ตอนที่ 70 เกล็ดเหมันต์ร่วงหล่น
คว๊าก
แรงเชือดเฉือนสะท้านก้องกัมปนาท กรงเล็บทั้งห้าวาบผ่านอากาศพลางกระแสลมกรรโชกแปรเปลี่ยนให้บรรยากาศโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ทันใดนั้นเองที่เสียงกู่คำรามต่ำของมังกรดังขึ้น อสูรโบราณก็ได้ถูกสบั้นออกเป็นห้าส่วน ดวงตามโหฬารของมันปรากฏอาการหวาดกลัวถึงขีดสุด ยามกระแสพลังแหวกอากาศกระทบเข้ากับพื้นเบื้องล่าง ผืนปฐพีพลันสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว หากมองลงมาจากเบื้องบน ทิวทัศน์เบื้องล่างจะปรากฏรอยตัดผ่านกว้างไกลนับห้ารอย ร่องรอยทั้งห้ากลับสร้างหุบเหวลึกจนมิอาจมองเห็นก้นบึ้งของมัน
อสูรโบราณตกตายอย่างไม่รู้ตัว ความเร็วการโจมตีของชายชราผู้นี้อยู่เหนือล้ำจินตนาการไปมากโข ลาซิเฟียที่ไม่คิดหันมามองต้นตอของความสะพรึงกลัว ในขณะนี้เองที่หญิงสาวหันกายมามองอย่างช่วยไม่ได้ ผืนธรณีห่างออกไปราวสามร้อยเมตร ณ ที่ตรงนั้นได้ปรากฏหุบเหวลึก คู่แววตาสั่นระรัว เส้นขนพลันลุกชูชันด้วยความผวา ชายชราผู้นี้สมควรเป็นตัวตนสะท้านโลกหล้า!!
“เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลยนะ” ชายชรากล่าว ทันทีที่สายตาเคลื่อนมองลงมายังลาซิเฟีย ความรู้สึกประหลาดใจวาบผ่านเข้ามา ผู้ชราเอ่ยต่ออย่างอดไม่ได้ “เจ้าเป็นเทพงั้นรึ? หือ? เจ้านั่นมันตัวอะไร…”
สำหรับลาซิเฟียแล้ว ชายชราแค่เพียงประหลาดใจเล็กน้อย ทว่า ในช่วงเวลาที่สายตาเคลื่อนกายมองกาติรัส ขณะนี้เอง คู่แววตาทั้งสองพลันเบิกโพลงกว้าง กลิ่นโลหิตที่คุ้นเคยทั้งแปดสาย ตัวตนที่แกร่งกล้าค้ำฟ้า แข็งแแกร่งประดุจราชันย์!! โลหิตของเหล่าสัตว์เทพบรรพกาล!!
เป็นที่รู้กันทั่วทั้งโลกต้นกำเนิด ตำนานของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกต้นกำเนิด ด้วยอำนาจเหนือเมฆ สิ่งมีชีวิตทั่วทั้งโลกต้นกำเนิดจึงแต่งตั้งเรียกขานพวกเขาว่า “เก้าเทพบรรพกาล” เทพบรรพกาลกอปรไปด้วยเทพเก้าองค์ หนึ่งในนั้นปรากฏเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่หนึ่ง นามนั้นคือ “จ้าวแห่งมวลมนุษย์” นอกเหนือจากนั้นอีกแปดองค์ ต่างล้วนเป็นสัตว์ทั้งสิ้น สำหรับสายตาของเหล่าผู้คนทั่วไป เทพบรรพกาลย่อมแข็งแกร่งค้ำฟ้าเพียงพลิกฝ่ามือก็สามารถลบหนึ่งเมืองได้อย่างง่ายดาย
เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งทัดเทียมกันทุกองค์ ทว่า ในความจริงแล้ว เทพบรรพกาลที่อ่อนแอที่สุดกลับกลายเป็น “จ้าวแห่งมวลมนุษย์” หากให้เทียบกับเทพแปดองค์ที่เหลือ เทพองค์นี้ถูกกล่าวว่าอ่อนแอหาใดเปรียบ เมื่อวัดตามรากฐานหรือคุณสมบัติและพรสวรรค์ติดตัว จ้าวแห่งมวลมนุษย์มิอาจทัดเทียมกับเหล่าเทพที่เหลือได้ เขาถูกกล่าวขานว่าเทพบรรพกาลเป็นเพราะสมบัติวิเศษที่เขาครอบครองเอาไว้ แต่ละชิ้น ต่างมีความสามารถสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
เนื่องด้วยความต่างชั้น เหล่าผู้คนที่รับรู้เรื่องนี้ ส่วนใหญ่ล้วนไม่นับถือจ้าวแห่งมวลมนุษย์เพราะเขานั้นอ่อนแอโดยธรรมชาติ จึงมีการเรียกขานนามหนึ่ง เพื่อให้เกียรติแก่เหล่าเทพบรรพกาลที่แข็งแกร่งโดยแท้จริง “สัตว์เทพบรรพกาล”
ในขณะนี้เอง เหตุการณ์เบื้องหน้ากลับปรากฏบุคคลผู้หนึ่งที่หลอมรวมเข้ากับโลหิตของเหล่าสัตว์เทพบรรพกาล หยดโลหิตของสัตว์เทพบรรพกาลหนึ่งองค์ยังนับว่าพรจากสวรรค์แล้ว ถึงกระนั้นบุคคลผู้นี้กลับมีโลหิตของสัตว์เทพบรรพกาลถึงแปดองค์!! ร่างกายของมันสมควรแกร่งกล้าไร้เทียมทานกระทั่งรับมือกับผู้คนที่แข็งแกร่งกว่าได้อย่างสบายมือ
ทันใดนั้นเองที่ชายชราพลันขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ท่ามกลางโลหิตที่ส่งกลิ่นอายของเทพบรรพกาลออกมา มันกลับมีโลหิตประหลาดที่แผ่กลิ่นอายออกมาบางเบา เพียงสัมผัสถึงกลิ่นอายนั้น ชายชราพลันขนลุกชูชัน ทั่วร่างสั่นเกร็ง กลิ่นโลหิตนี้ เป็นพลังงานด้านลบอย่างสุดขั้วกระทั่งผู้ชรายังเบิกตาโพลงกว้างปานถลน ผู้ชราได้แต่ครุ่นคิดว่าบุคคลผู้นี้หลอมรวมกับโลหิตประหลาดไปได้ยังไง ภายใต้กลิ่นอายทรงพลัง มันแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงอย่างลึกล้ำ
ลาซิเฟียจ้องมองเรือนร่างของชายชราอย่างโง่งม เธอไม่มีความคิดที่จะวางกาติรัสลง ใบหน้าเซื่องซึมกำลังจะกล่าวออก เธอกลับถูกขัดโดยเสียงหนักแน่นของผู้ชรา “เป็นไปไม่ได้…”
“มังกร ลิเวียธาน พยัคฆ์ขาว เต่าดำ เพลิงอมตะ คชสารเผือก อนันตนาคราช สุวรรณกาย” ชายชราเอ่ยต่อ “ฉไนโลหิตของพวกเจ้าทั้งหมด ถึงหลอมรวมอยู่กับเจ้านั่น… แล้วอีกโลหิตประหลาดนั่นเหล่า มันคือสิ่งใด?”
ลาซิเฟียสีหน้ายิ่งมายิ่งโง่งม เธอฉลาดปราดเปรื่องสมแก่คำ “อัจฉริยะ” หากแต่หญิงสาวกลับไม่สามารถทำความเข้าใจคำพูดของชายชราได้ ถ้อยคำประหลาดที่ชายชราเอ่ยขึ้นคือสิ่งใด? นามเรียกขานหรือ? เจ้านั่น? เขาหมายถึงกาติรัสหรือ?
