ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 24-1 (เล่ม 2): ลานประชาธิปไตย2

            ประสิทธิออกไปประสิทธิออกไป ประสิทธิออกไป

            คนกลุ่มหนึ่งราว 20 คนตะโกนซ้ำๆ เรียกความสนใจจากประชาชนที่ยืนรอบ ๆ ได้เป็นอย่างดีสัญลักษณ์ที่ชูสามนิ้วเหนือศีรษะเห็นได้ชัดเจน ทว่าบรรยากาศกลับดูแปลกพิลึกคนหัวแถวมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ขณะที่คนท้ายแถวกลับรำวงอย่างสนุกสนานผมรีบยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายเก็บไว้ ตั้งใจจะส่งให้อิสราดูในภายหลังเธอเคยสอนผมว่าถ้าเจออะไรแปลก ๆ ต้องรีบเก็บหลักฐานไว้ก่อน

            ผมรู้ว่าม็อบกำลังขับไล่ชายคนหนึ่งซึ่งผมรู้ว่าคือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันแต่สิ่งที่ผมประหลาดใจคือสัญลักษณ์การชูสามนิ้วในยุคนี้ยังมีอยู่เหรอมันไม่น่าแพร่หลายเพราะตั้งแต่สรุปข่าวมาผมเพิ่งมาเห็นด้วยตาตนเองในที่นี้มันเริ่มจากกลุ่มการเมืองที่ตั้งขึ้นในปี 2020 ที่ผมจากมาโดยมีนัยหมายถึงการต่อต้านอำนาจเผด็จการของนายกที่สานต่ออำนาจมาจากการรัฐประหารผมเคยอ่านบทความเรื่องหนึ่งที่มีนักวิชาการพยายามค้นหาจุดสิ้นสุดของวัฒนธรรมชูสามนิ้วแต่ก็หาคำตอบไม่ได้ หรือว่ามันจะไม่เคยหายไปตั้งแต่แรก

            ทันใดนั้นผมก็ฉุกคิดได้เมื่อเห็นป้ายที่ขบวนถือมาด้วยมันเป็นจอภาพที่ตั้งเวลาให้ข้อความเปลี่ยนเป็นอันใหม่ทุกๆ ห้านาที แต่ละภาพมีการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ้ำไปมาแบบเดียวกับภาพนามสกุล GIF ทำให้ดูน่าสนใจเหมือนภาพมีชีวิตมีภาพหนึ่งที่เป็นรูปถ่ายหน้าตรงนายกประสิทธิกำลังฉีกยิ้มกว้างแล้วจู่ก็แลบลิ้นเล่นหูเล่นตาเหมือนเป็นตัวตลก ผมเคยเห็นพวกรูปภาพล้อเลียนในม็อบมามากยกให้ภาพพวกนี้เล่นกันแรงเป็นอันดับต้น ๆ ผมส่ายหน้าอย่างสะเทือนใจมากกว่าขำขัน นี่สินะผลของอิสรภาพที่ไร้ขอบเขตเมื่อไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ มาควบคุม มนุษย์ก็มีพฤติกรรมหยาบช้าแบบนี้แหละผมไล่อ่านข้อความบนป้ายทีละอัน

            หยุดเอาภาษีคนรวยไปปรนเปรอชนชั้นปรสิตที่เกาะกินประเทศ

            เกิดเป็นคนรวยทำไมต้องซวยซ้ำซ้อน

            คืนทรัพย์สินคืนแผ่นดิน ให้เจ้าของเดิม

            “เดี๋ยวนะ อันนี้มันคนละม็อบกับสมัยยุคฉันนี่”ผมกระซิบบอกธรณี แล้วรอให้ขบวนผ่านไปหมดก่อนจึงถามเพื่อนให้กระจ่าง

            “ใช่ กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า สามองค์ซึ่งหมายถึงชาติ ผู้นำ และผู้คน เอาสัญลักษณ์เดิมที่คนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมทุนนิยมเดิม ที่เคยฮิตช่วงสั้น ๆ เมื่อห้าปีก่อน กลับมารีแบรนด์ใหม่ไม่เคยเห็นนานแล้วนะ” ธรณีอธิบาย

