นับั้แ่โบราณกาลไม่เคยปรากฏว่ามนุษย์ผู้ใดหนีพ้นความตายได้ แต่ในโลกแห่งนี้กลับมีสารพัดเื่ราวแปลกประหลาดมหัศจรรย์มากมาย ทั้งการฝึกตนเป็ะ ความแตกต่างของเผ่าพันธุ์ รวมไปถึงภัยร้ายจากธรรมชาติและความเสียหายจากา
มนุษย์จึงเกิดความเชื่อเื่ลิขิตฟ้า เบื้องบนคือวัง์ เบื้องล่างคือแดนพญายมแหล่งพำนักสุดท้ายของิญญาหลังความตาย
ถึงแม้มนุษย์จะเรียกพื้นที่สุขาวดีว่าแดน์ เรียกความเสื่อมโทรมว่านรกแต่นั้นก็เป็เพียงคำเปรียบเปรยเท่านั้น ไม่มีผู้ใดหารู้ได้อย่างแท้จริงว่า วัง์และแดนพญายมมีอยู่จริงหรือไม่?
....
....
ในดินแดนตอนเหนือของพื้นที่ราบภาคกลาง ภายในหุบเขาลึกสุดหยั่ง ผู้ฝึกตนขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่า ‘หุบเขาหมื่นอสูร’
หนิงเทียนค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศ ภาพแรกที่ปรากฏในสายตา คือั์ในชุดสีดำ เหยียบเหินเดินอากาศได้ราวกับภูตผีปีศาจ
หนิงเทียนใช้เวลาเพียงชั่วครู่ในการปรับความคิด จึงค่อยๆ เข้าใจว่า ที่เห็นอีกฝ่ายเป็ั์ก็เพราะร่างกายของเขามีขนาดเล็กลง “ข้าไม่ได้ตายไปแล้วหรือ?” คำถามชวนปวดหัวมากมายเกิดขึ้นในมโนสำนึก
ชายชุดดำเคลื่อนไหวรวดเร็วว่องไว ในสองแขนกำลังโอบอุ้มทารกผู้คนหนึ่งเอาไว้แน่น
ฟิ้ววว... เสียงของสายลมแ่เบา พัดผ่านเข้ามา พลันปรากฏเป็เงาร่างสี่สาย เคลื่อนที่เข้าหาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเงาร่างทั้งสี่ได้ยืนล้อมกรอบชายในชุดสีดำเอาไว้
บุรุษชุดสีเขียวทอดสายตามองไปทางชายชุดดำ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงให้เห็นถึงบุคลิกที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม “น้องสี่ ในอ้อมแขนของเ้าคือสิ่งใดกัน? เหตุใดข้าััได้ถึงชีพจรชีวิตอ่อนๆของชีวิต??”
“ฮ่ะฮะฮ่ะๆ พี่รองท่านสมกับเป็ ‘แพทย์พิสดาร’ จริงๆ ขนาดข้าใช้กลืนิญญาปกคลุมไปทั่วตัวของทารกน้อยคนนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของท่านไปได้ ข้านับถือจากใจจริงๆ นับถือ นับถือ”
“ทารกน้อย!!” เงาทั้งสี่พูดขึ้นพร้อมกันเห็นได้ชัดว่าพวกมันเองก็ยังรู้สึกใอยู่ไม่น้อย
“น้องสี่ เหตุใดทารกน้อยคนนี้ถึงมาอยู่กับเ้าได้แล้ว ‘หญ้าสามิญญา’ ที่พวกเราตามหา เ้าได้มันมาหรือยัง?” บุรุษชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็น บุรุษชุดขาวผู้นี้มีรูปลักษณ์อยู่ในวัยกลางคน สวมใส่ชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน มีหนวดเคราขึ้นตามใบหน้าประปราย บุคลิกองอาจเหนือกว่าผู้คนทั่วไป
ได้ยินเช่นนั้น อีกฝ่ายยิ้มตอบคล้ายกับว่าเป็เื่เล็กน้อย “ย่อมต้องได้มา งานง่ายๆแบบนี้มีหรือที่ข้า ‘จูซ่ง’ จะทำไม่สำเร็จ ส่วนทารกน้อยคนนี้....” ชายชุดดำหยุดเสียงลงและมองไปยังทารกในมือ ใบหน้าปรากฏความลังเลขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยต่อไป
“พี่ใหญ่ ระหว่างการเก็บหญ้าสามิญญาข้าได้พบเจอทารกน้อยคนนี้ถูกวางทิ้งเอาไว้ ถ้าข้าไม่ยื่นมือเข้าช่วย คงตกเป็อาหารของ ัพิษฟ้าครามไปแล้ว” กล่าวจบมันยื่นหญ้าพิษหนึ่งกำมือให้แก่บุรุษชุดเขียว “พี่รอง นี้คือหญ้าสามิญญาที่ท่าน้า”
“ลำบากเ้าแล้ว น้องสี่”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอันใด”
แม้ว่าชายชุดดำจะรีบยกเื่หญ้าสามิญญาขึ้นมากล่าวและพยายามบ่ายเบี่ยงคำถามที่กล่าวถึงทารกน้อย ทว่ากลับไม่พ้นความสงสัยของสตรีผู้หนึ่ง
“ข้าไม่ยักจะรู้ ว่าพี่สี่เป็คนที่มีจิตใจเมตตา คิดช่วยเหลือผู้อื่นด้วย??”
“จิ๊ จิ๊ น้องห้าเ้าพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก พี่สี่ของเ้าก็เป็ผู้มีคุณธรรมสูงส่งคนหนึ่งเหมือนกัน” แต่กระนั้นน้ำเสียงที่มันกล่าวมิได้มั่นคงเหมือนเช่นท่าทาง เป็พิรุธให้เกิดเหตุแห่งความสงสัยขึ้น
ได้ยินแบบนั้นแล้ว หญิงสาวยกยิ้มมุมปากและกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกเย้า “ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่า จะได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของ ทูตมรณะ ว่าแต่พี่สี่ ขอให้ข้าอุ้มทารกน้อยคนนี้ได้หรือไม่?”
