เมื่อถึงวันหยุด พวกของหลี่เยว่ซินก็เดินทางเข้าเมือง โดยแต่ละคนแยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง ก่อนที่จะนัดรวมตัวกันเพื่อไปบ้านของจางเฉินอวี้
หลี่เยว่ซินเดินทางตรงไปตลาดมืดเช่นเคย เธอนำของออกมาขายเป็จำนวนมากในรอบนี้ เธอต้องรีบทำเงินให้ได้มากที่สุด เธอต้องสะสมเงินไว้เป็ทุนสำหรับเปิดร้านอาหาร เพราะเงินส่วนของจางเฉินอวี้ มีอยู่เพียง 5,000 หยวนเท่านั้น
ในตลาดมืดสินค้าของเธอเป็ที่นิยมเป็อย่างมาก เนื่องจากสินค้าที่เธอนำมาขายเป็สินค้าคุณภาพดี สินค้าที่เธอนำออกมามีเท่าไหร่ก็ขายหมด และยังมีคนสนใจสั่งสบู่ของเธอหลายร้อยก้อนเพื่อนำไปเก็งกำไรต่อ เธอทำเงินจากการขายครั้งนี้ได้หลายพันหยวนเลยทีเดียว เธอคำนวณแล้วว่าเธอมีเวลาสำหรับทำเงินอีกเพียง 4 เดือน เพราะเวลานั้นจะมีการสอบเกาเข่า ยุวชนส่วนใหญ่จะเดินทางออกจากหมู่บ้าน เธอก็จะย้ายมาอยู่ในเมืองเช่นกัน
เธอใช้เวลาอยู่ในตลาดมืด 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเธอก็เดินทางไปหาคุณป้าที่เคยซื้อจักรยานของเธอ
“คุณป้าคะ ทางฝั่งหนูมีจักรยานที่้าขายอยู่ 10 คันค่ะ หนูต้องบอกคุณป้าก่อนว่าตอนนี้ราคาจักรยานเพิ่มขึ้นอีกคันละ 20 หยวนเลยค่ะ หนูเห็นว่าคุณป้าเป็ลูกค้ารายแรกที่ซื้อจักรยานกับหนู หนูเลยจะขายให้คุณป้าในราคา 260 หยวนเท่านั้นค่ะ คุณป้า้านำไปทำกำไรต่อไหมคะ คุณป้าจะนำไปทำกำไรต่อเท่าไหร่ทางฝั่งหนูไม่มีปัญหาอะไรค่ะ”
“ตกลงจ้ะ จักรยานที่หนูขายให้ป้าเป็ของดีมากจริงๆ ลูกเขยป้ายังเคยบอกให้ป้าไปถามหนูอยู่เลยว่ายังสามารถหามาให้พวกเขาได้อีกไหม เพราะเพื่อนร่วมงานของพวกเขายังมีอีกหลายคนที่อยากได้อยู่น่ะจ้ะ” คุณป้ารีบตอบตกลงทันที เพราะโอกาสอย่างนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เธอสามารถทำกำไรได้คันละ 30 หยวนเลยทีเดียว จักรยาน 10 คันเป็เงินเท่าไหร่ล่ะ
คุณป้าเดินเข้าบ้านไปหยิบเงินมาให้ และยังบอกอีกว่าหากเธอยังมีจักรยานอยู่อีกก็ให้นำมาขายต่อให้กับนางได้ เพราะลูกๆ ของนางสามารถหาคนซื้อได้อยู่ตลอด หลี่เยว่ซินรับปากว่าหากมีสินค้าเข้ามาอีกจะนึกถึงคุณป้าเป็คนแรก
เดินออกจากบ้านคุณป้า เธอเริ่มนำอาหารจากในมิติออกมาใส่ในตะกร้าไว้ เพราะเธอคิดว่าคงเป็เวลาเที่ยงพอดีที่เธอและเพื่อนจะไปถึงบ้านของจางเฉินอวี้ เธอจึงตั้งใจที่จะทำอาหารมื้อกลางวันที่นั่น
……………………………………………………….