            ตอนนี้ผมสับสนในความมั่วซั่วปะปนกันไปหมดของยุคสมัยสิ่งที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายซ้ายก็กลับมาเป็นฝ่ายขวา โลกนี้ช่างกลับตาลปัตร ม็อบสามนิ้วเปลี่ยนมาขับไล่นายกรัฐมนตรีจากพรรคฝ่ายซ้ายกลางต่อต้านแนวคิดการเก็บภาษีคนรวยเพื่อเป็นสวัสดิการให้คนจนและเรียกร้องการคืนอำนาจให้ราชวงศ์และขุนนาง ถ้าผมจะเห็นอะไรที่พิสดารกว่านี้ก็คงไม่แปลกใจอีกแล้วผมรีบเร่งฝีเท้าออกห่างจากความสับสนวุ่นวายนั้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

            ในที่สุดพวกเราก็เดินมาถึงจุดที่เป็นทางสามแพร่งธรณีชี้ไปทางซ้าย ซึ่งมีป้ายเขียนว่าทางไปเวทีหมายเลข 1-10 ผมได้ยินตอนที่ไมตรีมอบหมายงานให้อิสรามาบางส่วนภารกิจที่ไปฟังการพูดของกลุ่มปลดแอก เรื่องการเรียกร้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ณเวทีหมายเลข 21น่าจะล่วงเลยไปแล้ว ตอนนี้เธอน่าจะทำข่าวอยู่ที่เวทีหมายเลข 13 ซึ่งต้องเลี้ยวขวา

            “เดี๋ยวเราไปฟังเวทีนั้นนะเราแยกย้ายกันตรงนี้เลยแล้วกัน” ธรณีบอกผม สีหน้าตื่นตาตื่นใจแค่ได้ยินเสียงผู้พูดปราศรัยเรื่องปัญหาค่าครองชีพแพงผมงงว่าทำไมเขาถึงอิดออดที่จะมาพื้นที่นี้ตั้งแต่แรกทั้งที่พอเข้ามาจริงแล้วตาลุกวาวยิ่งกว่าผมอีก เขาบอกว่าคงอยู่ที่นี่ทั้งวันจะแยกกันกลับเลยก็ได้

            “ท่านจะไปฟังเวทีไหน” ผมถามไปงั้น ๆเดาเล่น ๆ ว่าเพื่อนจะบอกมาหลายเลข แล้วก็ไม่ผิดคาด

            “เวทีหมายเลขสามกลุ่มแก่นแท้แล้วก็เวทีหมายเลขห้ากลุ่มก้าวหลัง ก็น่าสนใจแล้วก็เวทีหมายเลขหกลัทธิบทบาทหน้าที่...” ธรณีตอบให้ผมฟังไล่วนไปจนเกือบครบทุกเลขเลย ถ้าบอกว่าไม่ฟังเวทีไหนบ้างน่าจะง่ายกว่าผมไม่อยากเชื่อว่าลัทธิประหลาดที่รู้จักจากการทำข่าวอย่างลัทธิบทบาทหน้าที่หรือลัทธิสภาวะธรรมชาติจะมีตัวตนจริงๆ แถมได้พูดอย่างอิสระเสรีในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้

             

            ผมแยกทางจากธรณีแล้วเลยต้องเปิดแผนที่ในมือถือโดยใช้แอปเนวีเจ้าเก่ามันนำทางผมมาถึงทางแยกย่อยอีกสองครั้ง จึงไปเจอที่ตั้งของเวทีหมายเลข 13 ผมยืนยันตัวเลขจากป้ายที่เขียนอยู่ข้างทางและอยู่บนฉากของเวที เมื่อคืนนี้ผมศึกษาข้อมูลมาบ้างแล้วเช้านี้กลุ่มอิสระเสรีนิยมเป็นผู้จับจอง แม้จะฟังชื่อดูวิจิตรเพียงใดแต่มันก็คือผู้สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมใหม่[1]นั่นแหละ รูปแบบของเวทีจัดแบบเดียวกับที่ผมเคยเห็นครั้งก่อนเป็นอัฒจันทร์ที่เป็นหลุมลึกเข้าไป โดยมีผู้พูดยืนอยู่ตรงกลางชั้นล่างสุดการจัดเวทีรูปแบบนี้คงเป็นมาตรฐานสำหรับคนยุคนี้ ผมเอ่ยปากชวนเขาตั้งแต่เมื่อคืนตอนนั้นธรณีส่ายหน้าทันที เขายกมาสามเหตุผล คือ คนกลุ่มนี้พยายามดึงสังคมให้ก้าวถอยหลังข้อสองคือผู้นำพูดไม่รู้เรื่อง