ลาซิเฟียรู้อยู่เต็มอก เบื้องหน้านั้นสมควรเป็นบุคคลที่ฆ่าดวงตามหึมาไป ถึงกระนั้นชายชราเบื้องหน้ากลับมีเจตนาดี ลาซิเฟียที่หวนถึงคำถามเรื่องหลานสาวของเขา เธอจึงเอ่ยขึ้น “ท่านผู้อาวุโส” น้ำเสียงแหบพร่าอย่างสุดแสนราวกับคนไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะกล่าว
“เจ้าไม่ต้องตอบคำถามผู้ชราแล้ว ผู้ชรารู้ว่าเจ้าจะกล่าวสิ่งใด กลิ่นอายของหลานสาวข้ายังปะปนอยู่บนกายเจ้าอยู่บ้าง ถึงกระนั้นผู้ชราก็คิดไม่ถึงเลยว่าหลานสาวข้าจะช่วยเจ้า ในเมื่อหลาวข้าช่วยเจ้าไว้ ผู้ชราก็ไม่มีเหตุอันใดต้องกระทำการสังหารเจ้า” ชายชราอธิบาย
ลาซิเฟียพลันรูม่านตาหดวูบคราหนึ่ง หลานสาว? หรือเขาจะหมายถึงดรุณีน้อยผู้นั้น? ลาซิเฟียไม่คิดเอ่ยถามอีก หากแต่เธออยากจะขอความช่วยเหลือจากเขา ขอให้เขาช่วยกาติรัส…
“ท่านผู้อาวุโส ได้โปรด…” ถ้อยคำสั้นๆ เธอกลับใช้พลังเต็มสิบส่วนเพื่อจะกล่าวมัน บาดแผลที่แขนกลับไม่ใช่บาดแผลธรรมดา มันกลับแฝงเร้นซึ่งผลพวงภายในอันร้ายกาจ
“ข้ามิอาจยื่นมือเข้าช่วยเจ้านั่นได้ ทว่า หากเป็นเจ้าข้ายินดียิ่ง” ชายชรากล่าวพลางโบกมือ
เพียงพริบตาเดียว รูโบ๋จากการทะลวงผ่านของหลอดเลือดกลับกลายเป็นปกติ โลหิตที่หลั่งไหลพลันหยุดชะงักลง ต่อหน้าชายชราผู้นี้ แค่การโบกมือ บาดแผลจากอสูรโบราณที่มิอาจรักษาพลันถูกรักษาให้หายขาดเป็นปกติ พลังของชายชรายากแท้จะหยั่งถึง
ลาซิเฟียตื่นตะลึงอยู่นาน ทันใดนั้นเองที่หญิงสาวแผดเสียงก้อง “ท่านผู้อาวุโส ได้โปรด---ช่วยชีวิตเขาด้วย”
“ชะตาฟ้าลิขิตไว้แล้ว” ชายชรากล่าวพลางเลือนหายไปกับอากาศธาตุดุจความว่าง
ลาซิเฟียจ้องมองเรือนร่างของชายชราที่หายไปอย่างโง่งมราวกับแสงเทียนมอดดับกลับคืนสู่ความมืดมิด บางคราวสวรรค์ก็ประทานพร บางคราวสวรรค์ก็กลั่นแกล้ง แววตาประหนึ่งปลาตายจ้องมองไปทางถ้ำอย่างไร้ชีวา เธอไม่มีพลังมากพอจะช่วยเหลือเขา มันกลับกลายเป็นความรู้สึกผิดต่อบุรุษคนนี้อย่างใหญ่หลวง
ในช่วงเวลานั้นเองที่หญิงสาวสัมผัสได้ถึงร่างกายของชายหนุ่มที่เบาขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกายของเธอที่ได้รับการรักษา หนำซ้ำ พละกำลังยังเพิ่มขึ้นมาอย่างน่าประหลาด กาติรัสที่เคยหนักยิ่งดุจขุนเขา ตอนนี้ น้ำหนักได้ลดลงไปกว่าแปดส่วน เธอยังคงเดินมุ่งหน้าไปทางถ้ำอย่างมุ่งมั่น ทุกวินาทีต่างสดับหูฟังหัวใจที่เต้น ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก เสียงนี้กลับกลายเป็นความหวังเดียวของเธอ
“อย่าตายนะ…”