ชายชุดดำส่ายหน้าและตอบกลับเสียงแข็ง “น้องห้า เื่นี้พี่สี่คงต้องขัดใจเ้าแล้ว”
“พี่สี่หมายความเช่นไรกัน?? น้องของท่านเพียง้าดูหน้าเด็กน้อยให้ชัดๆเท่านั้นเอง” คิ้วอันเรียวงามของนางยกขึ้นสูง แววตาไม่เป็มิตรชวนหาเื่
“ทารกน้อยคนนี้เป็เพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ข้าเกรงว่าหากให้อยู่ในมือของ 'ธิดาโลหิต' เด็กมันจะไม่มีโอกาสได้เติบโต” ชายชุดดำกล่าวจบพร้อมโคจรพลังปราณไปทั่วร่าง ราวกับรู้ในนิสัยของพี่น้องร่วมสาบานเป็อย่างดี
“ข้า เทียนไห่ชางเยว่ ไม่มีสิ่งใดที่ข้า้าแล้วไม่ได้มันมา” ดวงตาอันงดงามของนางหรี่เล็กแหลมคม น้ำเสียงเจือด้วยโทสะจางๆ เห็นได้ชัดว่าหากขอกันดีๆไม่ได้นางจะใช้กำลังเข้าแย่งชิง
“น้องสี่ ดูเหมือนว่าเ้ากำลังปิดบังอะไรพวกเราอยู่ ขอให้พี่สามคนนี้ได้ดูทารกน้อยด้วยคนได้หรือไม่?” บุรุษร่างกายกำยำ พูดจาเสียดังโพงพาง
หญิงสาวกล่าวย้ำกดดัน “ข้าเองก็้าดู” สิ้นเสียง เงาร่างทั้งสองพุ่งเข้าหา หมายจะแย่งชิงทารกน้อยออกจากอ้อมอกของชายชุดดำ
หนึ่งเป็สตรี ที่มีรูปลักษณ์งดงาม สวมชุดสีครามบริสุทธิ์ ดุจนางเซียน์ลงมาจุติบนโลก อีกหนึ่งคือ บุรุษผู้มีร่างกายกำยำ ใบหน้าหยาบกร้าน ดวงตากลมโตดำมืดไม่คล้ายเป็ดวงตาของมนุษย์
เมื่อทั้งสองทะยานร่างเข้าหาชายชุดดำ ร่างกายของเป้าหมายกลับเลือนหายไปคล้ายว่าไม่เคยอยู่ในที่แห่งนี้มาก่อน
“ก้าวิญญาไร้เงา!!!” น้ำเสียงของทั้งคู่แฝงด้วยโทสะ ความเร็วของอีกฝ่ายไม่สามารถจับต้องได้แม้เงา
“เหอะ เด็กอยู่ในมือของข้าแล้ว ผู้ใดก็ไม่สามารถแย่งไปได้”
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ดูเหมือน ท่าเท้าที่เคยเป็หนึ่งในแดน์ภาคกลาง จะยังไม่ขึ้นสนิม ขอให้พี่รองคนนี้ได้ทดสอบดูบ้าง” สิ้นเสียงบุรุษชุดเขียว ล้วงมือเข้าไปหยิบ ขวดโอสถออกมาจากสาบเสื้อ
แต่ก่อนที่จะได้ลงมือทำสิ่งใดออกไป บุรุษชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นปกคลุมไปถึงร่างกายของคนทั้งสี่ “หยุดกันได้แล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่ในทวีปฟ้า์ ถ้าหากพวกเ้าทะเลาะกันขึ้นมา ‘เย่ชิงอวิ๋น’ ผู้นั้นคงไม่ปล่อยให้พวกเรากลับไปแดนภูตเร้นลับได้ง่ายๆเป็แน่”
ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสี่หยุดการต่อสู้ทันที แสดงให้เห็นว่าพวกมันทั้งหมดมีท่าทีเคารพและเชื่อฟังพี่ใหญ่เป็อย่างสูง
“ไปเถอะ...พวกเราเดินทางกลับแดนภูตได้แล้ว” สิ้นเสียงบุรุษชุดขาวหายตัวไปราวกับภาพมายา พร้อมกันนั้น เงาร่างทั้งสี่ทะยานตามติดไปอย่างรวดเร็ว
นี่เป็ครั้งแรกในรอบพันปีที่ อู่โม่กุ้ย หรือห้าปีศาจแดนภูต ย่างกรายออกมาจากแดนภูตเร้นลับ
....
หนิงเทียนในร่างทารกน้อย มองดูเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดตรงหน้า เขาไม่สามารถเข้าใจถึงบทสนทนาที่บุคคลทั้งห้ากล่าวออกมาได้แม้แต่น้อย และน่าแปลกที่สุดคือ หนิงเทียนไม่สามารถรับรู้ในภาษาที่ทั้งห้าใช้ ราวกับเขาไม่เคยได้เรียนรู้การสนทนาของโลกใบนี้มาก่อน
แต่ถึงอย่างนั้นความทรงจำทั้งหมดยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็อย่างดี เหตุการณ์ต่อสู้ที่หน้าผาเมฆราวกับว่ามันพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนและที่สำคัญหนิงเทียนรับรู้ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า บัดนี้เขาไม่ได้อยู่ในร่างกายและโลกใบเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ที่นี่มันคือที่ไหนกัน? ทำไมถึงมีเื่ที่ข้าไม่เข้าใจเต็มไปหมด??” หนิงเทียนยังคงค้างอยู่ในอารมณ์ เขารู้สึกสับสนเป็อย่างมาก โลกใบนี้ช่างมหัศจรรย์เกินกว่าที่จะจินตนาการได้
ภายในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของแดน์ถูกขนานนามด้วยชื่อของ หวงตี้ มีเพียง ‘ที่ราบภาคกลาง’ เท่านั้นที่มีผืนแผ่นดินอุดรสมบูรณ์ เก้าในสิบส่วนของจำนวนประชากรล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
บริเวณชายแดนรอบนอกของสี่ทิศอันประกอบไปด้วย อุดร ทักษิณ บูรพาและประจิมไร้ร่องรอยของผู้คนอยู่อาศัย เนื่องจากเป็มิติที่ถูกตัดขาด ดั่งเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ผู้ที่ย่างกรายออกไปล้วนแล้วแต่ไม่สามารถกลับมายังแผ่นดินใหญ่ได้อีก
แต่ถึงอย่างนั้น ภายในพื้นที่ราบภาคกลางยังมีบางส่วนที่เป็ภูมิประเทศรกร้างเต็มไปด้วยหุบเขาสูงชัน ผืนป่าและมหาสมุทร ชุกชมไปด้วย สัตว์อสูรต่างๆนานาสายพันธุ์ อีกทั้งยังมีแหล่งอาศัยของเผ่าอสูร เผ่าิญญาและเผ่าพันธุ์ต่างๆอีกมากมาย ตัวตนลึกลับต่าง ปิดบังซ่อนเร้น ทำให้ทั้งโลกลืมเลือนเสมือนไม่เคยมีอยู่
ตามตำนานเล่าว่ามีสิ่งมีชีวิตจากยุคาอายุเกินกว่าหนึ่งหมื่นปีสามารถเอาชนะกาลเวลา อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันได้ แต่ก็ยังมิเคยมีผู้ใดพบเห็น หรืออาจได้เห็นแต่ไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาเล่าสู่กันฟัง นอกจากนี้ในแดน์หวงตี้ มียอดคนผู้วิเศษและอัจฉริยะอีกเป็จำนวนมาก ทำให้ทักษะในการใช้บ่มเพาะหลากหลายแตกแขนงกันออกไป
แผ่นดินทั้งหมดของ ‘ที่ราบภาคกลาง’ ถูกแบ่งออกเป็สี่ทิศ ทั้งสี่ทิศนั้นถูกปกครองด้วยขั้วอำนาจใหญ่เป็ดั่งาาผู้ปกครองดินแดน รวมไปถึงพยัคฆ์หมอบ ัซ่อน อีกมากมายที่ยังคงเร้นกายไม่ปรากฏตัว ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ราบภาคกลางจึงกลายเป็แผ่นดินที่เต็มไปด้วยไฟแห่งาอยู่ตลอดเวลา
“อุดรฟ้า์ ทักษิณแดนปีศาจ ประจิมเป็นิจรันดร์ บูรพาดุจเอกกาล” ประโยคเหล่านี้แม้แต่เด็กเล็กๆในที่ราบภาคกลาง ยังสามารถท่องได้จนติดปาก
....