            “ท่านก็รู้ว่าเขาอุดมการณ์ไม่ตรงกับเราขืนเราไปฟังคงได้ยกมือท้วงทุกประโยคแน่” ธรณีสรุปเป็นเหตุผลข้อสุดท้ายทำให้ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ยอมเถียงแพ้ใครง่าย ๆหรือไม่ก็แค่ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง

            { ป้ายขนาดใหญ่เท่าตัวผมอันหนึ่งตั้งข้างป้ายหมายเลขเวทีตรงทางเข้าเป็นภาพล้อเลียนอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายในภาพมีตลาดที่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นคนสวมชุดสูทที่ดูหน้าตาเหนื่อยล้าและเครียดเนื่องจากแบกกระเป๋าอันหนักอึ้งที่เขียนคำว่า ‘ภาษี’ บนโต๊ะรอบตัวพวกเขาเต็มไปด้วยสิ่งของหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูงรถหรู ถ้วยรางวัลหรือประกาศนียบัตรที่แสดงถึงความสำเร็จ ตรงกลางมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลยิ้มแย้มในชุดเครื่องแบบถือถุงเงินและแจกจ่ายให้กับเหล่าคนขี้เกียจที่อยู่ฝั่งตรงข้าม บางคนสวมชุดนอนบางคนเล่นวิดีโอเกม รอบ ๆ ตัวมีทีวี โซฟา และขนมขบเคี้ยว ภาพใช้สีสันสดใสเน้นความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้และเพิ่มความสวยงามดึงดูดให้เข้ามาดูรายละเอียดใกล้ ๆ ผมเข้าใจภาพนี้ในทันทีความหมายในภาพตรงไปตรงมาและชัดเจนโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม กลุ่มนี้ต้องการสื่อถึงความไม่เป็นธรรมในการแบ่งสรรทรัพยากรและการที่คนทำงานหนักต้องแบกรับภาระเพื่อคนที่ไม่ทำงาน เห็นได้ชัดเจนจากตราชั่งบนฝาผนังที่อยู่ในภาพเอียงไปทางฝั่งคนขี้เกียจ}

            ผมมั่นใจว่ามาไม่ผิดเวทีแน่เมื่อคืนผมไล่อ่านหัวข้อที่แต่ละกลุ่มแจ้งไว้ในเว็บไซต์ของทางการแล้วแต่ละเวทีในพื้นที่ต่างมีข้อเรียกร้องของตนเอง มีตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างเช่นการเรียกร้องปรับสูตรคำนวณค่าแรงของอาชีพคนเก็บขยะการต่อต้านการขยายเส้นทางเดินรถไฟเพิ่มโดยเรียกร้องให้ใช้การโหวตถ่วงน้ำหนักไปจนถึงพูดต่อต้านอุดมการณ์ของฝ่ายซ้ายรวม ๆ แบบในเวทีนี้ 

            สังเกตเห็นอิสราได้ไม่ยากเนื่องจากผู้ฟังมีจำนวนไม่มากนักนักข่าวสาวอยู่ในชุดเดรสสีน้ำเงินโดยสวมเสื้อสูทสีเทาทับส่วนชายหน้าหล่อช่างกล้องส่วนตัวสวมสูทสีฟ้าทั้งตัวโดยมีเสื้อยืดสีดำอยู่ชั้นในดูแต่งตัวเป็นผู้ดีเกินกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อิสรากำลังสัมภาษณ์ความรู้สึกผู้ฟังคนหนึ่งในช่วงพักเบรกห้านาทีก่อนเปลี่ยนตัวผู้พูดโดยมีสหายเป็นผู้ถ่ายวิดีโอให้

            ทั้งคู่ยังไม่เห็นผม ผมเลยรอจนการสัมภาษณ์เสร็จสิ้นทันทีที่อิสราเก็บไมโครโฟนออกห่างจากปากของผู้ชมหญิงคนหนึ่ง ผมก็ตรงรี่เข้าไปหาอิสราเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นผม

            “อ้าว! ชา ท่านมาทำไม” หญิงสาวทักในขณะที่สหายเก็บกล้องวิดีโอตัวเดียวกับที่ผมเคยใช้ แล้วเขม่นมองแต่ผมไม่ได้แคร์สายตาเขา

