สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 71 ข้าขอสาบาน!

     ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง รอบด้านไร้ซึ่งสรรพเสียง ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ไร้ซึ่งสิ่งใดดำรงอยู่เลย ความเจ็บปวดทรมานจากบาดแผลที่ได้รับจากมือสังหาร ราวกับมลายหายไปสิ้น ไม่หลงเหลือร่องรอยใด ๆ
    เขากลับมารู้สึกถึงความอ้างว้างเช่นนี้อีกครา... มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ตอนที่เขาถูกหมูป่าอสูรพุ่งชนจนสลบในโพรงถ้ำ สมัยที่เขายังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
    ความรู้สึกที่ราวกับว่าตัวเขานั้นตายไปแล้ว หรือเพียงแค่ติดอยู่ในห้วงนิทรา... ก็ไม่อาจทราบได้ เขาลืมตาขึ้นมาพบเพียงความมืดมิดที่โอบล้อมรอบกาย แต่เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่ามีแสงสว่างเรืองรองแผ่ออกมาจากร่างของตนเอง
    ‘ที่นี่คือที่ใด? เหตุใดข้าจึงกลับมาที่นี่อีกแล้ว...’
    ไม่นานนัก ท่ามกลางความเงียบงัน ก็มีเสียงสตรีผู้หนึ่งดังแว่วแทรกขึ้นมา น้ำเสียงนั้นช่างอ่อนโยนเหลือล้น ราวกับว่านางพร้อมที่จะโอบกอดและมอบความอบอุ่นของทั้งโลกให้แก่เขาเพียงผู้เดียว มันช่างอ่อนโยน... จนทำเอาหัวใจของเขาสั่นสะท้าน
    หลี่ซวนยกมือขึ้นทาบทับตำแหน่งหัวใจ ก่อนจะเงยหน้ากวาดตามองหาทิศทางของต้นเสียง น้ำตาอุ่น ๆ ค่อย ๆ เอ่อท้นและไหลรินอาบสองแก้ม... มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเคียดแค้น ทว่ามันคือ... หยาดน้ำตาของเด็กคนหนึ่งที่โหยหาบางสิ่งบางอย่าง... บางสิ่งที่เขาเฝ้าปรารถนามาตลอดชีวิต และมันได้ขาดหายไปเนิ่นนานเหลือเกิน
    น้ำเสียงของสตรีผู้อ่อนโยนพลันดังแว่วขึ้นมา
    "ดวงตาของเด็กคนนี้... ช่างเหมือนกับพี่เหลือเกิน"
    ตามมาด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวลของบุรุษผู้หนึ่ง น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหนักแน่น ราวกับพร้อมจะปกป้องทุกสิ่ง เพื่อไม่ให้ภยันตรายใดล่วงล้ำมาถึงเด็กคนนี้ได้
    "เด็กคนนี้เหมือนกับเจ้ามากกว่าข้าเสียอีก ข้าว่าหากเขาโตขึ้น... คงต้องหน้าตาเหมือนเจ้ามากแน่ ๆ"
    และแล้ว... เสียงสนทนานั้นก็กรีดลึกลงไปในจิตใจ จนทำให้หลี่ซวนถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลง
    "ปะ... ปอ… ป้อ...  ... หมะ… ม้า…  ..." เสียงของเด็กทารกที่หลุดรอดออกมานั้นช่างแผ่วเบาและสั่นเครือ ราวกับเป็นเสียงที่สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งความทรงจำอันเลือนรางของเขา
    เสียงสตรีผู้แสนอ่อนโยนพลันเจือไปด้วยความปีติยินดี 
    "พี่! เขาเรียกท่านได้แล้ว! ดูสิ... เมื่อครู่ – ของเรา-"
    ทว่า... เสียงนั้นกลับขาดห้วงหายไปอย่างดื้อ ๆ
    น้ำตาของหลี่ซวนไหลรินเป็นสาย "เดี๋ยว... เดี๋ยวก่อน! พวกท่านอย่าเพิ่งไป!"