....
บริเวณเหนือสุดของพื้นที่ราบภาคกลางห่างไกลจากความเจริญ เหนือขุนเขาทะลุเมฆา ปกคลุมไปด้วยผืนป่าเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัญญาณแห่งชีวิต มองจาก้าประดุจสายน้ำมรกตไหลนิ่ง หากแต่รอบๆผืนป่ากลับถูกปกคลุมหมอกพิษสีดำมืด ด้วยเหตุนี้แทนที่จะถูกเรียกขานด้วยชื่อเรียกที่มีชีวิตชีวา กลับกลายเป็มีนามที่สร้างความหวาดกลัวว่า ‘ผืนป่านรกดำ’
ป่านรกดำ ตั้งอยู่ในส่วนลึกที่สุดของทวีปฟ้า์หนึ่งในสี่ขั้วอำนาจใหญ่ของแผ่นดิน อีกชื่อหนึ่งมันถูกเรียกว่า ‘ดินแดนที่ถูกลืม’ เนื่องจากเป็ที่เร้นกายของยอดคนในตำนาน กอปรกับภายในอุดสมบูรณ์ด้วยสัตว์อสูรดุร้าย ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้
มีคำบอกเล่าต่อๆกันว่า เมื่อเข้าไปด้านในแล้วจะไม่สามารถกลับออกมาได้ ว่ากันว่าป่านรกดำเต็มไปด้วยอสูรระดับปีศาจ แม้กระทั่งอาจมีอสูรระดับ์ แอบซ่อนอยู่ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยสมุนไพรที่มีจิติญญาเป็ของตัวเองและสัตว์พิษน้อยใหญ่ นานาชนิด
บนท้องฟ้าของป่านรกดำปรากฏเงาร่างห้าสาย ทั้งห้าก้าวเดินอยู่ในอากาศ และเพียงแค่การสะบัดเท้าเบาๆ ทั้งหกชีวิตก็เข้ามาถึง ส่วนที่ลึกที่สุดในป่านรกดำแล้ว
เบื้องหน้าของบุคคลทั้งห้า พลันปรากฏธารน้ำตกขนาดั์แม้ว่าความสูงของน้ำตกนี้จะไม่มากนัก ทว่าพลังที่แฝงมากับสายน้ำอันเกรี้ยวกราด ก็เพียงพอที่จะบดขยี้ร่างของมนุษย์ให้แหลกเป็ชิ้นๆได้ภายในอึดใจเดียว
จากนั้นสตรีในชุดครามยกมือขึ้น ปลายนิ้วชี้ไปทางธารน้ำใหญ่ พริบตาเดียวน้ำตกทั้งสาย แปรเปลี่ยนเป็ก้อนน้ำแข็ง และเมื่อนางตวัดปลายนิ้วเบาๆสายน้ำที่ถูกความหนาวเย็นแช่จนกลายเป็น้ำแข็ง ได้แตกกระจาย ออกเป็เศษเล็กเศษน้อย
ข้ามผ่านจากธารน้ำตกใหญ่ ปรากฏเป็ทางเดินเล็กๆสายหนึ่งทอดยาวเข้าไปด้านใน แท้จริงแล้ว ภายในของกระแสน้ำเชี่ยวกราก คือถ้ำขนาดใหญ่ หากมองจากภายนอกจะไม่ทางรู้ได้เลยว่ามีถ้ำซุกซ้อนอยู่ด้านหลังม่านน้ำตกใหญ่แห่งนี้
“น้องห้าเ้าอย่าได้กระทำสิ่งที่มันน่ากลัวเช่นนี้อีก เดียวทารกน้อยของข้าจะใได้!!!” ชายชุดดำกล่าวตำหนิ
สตรีชุดครามไม่ได้ตอบอันใดกลับไป นางเพียงแต่มองค้อนไปยังพี่สี่เล็กน้อย
ช่องทางเดินที่มีเพียงหนึ่งเดียวค่อยๆแตกแขนงออกเป็ช่องทางมากมายนับสิบ นับร้อยสาย คล้ายเป็ทางเดินของเขาวงกตที่ยากจะหาปลายทางได้เจอ ทั้งห้าคนเดินไปตามทางที่คดเคี้ยว ซับซ้อนอย่างชำนาญ
ล่วงเวลาผ่านราวๆหนึ่งก้านธูป ทั้งหมดมาถึงส่วนลึกที่สุดของถ้ำ มันปรากฏให้เห็นเป็ผนังเหล็กกล ที่มีน้ำหนักกว่าล้านๆจิน*(1จินเท่ากับ500กรัม) ต่อให้เป็ยอดฝีมือระดับสูงก็ไม่มีทางทำลายผนังเหล็กนี้ลงได้
จากนั้นบุรุษชุดขาว ก้าวเท้าออกมา มันได้ส่งจิตััไปยังผนังเหล็กกล ราวกับว่าประตูเหล็กกลตอบสนองความ้าของผู้เป็นาย
ครึก...ครึก...ครืดดดดดดดด