            “ธรณีชวนมาลองเปิดหูเปิดตาดูแต่เวทีที่เขาจะไปฟังไม่มีเรื่องที่เราสนใจ” ผมพูดปดบางส่วน

            “แล้วท่านสนใจเวทีนี้เหรอ”อิสราเลิกคิ้วขณะถาม

            “ใช่ ๆ เราบังเอิญมาเจอท่านพอดี”

            “บังเอิญจริงเหรอ” สหายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิงสายตาของเขามองมาราวกับรู้ทันเกมผม ทว่าผมทำเป็นไม่ได้ยิน

            ผมหันไปสนทนากับอิสราต่อ“เราขอตามไปฟังด้วยได้ไหม จะได้เห็นการทำงานนักข่าวภาคสนามด้วย”

            “อย่าดีกว่ามั้ง” สหายตอบกลับในทันทีราวกับว่าเป็นระบบอัตโนมัติ “ครั้งก่อนที่ไปกับท่าน เขาเกือบจะพลาดไปดักทางสส.บุญธรรมไม่ทัน ทำให้ท่านเสียการเสียงานเลยนะ”

            ผมหูผึ่งเมื่อได้ยินดังนั้นชายผู้นี้กำลังตัดคู่แข่ง ผมไม่รู้ว่าเขาไปขุดมาจากไหน เดาว่าคงรู้มาจากบันทึกของสส.บุญธรรมเอง แต่ว่ามันต้องปะติดปะต่อระดับหนึ่งหรือว่าสหายจะฉลาดอย่างที่ไมตรีอวยไว้

            “ไม่เห็นเป็นไรเลยไม่ได้เกี่ยวกันสักหน่อย อีกอย่างเขามีอิสระเสรีในการไปไหนก็ได้อยู่แล้วครั้งก่อนประชาก็ไม่ได้เห็นเราทำงานจริง ๆ นั่นแหละเพราะแยกกัน” อิสราแก้ต่างให้ผมเธอชี้ไปที่ชายในชุดไปรเวทที่เพิ่งขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือต้อนรับดังปานกลาง“คุณปรารภ ขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวเราขอตัวทำงานก่อนนะ สหายท่านก็มาด้วย ชาท่านจะมาด้วยก็ได้นะ”

            อิสราพูดจบก็ยอมทำตามคำขอร้องของผม เธอเดินนำลงบันไดไปยังที่นั่งชั้นล่างเพื่อสังเกตการณ์ในระยะใกล้ผมหันไปยักคิ้วให้สหายอย่างเหนือกว่าเป็นสัญลักษณ์ว่าเกมนี้ผมเป็นฝ่ายได้แต้มไปก่อน ชายหน้าหล่อมีท่าทีหัวเสียเล็กน้อย

            ทีแรกผมก็สงสัยว่าทำไมอิสราต้องไปถ่ายคนที่พูดบนเวทีด้วยไปดาวน์โหลดวิดีโอจากกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้ หรือไม่ก็เอาจากเว็บไซต์กลุ่มอิสระเสรีนิยมก็ได้เลยเก็บมาถามเธอในภายหลังนักข่าวสาวบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัวที่ไม่อยากภาพที่ถ่ายทื่อ ๆโดยตั้งกล้องทิ้งไว้ เธออยากได้บรรยากาศมุมแปลก มีความเป็นงานศิลป์ปกติแบร์จะรู้ใจเธอโดยแทบไม่ต้องกำกับ แต่ถ้าไม่เข้าใจค่อยสื่อสารผ่านเอวีเอสอีเอา อิสรารู้สึกว่าถ้าหยิบฟุตเทจสาธารณะมาดื้อๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขโมยอีกอย่างเธอต้องรักษามาตรฐานความมีเอกลักษณ์ของสำนักข่าวซัมนิวส์ แบบที่เคยบอกผมรอบก่อน จึงต้องลงพื้นที่เองและไปเค้นสัมภาษณ์ผู้คนหลากหลายเพื่อเขียนข่าวให้ไม่ซ้ำกับใครผมเองก็เห็นด้วยกับเหตุผลของเธอด้วยความทุ่มเทตั้งใจของอิสราทำให้เงินเดือนในสายวิชาชีพของผู้สื่อข่าวสูงกว่าผมที่นั่งแต่หน้าจอทั้งวันถึงเกือบเท่าตัวตัวเลขเปิดเผยไว้ชัดเจนในแอปซัมอินไซด์ ปกติผมจะไม่แอบดูเงินเดือนใครแต่สำหรับเธอถือว่าเป็นคนพิเศษ