    ชายหนุ่มพยายามจะหยัดกายลุกขึ้นวิ่งตาม แต่สองขากลับอ่อนแรงจนล้มพับลงไปอีกครา เขาไม่ยอมแพ้ สองมือตะเกียกตะกายคลานไปข้างหน้า เพื่อตามหาต้นเสียงที่ถูกกลืนหายไปในความมืดมิด เสียงนั้นคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ยามที่ต้องจมดิ่งอยู่ในห้วงฝันอันอ้างว้างเช่นนี้... แต่เมื่อตระหนักได้ว่า ต่อให้เขาพยายามลุกขึ้นวิ่งหรือตั้งใจตามหามากเพียงใด เสียงเหล่านั้นก็คงไม่มีวันหวนกลับมาให้เขาได้ยินอีก...
    "ฮือออ..."
    เขาร่ำร้องออกมาด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ น้ำตาค่อย ๆ หยดกระทบพื้นทีละหยด นอกจากท่านปู่ที่จากเขาไปแล้ว เขาสงสัยมาตลอดว่าบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของตนนั้นอยู่ที่ใด เบาะแสเดียวที่พอจะใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ ก็มีเพียงห้วงฝันอันมืดมิดนี้เท่านั้น
    ถึงอย่างไร... เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยย่างเข้าสิบเก้าปี ที่ต้องก้าวเข้ามาเผชิญกับโลกของผู้บำเพ็ญอันแสนโหดร้ายเพียงลำพัง สิ่งที่เขาต้องเจอ มันหนักหนาเกินกว่าเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งจะรับไหว นับตั้งแต่ท่านปู่จากไป เขาจำต้องสร้างเปลือกนอกที่เข้มแข็งขึ้นมาห่อหุ้มจิตใจเอาไว้ตลอดเวลา เพราะการจะเอาชีวิตรอดในโลกของผู้บำเพ็ญที่มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด เขาไม่สามารถเผยด้านที่อ่อนแอออกมาให้ใครได้เห็นเลยแม้แต่น้อย
    "ทะ... ท่านพ่อ ท่านแม่... พวกท่านอยู่ที่ใดกันแน่...  หลี่ซวนอยากรู้ว่าพวกท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่..." 
    เขารู้แล้วว่า เสียงอันแสนอบอุ่นเหล่านั้นคือบิดามารดาผู้ให้กำเนิด! ขอเพียงได้รู้ว่าพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินค้นหาสุดหล้า เขาก็จะทำ! และมีเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้ความปรารถนานั้นเป็นจริงได้... นั่นก็คือ 'พลัง' เขาต้องการความแข็งแกร่งที่มากกว่านี้!
    ทว่า... ในก้นบึ้งของหัวใจกลับยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ค้างคาและกรีดแทงเขามาโดยตลอด นั่นคือคำถามที่ว่าทำไมพวกท่านจึงต้องทอดทิ้งเขาไป... หลี่ซวนปรารถนาที่จะได้รับรู้คำตอบนี้เหลือเกิน
    "เพราะเหตุใด... พวกท่านจึงต้องทิ้งหลี่ซวนไว้กับท่านปู่... เหตุใดต้องปล่อยให้หลี่ซวนอยู่คนเดียว..."
    ชายหนุ่มร่ำไห้คร่ำครวญจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะดับวูบลงในที่สุด...
    ...
