วันต่อมา
หานซั่วถูกปลุกอย่างหยาบคายเพราะถุงขยะหนักอึ้งใบหนึ่งถูกโยนลงมาบนตัวเขา
เขากำลังฝันหวานอยู่ทีเดียว ตอนที่อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนูเาทั้งลูกถล่มใส่ร่าง เขารีบตะเกียกตะกายออกจากเตียงอย่างลนลาน ขยี้ตาและพบว่ามันคือถุงขยะใบใหญ่ เขารู้ทันทีว่าใครสักคนต้องโยนมันลงมาผ่านหน้าต่างโรงเก็บของ
เขาก่นด่าสาปแช่ง และเตะถุงนั่นให้พ้นจากเตียง มันหล่นลงพื้นเสียงดังและกลิ้งหลุน ๆ ไปที่ประตู หานซั่วกำลังจะกลับไปนอนต่อ แต่ก็คิดได้ว่าถ้ามีใครโยนขยะเข้ามาแบบนี้ เวลานี้คงเริ่มสายแล้ว
บนท้องฟ้า พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้วเมื่อหานซั่วเปิดหน้าต่างออกและมองทิวทัศน์ข้างนอก เขาถอนหายใจ พลางคิดว่าตัวเองคงหักโหมเกินไปจากการฝึกเมื่อคืน วันนี้ถึงได้นอนจนเลยเวลา จึงรีบตรงไปที่ประตูทันที แต่อยู่ ๆ เขาก็นึกถึงความฝันเมื่อคืนขึ้นมา และจำได้ว่าในฝันเขาสั่งให้เ้าโครงกระดูกน้อยไปแก้แค้นฟิทช์ให้เขา หานซั่วหัวใจหล่นวูบ เพราะก่อนหน้านี้เขาก็ฝันแบบเดียวกันตอนที่เกิดเื่ขึ้น เขารีบก้มลงมองดูในถังไม้ใบใหญ่อย่างรวดเร็ว
เขาดีใจเมื่อภาพที่เห็นคือเ้าโครงกระดูกน้อยกำลังวางแขนกระดูกสีดำไว้บนขอบถัง ขณะที่ขากระดูกซ้ายไขว้ทับขาขวา ไขว่ห้างพลางกระดิกเท้าเป็จังหวะ ราวกับกำลังมีความสุขกับการอบซาวน่า ท่าทางของมันทั้งสบายอารมณ์ และดูเหมือนนักเลงมากทีเดียว
หานซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ามันยังอยู่ในถังไม้ คิดใคร่ครวญเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นและดันถังเข้าไปใต้เตียง ออกจากโรงเก็บของไปทำหน้าที่ประจำวันหลังจากหยิบถุงขยะมาบดบังไว้
“ว่าไง ไบรอัน ทำไมวันนี้มาช้าจัง?” แจ็คกำลังปัดฝุ่นรูปสลักอยู่ขณะยิ้มทักทายหานซั่วมาแต่ไกล
หานซั่วมองไปรอบ ๆ และรู้ว่าเขามาสายจริง ๆ เพราะไม่มีนักเรียนเดินอยู่แถวนั้นเลย คงเข้าเรียนกันไปหมดแล้ว
“อ๋อ พอดียังมึน ๆ หัวอยู่น่ะ หลังจากเมื่อวานโดนฟิทช์ทุบตั้งสองที ก็เลยนอนเพลินไปหน่อย”
“ฮาฮา...”
แจ็คหัวเราะอย่างพอใจเบา ๆ เอียงศีรษะเข้าไปหาหานซั่วและกระซิบ
“ไบรอัน เ้าไม่ต้องโกรธแล้วล่ะ ข้าได้ยินพวกนักเรียนคุยกันตอนเดินไปเข้าเรียนวันนี้ ว่าเ้าโครงกระดูกดำเจ็ดปีกที่เคยโผล่มาคราวก่อนเข้าไปเล่นงานฟิทช์เมื่อคืน จนหน้าเขาบวมช้ำไปหมดเลย!”
“……….”
หานซั่วนิ่งเงียบ
สรุปว่าความฝันนั้นเป็เื่จริง แต่ก็ต่างไปจากที่เขาคาดคิดไว้เล็กน้อย ครั้งนี้ เ้าโครงกระดูกน้อยว่องไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทำตามคำสั่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อเช้าเ้าโครงกระดูกน้อยถึงอยู่ในถังด้วยท่าทางต่างจากที่เขาเห็นมันเมื่อคืน
“เอ๊ะ? ไบรอัน ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ? เ้าไม่ดีใจหรือ? ฮ่าฮ่าฮ่า นี่แน่ะ เ้าโครงกระดูกดำนั่นต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ ตอนที่ฟิทช์โดนเล่นงานจนตื่น เขาทันเห็นมันกางปีกทั้งเจ็ดแล้วะโหนีออกไปทางหน้าต่าง โอ้ แล้วห้องของฟิทช์อยู่ตั้งชั้นสี่! สุดยอดไปเลย แล้วเ้าโครงกระดูกนั่นไม่ได้ร่วงลงพื้นแบบเศษกระดูกแตกกระจายเป็ชิ้น ๆ ด้วยนะ!”