ในที่สุด ลาซิเฟียก็แบกกาติรัสเข้าตัวถ้ำได้สำเร็จ เธอยังคงแบกเขาต่อไปอีก เดินเข้าลึกไปในตัวถ้ำราวสามร้อยเมตร ก่อนวางชายหนุ่มลง ใบหน้าของเธอดูราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ ทว่า ยิ่งเธอจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มนานขึ้นเพียงใด ความทรงจำเก่าก็เริ่มผุดขึ้นมา สำหรับลาซิเฟียแล้ว การอยู่กับกาติรัสคงเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขที่สุด ตลอดสิบภพชาติ เธอไม่เคยรู้สึกสงบและปลอดภัยได้ถึงเพียงนี้มาก่อนกระทั่งเวลานอน เธอยังจำเป็นต้องตื่นตัวอยู่เสมอ
ครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หญิงสาวกัดริมฝีปากอย่างเจ็บใจ หยดน้ำตาเริ่มพร่างพรมอาบใบหน้าขาวนวลดั่งน้ำนม
“ทำไมกัน---ทำไมท่านถึงทำดีกับข้า ข้าไม่เข้าใจเลย… ผู้คนทั้งหมดต่างคาดหวังในผลประโยชน์กันทั้งนั้น ในแววตาของท่าน มันกลับเป็นความเมินเฉยต่อข้า ไม่สนใจในตัวข้า แล้วทำไม---ท่านทำดีกับข้าไปทำไมกัน…"
“ทั้งการรักษาบ่อกักเก็บพลังเวทย์ ทั้งงานรื่นเริง ทั้งงานประลอง เพื่อสิ่งใด… ท่านปรารถนาในสิ่งใด…”
…
ณ มิติภูเขาศตวรรษ ณ ทิศตะวันออก
ในช่วงเวลานั้นเองที่เหมันต์ต่างเริ่มร่วงหล่นจากฟากฟ้า หมู่เมฆาเริ่มก่อตัวบดบังน่านนภากระจ่างใสกลับคืนสู่ใต้เงาร่มอันดำมืด ความหนาวเย็นพลันทะยานขึ้นอย่างสูงล้ำ ความหนาวเย็นเสียดแทงกระดูกกลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกดุจขุมนรกน้ำแข็ง หนาวเหน็บจับจิต ม่านพลังเวทย์ที่โอบคลุมไว้รอบกายมิอาจต้านทานความเย็นนี้ได้อีกต่อไปราวกับถูกน้ำแข็งทิ่มแทงร่าง
“หนาวอะไรถึงเพียงนี้” ปรมาจารย์โชลิชกล่าว ในขณะที่กล่าวคำนั้นเอง ลมหายใจต่างปรากฏกลุ่มไอเย็นจำนวนมาก
ทันทีที่ปรมาจารย์ธูมัสสัมผัสถึงอุณหภูมิที่ลดฮวบในฉับพลัน ชายชราเร่งร่ายบทเวทย์ “ม่านล้อมอัคคี”
บังเกิดกำแพงไฟโอบล้อมทั่วทั้งสารทิศ ในวงล้อมเหล่านั้น ต่างมีเหล่าปรมาจารย์และศิษย์อยู่ เปลวเพลิงที่สมควรให้ความรู้สึกร้อนระอุดั่งตกกระทะไฟ ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นเปลวเพลิงที่ให้ความอบอุ่นร่างกาย
“ฝู่ชิง… ห้วงมิติเสถียรอยู่นานมากแล้ว เจ้าไม่คิดจะเจาะผ่านมันใหม่หรือ” ปรมาจารย์ยูไคกล่าวพลางเดินเข้าหาเหมยหลินที่กรีดร้องไม่หยุดหย่อน โลกแห่งความเงียบงันได้ทำให้หญิงสาวปกติคนหนึ่งเกือบกลายเป็นคนบ้า
“จริงดังเจ้าว่า ข้าจะลองพยายามดูอีกครั้ง” ปรมาจารย์ฝู่ชิงกล่าวจบพลันเร่งเจาะมิติทันที