    ครั้นแล้ว ห้วงฝันอันมืดมิดก็พลันปริร้าวและแตกสลาย ดึงสติของเขาให้กระชากหวนคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง
    ณ ริมสายธารใสสะอาดที่ถูกโอบล้อมด้วยใบหญ้า ป่ารอบข้างเรียงรายไปด้วยต้นไม้ใบสีเขียวอมเหลืองนับไม่ถ้วน แสงแดดรำไรสาดส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้ ทอดเงาตกกระทบลงบนพื้นดิน
    ที่ริมธารนั้น ปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งตกอยู่เคียงข้างร่างของชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหมดจดและโดดเด่นกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ทว่าบัดนี้ ทั่วทั้งร่างของเขากลับอาบชุ่มไปด้วยโลหิต บาดแผลฉกรรจ์เป็นรูโบ๋สามแห่งบริเวณน่อง หัวไหล่ และอกขวา ดูสาหัสสากรรจ์เป็นอย่างมาก
    และบุรุษผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก 'หลี่ซวน' ที่เพิ่งถูกมือสังหารเฒ่าไล่ล่าจนร่วงหล่นลงสู่หน้าผา และถูกกระแสน้ำพัดพาไหลมาเกยตื้นอยู่ ณ ป่ามรณะแห่งนี้!
    เขาค่อย ๆ ฝืนลืมตาตื่นขึ้นมาได้เพียงข้างเดียว ดวงตาอีกข้างบอบช้ำจนปวดร้าวไม่อาจเบิกขึ้นได้ เขากำลังจะขยับตัวและหวนนึกถึงห้วงความฝันเมื่อครู่ แต่ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นแปลบไปทั่วกาย ก็ทำให้เขาต้องแผดเสียงร้องออกมา จนความคิดทั้งหมดกระเจิดกระเจิงไปสิ้น
    "อ๊ากก!"
    ร่างกายของเขาเจ็บปวดและชาไปทั้งตัวจนไร้ความรู้สึก แขนทั้งสองข้างกระดูกหักสะบั้น เขาต้องฝืนกัดฟัน รีดเร้นพลังวิญญาณอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ ถ่ายทอดพลังวิญญาณไปยังปลายเท้าที่ยังพอขยับได้ พร้อมกับเขี่ยเปิดถุงมิติออก แล้วพยายามเทโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณกับโอสถฟื้นฟูร่างกายออกมาที่พื้น ก่อนจะก้มหน้าลงไปกลืนกินพวกมันรวดเดียวสามเม็ด
    เมื่อโอสถล่วงล้ำเข้าสู่ร่างกาย ตัวยาพลันละลายและไหลเวียนไปตามเส้นเลือด เข้าหล่อเลี้ยงห้วงลมปราณที่แห้งผากและสมานบาดแผลทั่วร่างกาย
    หลี่ซวนพยายามรวบรวมสติ กวาดสายตามองไปรอบด้าน ทว่าเมื่อลองดูให้ดี เขากลับพบว่าป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายความอันตราย แม้บรรยากาศจะเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ แต่ลางสังหรณ์กลับร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมรณะที่แฝงเร้นอยู่รอบกายตลอดเวลา
    เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องฝืนลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิเพื่อรวบรวมพลัง ณ จุดนั้น พร้อมกับพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น
    ‘ที่นี่คือที่ใดกัน? เหตุใดที่นี่ถึงได้ดูอันตรายเช่นนี้? ข้าจำได้ว่าข้าถูกมือสังหารเฒ่านั่นไล่ต้อน และถูกเงากระบี่ทมิฬสามสายพุ่งทะลวงร่างจนหมดสติไป... รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ในสถานที่แห่งนี้พร้อมกับบาดแผลสาหัสเสียแล้ว’
    ฉับพลันนั้น แววตาของชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนไป มันอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบ
    ‘พวกมือสังหารสินะ หากข้ารู้ว่าพวกมันเป็นใคร... และผู้ใดเป็นคนจ้างวานพวกมันมาลอบสังหารข้า จนทำให้ข้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ล่ะก็...’
    เขาชูสามนิ้วชี้ขึ้นฟ้า ก่อนจะเอ่ยสัตย์สาบานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
    "ข้าขอสาบานต่อเต๋า! ในวันข้างหน้า เมื่อใดที่ข้ามีพลังมากพอจะสังหารพวกคนที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้... หากข้าไม่ตามล่าล้างบางสังหารพวกมันให้สิ้นซาก ข้าจะไม่ขอใช้ชื่อ 'หลี่ซวน' อีกต่อไป!"
    ปึ้ง!