หานซั่วไอแห้งออกมาสองครั้ง รู้สึกพอใจมากทีเดียว เขารีบเปลี่ยนเื่และพูดว่า “ดีเลย! สงสัยจริงว่าใครอัญเชิญโครงกระดูกนั่นมา แถมแก้แค้นให้ข้าอีก ่นี้ข้านี่โชคดีจัง!”
สองสามวันต่อมา ไม่มีเื่โชคร้ายเกิดขึ้นกับหานซั่วอีกเลย ไม่มีใครมาตามหาเขาลากตัวไปช่วยฝึกเวทมนตร์ด้วย ระหว่างนี้ เขาจึงใช้โอกาสความสงบสุขที่หาได้ยากยืนอยู่นอกห้องเรียนศาสตร์แห่งความตายในตอนเช้า เงี่ยหูฟังคำบรรยายของจีน ขณะที่ถือไม้กวาดอยู่ในมือ
บางที อาจเป็เพราะโดนโครงกระดูกเล่นงาน ่นี้ฟิทช์จึงไม่ได้มาเข้าเรียนเลย หานซั่วแอบฟังจีนอธิบายเกี่ยวกับองค์ความรู้เวทมนตร์ต่าง ๆ ทุกวัน และกระจ่างแจ้งในทฤษฎีมากมายที่ก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจแม้แต่นิด
กลางดึก หานซั่วค่อย ๆ พยายามฝึก 'เวทอัคคีเหมันต์' ทีละน้อย ๆ โดยการโคจรแก่นมนตราไปที่มือขวาและปลายนิ้วทั้งห้าตามหลักของเวทอัคคีเหมันต์ แต่ละครั้งเ็ปเหมือนโดนแผดเผา ไม่กี่วันที่ผ่านมา เขายังคงโคจรแก่นมาตราถึงเพียงข้อมือ
เขาศึกษา 'ตำราเวทมนตร์ขั้นพื้นฐาน' และทดไว้ในใจเกี่ยวกับทฤษฎีที่เขาเคยไม่เข้าใจ เผื่อว่าจีนอาจเคยพูดถึงหัวข้อเ่าั้บ้าง ตอนที่หานซั่วแอบฟังเวลาเขาสอน
เมื่อตอนนี้ปันส่วนอาหารของหานซั่วเพิ่มขึ้นแล้ว และร่างกายก็ได้รับสารอาหารมากขึ้น หากไม่นับการที่เขาบ่มเพาะแก่นมาตราด้วยแล้ว ร่างกายที่เคยผอมบางของหานซั่วก็มีพื้นฐานร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป เขาเริ่มมีกล้ามเนื้อ และดูเหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อย แม้แต่กลิ่นอายก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
นักเรียนศาสตร์แห่งความตายไม่คิดรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของหานซั่วอีกเลยนับั้แ่ที่รู้ว่าเขาเสียสติไปคราวนั้น หานซั่วก็ชอบที่ไม่มีใครสนใจเขามากเท่าไร เขาจึงสามารถทำงานและแอบฝึกเวทมนตร์ไปด้วย แล้วยังดีใจที่เห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง
“โอ ความมืดอันเป็นิรันดร์เอ๋ย จงแปรเปลี่ยนเป็ศรกระดูก และทำลายล้างตามประสงค์แห่งข้า... เวทศรกระดูก !!”
ปัง!
