพราะคนนอกไม่สามารถใส่ชื่อลงในรายชื่อยี่สิบอันดับได้  แต่พวกเขาสามารถมีชื่อเสียงในการเอาชนะรุ่นเยาว์ในรายชื่อได้เหมือนกัน อย่างเช่นไลท์ ” ฟีเลียหัวเราะออกมาเบาๆ

ทุกๆคนก็จำได้ว่าหลังจากที่จบศึกระหว่างเผ่าปีศาจ ยูเวสกับไลท์ได้ประลองกัน ซึ่งผลสุดท้ายก็คือไลท์เป็นฝ่ายชนะและชนะอย่างขาดลอยอีกด้วย 

“ ในการต่อสู้ครั้งนั้นโด่งดังอย่างมาก เพาาะตอนนั้นยูเวสได้ทุ่มพลังทั้งหมดแล้วก็ยังไม่สามารถเอาชนะนายได้  ทำให้นายกลายเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดแทน แต่แน่นอน ในงานชุมนุมก็อาจจะมีคนขอท้าประลองกับนายก็ได้นะไลท์ ” ฟีเลียพูดขึ้น

“ เธอหมายถึงในงานประลองจะมีการท้าประลองกันเกิดขึ้นงั้นหรอ แล้วฉันสามารถปฏิเสธมันได้ไหม? ” ไลท์ถามออกมา เพราะเขาแค่มาดูเฉยๆไม่ได้ต้องการที่จะต่อสู้กับคนอื่นๆ

“ แน่นอนว่าสามารถปฏิเสธได้ แต่นั้นหมายถึงนายเป็นขี้ขลาดและไม่กล้าที่จะต่อสู้ ซึ่งนั้นมันจะทำให้ชื่อเสียงของนายต้องมัวหมอง ” ฟีเลียอธิบาย

“ ถ้างั้น ถ้าหากมีคนต้องการท้าสู้กับอาจารย์ก็ให้มันผ่านฉันให้ได้ก่อนแล้วกัน ” เดซี่พูดพร้อมกับหักข้อมือเบาๆ

“  แบบนั้นก็ได้เหมือนกันนะ เธอก็ประกาศไปเลยว่า ถ้าหากใครต้องการที่จะสู้กับไลท์ก็ต้องเอาชนะเธอก่อน ” ฟีเลียเห็นด้วย

“ หลังจากที่จบงานประลองรุ่นเยาว์แล้ว ก็จะมีงานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่บนยอดเขาฟอร์ก้า หลังจากจบงานเลี้ยงนี้ก็นับว่าเป็นการจบงานชุมนุมห้าตระกูลผู้พิทักษ์ ” ฟีเลียพูดขึ้น

ไลท์และคนอื่นๆก็พอเข้าใจงานชุมนุมของห้าตระกูลผู้พิทักษ์

“ แล้วเธอคิดว่างานประลองในครั้งนี้ใครจะเป็นผู้ที่ได้อันดับหนึ่งงั้นหรอ? ” ไลก้าถามขึ้น

“ ถ้าหากพวกนายลงแข่ง พวกนายก็คืออันดับหนึ่ง แต่ถ้าหากพวกนายไม่ได้ลงแข่งก็อาจจะเป็นพวกยูเวสที่ไดัอันดับหนึ่ง” ฟีเลียตอบอย่างมั่นใจ

“ จริงสิ รู้สึกว่าครั้งนี้จะมีการประลองระหว่างลูกศิษย์ของพวกเธอกับรุ่นเยาว์ของห้าตระกูลผู้พิทักษ์ด้วยไม่ใช่หรอ? ” ฟีเลียพูดขึ้น

จากนั้นสายตาของฟีเลียก็มองดูลูกศิษย์ของพวกไลท์ด้วยแววตาสนใจ เพราะเธอจำได้ว่าลูกศิษย์ของพวกไลท์นั้นเพิ่งจะได้รับการฝึกฝนไม่ถึงห้าปี แต่ความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้สามารถต่อกรกับระดับSSได้แล้ว นับว่าเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ในระดับสูง แม้แต่รุ่นเยาว์ของห้าตระกูลผู้พิทักษ์ก็ยังไม่สามารถหาสัตว์ประหลาดแบบนี้ได้ 