    สิ้นคำสาบาน เสียงกัมปนาทก็ดังก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งจิตวิญญาณ! ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วทั้งสาม พร้อมกับพันธนาการบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นและสลักลึกประทับลงในจิตใจของเขาในทันที
    ‘นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าสาบานต่อเต๋า ความรู้สึกมันเป็นเช่นนี้นี่เอง... ก็ดี มันจะได้คอยย้ำเตือนไม่ให้ข้าลืมสิ่งที่พวกมันทำในครั้งนี้! แต่เรื่องนี้คงต้องเก็บเอาไว้ก่อน...’
    เมื่อคิดเสร็จ เขาจึงแผ่จิตสัมผัสออกไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง พร้อมกับเร่งโคจรลมปราณฟื้นฟูร่างกายให้รวดเร็วที่สุด
    ขอเพียงฟื้นกำลังกลับมาได้สักห้าส่วนก็ยังดี... เพราะเพียงเท่านั้น ก็น่าจะมากพอให้เขาเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายและอันตรายนี้ไปได้
    ทว่า... สวรรค์เหมือนจงใจเล่นตลก เพราะเวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม...
    ในขณะที่ร่างกายและพลังวิญญาณเพิ่งจะฟื้นฟูกลับมาได้เพียงสี่ส่วน...
    จิตสัมผัสของเขาก็พลันจับระลอกคลื่นพลังบางอย่างได้! พอสังเกตดูก็พบว่ามันคือ 'หมาป่าสีเงิน' ดวงตาแดงฉานตัวหนึ่ง ดูเหมือนมันเองก็รับรู้ได้ถึงจิตสัมผัสของหลี่ซวนเช่นกัน มันจึงพุ่งทะยานแหวกพุ่มไม้ตรงดิ่งมาหาเขาในทันที!
    หลี่ซวนตื่นตระหนกปนประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าสัตว์อสูรตัวนี้จะสามารถตรวจจับจิตสัมผัสอันแข็งแกร่ง ซึ่งเกือบเทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณของเขาได้!
    เขารีบประเมินระดับพลังของมัน ก่อนจะลอบถอนหายใจยาว เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูง ซึ่งเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายเท่านั้น
    แม้จะโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง แต่ในสภาพบาดเจ็บเช่นนี้ เขาไม่อาจประมาทได้เลยแม้แต่น้อย ร่างกายกับพลังวิญญาณที่ฟื้นฟูได้สี่ส่วนพลันลุกพรวดขึ้น ดวงตาอีกข้างที่พอจะเริ่มมองเห็น พลันจ้องเขม็งไปทิศทางที่หมาป่าตัวนั้นกำลังพุ่งเข้ามา
    พรึ่บ!
    เสียงพุ่มไม้สั่นไหว ร่างของหมาป่าสีเงินพุ่งกระโจนออกมาอย่างรวดเร็ว หมายมั่นจะฉีกกระชากมนุษย์ตรงหน้า! 
    หลี่ซวนจ้องมองมันเขม็งโดยไม่กะพริบตา เมื่อเห็นมันพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วราวกับเจอเหยื่ออันโอชะ เขาก็ตัดสินใจอัดพลังวิญญาณลงไปที่ขาทั้งสองข้าง แม้สภาพร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์และยังเจ็บอยู่บ้าง แต่แค่นี้ก็เพียงพอจะปลิดชีพมันได้ไม่ยาก!
    อสูรหมาป่าแยกเขี้ยว หมายจะตะปบและฝังคมเขี้ยวลงบนเนื้อของมนุษย์ที่ดูอ่อนแอตรงหน้า หลี่ซวนที่รู้ดีว่าแขนของตนยังไม่หายดี จึงไม่คิดจะยกมันขึ้นมาป้องกันให้เจ็บตัวซ้ำซ้อน
    เขาเพียงแค่บิดท่อนล่าง เบี่ยงกายหลบการจู่โจมด้วยความเร็วสูงได้อย่างง่ายดาย คมเขี้ยวของมันงับได้เพียงอากาศ! หมาป่าสีเงินตื่นตระหนกสุดขีด มนุษย์ที่ดูอ่อนแรงผู้นี้ กลับมีความเร็วเหนือจินตนาการของมันนัก! ทว่า... ไม่ทันที่มันจะได้กลับมาตั้งหลัก เสียงแหวกอากาศก็พุ่งทะลวงเข้าที่กลางหลังของมัน!
