การกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์

    เมืองหลวง

            เมื่อได้ฟังเรื่องราวของหญิงชราคนนั้นเหล่าหญิงสาวก็พากันเห็นใจและรู้สึกนับถือหญิงชรามากจะมีสักกี่คนที่ยินยอมทิ้งเส้นทางการฝึกฝนเพื่อให้ได้อยู่กับคนรัก

            ทางด้านสำนักเฟยหยางหลังจากที่รับรู้ว่าภารกิจล้มเหลวแถมยังเกิดเรื่องไม่คาดฝันเพราะการต่อสู้นั้นเกิดในภูมิภาคกลาง

            “แบบนี้แย่แน่เราจะทำยังไงกันดี” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวด้วยความกังวล

            “ช่วงนี้พวกเราก็หยุดติดต่อกับพวกนักฆ่าไปก่อนถึงตอนนี้พวกเราทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะงั้นอยู่เฉยๆไปเถอะ” ผู้อาวุโสสูงสุดรู้สึกปวดหัวเขาคิดว่าพวกสำนักอสูรโชคดีเกินไปมันเหมือนกับมีบางสิ่งที่คอยขัดขวางพวกเขาไม่ให้พวกเขาทำสำเร็จตามแผน

            สุดท้ายใช้เวลาการเดินทาง10 วันพวกอู๋เซิ่งก็มาถึงภูมิภาคเหนือ วึ่งเป็นพื้นที่ของจ้วนจ้าวดินแดน ทั่วทั่งภูมิภาคมีเพียงตระกูลเดียวที่มีอำนาจนอกนั้นจะเป็นเพียงพ่อค้าและคนจากที่ต่างๆมาเช่าพื้นที่เปิดร้านต่างๆกันเท่านั้น

            “นี่คือเมืองหลวงงั้นเหรอ”พวกหว่านเอ๋อที่เข้ามาในเมืองก็ตกใจ

            เพราะที่นี่งดงามและใหญ่กว่าเมืองพวกเขาหลายเท่าแถมพลังฟ้าดินของที่นี่ก็สมบูรณ์กว่าที่สำนักของพวกเขาเสียอีก

            “ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนอยากจะเข้ามาเป็นศิษย์ของจวนจ้าวดินแดนการฝึกฝนที่นี่ย่อมดีกว่าฝึกอยู่ที่สำนักของพวกเรา”จี้เต้ากล่าว

            “ก่อนอื่นพวกเราไปรวมตัวกับประมุขของพวกเรากันก่อนเถอะ”เมี่ยวจื่อกล่าว

            ประมุขของแต่ละสำนักล้วนแต่มาประชุมเรื่อลัทธิมารอยู่ที่นี่กันหมดแล้วดังนั้นพวกเขาจึงรออยู่ที่นี่มาโดยตลอด พวกเมี่ยวจื่อนำพาศิษย์ของตนไปยังพื้นที่ของจวนจ้าวดินแดนและแสดงป้ายให้ทหารยามดู

            “สหายทั้งสองเชิญที่พักของสำนักอสูรและหุบเขาเฟยเซียงได้ถูกเตรียมเอาไว้แล้ว” ทหารยามให้คนรับใช้คนหนึ่งพาพวกเมี่ยวจื่อไปยังที่พัก

            “ในที่สุดก็ได้พักจริงๆเสียที”ต้วนหนิงเอ๋อถอนหายใจ

            “นั่นสิการเดินทางตลอดก็ต้องระวังตัวตลอดไม่รู้ว่าจะถูกโจมตีตอนไหน” หว่านเอ๋อกล่าว

            “เอาละพวกเจ้าไปเลือกห้องและพักเถอะข้าจะไปคุยกับประมุขเสียหน่อย”เมี่ยวจื่อกล่าว

            อู๋เซิ่งเองก็เลือกห้องพักและทิ้งตัวหลับตาทันทีตลอดการเดินทางอู๋เซิ่งจะแผ่กระจายพลังจิตออกไปเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยตลอดทำให้เขาในตอนนี้เหนื่อยล้ามาก

            อีกห้องหนึ่งเมี่ยวอิงเยว่ถึงกับตกใจเมี่ยวจื่อบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่สาวของนางฟังอย่างไม่ปิด

            “พวกมันกล้าดียังไงวันนี้ข้าจะต้องไปคุยกับเหลียนอี้ให้รู้เรื่อง” เมี่ยวอิงเยว่โกรธมากนางไม่คิดว่าสำนักเฟยหยางจะไร้ยางอายแบบนี้