เสียงผนังเหล็กค่อยๆ เลื่อนออกจากกัน ฉับพลันนั้นเอง ปรากฏดินแดนสนธยา ล้อมรอบไปด้วยูเา ลำธารและสายน้ำ กึ่งกลางของแดนสนธยา มีตำหนักใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ห้าตำหนักอันมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป
“ข้าได้รับาเ็จากัพิษฟ้าครามเล็กน้อย ขอตัวกลับไปพักก่อน” ชายชุดดำกล่าวออกและกำลังเดินจากไป
“หยุดก่อน!!” ทั้งสามพูดออกมาเป็เสียงเดียว
“พี่สี่ ด้วยความสามารถของท่าน ต่อให้มีัพิษฟ้าครามอีกสักสิบ ไม่สิ อีกสักร้อยตัว เกรงว่ายังไม่สามารถสร้างาแให้แก่ท่านได้”
“หึหึหึ น้องสี่หรือเ้าเก็บตัวออกจากแดน์มานานนับพันปี ฝีมือเลยตกไปเสียแล้ว โดนแม้กระทั่งงูตัวน้อยๆ ทำร้ายาเ็เอาได้” บุรุษร่างกายกำยำกล่าวออกด้วยน้ำเสียงขบขัน
“น้องสี่ขอให้พี่รองคนนี้มองดูทารกสักเล็กน้อยเถิด หากเขาได้รับาเ็เราจะได้รักษาทันท่วงที” บุรุษชุดเขียวให้ความสนใจในตัวของทารกน้อยมากกว่า
ชายชุดดำ มีท่าทางลำบากใจเมื่อถูกพี่น้องทั้งสามคนรบเร้าอย่างหนัก มันจึงเอ่ยขอความช่วยเหลือ “พี่ใหญ่ โปรดให้ความเป็ธรรมแก่ข้าด้วย ทารกน้อยคนนี้ข้าเป็คนเจอข้ามีสิทธิ์ที่จะพาเขาไป”
หญิงสาวรีบชิงกล่าว ก่อนที่พี่ใหญ่ของนางจะตัดสิน “พี่สี่ ข้าไม่ได้้าแย่งทารกน้อยคนนี้กับท่าน ข้าเพียง้าสำรวจบางสิ่งสักเล็กน้อย”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว พี่รองก็แค่อยากรู้ว่า ทารกน้อยคนนี้มีอะไรดี ถึงสามารถทำให้น้องสี่ แสดงท่าทีผิดแปลกไปจากทุกทีได้” ดวงตาของบุรุษชุดเขียวคล้ายกับอสรพิษจับจ้องไปยังเด็กทารก
“ฮ่าๆ พี่สามก็สงสัยเหมือนกันว่าเหตุใด ‘ผู้ส่งสาส์นแห่งความตาย’ ที่ครั้งหนึ่งเคยเหยียบย้ำอยู่บนกองซากศพนับล้านชีวิต มาวันนี้กลับมีจิตใจดี เมตตาช่วยเหลือชีวิตคนอื่น”
“นี้พวกท่าน!!! จะรังแกกันเกินไปแล้ว??” ชายชุดดำกล่าวด้วยโทสะ
ได้ยินวาจาโต้เถียงของน้องๆ บุรุษในชุดขาว ถอนหายใจเบาๆ เขารู้ถึงนิสัยน้องทั้งสี่เป็อย่างดี หากปล่อยต่อไป พวกมันจะต้องตีกันเองอย่างแน่นอน
“ในเมื่อทุกคนใคร่รู้ เช่นนั้นน้องสี่เ้าบอกได้หรือไม่? ว่ามีความคิดจะทำเช่นไรกับทารกน้อยคนนี้?? เมื่อคลายความสงสัยแล้ว พี่ใหญ่ให้สัญญาว่าพวกเราทั้งสี่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของเ้า”
“พี่ใหญ่ให้สัญญาแล้ว และพวกท่านทั้งสามละ??” ชายชุดดำปลายสายตาไปทางพี่น้องร่วมสาบานอีกสามคนเพื่อรอฟังคำตอบ
สตรีชุดครามยกยิ้มด้วยความงดงามราวกับเทพธิดา สายตามองไปยังทารกน้อยไม่กระพริบ “พี่สี่ข้ารู้แล้ว มา มา มา ข้าขอสัญญาด้วยคน ท่านสบายใจแล้วนะ ว่าแต่พี่สี่ขอข้าอุ้มทารกน้อยคนนี้ก่อนเถอะ”
“เ้าสัญญาแล้วแน่นะ” ชายชุดดำแสดงท่าทีลังเลอยู่ชั่วอึดใจ แม้ไม่อยากเชื่อในคำสัญญาของน้องห้า แต่เมื่อถูกทุกสายตารุมเร้าจ้องมอง จึงไม่มีทางเลือก ต้องส่งตัวทารกน้อยออกไป
“โอ๋ โอ๋ โอ่ น่ารักน่าชังเสียจริงๆนะ” สองมือของนางโอบอุ้มทารกน้อย พร้อมกับไกว่ไปมาเบาๆ นางมองทารกน้อยด้วยความเอนดู
“น้องสี่ในเมื่อพี่สามได้ให้สัญญากับเ้าแล้ว เหตุใดถึงยังไม่บอกอีกว่า เ้านำตัวทารกน้อยผู้นี้กลับมาที่แดนภูตทำไม??”