จากนั้นพวกเขาก็นั่งพูดคุยกันจนกระทั้งผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง

ฟลินท์ก็เดินออกมาจากค่ายกลฝึกฝนพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว 

คู่ต่อสู้ภายในค่ายกลฝึกฝนคือจอมเวทย์ธาตุต่างๆจนถึงจอมเวทย์สี่ธาตุที่มีความแข็งแกร่งในระดับSS 

ก่อนที่ฟลินท์จะออกมาจากค่ายกลฝึกฝน เขาได้ต่อสู้กับจอมเวทย์ห้าธาตุที่มีความแข็งแกร่งในระดับSSหนึ่งคนและจอมเวทย์สี่ธาตุที่มีความแข็งแกร่งในระดับSSอีกสองคน

ในช่วงห้าปีหลังมานี้ความแข็งแกร่งของฟลินท์ก็เพิ่มขึ้นมากตอนนี้เขามีความแข็งแกร่งในระดับSSแล้ว ส่วนทางด้านฟีเลีย เธอมีความแข็งแกร่งในระดับSอยู่แต่ความแข็งแกร่งของเธอก็นับว่าพัฒนาขึ้นมากจากการพบเจอกันครั้งล่าสุด

“ พี่เป็นไงบ้าง? ” ฟีเลียถามขึ้นด้วยความตกใจ เธอไม่คิดว่าพี่ชายของเธอจะแสดงสีหน้าหวาดกลัวและตกใจแบบนี้

“ น่ากลัวมากเลย ภายในนั้นฉันเหมือนกับว่าได้ตายไปแล้วจริงๆ ” ฟลินท์พูดขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเทา 

“ ตายจริง? ” ฟีเลียพึมพำออกมา จากนั้นเธอก็จำได้ว่าค่ายกลฝึกฝนของไลท์นั้นได้รับบาดเจ็บเหมือนกับภายนอกทุกอย่างและการที่จะออกจากค่ายกลได้มีอยู่สองทางคือหนึ่งคือเคลียร์ค่ายกลฝึกฝนให้หมดหรือตายเท่านั้น

เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็ทำให้ร่างกายของฟีเลียสั่นขึ้นมาเล็กน้อย

“ แต่พี่ว่าถ้าหากมีค่ายกลนี้ที่ตระกูล ตระกูลของพวกเราจะแข็งแกร่งขึ้นมาก รุ่นเยาว์ทุกคนสามารถฝึกฝนตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมนอกจากนี้ก็ยังจะได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้อีกด้วย แต่ฉันคิดว่าข้อเสียของมันก็คือเวลาที่ฝึกฝนมากๆแล้วมาอยู่ด้านนอก ทุกๆคนอาจจะคิดว่าเมื่อตายไปแล้วก็อาจจะเกิดใหม่ก็ได้ เรื่องนี้อาจจะทำให้ใครหลายคนประมาท ” ฟลินท์พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

ไลท์ที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา เขาเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาต้องออกกฏเพิ่มขึ้นมาอีกข้อว่า ใครก็ตามที่จะฝึกฝนภายในค่ายกลแห่งนิรันดร์แล้วจะต้องรอเวลาอีกสิบวันเพื่อที่จะลงค่ายกลฝึกฝนได้อีกครั้ง

“ ว่าแต่ไลท์ นายสามารถมาวางค่ายกลฝึกฝนที่ตระกูลของฉันบ้างได้ไหม? ” ฟลินท์พูดขึ้น

ไลท์ส่ายหน้าพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ ฉันต้องการให้ค่ายกลฝึกฝนแห่งนี้มีอยู่ที่เมืองรุ่งอรุณเท่านั้น ” 

ฟลินท์ถอนหายใจและพูดขึ้นว่า “ น่าเสียดายจริงๆ ถ้าหากมีค่ายกลนี้ตระกูลฟรอสของฉันก็จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ”

“ งั้นเอาแบบนี้ไหม ตั้งแต่วันนี้นายก็บอกให้คนของตระกูลฟรอสเข้ามาฝึกฝนในค่ายกลฝึกฝนแห่งนี้จนกว่าพวกเราจะกลับเป็นอย่างไง? ” ไลท์พูดขึ้น