    ปึก!
    หลี่ซวนใช้ขาขวา ตวัดเตะเข้าที่หลังของมันอย่างจัง แรงกระแทกมหาศาลบดขยี้กระดูกสันหลังจนหักร้าว! ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนมันต้องแผดเสียงร้องเอ๋งออกมาอย่างน่าสมเพช
    ก่อนที่มันจะทันได้เค้นพลังเฮือกสุดท้ายออกมาเพื่อดิ้นรน หลี่ซวนก็ชักขากลับมายืนหยัดมั่นคง ก่อนจะยกขาซ้ายชี้ขึ้นฟ้า แล้วตวัดฟาดส้นเท้าสับลงมากลางกระหม่อมของมันเต็มแรง!
    ปั้ง!
    โลหิตสาดกระเซ็น กะโหลกของอสูรหมาป่าแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี! ชายหนุ่มใช้พลังวิญญาณดึงแก่นอสูรเข้ามาในมือ แล้วเก็บเข้าถุงมิติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกวาดสายตาระแวดระวังรอบด้าน พร้อมกับประเมินสภาพร่างกายของตน
    ‘แม้จะฟื้นกำลังมาได้บ้าง แต่หากต้องปะทะอย่างเอาเป็นเอาตายในตอนนี้ ข้าคงไม่รอดแน่ ต้องรีบหาทางหนีออกจากที่นี่ให้ไวที่สุด!’
    ขณะที่กำลังจะก้าวเดินจากไป จิตสัมผัสก็พลันตรวจจับการคงอยู่ของหมาป่าสีเงินอีกตัวหนึ่งได้! มันซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับมองคนตาย หลี่ซวนเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย เพราะเขาไม่เคยเจอข้อมูลของอสูรหมาป่าลักษณะนี้ในตำราอสูรเล่มใดเลย
    ‘ยังมีอีกตัวงั้นหรือ?’ เขาครุ่นคิด ก่อนที่ใบหน้าจะพลันซีดเผือดลง
    ‘หากข้าจำไม่ผิด... อสูรจำพวกหมาป่า มักจะออกล่าเหยื่อกันเป็นฝูง... อย่าบอกนะว่า!’
    ราวกับสวรรค์จงใจกลั่นแกล้ง หมาป่าสีเงินดวงตาแดงฉานตัวนั้นพลันเชิดหน้าขึ้นฟ้า ก่อนจะส่งเสียงเห่าหอนก้องกังวานไปทั่วพื้นที่! และเพียงอึดใจเดียว เสียงหอนนับร้อยเสียงก็ดังประสานตอบรับมาจากทุกสารทิศ!
    ‘ท่าไม่ดีแล้ว!’
    หลี่ซวนสบถในใจ ไม่รอช้า เขารีบใช้วิชา 'คล้อยตามสายลม' หนีเตลิดไปในทันที!
    เพียงชั่วพริบตาหลังจากร่างของเขาเลือนหายไป ฝูงหมาป่าสีเงินนับร้อยตัวก็พุ่งกระโจนทะลวงแนวป่าออกมา ทิ้งรอยเท้ากลาดเกลื่อนไว้ยังจุดที่เขาเคยยืน เสียงฝีเท้าของสัตว์สี่ขานับร้อยดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ!
    ทว่า... สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดกลับไม่ใช่ฝูงหมาป่าเหล่านี้ แต่เป็นเงาร่างมหึมาที่เดินรั้งท้ายอยู่! ขนาดตัวของมันใหญ่โตกว่าหมาป่าสีเงินทั่วไปถึงห้าเท่า นัยน์ตาทั้งสามดวงไม่ใช่สีแดง หากแต่ทอประกายสีเหลืองอำพันดุดัน หางทั้งสองสะบัดกวัดแกว่ง ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขามเหมือนกับเป็นจ่าฝูง!