            “อย่าพึ่งท่านพี่ตอนนี้ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกำลังตามสืบให้อยู่หากพวกเราไปกระตุ้นเหลียนอี้ตอนนี้เกรงว่าจะแหวกหญ้าให้งูตื่นเท่านั้น” เมี่ยวจื่อกล่าว

            “หึแล้วตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้างไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหม” เมี่ยวอิงเยว่กังวล

            “ไม่เลยแต่ตลอดทางดูเหมือนอู๋เซิ่งจะคอยตรวจสอบระวังให้พวกเรามาโดยตลอดถ้าจะมีคนเหนื่อยก็คงเป็นเขา”เมี่ยวจื่อยิ้ม

            “ก็ดีไม่มีใครเป็นอะไรก็ดีข้าขอไปดูเจ้าศิษย์บ้าหน่อย” เมี่ยวอิงเยว่รีบตรงไปยังห้องของอู๋เซิ่งทันที

            “ท่านพี่ท่านคงไม่ได้หลงรักเด็กคนนั้นไปแล้วใช่ไหม” เมี่ยวจื่อส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ

            เมี่ยวอิงเยว่ที่มาถึงห้องของอู๋เซิ่งก็เห็นอู๋เซิ่งนอนหลับสนิทไปแล้วปกตินางจะไม่เคยเห็นอู๋เซิ่งหลับสนิทมาก่อนแม้แต่ตอนอยู่ในป่าสัตว์อสูรด้วยกัน 4 ปีก็ตาม

            “ดูเหมือนเจ้าจะอ่อนล้ามากจริงๆ”เมี่ยวอิงเยว่ใช้มือที่ขาวเรียนลูบใบหน้าของอู๋เซิ่งนางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายอย่างไม่วางตาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ของนางและอู๋เซิ่งเริ่มผิดเพี้ยน มันควรที่จะเป็นรุ่นเยาว์กับผู้อาวุโสแต่มันกลับเริ่มต้นด้วยสหาย จากนั้นก็เป็นคนสนิทจนถึงตอนนี้ในใจของนางก็มักจะมีร่างของอู๋เซิ่งอยู่ในใจ

            อยู่ๆใบหน้าของนางก็แดงขึ้นเมื่อใบหน้าของนางโน้มจนเกือบจะสัมผัสกับใบหน้าของอู๋เซิ่ง

            “นี่ข้าคิดจะทำอะไรเจ้าเด็กบ้านี่กัน”เมี่ยวอิงเยว่รีบเดินออกจากห้องด้วยใบหน้าแดงราวกับมะเขือเทศ

            อู๋เซิ่งลืมตาขึ้นมาทันทีหลังจากเมี่ยวอิงเยว่จากไปอู๋เซิ่งขบคิดถึงความสัมพันธ์ของเขาว่าควรจะทำยังไงต่อถึงอย่างไรสักวันอู๋เซิ่งก็ต้องจากไปจากแดนมนุษย์ไปยังแดนวิญญาณแล้วไปแดนเซียนเขาไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ เขาไม่สามารถทำแบบพี่สาวของจ้าวดินแดนที่ยอมทิ้งทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลังเพื่อความรักได้

            “เฮ้อ”อู๋เซิ่งไม่สามารถหาคำตอบได้และถอนหายใจ

            เพราะอู๋เซิ่งมีหน้าที่ภาระที่ต้องทำอย่างแรกการฝึกฝนให้แข็งแกร่งเพื่อตามหามารดาของคน อย่างที่สองเพื่อขอบคุณจักรพรรดิกระบี่ที่มอบโอกาสที่สองในการมีชีวิตเขาจะต้องฟื้นฟูตระกูลอู๋กลับมาดังนั้นสองหน้าที่นี้เขาจึงหยุดอยู่ที่แดนมนุษย์นี้ไม่ได้

            อีกด้านหนึ่งเหลียนอี้ประมุขของสำนักเฟยหยางทุบโต๊ะอย่างรุนแรงเขาที่รู้ว่าศิษย์ของเขาเหลียนขุ่ยและคนอื่นๆไม่ติดอันดับเป็นตัวแทนสักคนก็โกรธอย่างมาก

            “พวกสวะเอ้ยทำไมถึงไร้ความสามารถขนาดนี้แค่ติดอันดับสักคนยังทำไม่ได้แล้วข้าจะกล้าออกไปพบใครได้อย่างไร”เหลียนอี้คำรามออกมาด้วยความโกรธ

            ในครั้งนี้สำนักเฟยหยางกลายเป็นตัวตลกของจริงหลังจากยามค่ำคืนมาถึงจวนของจ้าวดินแดนก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับอัจฉริยะที่มานวมตัวกันในที่นี้ล้วนเต็มไปด้วยอัจฉริยะที่แข็งแกร่งทุกคนล้วนอยู่ระดับวิญญาณขั้นไปกันทั้งหมด