            พวกเราไปนั่งที่นั่งแถวที่สามจากหน้าสุดซึ่งว่างสามที่พอดีสหายยกกล้องขึ้นถ่ายผู้ปราศรัยตามหน้าที่อิสราหยิบสมุดสีม่วงเล่มโปรดของเธอมาจากกระเป๋าเพื่อจดประเด็นสำคัญบางอย่างที่ต้องเอาไปเขียนข่าว

            ทั้งสองทำงานเข้าขากันอย่างน่าประหลาด คุยกันนับครั้งได้แต่สหายกลับรู้มุมกล้องที่อิสราต้องการได้อย่างแม่นยำ ผมรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะรู้ใจกันแต่เป็นเพราะนักข่าวสาวคอยกำกับผ่านเอวีเอสอีของทั้งคู่อยู่ตลอดเวลาเธอน่าจะสั่งให้เขาถ่ายเยอะ ๆ ไว้ก่อนเผื่อติดภาพใครที่น่าสนใจกองบรรณาธิการก็จะไปขยายผลเองอันที่จริงผมน่าจะรู้วิธีสื่อสารนี้ตั้งแต่รอบก่อนที่ไปกับเธอถ้าผมรอบคอบหน่อยจะยืมเอวีเอสอีของธรณีไปใช้ชั่วคราวตั้งแต่แรกก็คงไม่เกิดข้อผิดพลาดดักทางอดีตนายกฯพชร

            ในขณะที่เพื่อนร่วมงานสองคนกำลังขะมักเขม้นผมก็นั่งเฉย ๆถ้าพูดให้ดูดีหน่อยก็เรียกว่าสังเกตการณ์การทำงานของผู้สื่อข่าวภาคสนามก็ได้ผมสารภาพว่าไม่ได้ตั้งใจมากนักแต่พออยู่เกือบประชิดเวทีจึงหลีกเลี่ยงเสียงดังได้ยากผมแปลกใจที่ชายผู้ปราศรัยดูยังหนุ่มยังแน่น ค่อนไปทางวัยรุ่นด้วยซ้ำ น่าคงไม่เกิน 20 ปี

            “ท้ายสุดมันก็มาถึงคำถามที่ว่าเราจะทำยังไงกันดีกับสถานการณ์ในสังคมไทยใหม่ตอนนี้ ถ้าให้ตอบแบบขี้ขลาดคือไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้พวกรัฐบาลฝ่ายซ้ายมันยึดประเทศไปหรือไม่ก็แค่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เก็บเงินก่อนหอบเงินทั้งหมดไปต่างประเทศแบบที่เศรษฐีในแถบนอร์ดิกเคยทำในอดีต” ชายหนุ่มบนเวทีปลุกระดมอย่างใส่อารมณ์ ถ้าเอไอของไมโครโฟนไม่ควบคุมเสียงไว้คงดังไปทั่วเซนทรัลพาร์กมีเสียงผู้ชมบางส่วนเฮตาม แต่ส่วนใหญ่ยังนิ่งเงียบ ไม่รู้ว่ารักษามารยาทหรือไม่ได้มีอุดมการณ์กับกลุ่มนี้แต่แรก แค่อยากมาฟังเพื่อการศึกษาเฉย ๆอิสราจดบางอย่างใส่กระดาษ ซึ่งผมอยู่ในมุมที่มองไม่เห็น

            ชายหนุ่มกล่าวต่อยืดยาวสัก 15 นาทีวนเวียนอยู่กับคำว่าเสรีภาพ กฏความไม่เท่าเทียมตามธรรมชาติ และทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นคุณค่าที่อุดมการณ์ฝ่ายขวาแบบพวกเขายึดถือเขาบอกว่าต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลัทธิฝ่ายซ้ายได้ฝังรากลึกเข้าไปทุกอณูในประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานสุดท้ายเขาก็วกกลับมาสู่สิ่งที่เกริ่นไว้ในตอนแรก