เนื่องจากเรือบินลำนี้มีค่ายกลฝึกฝนมากถึงสองร้อยห้อง ทำให้ไลท์สามารถแบ่งให้กับคนนอกให้ฝึกฝนได้ 

ดวงตาของฟลินท์เปร่งประกายก่อนที่จะพยักหน้ารับเห็นด้วย 

“ เอาตามที่นายว่ามาก็ได้นะไลท์ ด้วยการฝึกฝนในค่ายกลฝึกฝนแห่งนี้ก็อาจจะทำให้รุ่นเยาว์ของตระกูลฟรอสทำผลงานได้ดีในการประลองก็ได้ ” ฟลินท์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ 

“ จริงสิ อย่างที่นายบอกว่าการฝึกฝนในค่ายกลฝึกฝนบ่อยๆอาจจะทำให้สับสนระหว่างความจริงและภายในค่ายกล เพราะฉะนั้นฉันจึงอยากให้คนที่เข้าไปในค่ายกลฝึกฝนแล้วจะสามารถเข้าใหม่ได้ในอีกสามวันข้างหน้า เพื่อที่จะเป็นการพักทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ายกลและยังเป็นการทบทวนว่าตัวเองควรที่จะแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างไงด้วย ” ไลท์พูดขึ้น

“ เรื่องนี้ฉันเห็นด้วยกับนาย เอาตามที่นายว่าแล้วกัน ทุกๆสามวันจะสามารถเข้าได้แค่หนึ่งครั้ง เพื่อความปลอดภัยของคนที่เข้าร่วม ” ฟลินท์พยักหน้ารับ

“ ฟีเลียเธออยู่ที่นี้ก่อนแล้วกันเดี๋ยวฉันจะไปตามคนของพวกเรามาฝึกฝนในค่ายกลฝึกฝน ” ฟลินท์พูดขึ้น

“ เข้าใจแล้วพี่ ระวังตัวด้วยล่ะ ” ฟีเลียตอบรับ

“ ไม่ต้องห่วงหรอกน่าไม่มีใครกล้าที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับพวกเราที่นี้หรอกน่า ” ฟลินท์หัวเราะเบาๆและบินตรงไปยังหมู่บ้านฟอร์ก้าทันที

หลังจากที่ฟลินท์ไปแล้ว เดซี่และคนอื่นๆก็บอกให้ฟีเลียลองเข้าไปฝึกฝนในค่ายกลฝึกฝนบ้าง แต่ฟีเลียก็ปฏิเสธอย่างหัวชนฝา เพราะเธอไม่ต้องการที่จะได้รับความเจ็บปวดจากการต่อสู้ 

ไม่นานข่าวเรื่องที่คนของตระกูลฟรอสมุ่งหน้าไปที่ท่าจอดเรือบินและเข้าไปที่เรือบินของพวกไลท์ก็กลายเป็นที่พูดถึงโดยทั่วหมู่บ้านฟอร์ก้า

สักพักก็มีคนจำได้ว่าเรือบินของพวกไลท์จะต้องมีค่ายกลฝึกฝนวางเอาไว้และคนของตระกูลฟรอสก็กำลังฝึกฝนภายในค่ายกลฝึกฝนแห่งนั้นอยู่

เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นก็ทำให้ทุกๆคนที่เคยได้ยินแต่ไม่เคยเข้าไปในค่ายกลฝึกฝนก็พากันมาที่เรือบินและได้ทำการขอร้องเพื่อที่จะได้เข้าไปในค่ายกลฝึกฝน 

ไลท์ครุ่นคิดก่อนที่จะทำการเปิดให้ทุกๆคนได้เข้าไปฝึกฝนในค่ายกลแห่งนั้น แต่ก็มีค่าเข้าคนละหนึ่งพันจีเซล 

แน่นอนว่าการเก็บเงินเพียงหนึ่งพันจีเซลไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจ กลับกันพวกเขารู้สึกพอใจมากกว่าการที่ได้เข้าไปในค่ายกลฝึกฝนแบบไม่เสียเงิน 

 

คล้ายกับเรื่องสุดยอดนักผจญภัย ที่คุณอ่าน