ชายชุดดำคิดอยู่นาน ว่าจะบอกความจริงออกไปดีหรือไม่ แต่แล้วสายตาทั้งแปดคู่ที่จ้องมองกดดันมา ทำให้มันต้องถอนหายใจยาวและเล่าความออกไปว่า “ตอนที่ข้าพบทารกคนนี้ ข้ารู้สึกถูกชะตากับเ้าเด็กนี้มากและคิดจะช่วยเขาจากัพิษฟ้าครามเท่านั้น แต่เมื่อข้าบังเอิญได้สำรวจร่างกายของเขา กลับพบว่า เส้นชีพจรลมปราณของเด็กคนนี้เปิดออกทั้งหมด ห้าสิบสี่จุด”
“ห้าสิบสี่จุด!!!” น้ำเสียงตกตะลึง ของทั้งสี่คนร้องออกมาอย่างพร้อมเพรียง
“ใช่ พวกท่านฟังไม่ผิด ห้าสิบสี่จุดบนร่างเปิดออกทั้งหมด”
“ห้าสิบสี่จุดแต่กำเนิด เป็เื่อัศจรรย์ยิ่งนัก” บุรุษร่างกายกำยำะโออกมาเสียงดัง
การเปิดจุดชีพจรลมปราณ เมื่อฝึกตนถึงระดับสูง ผู้ฝึกจะสามารถบังคับเปิดออกได้ด้วยพลังลมปราณหรืออีกวิธีคือได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์มากความสามารถ แต่นั้นก็หมายความว่า จะต้องมีความแข็งแกร่งในระดับสูงเสียก่อนถึงจะสามารถใช้ทั้งสองวิธีนี้ได้ ดังนั้นการที่เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับจุดชีพจรลมปราณทั่วร่างทั้งห้าสิบสี่จุด นับว่าได้เปรียบผู้ฝึกตนคนอื่นเป็อย่างมาก ลองคิดดูว่าจะวิเศษเพียงใด หากสามารถฝึกฝนทักษะวิชาระดับสูงได้โดยที่พลังฝึกตนยังต่ำอยู่
แต่แล้วความตกตะลึงของทั้งสี่ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อชายชุดดำยังกล่าวต่อไป “และข้าได้ทดสอบพร์ในการฝึกตนของเขาแล้ว พร์ของเขาอยู่ที่เก้าแก่นแท้”
“กะ...กะ...เก้าแก่นแท้!!!” คราวนี้เป็เสียงของบุรุษชุดเขียวที่ได้อุทานออกมา
เก้าแก่นแท้เป็จุดสูงสุดของแก่นแท้พร์ในดินแดน์หวงตี้ แค่เพียงเจ็ดแก่นแท้พร์ก็จะถูกเรียกเป็อัจฉริยะ แปดแก่นแท้นับว่าเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะทั่วหล้า สำหรับเก้าแก่นแท้ นับั้แ่ยุคาก็เป็เพียงตำนานเท่านั้น
สตรีชุดครามที่กำลังอุ้มทารกน้อยอยู่ กล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “ที่ข้ากำลังอุ้มอยู่คือร่างกายเทวะ์ในตำนาน!!” แม้แต่สองมือที่กำลังประคองทารกน้อย ก็ยังมีอาการสั่นไหวด้วยความดีใจอยู่มาก
บุรุษร่างกายกำยำมองไปที่เด็กทารกความแววตาตกตะลึงและความไม่เชื่อในสายตา “จริงหรือเนี้ย!!! ร่างกายเทวะ์ที่เคยได้ยินแค่ในตำนาน ได้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าข้าแล้ว”
“เส้นชีพจรห้าสิบสี่จุดเหมาะแก่การฝึกฝนทักษะวิชาทุกแขนงและพร์เก้าแก่นแท้สามารถทำความเข้าใจทุกๆทักษะในใต้หล้าได้อย่างง่ายดาย” บุรุษในชุดเขียวพึมพำออกมา แววตาเป็ประกายคล้ายมองไปยังสมบัติล้ำค่าที่หามิได้อีกในโลก
บุรุษชุดขาวเองก็มองไปที่ทารกน้อย ด้วยแววตาเปล่งประกาย ความเยือกเย็นรอบๆ ตัวมลายหายไปหมดสิ้น
ชายชุดดำจ้องมองไปยังทารกด้วยแววตาภาคภูมิใจ มันวาดฝันมาตลอดชีวิตว่าจะได้พบทายาทที่สามารถสืบทอดวิชาของตนเอง “เพราะเป็ร่างกายเทวะ์ ข้าจึงนำเขากลับมาที่แดนภูต หมายจะสั่งสอนวิชาความรู้และวรยุทธ์ทั้งหมดของข้าให้แก่เขา เมื่อเติบใหญ่ ทารกน้อยคนนี้จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ก้าวิญญาไร้เงา สืบต่อไปไปยังชั่วลูกชั่วหลาน” กล่าวจบความสุขเอ่อล้นปรากฏบนใบหน้าที่ไร้สีเื ความปิติยินดีไม่สามารถเก็บซ่อนไว้ได้อีก
เมื่อได้ยินความปรารถนาของชายชุดดำ ความคาดหวังของ สามบุรุษ หนึ่งสตรีทะยานขึ้นถึงขีดสุด พวกมันเร้นกายมาเป็เวลากว่าพันปี และอาศัยอยู่ในแดนภูตเร้นลับที่ไร้ซึ่งผู้คน หากพวกเขามีทายาทสืบต่อเคล็ดวิชาต่างๆไม่ให้สูญหายไปจะวิเศษมากเพียงใดกัน???
“พี่สี่ ถ้าท่าน้าเป็อาจารย์ของเขาก็เป็ไป แต่ข้า้ารับเขาเป็บุตรบุญธรรม ท่านคงจะไม่ว่าอะไรหรอกนะ” บัดนี้ทารกน้อยอยู่ในมือของชางเยว่ นางไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตอบเช่นไรและหากตอบว่าไม่ แน่นอนว่านางจะแย่งชิงมาเป็ของตัวเอง!!
เมื่อได้ยินคำกล่าวของน้องห้า คำว่า “บุตรบุญธรรม” ดังก้องอยู่ในหัวของคนทั้งสาม ดวงตาของพวกมันกลมโตเป็ไข่หาน
ทว่ามีผู้หนึ่งที่ไม่ได้ยินดีกับคำพูดเ่าั้ คำกล่าวของหญิงสาวสร้างความไม่พอใจให้แก่ชายชุดดำเป็อย่างมาก “น้องห้า เ้าสัญญากับข้าแล้ว เ้าจะผิดคำสัญญาได้อย่างไร??”