ศรกระดูกะเิออกเพียงครึ่งทางก่อนที่จะถึงเป้าหมาย และดูจากทิศทางแล้ว มันพุ่งผิดองศาไปมากทีเดียว ไม่ได้เล็งไปที่หุ่นฟางแม้แต่น้อย
หานซั่วถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายศีรษะ และคิดว่าการเข้าใจทฤษฎีเป็เื่หนึ่ง แต่การปฏิบัติก็เป็อีกเื่ หลายวันมานี้ หานซั่วทดลองฝึกเวทศรกระดูกระดับต่ำสุดใกล้ ๆ กับสุสาน และยังไม่เคยร่ายเวทนี้ได้สำเร็จ ต่อให้เสกลูกศรได้ ก็ควบคุมทิศทางลูกศรไม่ได้และะเิกลางทางอยู่ดี
หานซั่วเข้าใจแล้วว่าการหมั่นฝึกซ้อมเป็สิ่งจำเป็ในการร่ายเวทศาสตร์แห่งความตายให้สำเร็จ และการฝึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเท่านั้นที่จะทำให้เขาสามารถควบคุมองค์ประกอบของเวทมนตร์นี้ได้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งร่ายเวทได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
่นี้เอง หานซั่วจะใช้เวลาตอนกลางคืนบ่มเพาะแก่นมนตราสักพักหนึ่ง ก่อนจะแอบดอดออกไปที่สุสาน ที่ซึ่งเขาเคยถูกเอามาทิ้งตอนเป็ศพ เพื่อฝึกเวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตาย เ้าโครงกระดูกน้อยยืนอยู่ตรงนั้น แน่นิ่งไม่ไหวติง เมื่อมันลากถุงขยะสองใบและโยนทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่หานซั่วกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับการร่ายเวทและหัตถ์มนตราที่เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ และพยายามคิดให้ออกว่าเขาพลาดตรงไหนใน่ที่ใช้พลังจิต ทันใดนั้นเอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้ารีบรุดมาแต่ไกล เขารีบไปซ่อนหลังก้อนหินที่กระจายตัวอยู่ข้างสุสาน
สุสานนี้มีพื้นที่กว้างขวาง และสงบเงียบอย่างที่สุดในเวลากลางคืน นอกจากหานซั่วแล้วก็มีเพียงคนไม่กี่คนที่มาเพื่อทิ้งเศษวัตถุดิบเวทมนตร์ที่นี่ ที่หานซั่วแอบมาฝึกเวทมนตร์ที่สุสานก็เพราะไม่้าให้ใครเห็น เขารีบหาที่หลบตามสัญชาตญาณเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา
ผ่านไปสักพัก หานซั่วก็มองเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง ร่างกายกำยำ ผมสีน้ำเงิน เสื้อผ้าของเขาถูกย้อมไปด้วยสีแดงสดของเื และที่ปากก็มีเืทะลักออกมา ในมือถือดาบใหญ่เล่มหนึ่ง เดินโซซัดโซเซไปข้างหน้าเรื่อย ๆ อย่างกระวนกระวายและไร้ทิศทาง ในขณะที่เอาแต่หันไปมองข้างหลังเป็ระยะ
ร่างกายของเขาสั่นเทาเมื่อเขาเดินมาถึงที่ที่หานซั่วฝึกเวทมนตร์อยู่ก่อนหน้านี้ จังหวะก้าวเท้าของเขาสะดุดจนกระทั่งล้มลงกับพื้น เขาล้วงถุงสีเทาออกมาจากอกเสื้อด้านใน ใช้มือตะกุยขุดดินตรงหน้า ฝังถุงนั้นลงไปและลุกขึ้นวิ่งต่อหลังจากเกลี่ยหน้าดินตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว
“ดีแลน เ้าจะหนีไปไหนได้อีก”
เสียงเปี่ยมเมตตาเสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกล ๆ จากนั้น มวลแสงสีดำก็สว่างวาบขึ้น กลายเป็รูปร่างของชายชราคนหนึ่ง ผ่ายผอมและเปราะบาง ยืนอยู่ข้างหลังชายวัยกลางคนนั้น ชายชรายิ้มอย่างเห็นอกเห็นใจ เขาสวมชุดคลุมอาจารย์ขลิบทองในมือถือคทาเวทมนตร์ที่ดูล้ำค่าประดับด้วยทับทิม ไพลิน และบุษราคัม
มวลแสงสีเขียวเข้มจากที่ไกล ๆ ลอยตามเข้ามาอย่างรวดเร็วหลังจากที่จอมเวทชราผู้เมตตาปรากฏตัว เมื่อมาถึงพื้นที่ว่าง แสงสีเขียวเข้มนั้นก็อันตรธานหายไป และปรากฏเป็นักดาบผู้มีกล้ามเนื้อแข็งแรงเป็มัด ๆ พร้อมด้วยดาบยาวเล่มหนึ่ง
“ท่านอาจารย์ดุ๊ค เราควรจัดการกับดีแลนอย่างไรดีครับ?” นักดาบยืนอย่างสุภาพเคียงข้างนักเวทชรา และถามอย่างนอบน้อมทันทีที่เขามาถึง
ดุ๊ค นักเวทชราผู้มีสีหน้าเห็นอกเห็นใจ ขมวดคิ้วบาง ๆ และมองไปยังร่างซึ่งนอนอยู่บนพื้นพร้อมเืกบปาก
"ดีแลนที่น่าสงสาร... เขาอาจถึงขีดจำกัดแล้วล่ะ เขาไม่ควรทรมานกับความเ็ปแบบนี้เลย เอริค ส่งเขาไปที่ชอบ ๆ เถอะ"
"ท่านอาจารย์เมตตาเกินไปแล้ว"
นักดาบเอริคชื่นชมด้วยสีหน้าแปลก ๆ ทันใดนั้นเอง เกิดแสบวาบเหมือนสายฟ้าพุ่งตรงไปที่ดีแลนที่ตะเกียกตะกายวิ่งหนี หานซั่วทันเหลือบไปเห็นมวลแสงสีเขียวเข้มขณะที่เืสาดกระจายออกมาจากหลังของดีแลน ที่ในที่สุดก็ล้มลงไปกองกับพื้น แน่นิ่งไม่ไหวติง
เอริคเก็บดาบยาวเข้าฝักและก้มไปค้นศพของดีแลนทันที สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รีบลุกขึ้นยืนและกล่าวอย่างยอมจำนนว่า
"ท่านอาจารย์ดุ๊ค มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาครับ!"