    ...
    หลี่ซวนที่ร่างกายยังไม่หายดี ต้องฝืนสังขารวิ่งเตลิดลึกเข้าไปในป่า ระหว่างทาง เขาต้องเผชิญหน้ากับอสูรดุร้ายมากมาย!
    ตัวแรกที่ดักหน้าเขาคืองูยักษ์เกล็ดสีเหลือง ระดับพลังของมันสูสีกับหมาป่าที่เขาเพิ่งสังหารไป เมื่อมันเห็นมนุษย์วิ่งหนีตายมา มันก็ลอบเลื้อยปราดเข้าจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัว!
    ทว่าหลี่ซวนที่แผ่จิตสัมผัสไว้ตลอดเวลา ย่อมรู้ทันการเคลื่อนไหวของมัน เมื่อเห็นกิ่งไม้ใหญ่ขวางอยู่เบื้องหน้า เขาจึงตีลังกาพลิกตัว แล้วใช้มือที่พอจะฟื้นฟูมาได้แล้ว ยันส่งร่างให้ลอยทะยานขึ้นฟ้า!
    ฉู่!
    เสียงขู่ฟ่อดังสนั่น คมเขี้ยวอาบพิษของงูยักษ์งับได้เพียงอากาศธาตุตรงจุดที่หลี่ซวนเพิ่งกระโดดหลบ!
    ชายหนุ่มลอยตัวค้างอยู่กลางอากาศชั่วอึดใจ เขาหมุนตัวตวัดขากลางอากาศ ถ่ายทอดพลังวิญญาณทั้งหมดลงไป แล้วฟาดลูกเตะเข้าที่หัวของมันเต็มแรง!
    "อย่ามาขวางทาง!"
    ปั้ง!
    แรงกระแทกซัดจนเขี้ยวงูหลุดกระเด็นออกทั้งสองซี่! งูยักษ์ยังไม่ทันจะได้กรีดร้องหรือคลุ้มคลั่ง หลี่ซวนก็หมุนตัว เตะสวนเข้าเบ้าหน้ามันซ้ำ!
    แอะ!
    เสียงร้องของมันขาดห้วง มือหนึ่งของหลี่ซวนชักกระบี่ออกจากฝัก ถ่ายพลังวิญญาณลงไปสามส่วน ก่อนจะตวัดฟันฉับเข้าที่ลำคอของมันจนขาดสะบั้น!
    เสียงหัวงูยักษ์ร่วงหล่นดัง พรึบ! หลี่ซวนรีบตวัดดึงแก่นอสูรสีเหลืองดำเก็บเข้ากระเป๋ามิติ แล้วรีบวิ่งหนีต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต
    การปะทะทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงห้าลมหายใจเท่านั้น!
    เมื่อล่วงลึกเข้าไปอีก เขาก็ต้องปะทะกับเสือดำเขี้ยวใหญ่ เขาไม่มีเวลามาสู้พัวพันกับเจ้าอสูรนี่อีกแล้ว จึงตัดสินใจงัดวิชา 'ล่องลอยนภา' บังคับกระบี่ให้ลอยขึ้น เพื่อเตรียมเหาะหนีทะยานขึ้นฟ้า!