เธอและเพื่อนเดินไปถึงหน้าบ้านของจางเฉินอวี้ในเวลาเที่ยงตามที่เธอคาดการณ์ไว้
“เฉินอวี้คะ นี่คือมู่ชง และหลินเสี่ยวเหม่ย เพื่อนยุวชนของฉันค่ะ” หลี่เยว่ซินเริ่มแนะนำเพื่อน
“สวัสดีครับ ผมจางเฉินอวี้ครับ” จางเฉินอวี้ทักทายเพื่อนของเธอ
“คุณไม่ต้องสุภาพกับพวกผมขนาดนั้นก็ได้ครับ ดูๆ ไปแล้วพวกเราน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน” มู่ชงเอ่ย พร้อมสำรวจชายหนุ่ม
“ฉันจะทำมื้อกลางวันที่นี่ คงไม่รบกวนคุณใช่ไหมคะเฉินอวี้” หลี่เยว่ซินถามเขา
“เดี๋ยวผมช่วยคุณเองครับ คุณมู่ชงกับคุณหลินเสี่ยวเหม่ย เชิญตามสบายนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับเดินนำไปที่ห้องครัว และอยู่ช่วยเธอทำอาหาร โดยปล่อยให้เพื่อนอีกสองคนเดินสำรวจรอบๆ ระหว่างที่พวกเขาทำอาหารกัน
เมื่ออาหารเสร็จพวกเขาก็ยกออกมาตั้งโต๊ะ กำลังจะเริ่มลงมือก็ได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังมาจากหน้าบ้าน จางเฉินอวี้ไม่แปลกใจ เพราะเวลานี้เป็เวลาที่ลูกสมุนของเขามักจะมานั่งเล่นกับเขาอยู่เป็ประจำ
“จะเป็อะไรไหมครับ ถ้าผมอยากจะพาน้องๆ มารู้จักกับทุกคนด้วย คือ…ทั้งสามคนเป็เพื่อนบ้านของผมน่ะครับ” เขาหันไปทางหลี่เยว่ซิน “ผมอยากให้พวกเขาทำความรู้จักกับคุณด้วยครับ”
“พวกเธอมีความคิดเห็นว่าอย่างไร” หลี่เยว่ซินหันไปถามความเห็นจากเพื่อนทั้งสอง
“พวกเราไม่มีปัญหา อาหารที่เธอทำก็มีมากมาย กินหลายๆ คนคงสนุกดี” หลินเสี่ยวเหม่ยกล่าว และมู่ชงพยักหน้ารับ
จางเฉินอวี้จึงเดินไปหน้าบ้านเพื่อพาเ้าของเสียงทั้งหลายเข้ามา หลังจากแนะนำให้รู้จักกันแล้ว ทั้งหมดก็เริ่มรับประทานอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดีมาก เพราะพวกเขาอายุใกล้เคียงกัน และแต่ละคนก็มีบุคลิกสบายๆ จึงทำให้พวกเขาสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เมื่อทานอาหารเสร็จ เด็กๆ ทั้งสามอาสาเก็บกวาดทำความสะอาด โดยกลุ่มผู้ใหญ่ไปนั่งรอด้านนอก
“คุณเฉินอวี้คะ ฉันทานหมั่นโถวของคุณแล้วรู้สึกว่าหมั่นโถวของคุณแป้งละเอียดและนุ่มมากเลยนะคะ” หลินเสี่ยวเหม่ยเริ่มหัวข้อสนทนา
“ใช่ครับ แล้วก็บะหมี่ผัดไข่ของคุณเส้นก็เหนียวนุ่มมาก” มู่ชงเห็นด้วย
“ผมถนัดทำอาหารประเภทแป้งน่ะครับ สมัยก่อนไม่ค่อยกล้าออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะผมเป็คนค่อนข้างเก็บตัวน่ะครับ ก็เลยมีโอกาสเป็ลูกมืออยู่ในครัวให้แม่บ่อยๆ” จางเฉินอวี้ตอบ เขาเข้าครัวช่วยแม่ั้แ่เด็กจริงๆ แต่เป็ชีวิตในภพที่แล้ว แม่เขามีความสามารถในการนวดแป้งมาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมซาลาเปาและหมั่นโถวของเขาจึงขายดีมากในสมัยนั้น