            “ปีนี้ทุกคนดูแข็งแกร่งมาก”หว่านเอ๋อมองไปยังรอบๆก็พบว่าไม่มีใครอ่อนแอเลยแต่ละคนเทียบกับนางได้ทั้งหมด

            “ไม่แปลกหรอกขนาดคนของทางเรานอกจากศิษย์พี่ใหญ่แล้วก็ไม่มีใครอยู่ระดับก่อกำเนิดเลย”ถงอี้กล่าว

            “ก็จริงแต่ในกลุ่มคนพวกนั้นมีระดับวิญญาณขั้นกลางอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ” ฉินอู่เหยาจ้องมองอัจฉริยะจาก 6 สำนักด้วยความสนใจ

            ในการประลองจะมีตัวแทนจาก9 สำนัก 1 จวนจ้าวดินแดนจะประลองกันเพื่อหา 3 อันดับแรก ซึ่งรางวัลของ 3อันดับแรกจะได้เข้าไปในเส้นทางวิญญาณที่จะปรากฎในอีกไม่ช้า

            “ทุกปีจะเป็นคนของจวนจ้าวดินแดนและสำนักกระบี่หยกที่ติดอันดับ1-3 ไม่รู้ว่าปีนี้อำดับจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่” ซางหยินกล่าว

            “นั่นมันสำนักเต้าเหรินนี่ปีนี้ได้ยินว่ามีอัจฉริยะที่น่าทึ่งปรากฏตัว และเขายังเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วยได้ยินว่าพลังถึงระดับวิญญาณขั้นสูงแล้ว”

            “จริงรึถ้างั้นเขาน่าจะติดอันดับ 1-3 อันดับแรกแน่แล้ว”

            “มันก็ไม่แน่หรอกได้ยินว่าสำนักกระบี่หยกมีอัจฉริยะ 2 คน คนแรกคือ หลิวชิง เป็นศิษย์ของประมุขสำนักกระบี่หยกนางมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดานางเองก็อยู่ระดับวิญญาณขั้นสูงแล้ว ส่วนอีกคนนางคือศิษย์ของเซียนกระบี่กระเรียนขาวในตอนแรกนางเป็นศิษย์สายในธรรมดาภายหลังถูกเซียนกระบี่รับเป็นศิษย์พรสวรรค์เริ่มเบ่งบานแม้ตอนนี้จะอยู่ระดับวิญญาณขั้นกลางแต่พลังที่แท้จริงกลับไม่ด้อยกว่าหลิวชิงเลยส่วนนามของนางคือ ซูเหม่ย”

            “ไม่แปลกใจเลยที่ท่านประมุขถึงไม่หวังตำแหน่ง1-3 เลย ที่แท้ก็มีอัจฉริยะพวกนี้ปรากฎออกมานี่เอง” หว่านเอ๋อที่ได้ยินก็ถอนหายใจนี่คือคนของสำนักทั้ง 9 ยังขนาดนี้ไหนจะคนของจวนจ้าวดินแดนอีกพวกนางย่อมไม่หวังอะไรอยู่แล้ว

            “มันก็ไม่แน่หรอกนายท่านเองก็ไม่ใช่ว่าเก็บซ่อนพลังเอาไว้มาโดยตลอดงั้นเหรอ” เจี้ยนโจวยกยิ้ม

            “ทำไมเจ้าถึงคิดแบบนั้น”อู๋เซิ่งมองไปยังเจี้ยนโจวด้วยความสนใจ

            “ตอนท่านฝึกต่อสู้ให้ข้าข้าสัมผัสได้เลยว่าท่านนั้นอ่านการเคลื่อนไหวของข้าออกทั้งหมดและทุกครั้งที่ปะทะกันท่านจะลดพลังของตัวเองลงกลัวว่าจะทำร้ายข้ามากเกินไปแค่นี้ก็รู้แล้วว่าท่านกำลังควบคุมพลังของตัวเองเอาไว้ ดังนั้นข้าคิดว่าพลังของท่านตอนนี้ไม่ด้อยไปกว่าพวกเขาแน่ๆ”เจี้ยนโจวกล่าวด้วยความมั่นใจ

            “วันประลองเจ้าจะได้รู้แน่เพราะถึงอย่างไรเส้นทางวิญญาณข้าจะต้องเข้าไปให้ได้อย่างแน่นอน” อู๋เซิ่งยิ้มออกมา

