โรงรับซื้อของเก่าโคลว์คือถิ่นของหลีเม่า ถ้าเขาลากพวกที่ตามล่าไปเปิดศึกที่นั่นได้ ก็อาจจะได้ยืมมือกำจัดหลีเม่าที่เป็หอกข้างแคร่ไปในตัวพร้อมกัน หานเซียววางมือจากงานตรงหน้าแล้วร้องเรียกลวี่เชี่ยน พอเธอหันมา เขาก็บอกว่า
“ผมขอลาหยุดสักวันนะ”
“ได้สิ”
ลวี่เชี่ยนกะพริบตาก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“มีธุระอะไรหรือเปล่า”
ลวี่เชี่ยนเป็คนช่างสังเกต ปกติหานเซียวมักจะทำตัวเรื่อยเปื่อยไม่ค่อยกระตือรือร้นแถมยังชอบทำตาลอยเหมือนคนเหม่ออยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อกี้บรรยากาศรอบตัวเขากลับเปลี่ยนไปกะทันหันซึ่งเธอััได้พอดี เธออธิบายความรู้สึกแวบนั้นไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนจู่ๆหานเซียวก็ดูอันตรายขึ้นมาซะงั้น
“ถ้ามีปัญหาอะไรบอกได้นะ ฉันช่วยหาทางออกให้ได้” ลวี่เชี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หานเซียวจ้องมองดวงตาเป็ประกายของลวี่เชี่ยนนิ่งอยู่นานจนเธอเริ่มทำตัวไม่ถูก หญิงสาวหันหน้าหนีนิดๆยกมือขึ้นทัดปอยผมข้างแก้มแก้เก้อแล้วเอ่ยแซว “มาจ้องหน้าคนอื่นแบบนี้มันเสียมารยาทนะ”
หานเซียวดึงสายตากลับมา
“เย็นนี้ผมไม่กลับมากินข้าวนะ”
ลวี่เชี่ยนหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย
“เสียดายจัง อุตส่าห์อยากให้ชิมเมนูใหม่ที่เพิ่งคิดค้น ซี่โครงหมูอบสับปะรดตุ๋นสาหร่ายพริกไทยโรยผักชีซะหน่อย”
หานเซียวถึงกับขนลุกซู่ ให้ตายเถอะ นั่นมันเมนูอะไรนั่น
การขอลาหยุดผ่านไปอย่างราบรื่น หานเซียวกลับห้องไปเอาแขนกลยัดใส่กระเป๋าเป้ เอาผ้าใบกันฝุ่นมาห่อหุ่นยนต์เรนเจอร์รุ่นที่หนึ่งวางแหมะลงบนรถเข็นแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังโรงรับซื้อของเก่า
...
“ลูกพี่ ไอ้เด็กนั่นน่ะเหรอเป้าหมาย”
ชายสวมแว่นดำแอบสะกดรอยตามหานเซียวไปเงียบๆ ทุกครั้งที่เป้าหมายเลี้ยวหรือหันกลับมา เขาสามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม ฝูงชน ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หรือแม้กระทั่งแผงหนังสือพิมพ์เพื่อพรางตัวได้ในเสี้ยววินาที ดูออกเลยว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ
เขาแตะหูฟังขนาดจิ๋วสื่อสารกับพรรคพวกในรถตู้บุโรทั่งที่จอดซุ่มอยู่ห่างออกไปสอง่ตึก ภายในรถมีชายสวมไอ้โม่งห้าคนนั่งรอสแตนด์บายอยู่ และพวกเขาก็คือทีมนักฆ่าที่กำลังหมายหัวหานเซียวนั่นเอง
พวกเขาคือกลุ่มทหารรับจ้างที่พ่วงตำแหน่งนักล่าค่าหัวโค้ดเนมทีมสติงบี เคยทำภารกิจสำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน มีประวัติผลงานค่อนข้างดีในดาร์กเว็บ และดันบังเอิญไปเจอเบาะแสของหานเซียวเข้าพอดี
ทีมสติงบีรู้ดีว่านี่คือโอกาสทองกินรวบ เื่เงินยังเป็แค่เื่รอง แต่ถ้างานนี้ทำให้ผลงานของพวกเขาไปเข้าตาองค์กรเจอร์มินัลได้ พวกเขาก็จะได้ผู้หนุนหลังรายใหญ่ระดับโลก
“ไอ้เด็กนั่นมีค่าหัวตั้งล้านนึงเลยเหรอ ดูยังไงก็คนธรรมดาชัดๆ งานหมูๆ เลยนี่หว่า”
รองหัวหน้าทีมอย่างไอ้หนุ่มผมยาวเบ้ปาก น้ำเสียงมีความกังขาอยู่สามส่วนและดูถูกอีกเจ็ดส่วน
เคลลี่ผู้เป็หัวหน้าทีมที่กำลังตรวจสอบสภาพปืนอยู่ พอได้ยินก็พูดเตือนสติเสียงเข้ม
“ที่นี่คือเมืองหลวงของประเทศซิงหลง เราต้องลงมือให้ไว ฆ่าเป้าหมายเสร็จปุ๊บต้องถอนตัวทันที”
...