ปรมาจารย์ธูมัสที่ยืนมองเกล็ดหิมะร่วงโรย ร่างกายพลันสั่นสะท้านอย่างไม่รู้ตัว ถ้อยคำที่ฝังลึกลงไปข้างในได้ผุดขึ้นมมา “ยามใดที่หมู่มวลเมฆก่อตัวกันจนบดบังน่านนภาจนไร้แสงทอส่องสู่ผืนธรณี สรรพสัตว์นับล้านตัวจะตื่นขึ้นจากการจำศีลจากห้วงกาลนาน ไล่กวาดล้างทุกชีวิตจนกลับสู่การดับสูญและเริ่มนับหนึ่งใหม่ตามกฏสังสารวัฏดังเดิม”
“ฟู่… ยิ่งคิดข้ายิ่งขนลุก ตำนานนั่นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่กันนะ”
…
ณ มิติภูเขาศตวรรษ ณ ที่ไหนสักแห่ง…
บนยอดเขาสูงชันเสียดฟ้า ปลายสุดขอบเหวปรากฏเรือนร่างของดรุณีน้อยผู้หนึ่ง ผ้าอาภรณ์สีดำขลับ ผมสีดำยาวสยายพริ้วไหวตามสายลมบาง ผิวขาวผ่องดุจหยกชิ้นงาม นัยน์ตาคู่บริสุทธิ์จ้องมองทิวทัศน์เบื้องล่าง เด็กสาวลอบเผยยิ้มบาง
“พี่สาวปลอดภัยดี น้องสาวคนนี้ค่อยโล่งอกขึ้นมาหน่อย ในเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงเพียงนี้ น้องสาวผู้นี้ก็มิอาจยื่นมือเข้ายุ่งกับชะตาลิขิตฟ้าได้อีกต่อไป” ดรุณีน้อยกล่าวพลางหันกายกลับ ในช่วงเวลานั้นเองที่ห้วงมิติได้เปิดออก “ไว้เจอกันใหม่นะ พี่สาว…”
เด็กสาวพลันย่างกรายเข้ามิติและหายวับไป
…
ณ มิติภูเขาศตวรรษ ณ ทิศใต้
เกล็ดเหมันต์ร่วงหล่นจากเบื้องบน ยิ่งมายิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ มวลหิมะเบื้องล่างที่สลายหายไปหลายส่วนเริ่มถูกเติมเต็มจากเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมา อุณหภูมิภายนอกพลันลดฮวบลงอย่างน่าตื่นตะลึง การลดลงของอุณหภูมิในฉับพลันกลับยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของมัน ความเย็นยิ่งมายิ่งหนาวเหน็บขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ
เริ่มจินตนาการไม่ออกแล้วว่าอุณหภูมิที่กำลังลดฮวบลง มันจะไปหยุดลงที่ตรงไหน เนื่องด้วยความหนาวเย็นในคราวนี้ เพียงคนธรรมดาย่างกรายเข้ามาล้วนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งและตกตายในทันที ท่ามกลางบรรยากาศดุจขุมนรกน้ำแข็ง ถ้ำแห่งนี้กลับไม่ได้รับผลกระทบอันใด หนำซ้ำ ภายในถ้ำยังคงแผ่ซ่านความอบอุ่นบางเบาออกมา อำนาจวิเศษนี้ย่อมเป็นอำนาจพลังของสิ่งของที่ลาซิเฟียกำลังตามหาอยู่
ลาซิเฟียรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างสุดแสน หญิงสาวแนบกายพิงอกของชายหนุ่มปรากฏรอยคราบน้ำตากระทั่งเธอยังไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุใดถึงร่ำร้องออกมา มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่เธอก็มิอาจเข้าใจว่ามันคืออะไร ดวงจิตสั่นกระเพื่อมไม่หยุด ไม่อาจทำใจให้สงบได้เลย