“ข้าไม่สนใจ ท่านลืมไปแล้วหรือว่า หากเทียนไห่ชางเยว่ ้าสิ่งใด จะต้องได้สิ่งนั้น”
“น้องห้านี้เ้า!!” ได้ยินเช่นนั้นโทสะของเขาปะทุออกมา หากไม่สามารถตกลงกันได้ คงต้องตัดสินด้วยการต่อสู้เท่านั้นแล้ว
การสนทนาระหว่างคนทั้งสี่คน ยิ่งพูดคุยยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาทันที
“น้องสี่อย่าพึ่งโมโหไปเลย เ้าเองก็รู้นิสัยของน้องห้าดี นางเป็คนไร้เหตุผลเสมอต้นเสมอปลาย เหตุใดถึงต้องเอาคำพูดมาใส่ใจด้วยเล่า” พี่รองของพวกมันกล่าวออกหมายจะลดความเกรี้ยวกราดของน้องสี่ลงบ้าง ทว่ากลับไปเพิ่มโทสะให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว
“อะไรนะ? ไหนท่านลองพูดใหม่ดูสิ??” น้ำเสียงเย็นของสตรีชุดครามดังขึ้น ดวงตาที่ใสราวแก้วของนาง บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็คมดาบแหลมคมจ้องมองไปยังพี่รองของตัวเอง
บุรุษในชุดเขียวส่งยิ้มแห้งเป็การตอบกลับ จากนั้นบุรุษร่างกายกำยำะโขัดออกมา ทำให้เวลานี้ดวงตาทั้งแปดคู่ จับจ้องมาอยู่ที่มันเพียงคนเดียว “ทารกน้อยคนนี้มีคุณสมบัติที่จะเรียนรู้ ‘กายาเทพอสูร’ ของข้ามากกว่าที่จะสืบทอดวิชาวิ่งหนีของน้องสี่ เขาจึงเหมาะที่จะสืบทอดสมญานามของอสูรคลั่งต่อไป”
“ถ้าวิชาของข้านับเป็วิชาวิ่งหนี แล้ววิชาของท่านต่างอันใดกับกระสอบทรายไว้ให้ผู้อื่นซ้อมมือละ??” ชายชุดดำถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ได้ยินดังนั้นบุรุษร่างกายกำยำเพิ่มโทนเสียงหนักขึ้น โดยปกติมันเป็คนที่มีนิสัยใจร้อนเป็ทุนเดิม มาตอนนี้ยิ่งถูกยั่วยุด้วยคำพูด โทสะและความเกรี้ยวกราดจึงมากล้นแสดงออก
“กระสอบทรายแล้วเป็อย่างไร?? ข้าหวงหลงเพียงแค่ยืนอยู่กับที่ ศัตรูที่โจมตีเข้ามาจักต้องตกตายด้วยแรงสะท้อนของวิชาตนเอง ส่วนวิชาของเ้านับเป็วิชาปาหี่ ที่นักแสดงเร่ร่อนตามท้องถนนชอบใช้กัน ะโไปะโมา หายตัววิบวับเท่านั้นเอง”
“พี่สาม ท่านกล้ากล่าวว่า วิชาของข้าเป็วิชาปาหี่เชียวรึ!!!” ชายชุดดำะโใส่พี่ชายร่วมสาบาน
ในพื้นที่ราบภาคกลาง ถ้ามีผู้ใดบอกว่า ‘ก้าวิญญาไร้เงา’ เป็วิชาตัวเบาอันดับสอง จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าพูดว่าวิชาตัวเบาของตนเองเป็ที่หนึ่งเด็ดขาด แต่เวลานี้พี่สามของมันได้เอามาเปรียบเทียบกับการแสดงปาหี่ แล้วจูซ่งจะไปสามารถระงับโทสะลงได้อย่างไร!!!
เห็นอีกฝ่ายมีโทสะ มันเองก็มีโทสะ หึ!! บุรุษร่างกำยำเค้นเสียงในลำคอพร้อมกับเร่งเร้าลมปราณในร่างออกมา “แล้วเ้าจะทำไม ตัวข้าคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น หากเ้า้าให้พี่สามคนนี้สั่งสอนก็เข้ามาได้เลย”
“ถ้าต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม ก็อย่าได้โทษน้องสี่คนนี้ละ!!!” ชายชุดดำเปี่ยมไปด้วยโทสะ โคจรลมปราณสีดำไปที่ฝ่ามือหมายจะตบสั่งสอนพี่สามของมันสักตั้งหนึ่ง
ทว่า...ทันใดนั้นบุรุษชุดเขียวเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสอง “น้องสาม น้องสี่ พวกเ้าใจเย็นก่อนๆเถอะ อย่าได้ทะเลาะกันเองเลย มามามา...เื่ที่พวกเ้าทั้งสองคนถกเถียงกันนั้น พี่รองคนนี้จะตัดสินใจแทนพวกเ้าเอง ในเมื่อวิชาของ น้องสาม เน้นไปทางความแข็งแกร่งของร่างกายเป็หลัก ส่วนวิชาของ น้องสี่ เน้นที่ความรวดเร็ว ว่องไว ทั้งสองล้วนเป็วิชาที่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผาและรวดเร็วว่องไวดุจสายฟ้า ถ้าหากจะให้ทารกน้อยผู้นี้ได้ฝึกฝน พี่รองเห็นว่าจำเป็ที่จะต้องเรียนรู้ทั้งสองวิชาควบคู่กันไป ห้ามฝึกวิชาของใครคนหนึ่งเด็ดขาด!!” บุรุษชุดเขียวเน้นย้ำด้วยถ้อยคำสุดท้าย
คล้ายจะล่วงรู้ในความคิดของพี่รอง สตรีชุดครามแย้มยิ้มพร้อมถามออกไป ไม่คล้ายสงสัย แต่้าให้อีกฝ่ายได้พูดในสิ่งที่คิดมากกว่า “พี่รองเหตุใดถึงกล่าววาจาเช่นนี้ละ??” ตัวนางนั้นไม่เคยเชื่อเลยว่าพี่รองที่รู้จัก จะแสดงตัวเป็กลางออกมาห้ามความขัดแย้งระหว่างพี่สามและพี่สี่โดยไม่มีเป้าหมายอื่น
“ฮะฮาฮ่าๆ ก็วิชากายาเทพอสูรของน้องสามเป็ดั่งกระสอบทรายให้ศัตรูซ้อมมือ เมื่อถูกซ้อมจนน่วมแล้วถึงคราวต้องหนี จะต้องวิ่งให้เร็วด้วยก้าวิญญาไร้เงาของน้องสี่ เช่นนั้นแล้วถ้าขาดวิชาใดวิชาหนึ่งไป จะทำให้ชีวิตตกอยู่ในอันตรายได้” คำพูดเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการโยนน้ำมันเข้าไปในกองไฟ
“ไอ้เฒ่าพิษ!!! ท่านว่ายังไงนะ” ความโกรธของอสูรคลั่งและทูตมรณะ