“เป้าหมายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
รถจี๊ปสีดำไม่มีป้ายทะเบียนขับสะกดรอยตามหานเซียวอยู่ห่างๆ บนรถคันนั้นคือทีมภาคสนามของหน่วย 13 โดยมีหัวหน้าทีม หลี่ฮุย เป็คนคุมปฏิบัติการและมีเฝิงจวินเป็ที่ปรึกษา พร้อมด้วยเ้าหน้าที่ภาคสนามแปดนายในชุดปฏิบัติการเต็มยศและเตรียมะุยาสลบเอาไว้พร้อมสรรพ
ทุกอย่างเป็ไปตามที่หานเซียวคาดการณ์ไว้เป๊ะ ทีมสติงบีที่กำลังตามล่าเขาอยู่ ก็คือหมากตัวสุดท้ายที่หน่วย 13 ยืมมือมาใช้ทดสอบเขา ภารกิจของสายลับกลุ่มนี้คือการซุ่มดูประเมินฝีมือของหานเซียวและพร้อมเข้าแทรกแซงเพื่อกำจัดทหารรับจ้างทิ้งในจังหวะฉุกเฉิน จากนั้นก็ค่อยเชิญตัวหานเซียวไปดื่มน้ำชาที่ศูนย์แบบหล่อๆ
ทีมสติงบีเป็แค่หมากที่ถูกประเมินมาแล้วว่ามีพลังทำลายล้างแบบจำกัด พอหมดประโยชน์ หน่วย 13 ก็พร้อมจะเข้าไปกวาดล้างและเก็บกวาดให้เรียบร้อย
เฝิงจวินสลับหน้าจอมอนิเตอร์แล้วรายงาน
“เส้นทางของหานเซียวคือมุ่งหน้าไปโรงรับซื้อของเก่าโคลว์ในเขต 7 ทีมสติงบีกำลังตามเป้าหมายไป ถ้าการปะทะเกิดขึ้นที่โรงรับซื้อของเก่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่สาธารณะจะลดลงเหลือน้อยที่สุด”
ไม่ว่าจะเป็อิทธิพลหรือเส้นสายเื้ัของหลีเม่า หน่วย 13 รู้ไส้รู้พุงหมดทุกอย่าง ขอแค่ตวัดนิ้วสั่งการ หลีเม่าก็หายสาบสูญไปจากโลกนี้ได้ตลอดเวลา หน่วยข่าวกรองระดับชาติมีอำนาจล้นมืออยู่แล้ว
ในสายตาคนธรรมดา หลีเม่าอาจจะเป็เ้าพ่อตัวอันตรายที่ไม่ควรเข้าไปแหยม แต่ถ้าเอาไปเทียบกับหน่วยงานความมั่นคงของรัฐแล้ว หมอนี่ก็เป็แค่เด็กอมมือ
...
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ อาบไล้ตึกระฟ้าในซีตูให้กลายเป็สีทองอร่าม
ณ โรงรับซื้อของเก่าโคลว์ หลีเม่าแปลกใจมากที่เห็นหานเซียวโผล่มา ปกติหานเซียวจะมาแค่่เช้า อยู่ทำงานเป๊ะๆสองชั่วโมงแล้วก็กลับ ไม่เคยอยู่ต่อเกินเวลา วันนี้ลมอะไรหอบมากันเนี่ย
“ผมมาหาอะไหล่ที่ถิ่นคุณน่ะ”
หานเซียวตอบปัดๆ
หลีเม่าไม่ได้นึกสงสัยอะไรเลยชวนกินข้าวตามมารยาท ตอนแรกเขานึกว่าช่างหานที่ปกติถามคำตอบคำจะปฏิเสธซะอีก ที่ไหนได้ หานเซียวดันพยักหน้ารับทันทีเหมือนรอให้ชวนอยู่แล้ว ทำเอาหลีเม่ายืนแข็งค้างไปพักหนึ่งกว่าจะตั้งสติได้
หานเซียวถอดหน้ากากอนามัยออก นี่เป็ครั้งแรกที่หลีเม่าได้เห็นใบหน้าเต็มๆของเขา หลีเม่ารู้สึกคุ้นหน้านิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจคิดอะไรให้วุ่นวาย
ถึงหานเซียวจะมีใบประกาศจับหราอยู่ในดาร์กเว็บ แต่นั่นมันเป็ความขัดแย้งคนละระดับกันเลย แก๊งมาเฟียท้องถิ่นทั่วไปไม่ได้รู้ประวัติลึกซึ้งอะไรของเขาหรอก อิทธิพลของหลีเม่าก็จำกัดแวดวงอยู่แค่ในเขต 7 ของเมืองซีตูจึงไม่ค่อยได้มุดเข้าไปท่องดาร์กเว็บเลยไม่ค่อยคุ้นหน้าประกาศจับของเจอร์มินัลสักเท่าไหร่ อารมณ์เหมือนตำรวจออกหมายจับอาชญากรข้ามชาติ คนทั่วไปเดินถนนมองผ่านๆตาแล้วเดี๋ยวก็ลืม
ที่ผ่านมาหานเซียวใส่หน้ากากก็เพื่อปิดบังตัวตน แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็อีกต่อไปแล้วเพราะหน่วย 13 ไม่มีทางปล่อยให้ข้อมูลตัวตนของเขาหลุดรอดไปได้หรอก เดี๋ยวพวกนั้นก็ต้องลงมือจัดการปิดปากหลีเม่าแทนเขาอยู่ดี