            “อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาย่อมไม่ใช่ทางเลือกจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับการมีชีวิตอยู่อย่างกล้าหาญ ความกล้าหาญคือการเผชิญหน้ากับโลกในช่วงยามที่มืดมิดที่เลวร้าย ดังนั้นทางเลือกที่เราจะเสนอมันอาจจะยากสำหรับหลายคนแต่เราสนับสนุนให้คนแบบเดียวกับเรา ที่เป็นอิสรนิยม และเสรีนิยมเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกกับกลุ่มเรา รวมพลังกันตั้งแนวหน้าเพื่อเสรีภาพเราจะต้องมุ่งเน้นการเฝ้าระวังไปที่ภัยคุกคามทั้งมวลที่ส่งผลกระทบต่อ เสรีภาพทรัพย์สิน และประเพณีเรา เราจะปักธงของเสรีภาพใจกลางประเทศ เราจะค่อย ๆปักธงทางปัญญาผ่านข้อเสนอและการให้ความรู้ในการที่จะให้มีการลดอำนาจรัฐในทุกภาคส่วนและการกระจายอำนาจอย่างถึงที่สุด เราจะค่อย ๆ สร้างฐานมวลชนเพื่อเตรียมตัวรอเวลาที่ฤดูร้อนจะมาถึง เราบอกไม่ได้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่เราแค่อาจจะต้องรอ”

            ชายหนุ่มน้อยพูดจบแล้วอิสราเขียนขยุกขยิกในสมุดของเธอ ผมไม่รู้ว่าเขียนอะไรแต่ถ้าตัวเองได้รับมอบหมายให้จับใจความ ผมคงจะสรุปเช่นนี้

            ฝ่ายซ้ายยึดประเทศแล้วตอนนี้ถ้าหอบเงินหนีไปต่างประเทศจะขี้ขลาดเกินไป เลยต้องรวมตัวกันสร้างฐานมวลชน ปกป้องเสรีภาพ ทรัพย์สิน และประเพณีที่ดีงาม ผ่านการให้ความรู้ และข้อเสนอแก่รัฐแล้วเราจะรอเวลาของเรา

            ชายหนุ่มผู้ปราศรัยไหว้ขอบคุณผู้ชมแล้วเดินจากไปทางหลังเวที มีเสียงปรบมือเปาะแปะกระจัดกระจายเป็นกลุ่มทว่าราวครึ่งหนึ่งของผู้ชมนั่งนิ่งเงียบผมขมวดคิ้วอย่างหัวเสียในมารยาทที่ถดถอยของคนยุคนี้ถึงจะไม่เห็นด้วยอย่างน้อยก็ต้องปรบมือให้เกียรติผู้พูดบ้าง กาลเวลาไม่ได้ทำให้สังคมพัฒนาขึ้นเสมอไปยังทำให้ก้าวถอยหลังได้อีกด้วย

            หลังจากนั้นพวกเราก็ปลีกตัวออกมากลับขึ้นไปพื้นที่ชั้นบนสุดของเวทีอิสราบอกว่าถ่ายวีดีสำหรับเวทีนี้น่าจะเพียงพอแล้ว เธอกำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อระหว่างฟังผู้พูดคนต่อไปซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคนพูดคนก่อน จึงไม่ได้น่าสนใจมากหรือควรเดินทางไปฟังเวทีอื่น เธอเปิดอ่านกำหนดการตารางเวลาของทุกเวทีอีกครั้งสหายเข้าไปยืนข้างเธอแล้วทำทีปรึกษาหารือถ้าผมเข้าไปประกบอีกคนคงทำตัวน่าสงสัยเกินไป เลยแกล้งทำเป็นยืนฟังเนื้อหาบนเวทีแทน

            เนื่องจากอยู่ชั้นบนสุดไกลสุดจึงได้ยินเสียงไม่ดังมากนัก พอ ๆ กับการพูดคุยกันธรรมดาในชีวิตประจำวันตอนที่ผมเห็นหลาย ๆคนส่วนใหญ่เลือกฟังการปราศรัยของเวทีนี้ผ่านเอวีเอสอีหลากหลายรุ่นที่ตนสวมอยู่ก็จินตนาการไปว่าถ้ามีคนคนหนึ่งเกิดตะโกนโหวกเหวกโวยวายขึ้นมาจะทำอย่างไรเสียงของผู้ชมไม่ได้ผ่านการควบคุมของเอไอจึงอาจจะดังไปรบกวนเวทีอื่นได้ครุ่นคิดยังไม่ทันได้คำตอบก็มีตัวอย่างให้เห็นในทันที

            ชายคนหนึ่งสวมเสื้อแขนยาวสีเขียวยกมือขึ้นกวัดแกว่งในอากาศแต่ว่าผู้ปราศรัยบนเวทีไม่ได้เชิญให้เขาพูดสักที