อยู่ในจุดที่ใกล้ปะทุออกมาได้ทุกเวลา ตอนนี้พวกมันทั้งคู่เรียกพี่รองของตัวเองว่า ‘เฒ่าพิษ’ แทนคำกล่าวด้วยความเคารพเหมือนทุกครั้ง
“เมื่อพวกท่านทั้งสาม้าที่จะทะเลาะกัน ข้าไม่สนใจ ข้าจะพาทารกน้อยคนนี้กลับไปที่ตำหนักภูตเหมันต์” เมื่อสิ้นเสียงของสตรีชุดคราว อุณภูมิรอบตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ชั้นน้ำแข็งบางๆเกาะกุมในอากาศจนกลายเป็หิมะ ปราณหยินบริสุทธิ์กระจายปกคลุมทั่วชั้นฟ้า
“น้องห้า ถ้าเ้า้าแบบนี้ พี่สามก็จะไม่ขัดศรัทธา” อสูรคลั่งเร่งลมปราณและชกออกไปโดยที่ตัวมิได้ขยับ
ปัง!!! หมัดจักรพรรดิอสูรทุบทำลายชั้นน้ำแข็งจนแตกสลาย แต่ถึงกระนั้นสตรีในชุดครามก็มิได้หันกลับมามอง นางยังคงก้าวเดินออกไปอย่างไม่สนใจ พร้อมกันนั้นละอองน้ำแข็งที่แตกสลายได้รวมตัวขึ้นใหม่กลายเป็เกราะป้องกันอีกครั้ง
“เ้าจะไปไหนก็ได้ แต่วางทารกน้อยของข้าเอาไว้ที่นี่!!!” ชายชุดดำสะบัดแขนเสื้อออกไป กระแสปราณพุ่งเข้าปะทะกับชั้นน้ำแข็งและหมัดจักรพรรดิอสูร
เห็นภาพเช่นนั้น บุรุษชุดเขียวกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม “วันนี้พี่รองคงต้องสอนบทเรียนให้แก่น้องๆทั้งสามคนแล้วว่าการเคารพผู้าุโนั้นเป็อย่างไร?” สิ้นเสียงกล่าว สองนิ้วของบุรุษผู้นี้คีบขวดโอสถสีใสเอาไว้ จากนั้นได้โยนออกไปและใช้ปรายนิ้ว ชี้ไปยังกระแสปราณทั้งสามสายที่กำลังเข้าปะทะกันอยู่กลางอากาศ
ลมปราณสีเขียวพวยพุ่งออกจากนิ้วผสานเข้ากับของเหลวในขวดโอสถ และบดขยี้กระแสปราณทั้งสามสายทันที
“กัดกินเทวะ!!” สตรีชุดครามหรี่สายตามอง จากนั้นนางวาดมือไปที่ร่างของทารกน้อย ปรากฏผนึกแก้วสีครามปกคลุมไปทั่วร่างกายมิให้ได้รับผลกระทบจากการปะทะครั้งนี้
“นี้คือพิษกัดกินเทวะที่เลื่องลือสินะ ใช้ลมปราณที่แข็งแกร่งผสานเข้ากับพิษร้ายแรง แต่แล้วมันจะสักเท่าไรกันเชียว??” ชายชุดดำแค้นเสียงออกมาเบาๆลมปราณสีดำทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนแทบจะกลืนกินพลังปราณทั้งสามสายมาไว้ในตัว
“น้องสาม ข้าว่าฝีมือของเ้าตกลงไปเยอะเลยนะ” สิ้นเสียงกล่าว เปลวเพลิงสีทองกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นและโหมกระหน่ำราวกับจะแผดเผาความมืดมิดให้สลายหายไป
ปราณเพลิงอสูร ปราณิญญาทมิฬ ปราณหยินบริสุทธิ์ และ ปราณพิษกลืนเทวะ ลมปราณทั้งสี่สายได้เข้าปะทะกันในอากาศอย่างบ้าคลั่ง ทั้งรุกและรับราวกับมีชีวิตเป็ของตนเอง
ไม่มีผู้ใดขยับตัวแม้เพียงก้าวเดียว และถึงจะเป็การปะทะกันของพลังปราณเพียงอย่างเดียว แต่ก็มากพอที่จะทำให้สัตว์อสูรโดยรอบส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยความหวาดกลัว
ทั้งสี่คนไม่มีท่าทีจะโอนอ่อนให้กันเลย มีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไป และเมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้ชนะยังยากที่จะปรากฏ ทั้งสามคนจึงมีความเห็นตรงกัน ‘คนที่ควรจะพ่ายแพ้เป็คนแรก’ คือผู้ที่มีสิทธิ์ในตัวของทารกน้อยมากกว่าใครเพื่อน นั้นก็คือ ผู้ที่พบเจอ
เห็นว่าทั้งสามคนกำลังมุ่งเป้ามาที่มัน ชายชุดดำหันไปกล่าวออกกับบุรุษชุดขาว “พี่ใหญ่ ท่านให้สัญญากับข้าแล้วนะ จะผิดสัญญางั้นรึ??!!!”
ในตอนนี้บุรุษที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ หาได้สนใจในการต่อสู้แม้แต่น้อย สายตามองไปยังเด็กทารกในมือของน้องห้าและคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และเมื่อเสียงของน้องสี่ดังเตือนสติให้ตื่นจากห้วงความคิด มันจึงระบายลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจ
มันรู้ถึงนิสัยน้องร่วมสาบานทั้งสี่คนเป็อย่างดี ก่อนที่จะมาสาบานเป็พี่น้องและเร้นกายมาอยู่ในป่านรกดำ พวกมันทุกคนล้วนเป็ยอดคนในพื้นที่ราบกลางด้วยกันทั้งสิ้น
เฮ้อ...บุรุษในชุดขาวระบายลมหายใจออกมาเป็ครั้งที่สอง จากนั้นเขายกมือขึ้นช้าๆ ปรากฏ ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งเข้าใส่พลังปราณทั้งสี่สายที่กำลังปะทะกันอยู่ในอากาศ เพียงแค่ชั่วอึดใจ ปราณทั้งสี่สายแตกสลายหายไปอย่างไร้ร่องลอย
“พวกเ้าสี่คนหยุดได้แล้ว เหตุใดต้องใช้กำลังเข้าตัดสิน พี่ใหญ่ขอสั่งให้พวกเ้าทั้งหมดเข้าไปตกลงกันในตำหนักภูตกระบี่” บุรุษในชุดขาวกล่าวเสียงแข็ง จากนั้นมันเดินหายเข้าไปในตำหนักสีขาวที่ตั้งอยู่ใจกลางระหว่างสี่ตำหนัก
...
...