“คุณกับเยว่ซินทำอาหารอร่อยกันทั้งคู่เลยค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกคุณถึงอยากเปิดร้านอาหารกัน” หลินเสี่ยวเหม่ยพูด พลางมองหน้าคนทั้งสองยิ้มๆ
เมื่อเด็กทั้ง 3 เก็บกวาดเสร็จก็เดินเข้ามา
“พี่สาวครับ ซาลาเปาไส้ครีมที่พี่สาวสอนพี่อวี้ทำ พี่สาวเป็คนคิดสูตรเองหรือครับ” โจวเฟยหยางถาม
“พี่แค่ลองคิดวิธีที่จะให้เด็กๆ มีโอกาสกินอาหารที่มีส่วนผสมของนมเท่านั้นจ้ะ” หลี่เยว่ซินตอบคำถาม
ต้องบอกก่อนว่าในยุคนี้นมสดถือเป็ของที่มีราคาแพง เด็กส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้กินนม ครอบครัวที่มีฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็จะสามารถซื้อนมสดหรือนมผงมาชงดื่มได้
ซาลาเปาไส้ครีมที่หลี่เยว่ซินทำ เป็ซาลาเปาไส้ครีมนมสด ซึ่งวัตถุดิบยังพอหาได้ในยุคนี้ เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน รสชาติจึงถือว่าเแปลกใหม่สำหรับผู้ที่ได้ลองชิม ซึ่งเพื่อนของเธอและเด็กๆ ทั้งสามคนชื่นชอบมันมากหลังจากที่ได้ลองชิมแล้ว
“ใช่ครับ ผมสดราคาแพงมาก และรสชาติไม่ได้ดีด้วยครับ คุณปู่ซื้อมาให้พวกผมกิน ถ้าไม่ได้ป้าหวังแนะนำให้ต้มแล้วเติมน้ำตาลลงไป พวกผมคงกินนมไม่ได้อีกแน่ๆ เลยครับ แต่พอพี่สาวนำมาทำเป็ไส้ซาลาเปาแล้วมันหอมอร่อยมาก” โจวเฟยหยางพูดด้วยสายตาเป็ประกาย
“พี่สาวต้องมาหาพี่อวี้บ่อยๆ นะครับ พวกผมจะได้กินของอร่อยอย่างนี้บ่อยๆ ด้วย” โจวเฟยเทียน ทำเสียงออดอ้อน
“พี่สาวคนสวย พี่มาบ่อยๆ นะคะ” หวังเจียวมิ่งผู้อารมณ์ดี ก็ทำสีหน้าอ้อนวอนเช่นกัน
“ตกลงจ้า ถ้าพี่มีเวลาว่าง พี่จะแวะมาบ่อยๆ นะจ๊ะ” หลี่เยว่ซินรับปากพวกเขา และยิ้มให้กับความสดใสของเด็กๆ
เด็กๆ กล่าวขอบคุณเธออีกครั้ง ก่อนที่จะขอตัวกลับบ้าน
เมื่อเด็กๆ เดินออกไป หลินเสี่ยวเหม่ยก็พูดกับหลี่เยว่ซินว่า “ฉันกับมู่ชงก็ต้องขอตัวไปซื้อหนังสือเพื่อใช้ทบทวนบทเรียนเหมือนกัน”
“อีกประมาณ 2 ชั่วโมง เราค่อยเจอกันที่จุดนัดพบ” มู่ชงพูดเสริม
“ตกลง อีก 2 ชั่วโมง ฉันจะไปพบกับพวกเธอที่นั่น” หลี่เยว่ซินตอบรับ
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย มู่ชงและหลินเสี่ยวเหม่ย ก็ขอแยกตัวไป พวกเขาเพียงแค่หาข้ออ้างเพื่อหลบออกไปเท่านั้น เพราะพวกเขา้าให้เวลาแก่คู่รักทั้งสองได้อยู่กันตามลำพัง