"เป็ไปได้อย่างไร!"
ดุ๊คตกตะลึงหน้าถอดสี เขาโบกคทาเรียกศพของดีแลนให้ลุกขึ้น พร้อมกับร่ายเวทธาตุลม เหล่าสายลมคมกริบเฉือนเสื้อผ้าของศพจนขาดเป็ชิ้น ๆ
หานซั่วเห็นทุกอย่างจากด้านหลังกองหิน แสงสีเขียวเข้มจากดาบยาวของเอริคบ่งบอกว่าเขาเป็อัศวินระดับสูง
ถ้าอัศวินระดับสูงมีท่าทีเคารพดุ๊คถึงเพียงนั้น แปลว่าตัวตนหรือความสามารถของคนผู้นี้ต้องสูงกว่าอย่างแน่นอน เป็ครั้งแรกที่หานซั่วเห็นการฆาตกรรม หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตระหนกใ
"ไม่ได้อยู่ที่เขาจริง ๆ ด้วย!"
ดุ๊คบ่นกับตัวเองพลางโบกคทา โยนศพเปลือยเปล่าของดีแลนทิ้งลงบนพื้นราวกับทิ้งขยะ
คราวนี้ ดุ๊คเขย่าคทาของเขา คลื่นพลังจิตแข็งแกร่งพุ่งเข้ามาหาหานซั่ว ยกร่างของเขาลอยขึ้นอย่างไม่เต็มใจ และมาร่อนลงตรงหน้าดุ๊ค
"เอ๊ะ? รู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ตรงนั้น?" หานซั่วไม่ได้เพียงแต่หวาดกลัวอยู่ภายในใจ แต่ริมฝีปากเขาก็สั่นกลัว เขาควบคุมแขนขาไม่ได้เนื่องจากลอยคว้างอยู่กลางอากาศ และร้องะโด้วยความเหลือเชื่อ
"อา ช่างเป็เพื่อนตัวน้อยน่ารักเสียนี่กระไร! ดูจากเสื้อผ้าของเ้าแล้ว เ้าคงมาจากวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลนสินะ?"
ดุ๊คมองหานซั่วด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา และปล่อยเขาลงกับพื้นหลังจากกล่าวจบ
"ใช่แล้ว ข้าเป็เด็กรับใช้จากวิทยาลัยบาบิโลน ข้าเอาขยะเวทมนตร์มาทิ้งที่นี่ และไม่เห็นอะไรเลยจนกระทั่งตอนนี้ เอ๊ะ? ดึกขนาดนี้แล้ว พวกท่านคุยกันต่อเถอะ ข้าขอตัวก่อน"
หานซั่วลุกขึ้นจากพื้นและตอบกลับไปด้วยสีหน้าใสซื่อ เขาก้าวเท้าออกไปได้เพียงสองก้าว มุ่งหน้าสู่วิทยาลัย ก่อนจะเร่งความเร็ววิ่งหนีอย่างสุดแรงเกิด เ้าสองคนนี้ต้องทำอันตรายอะไรสักอย่างกับเราแน่ ๆ รีบหนีออกไปให้เร็วที่สุดดีกว่า
"เอ... เพื่อนของเราคนนี้ฉลาดไม่เบา เอริค ทำไมเ้าไม่ช่วยส่งเขาไปที่ชอบ ๆ สักหน่อยล่ะ?"
ดุ๊คยิ้มกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ อยู่เื้ั
หานซั่วััถึงกระแสลมทรงพลังที่ถาโถมเข้ามาใกล้ทันทีที่ดุ๊คพูดจบ
*************************