ลาซิเฟียที่นอนฟังหัวใจของกาติรัสเต้น ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ใบหน้าของหญิงสาวคล้ายผ่อนคลายลง ใบหน้าปรากฏอาการง่วงปนอ่อนเพลีย หญิงสาวแนบอิงฟังหัวใจของชายหนุ่มอยู่ตลอดเวลาไม่พักช่วง เธอกลับพบว่า ตอนนี้ทั้งหัวใจของเขาและเธอ ต่างเต้นในจังหวะเดียวกันด้วยความพร้อมเพรียง ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รอยยิ้มเปี่ยมสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้า สองตาค่อยๆปิดลง ภาพเบื้องหน้ากลับกลายเป็นความมืดสนิท
หญิงสาวยังรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าเหลือเชื่อภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แผลทั่วร่างของกาติรัสเริ่มสมานตัว โลหิตที่หลั่งไหลดั่งสายธารพลันสงบลง ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมา
ในช่วงเวลานั้นเองที่ผืนปฐพีเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย ปล่อยเวลาไหลผ่านนานเท่าใด แรงสั่นสะเทือนยิ่งตามมามากขึ้นเท่านั้น ลาซิเฟียที่หลับสนิทในอ้อมอกของชายหนุ่มพลันสะดุ้งโหยง ไม่ทราบว่านานเพียงใดแล้วที่เธอไม่ได้หลับสนิทถึงขนาดนี้ การตื่นตัวตลอดเวลากระทั่งเวลานอน มันกลายเป็นปราการธรรมชาติของเธอไปแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นข้างนอก…” ลาซิเฟียกล่าวพลางจ้องมองออกไปนอกถ้ำ เพียงพริบตา รูม่านตาพลันหดรีดเล็กน้อยก่อนเรือนร่างสตรีจะพุ่งทะยานออกไปข้างนอกอย่างเต็มกำลัง ภายใต้สัมผัสการตรวจจับของเธอ กลับพบสิ่งมีชีวิตที่กำลังรุดหน้าตรงมาทางนี้ จำนวนของมันมีมากจนน่าเหลือเชื่อ
ทันทีที่เธอย่างกรายออกจากตัวถ้ำ เกล็ดเหมันต์พลันร่วงหล่นกระทบตัวของเธออย่างอ่อนโยน อุณหภูมิที่ต่ำสุดขั้วนี้กลับไม่ได้ทำให้ลาซิเฟียรู้สึกหนาวเย็นแม้แต่น้อย เธอนั้นก้าวข้ามขอบเขตเลเวลหมื่นไปแล้ว ด้วยเลือดเนื้อเชื้อไขของทวยเทพ หญิงสาวผู้นี้มิอาจนำไปเปรียบเทียบกับมนุษย์ทั่วไป
เพียงพริบตาที่ภาพเบื้องหน้าปรากฏ ลาซิเฟียพลันเบิกตาโพลงโตอย่างโง่งม ในครรลองสายตา ปรากฏสิ่งมีชีวิตนับหมื่น ไม่สิ… มันมากกว่านั้น เบื้องหลังของมันกลับปรากฏสัตว์อสูรมากมายเกินคณานับปกคลุมเบื้องหลังจนมิอาจมองเห็นสิ่งใดได้อีกนอกจากดวงตาสีแดงฉานที่มองตรงมาทางนี้ ทุกตัวล้วนปกคลุมไปด้วยขนดกสีเงิน แววตาดุร้ายนับหมื่นจับจ้องมายังลาซิเฟีย เต็มไปด้วยเจตนาแห่งการฆ่าฟัน
“ปล่อยผ่านไม่ได้---เขายังอยู่ข้างใน…”
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:7,111 พลังกาย:1,067,889 พลังเวทย์:2,142,198 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