    ทว่าคราวเคราะห์กลับยังไม่หมดสิ้น เมื่อเขาดันพุ่งทะยานขึ้นไปก็เผชิญหน้ากับฝูงนกประหลาดสามหัวเข้าอย่างจัง! ทันทีที่พวกมันเห็นเหยื่อลอยตัวขึ้นมา ก็พากันโฉบดิ่งลงมาล่าสังหารเขาทันที! ชายหนุ่มจำต้องรีบเก็บกระบี่แล้วทิ้งตัวดิ่งพสุธาเพื่อหลบหนีจากฝูงนกน่ากลัวพวกนั้น ทว่าเมื่อร่วงหล่นลงมาถึงพื้น 
    เขากลับต้องรีบงัดวิชา 'สลับก้าวเงามายา' ออกมาใช้เร้นกายอย่างทุลักทุเล เพื่อหลบหลีกจากคมเขี้ยวของเสือดำที่อ้าปากกว้างดักรอเขมือบเขาอยู่เบื้องล่างได้อย่างฉิวเฉียด! หากไม่ใช่เพราะจิตสัมผัสอันแข็งแกร่ง ซึ่งทรงพลังเกือบเทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณคอยเตือนภัยล่วงหน้าแล้วล่ะก็... เขาคงกลายเป็นศพไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว!
    หลี่ซวนจำเป็นต้องควักโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณทั้งระดับกลางและระดับต่ำเกือบทั้งหมดที่มีในกระเป๋ามิติกรอกเข้าปากรวดเดียว ก่อนจะเผยสีหน้าเสียดายออกมา ทว่าก็ต้องกัดฟันหนีตายต่อไปอย่างสุดกำลัง
    "ให้ตายเถอะ ทำไมถึงได้มีอสูรเยอะขนาดนี้! สลับก้าวเงามายา! คล้อยตามสายลม!"
    เขาต้องใช้วิชาเคลื่อนที่บวกกับงัดเอาทักษะการปีนป่ายเอาตัวรอดในป่า สมัยที่เขาเพิ่งออกจากหมู่บ้านซีเหอไปได้หนึ่งปีก่อนจะเจอผู้คนใกล้เมืองเทียนอวี่ ถูกนำมาใช้ผสานกับวิชาตัวเบาจนหมดสิ้น
    แต่ยิ่งวิ่งลึกเข้าไป จำนวนอสูรที่ไล่หลังเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาแทบจะสบถด่าในใจถึงความโชคร้ายของตนเอง
    ร่างกายของเขาเริ่มประท้วง หากยังขืนฝืนวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดต่อไป ร่างกายคงจะรับไม่ไหวก่อนที่จะโดนพวกอสูรขย้ำตายเป็นแน่!
    และในจังหวะที่ความสิ้นหวังกำลังคืบคลานเข้ามา ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไป...
    ป่าสีเขียวอมเหลืองสิ้นสุดลง เบื้องหน้าคือป่าอีกแห่งที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงอำพัน! ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเป็นสีแดงฉาน ราวกับโลกอีกใบที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
    เขามองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหันหลังกลับไปมอง และพบว่าฝูงอสูรนับร้อยยังคงไล่กระชั้นชิดเข้ามา!
    ‘อะไรกันอีกเนี่ย! ถอยกลับก็ตาย ลอยขึ้นฟ้าก็ไม่มีทางรอด จะวิ่งเข้าไปในป่าที่ดูอันตรายกว่าเดิมตรงหน้าก็ไม่รู้จะเจออะไร... หากข้าใช้ผลึกพิทักษ์ชีพซัดใส่เจ้าพวกนี้ก็คงทำได้แค่ครั้งเดียว ต่อให้พวกนี้ตายหมดก็น่าจะมีอีกฝูงมาเติม ข้าควรทำเช่นไรดี!’ สมองของเขาประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับมองไม่เห็นหนทางรอดเลยแม้แต่น้อย
    ‘เอาไงก็เอา! อย่างน้อยไปตายเอาดาบหน้า ก็ยังดีกว่าถอยกลับไปตายตอนนี้! ร่างกายข้าใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว!’
    เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด หลี่ซวนก็รีบพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทว่า... เพิ่งจะเร่งความเร็วได้เพียงชั่วอึดใจ หมาป่าจ่าฝูงสามตาสองหาง ก็ปรากฏตัวประชิดติดด้านหลังเขา! มันตวัดกรงเล็บอันแหลมคมเข้าใส่หลี่ซวนด้วยความเร็วที่เหนือคำบรรยาย!