            “เจ้ารู้จักเส้นทางวิญญาณด้วยงั้นเหรอ”ต้วนหนิงเอ๋อแปลกใจ

            “ท่านอาจารย์บอกให้ข้าเข้าไปให้ได้เพราะที่นั่นจะทำให้ข้าได้ต่อสู้กับอัจฉริยะจากแดนวิญญาณและแดนเซียนด้วยสำหรับข้ามันคือการท้าทายและการฝึกฝนอย่างดี” อู๋เซิ่งยิ้ม

            “เหอะเป็นแค่ระดับก่อกำเนิดแต่คิดจะเข้าไปในเส้นทางวิญญาณ ไม่เจียมตัวจริงๆ” ชายหนุ่มคนหนึ่งเย้ยหยันออกมา

            “ศิษย์จากสำนักเต่ายักษ์งั้นเหรอ”ต้วนหนิงเอ๋อมองอีกฝ่ายด้วยแววตาดูถูก

            สำนักเต่ายักษ์นั้นอยู่ติดกับทะเลและว่ากันว่าบรรพชนของพวกเขาสร้างทักษะป้องกันที่แข็งแกร่งออกมาชนิดหนึ่ง และทักษะนั้นเมื่อใช้จะมีรูปร่างเหมือนกับกระดองเต่า

            “นี่ข้าจะบอกให้นะหุบเขาเฟยเซียงของพวกเจ้าล้วนแต่ตกลอบแรกทั้งนั้นแล้วพวกเจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงบอกว่าจะติด1ใน3 กัน” ศิษย์ของสำนักเต่ายักษ์กล่าว

            “ไว้วันประลองข้าจะแสดงให้ดูก็แล้วกัน”อู๋เซิ่งเย้ยหยันอีกฝ่าย

            “พวกสวะเป็นแค่ตัวตลกของ 9 สำนักเท่านั้นแต่กล้าโอ้อวดข้าอยากจะรู้จริงๆว่าเจ้าจะร้องให้หามารดาของเจ้าหรือไม่เมื่ออยู่บนสนามประลอง”

            “อยากตายงั้นเหรอ”เสี้ยงพริบตาที่อีกฝ่ายล้อเลียนถึงมารดาอู๋เซิ่งเพียงแค่มองอีกฝ่ายอีกฝ่ายก็รู้สึกเหมือนวิญญาณถูกเข็มนับร้อยทิ่มแทงลงมา

            “อ๊ากกกกกกกก”ศิษย์ของสำนักเต่ายักษ์กรีดร้องทันที

            “เกิดอะไรขึ้น”คนอื่นๆพากันตกใจและหันมามอง

            “สำนักเต่ายักษ์ไปหาเรื่องหุบเขาเฟยเซียงอีกแล้วงั้นหรอ”

            “ไม่แปลกหรอกสำนักเฟยเซียงนั้นเคยทำให้พวกเขาอับอายได้ยินว่าประมุขของสำนักเต่ายักษ์หลังรักประมุขเมี่ยวของหุบเขาเฟยเซียงถึงขั้นไปสู่ขอสุดท้ายถูกปฏิเสธอย่างไร้ปราณีต่อหน้าผู้คนทำให้เขาอับอายอย่างมากจากนั้นศิษย์ของสำนักเต่ายักษ์ก็มักจะหาเรื่องหุบเขาเฟยเซียงอยู่ตลอด”หลายคนพากันคุยกันอย่างสนุกปาก

            “พวกเจ้าทำอะไรกัน”ผู้อาวุโสคนหนึ่งเดินเข้ามาเมื่อเห็นศิษย์ของสำนักเต่ายักษ์หน้าซีดขาวก็เข้าไปตรวจสอบและพบว่าวิญญาณได้รับบาดเจ็บจริงๆ

            “ใครเป็นคนทำ”ผู้อาวุโสกล่าว

            “เป็นเขาเขาเป็นคนทำ” ศิษย์ของสำนักเต่ายักษ์ชี้ไปทางอู๋เซิ่งทันที

            “เหลวไหลเขาคือระดับก่อกำเนิดเขาจะทำร้ายพวกเจ้าได้ยังไง” ผู้อาวุโสคนนี้คือคนของจวนจ้าวดินแดนเพราะงั้นเขาถึงไม่ได้เข้าข้างใคร

            “แต่ข้าเห็นเขาจ้องมาทางสหายของข้าแล้วสหายของข้าก็กรีดร้อง”

            “หุบปากคิดว่าข้าโง่งั้นเหรอ หากก่อกำเนิดใช้พลังวิญญาณโจมตีพวกเจ้าที่เป็นระดับวิญญาณได้ถ้างั้นระดับวิญญาณอย่างพวกเจ้าจะมีพลังวิญญาณไปเพื่ออะไร” ผู้อางวุโสเค้นเสียงด้วยความโกรธ

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณอ่าน