            “เรียนท่านผู้ชมที่กำลังยกมือขอให้เอามือลงก่อน หลังจากเราพูดจบอีกสิบนาที จะมีเซสชัน[2]ถามตอบอยู่แล้ว”ชายสูงวัยที่พูดบนเวทีมองมาทางชายเสื้อเขียว

            “ทำไมจะถามตอนนี้ไม่ได้เรามีคำถามเป็นสิบ ๆ ข้อแล้วเนี่ย” เขาตะโกนเสียงดังไปยังผู้ปราศรัยอิสรากับสหายขยับมายืนข้างผม มองไปยังชายผู้นั้น สังเกตการณ์ว่าอะไรเกิดขึ้น

            “เราจะชี้แจงเป็นครั้งสุดท้ายเราต้องควบคุมเวลา ยังมีหัวข้ออีกมากที่ต้องพูดคุยไม่งั้นจะไม่ทันตามเวลาที่จองไว้ หากคำถามของท่านไม่ถูกตอบในเซสชันถามตอบท่านสามารถไปถามเพิ่มเติมได้ในกระดานข่าวเว็บไซต์ของกลุ่มเรา เราจะตามไปตอบให้”ชายสูงวัยตอบอย่างใจเย็น ก่อนจะไปพูดเนื้อหาของตนเองต่อทว่าชายเสื้อเขียวยังดื้อดึง ไม่ฟังคำเตือนมือเขายังโบกไปมาในอากาศจนบดบังทัศนวิสัยคนที่อยู่แถวหลัง พวกเขาต้องเอี้ยวตัวหลบไปมาเขาทำนิสัยเสียรบกวนผู้อื่นอยู่หนึ่งนาที แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจ

            “โฮ่...” เสียงดังลากยาวมาจากชายเสื้อเขียวด้วยความดังเท่า ๆ กันจึงแทรกปนเปกับเสียงคนบนเวทีมือที่โบกอยู่เปลี่ยนเป็นกำปั้นชูนิ้วโป้งชี้ลงพื้น

            “พอกันที!เขาละเมิดสิทธิคนอื่น ใช้เอ็มซีเอสซีกันเถอะ!” เสียงผู้หญิงตะโกนมาจากด้านข้างผม

            เมื่อหันไปดูปรากฏว่าอิสราหยิบรีโมทของตนเองชี้ไปที่ชายเสื้อเขียวสหายเองก็ทำตาม ส่วนผมได้แต่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ด้วยความหวาดผวานึกไปถึงครั้งก่อนที่เกือบโดนเครื่องนี้ลงทัณฑ์ทันใดนั้นผมเหลือบไปเห็นคนที่นั่งด้านหลังของชายนิสัยเสียเล็งคลื่นอินฟราเรดไปที่เขาเช่นกันไม่รู้ว่าเริ่มก่อนอิสราหรือไม่ พอคนที่อยู่ด้านข้างเห็นจึงทำตามต่อ ๆ กัน จำนวนจุดสีแดงของเลเซอร์เพิ่มจำนวนทวีคูณภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเพียงสามวินาทีต่อมาก็ถึงจำนวนที่กำหนด

            ทันใดนั้นตัวของชายเสื้อเขียวก็กระตุกอย่างแรงเขาแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจนคนรอบ ๆ ข้างสะดุ้งพวกเขารีบกระเถิบตัวออกห่างจากชายผู้นี้ แขนที่เคยชูอย่างท้าทายอ่อนปวกเปียกและตกตามแรงโน้มถ่วงกำไลเอ็มซีเอสซีที่สวมอยู่บนข้อมือส่งเสียงกริ๊งเมื่อกระทบพื้นพร้อมกับร่างของเขาที่ทรุดฮวบลงบนที่นั่งราวกับตุ๊กตาที่ถูกตัดเชือก

     


    [1]Neo-liberalism เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในทศวรรษ1980 โดยเน้นบทบาทของตลาดเสรีและการจำกัดบทบาทของรัฐให้น้อยที่สุดเช่น การผ่อนปรนกฎระเบียบ ลดงบประมาณรัฐ เปิดเสรีการค้าการลงทุนและแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของเอกชน

    [2]Session ช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะหมายถึงการเข้าใช้งานระบบ การประชุมหรือการเล่นเกม