    ฟึ่บ!
    หลี่ซวนไม่อาจตอบสนองได้ทัน! จิตสัมผัสของเขาไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวที่เร็วเหนือสามัญสำนึกนี้ได้! ความเร็วระดับนี้ ต่อให้เขาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม ก็ยังไม่อาจหลบพ้น!
    เมื่อจิตสัมผัสของเขาจับตัวมันที่อยู่ด้านหลังได้ เขาก็เร่งเค้นพลังกาง 'โล่ไอวิญญาณ' ทันที!
    ‘อสูรระดับสอง!’
    แต่ยังไม่ทันที่ม่านพลังป้องกันจะก่อตัวเสร็จ กรงเล็บอันแหลมคมก็ฟาดตวัดลงเข้าที่แผ่นหลังของเขาอย่างจัง!
    เพล้ง! ฉึบ!
    โล่ไอวิญญาณแตกกระจายราวกับเศษกระจก!
    "อ๊ากกกก!" ชายหนุ่มแผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส กรงเล็บของมันฝากแผลฉกรรจ์ไว้กลางหลังของเขา หมาป่าจ่าฝูงเมื่อเห็นเหยื่อพลาดท่า ก็อ้าปากกว้าง เตรียมจะขย้ำร่างของเขา!
    หลี่ซวนกัดฟันรีดเค้นแรงเฮือกสุดท้าย ตีลังกาตอกส้นเท้าลงพื้น ก่อนจะใช้วิชา 'สลับก้าวเงามายา' ร่างของเขาแตกออกเป็นเงาซ้ายสลับขวา พุ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในเขต 'ป่าสีแดงอำพัน' ได้อย่างหวุดหวิด!
    หยาดโลหิตสด ๆ จากแผ่นหลัง ไหลรินเป็นทางยาว ฝูงหมาป่าและอสูรตัวอื่นพยายามจะวิ่งตามเข้าไป ทว่า... เมื่อเท้าของพวกมันแตะถึงเส้นแบ่งเขตป่า พวกมันทำได้เพียงยืนแยกเขี้ยวคำรามขู่อยู่ภายนอกเขตป่าสีแดง แม้กระทั่งหมาป่าจ่าฝูงระดับสองตัวนั้นก็ยังมิกล้าล่วงล้ำเข้ามา!
    ฟึ่บ!
    ร่างของหลี่ซวนปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อลึกเข้ามาในเขตป่าได้ไม่กี่จั้ง เขาหันกลับไปมอง และพบว่าฝูงอสูรเหล่านั้น ไม่ได้ตามเขาเข้ามา!
    ทว่า... แทนที่จะรู้สึกโล่งอก เขากลับต้องรวบรวมสติ และระแวดระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า!
    ‘แฮ่ก... แฮ่ก... ในป่าแห่งนี้ มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่กัน.. ถึงได้ทำให้สัตว์อสูรระดับสองพวกนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าเข้ามา’ เขาคิดในใจด้วยความหวาดหวั่น
    ชายหนุ่มควานหาโอสถฟื้นฟูร่างกายที่เหลือเพียงไม่กี่เม็ด กลืนลงคอเพื่อห้ามเลือดจากแผลเหวอะหวะที่แผ่นหลัง แล้วฝืนลากสังขารอันสะบักสะบอม ลัดเลาะเข้าไปในป่าสีแดงอย่างทุลักทุเล
    ไม่นานนัก เขาก็พบเข้ากับปากถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เขาไม่ลังเลที่จะลากร่างเข้าไปหลบซ่อนตัว หวังเพียงจะได้พักหายใจ และฟื้นฟูพลังให้พอขยับตัวได้บ้าง
    ... ทว่า ชายหนุ่มหารู้ไม่เลยว่า การตัดสินใจก้าวเท้าเข้ามาในถ้ำลึกลับแห่งนี้... จะนำพาเขาไปพบกับ 'บางสิ่ง' ที่จะพลิกผันชะตาชีวิตของเขาอีกครา!