วาตีขับรถฝ่าสายฝนปรอยไปตามถนนที่มีรถสัญจรติดอยู่ทุกเส้นทางนึกถึงคำตอบของตนเองเมื่อครู่ แล้วจึงถอนใจอย่างบางเบา
‘วารับปากแล้วกันค่ะแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีขนาดไหนนะคะ’
‘นิยายของวาไม่เคยทำให้พี่ผิดหวัง ถ้ายังไงพี่จะทำนัดให้วาอีกทีนะ...อ้อ แล้วก็เื่กำหนดส่งพี่ขอให้่เวลาของการเขียนทำควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูลั้แ่ตอนนี้ไปอีกสามเดือนน่าจะพอไหวอยู่นะเพราะว่าแผนงานที่วางเอาไว้ พี่อยากให้ออกขาย่งานหนังสือเดือนมีนาคมปีหน้าน่ะจ้ะ’
สามเดือนเองหรือนี่!
สามเดือนสำหรับการเขียนนิยายหนึ่งเื่รวมทั้งต้องหาข้อมูลจากการสัมภาษณ์โดยตรงหรือจากสื่อแขนงต่างๆที่เกี่ยวกับนายแบบคนนั้น ถือว่าเป็ระยะเวลาที่สั้นเอาการฉะนั้นหล่อนจะมัวเอ้อระเหยลอยชายไม่ได้ เพราะคนอย่างหล่อนเมื่อรับปากแล้วก็จะต้องทำงานให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตนเองกำหนด
ตอนนี้ในหัวสมองของหล่อนจึงวางแผนการคร่าวๆสำหรับตนเองว่าจะต้องทำอะไรบ้าง...ดังนั้นหล่อนจึงขับเคลื่อนรถยนต์ส่วนตัวเบนทิศทางจากที่ตั้งใจจะกลับบ้านแวะไปยังร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
หลังจากวนรถหาที่จอดอยู่นานจึงโชคดีเมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งเลื่อนแผงเหล็กที่กั้นรถออกให้หล่อนขอบคุณเขาหลังลงจากรถโดยไม่ทันสังเกตว่ารถของหล่อนจอดอยู่ด้านขวาของรถเอนกประสงค์เจ็ดที่นั่งสีขาวของใครบางคน!
กระทั่งเดินเข้าด้านในห้างสรรพสินค้าวาตีก็มุ่งตรงไปยังร้านหนังสือซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสาม ปราดเข้าไปยังแผงด้านหน้าที่วางเรียงนิตยสารหลากยี่ห้อทั้งไทยและต่างประเทศหล่อนเลือกหยิบหนังสือแนวกอสซิปทุกเล่มหอบไว้แนบแผงอกแล้วไปจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์
เมื่อเดินออกมานอกร้านวาตีดึงหนังสือเล่มหนึ่งจากถุงขึ้นมา เป็หนังสือแนวกอสซิปชื่อดังภาพใหญ่บนหน้าปกเป็รูปภูพัดสวมหมวกแก๊ปกับแว่นกันแดดกำลังเดินออกทางประตูด้านหลังของห้างโดยมีชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งเดินก้มหน้าอยู่ด้านหลังห่างกันไม่กี่ก้าวหากมองผิวเผินก็คงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ถ้าไม่มีหัวข่าวตัวหนังสือสีแดงสดที่พาดอยู่บนกรอบภาพนั่นปะไร
‘ภูพัด แอบตัวพ่อ ผู้ชอบเข้าออกทางประตูหลัง’
หล่อนอ่านพาดหัวข่าวแล้วก็ได้แต่ปลงอนิจจัง...นี่แหละนะจะจริงหรือเท็จแค่ไหนแต่หนังสือก็ต้องเขียนข่าวให้คนอ่านสนใจพร้อมจะควักเงินในกระเป๋าซื้อเพื่อนำกลับไปเสพสื่อต่อที่บ้าน
หล่อนเลือกที่จะพลิกหาดูเนื้อข่าวด้านในเกี่ยวกับภูพัดโดยเฉพาะโดยที่ปลายเท้าตรึงอยู่กับที่กลางทางเดินหน้าร้านหนังสือ เมื่อเปิดเจอคอลัมน์ ‘ล้วงติ่งตับแตก’ ของปาปารัซซีคนดังอย่างสุริยาวสีหรือที่พวกพ้องติดปากกันว่า‘สุริ’หล่อนจึงกวาดสายตาบนเนื้อข่าวนั้นคร่าวๆ โดยไม่ได้มองทางเดิน
ทันใดนั้นเอง...
หนังสือในมือร่วงปุพร้อมกับที่ร่างเซถลาจนเกือบเสียหลักเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าผู้ที่เดินชนหล่อนเข้าอย่างจังเป็ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งในมือกำลังถือกล้องถ่ายรูปในท่าค้างเติ่งกลางลำตัวหันมาจิกตามองหล่อนด้วยความขุ่นเคือง พร้อมกับกล่าวโทษหล่อนหน้าตาเฉย
“อะไรกันยะ มัวแต่ใจลอยเดินไม่ดูตาม้าตาเรือซะบ้าง คนยิ่งรีบๆอยู่ด้วย...แล้วนั่นของหล่นทำไมไม่เก็บล่ะยะ จะได้รีบๆขอโทษขอโพยกันให้เสร็จสรรพแล้วแยกกันไปซะที”
วาตีนิ่วหน้าด้วยความงุนงงครู่หนึ่งก่อนจะตอกกลับออกไป
“นั่นสิคะ คุณเป็ฝ่ายเดินชนฉันจนของหล่นยังไม่เห็นขอโทษฉันสักคำ แล้วมายืนด่าฉอดๆแทนที่จะรีบขอโทษฉันแล้วจะได้จบเื่จบราว”
ชายผู้นั้นออกอาการตุ้งติ้งฉับพลันบ่งลักษณะเพศและตัวตน มือข้างที่ว่างเท้าสะเอวอย่างหาเื่ “ฉันก็รอให้หล่อนนั่นแหละเป็คนขอโทษแต่ตอนนี้ไม่้าแล้วย่ะ เสียเวลาทำมาหากินจริงๆเชียว...ป่านนี้ไม่รู้จะตามทันรึเปล่า...พวกชะนี...”
ชายใจหญิงผู้นั้นสะบัดหน้าพรืดแล้วจ้ำอ้าวเดินลงบันไดเลื่อนไปอย่างหน้าตาเฉยทิ้งไว้แต่กลิ่นน้ำหอมที่ฉุนจัดจนเหม็นแทบสำรอกกับคำด่าระคายหูแถมยังโยนความผิดมาที่หล่อนเสียอย่างนั้น
ไม่รู้จะรีบไปตามควายที่ไหน...หล่อนได้แต่ทำปากขมุบขมิบ
หลังจากที่ตนเองโดนอีกฝ่ายเรียกจิกหัวว่า...ชะนี
//////////////////////////////////////////////////