ภายในห้องโถงกลางของตำหนักภูตกระบี่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ทั้งสี่คนถลึงตามองกันและกันด้วยความโกรธ หาได้มีผู้ใดยอมหลบสายตา เห็นได้ชัดว่า พวกมันไม่มีทีท่าจะโอนอ่อนให้แก่กันเลย
"พี่ใหญ่ท่านเองก็ได้ให้สัญญากับข้าแล้ว เหตุใดถึงรวมหัวกันรังแกข้าเล่า??" บุรุษชุดดำกล่าวออกด้วยความรู้สึกหงุดหงิด
"น้องสี่ พี่ใหญ่เองก็ลำบากอยู่ใจไม่น้อย เ้าย่อมรู้จักนิสัยของพวกเขาดีไม่แพ้ข้า" ทุกครั้งบุรุษชุดขาวจะเป็ผู้ตัดสินใจในทุกเื่อย่างเด็ดขาด มันเป็พี่ใหญ่ที่ได้รับความเคารพจากน้องทั้งสี่คน เมื่อมันพูดทุกคนย่อมต้องฟัง ทว่าครั้งนี้กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมตัดสินใจและคลายความขัดแย้ง
บุรุษชุดเขียวครุ่นคิดอย่างหนักในหัว ก่อนจะเป็คนแรกที่ยอมเจรจาต่อรอง ยื่นข้อเสนอออกไป “น้องสี่ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่?? ถ้าเ้ายอมยกทารกน้อยผู้นี้ให้แก่พี่รอง พี่รองจะให้ 'โอสถทิพย์เมฆทมิฬ' แก่เ้า โอสถเม็ดนี้ช่วยให้เ้าไปอยู่ในขั้น9ได้แน่นอน''
สตรีชุดครามเห็นถึงความเ้าเล่ห์ของพี่รอง นางรีบยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่ายเช่นกัน
“พี่สี่ ข้าจะให้แก่นชีวิตอสูร์ขั้น9 มันย่อมดีกว่าโอสถที่ไม่รู้ว่าจะใช้การได้หรือเปล่าของพี่รองเป็แน่”
ได้ยินเช่นนั้น บุรุษร่างกายกำยำก็ไม่ยอมแพ้ เห็นทั้งสองยื่นข้อเสนอแล้ว มันจะนิ่งเฉยได้อย่างไร “น้องสี่เพียงแค่เ้า มอบทารกน้อยคนนี้ให้ข้า พี่สามจะยอมถอด 'เกราะอสูรทมิฬ' ที่สวมใส่อยู่เป็ประจำให้เ้าเป็ของขวัญเอง”
พวกมันทั้งสามตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง สายตาจ้องมองไปที่บุรุษชุดดำราวกับกำลังรอฟังคำตอบว่าอีกฝ่ายจะเลือกรับข้อเสนอของใคร
“นี้พวกท่าน เหตุใดถึงไร้ยางอายเช่นนี้!!!” ชายชุดดำยืนนิ่งหมดคำพูดในความหน้าหนาของพี่น้องร่วมสาบานทั้งสามคน
แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า ของวิเศษทั้งสามชิ้นที่ถูกเสนอให้แก่ชายชุดดำ มีค่ามากเกินกว่าที่จะประเมินได้ เพียงแค่มันปรากฏในพื้นที่ราบภาคกลาง ก็สามารถเป็เหตุชนวนให้เกิดาระหว่างอาณาจักรได้แล้ว
เมื่อน้องสี่ของมันยังไม่ตัดสินใจกอปรกับการที่บุรุษชุดขาวเสมือนคิดบางสิ่งออก จึงรีบกล่าวห้ามก่อนที่เื่ราวจะบานปลายไปมากกว่านี้ “ทารกน้อยผู้นี้มีร่างกายที่เปี่ยมด้วยพร์จริงๆ แต่เพื่อมิให้พวกเราพี่น้องต้องทะเลาะกันไปให้มากความ พี่ใหญ่มีความเห็นว่า พวกเราทั้งห้าคนมีสิทธิ์และเหมาะสมยิ่งนัก ที่จะถ่ายถอดวิชาทั้งหมดให้แก่เขา เราทั้งห้าจะรับเขาเป็บุตรบุญธรรม พวกเ้ามีความเห็นตรงกันหรือไม่??”
ทั้งสามคนฟังข้อเสนอด้วยสีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นความกดดันที่แผ่ออกมาค่อยๆลดลงก่อนจะเป็บุรุษร่างกายกำยำที่ได้กล่าวออกเป็คนแรก “เป็ความคิดที่ดี พี่ใหญ่ข้าเห็นด้วยกับท่าน” มันจะไม่เห็นด้วยได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่พี่ใหญ่กล่าวออกมาเป็ทางออกที่ดีที่สุด มีสิทธิ์ในตัวทารกและไม่ต้องเสียเกราะอสูรทมิฬ ไม่มีทางออกใดที่วิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว
“ตกลงข้าเอาตามความเห็นของพี่ใหญ่” อีกสองคนพูดขึ้นอย่างพร้อมเพียง
ชายชุดดำมองไปยังพี่ใหญ่ของมันที่กำลังสงบนิ่ง ราวกับว่าเขามิได้มีความสนใจใดๆในตัวของทารกน้อยผู้นี้ ทว่าในใจของชายชุดดำเข้าใจดี ‘ข้าเป็คนพบเจอทารกน้อยแท้ๆ เฒ่าชราหนอเฒ่าชรา คิดแผนการให้เราทั้งห้าคนรับเขาเป็บุตรบุญธรรมหมายความว่า ท่านเองก็จะมีผู้สืบสานต่อเพลงกระบี่ ช่างเป็แผนการที่ล้ำลึกเสียจริง ไม่มีผู้ใดที่จะเก็บท่าทีและวางแผนได้แยบยลเช่นท่านอีแล้ว มารู้ตัวตอนนี้ข้าก็ต้องยอมแบ่งทารกออกเป็ห้าส่วน’
หากในตอนนี้มันปฏิเสธข้อเสนอ คงไม่แคล้วเป็ตัวมันที่โดนรุมจากทั้งสี่คนอย่างแน่นอน คิดได้ดังนั้นจึงกล่าวตอบไป “เมื่อพี่ใหญ่พูดเช่นนี้ ตัวข้าจะทำอะไรได้อีก” ชายชุดดำเว้นคำพูดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกแก่ทุกๆคน “ตกลงพวกเราห้าคนมารับเขาเป็บุตรบุญธรรมร่วมกันเถอะ”
บรรยากาศกดดันเมื่อสักครู่จางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีบรรยากาศมาคุเกิดขึ้นมาก่อนเลย ทั้งสี่คนมีสีหน้าแย้มยิ้มในความสุข จะมีก็เพียงชายชุดดำที่ไม่ค่อยยิ้มเหมือนคนอื่น คล้ายกับมันถูกแบ่งอาหารที่กำลังจะเข้าปากออกเป็ห้าส่วน
บุรุษชุดเขียวพลันกล่าวขึ้น “ทารกน้อยคนนี้ยังไร้ชื่อ เราจะเรียกเขาว่าอย่างไรดี”
“เนื่องจาก น้องสี่เป็คนพาทารกน้อยคนนี้มา ให้น้องสี่เป็คนตั้งชื่อเถอะ” บุรุษชุดขาวมองไปทางน้องสี่ ตัวมันรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจเล็กๆจึงได้มอบหน้าที่สำคัญอย่างการตั้งชื่อให้ โดยหวังว่าน้องสี่ของมันจะคลายความรู้สึกลงได้บ้าง
“ให้ชื่อว่า หนิง เทียน ที่หมายถึงความสงบของ์ ข้าอยากให้เขาเป็เหมือนเช่นพวกเรา ที่สามารถหาความสงบสุขในบั้นปลายของชีวิตได้พบ”
“ดี!! ต่อไปพวกเราจะเรียกเขาว่า หนิงเทียน”