โต๊ะอาหารตั้งพร้อมอยู่ในโซนพักผ่อนของโรงรับซื้อของเก่า ทั้งสองคนนั่งลงและเริ่มคุยสัพเพเหระกัน
“ปืนที่สั่งทำคราวที่แล้วใช้ดีไหม”
หานเซียวถามขึ้น
“วอสป์ รุ่น 73 ปืนดีที่ใครๆก็ชม ขนาดกองทัพยังใช้เลย พ่อค้าอาวุธเ้าอื่นขายกระบอกละหกเจ็ดพัน แกช่วยกประหยัดงบไปได้เยอะ”
น้ำเสียงของหลีเม่าดูอารมณ์ดี เขาหยิบซิการ์ขึ้นมาตัดปลาย จุดไฟสูบอัดเข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยชมต่อ
“แถมอาวุธที่แกทำ คุณภาพยังทิ้งห่างพวกของมือสองพวกนั้นแบบไม่เห็นฝุ่น”
หานเซียวไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำชมนั้น
อาวุธที่ผลิตจากโรงงานอาจจะได้มาตรฐานตรงสเปก แต่มันก็ขาดความละเอียดอ่อนในปืนแต่ละกระบอกซึ่งความต่างนี้มาจากวัสดุที่ใช้ ถ้าช่างกลยอดฝีมือเป็คนประกอบปืนด้วยตัวเอง จะสามารถปรับแต่งและปรับจูนประสิทธิภาพให้เข้ากับรายละเอียดของปืนกระบอกนั้นๆได้ ทำให้ปืนดูมีชีวิตชีวากว่าปืนผลิตโหลๆ ยอดฝีมือที่จับปืนบ่อยๆจะััได้ถึงความต่างนี้อย่างชัดเจน ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนชุดสูทสั่งตัดที่ประณีตและเนี้ยบกว่าสูทสำเร็จรูปตามห้างนั่นแหละ
หลีเม่าสังเกตเห็นเป้ตุงๆกับรถเข็นที่หานเซียวลากติดตัวมาตลอดเลยถามด้วยความสงสัย
“ในนั้นแกใส่อะไรไว้ล่ะ”
“พวกอะไหล่น่ะ”
เห็นหานเซียวตัดบทไม่อยากพูดต่อ หลีเม่าก็ไม่เซ้าซี้ เมื่อคุยกันไปได้พักใหญ่ ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มมืดสลัวลง
แสงสีทองยามเย็นถูกความมืดมิดยามค่ำคืนคืบคลานเข้ากลืนกิน รอยต่อระหว่าง่พลบค่ำกับกลางคืนคือสีส้มอมแดงที่ไล่เฉดไปหาสีน้ำเงินม่วง ท้องฟ้าถูกแสงแดดเฮือกสุดท้ายฉาบให้กลายเป็สีเทาหม่น
จู่ๆลูกน้องคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ลูกพี่ มีคนอยากขอพบครับ”
“ไม่พบ ไม่เห็นรึไงว่าฉันต้อนรับแขกคนสำคัญอยู่”
หลีเม่าขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์
ลูกน้องรีบโน้มตัวไปกระซิบข้างหูสองสามประโยค แววตาของหลีเม่าก็ทอประกายวูบหนึ่ง เขาปรายตามองหานเซียวอย่างมีเลศนัยก่อนจะปั้นหน้ายิ้มการค้า
“ขอตัวสักครู่นะ”
พูดจบหลีเม่าก็ลุกเดินออกไปทันที ระหว่างนี้หานเซียวหรี่ตาลงทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย
ย้อนกลับไปครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น
“น้องรักอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาถึงซีตูทั้งที พี่ก็หวังจะให้แกพาไปกินหรูอยู่สบาย แกจะมาทิ้งกันแบบนี้ไม่ได้นะ”
หม่าเจี๋ยเดินตามหลังไอ้หนุ่มผมทองพลางบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดปาก เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาพึ่งใบบุญลูกพี่ลูกน้องถึงซีตูโดยหวังจะได้ใช้ชีวิตอู้ฟู่แต่ดูเหมือนน้องชายคนนี้จะไม่ค่อยเต็มใจต้อนรับเขาสักเท่าไหร่ ซ้ำยังไล่เขาไปเป็ภารโรง หม่าเจี๋ยจะไปพอใจได้ยังไง เขาเลยตามตื๊อไอ้หนุ่มผมทองหวังจะใช้ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติเข้าสู้ แต่ก็ไม่กล้าทำตัวกร่างเกินไปเพราะกลัวจะโดนไล่ตะเพิด ท่าทีที่แสดงออกมามันเลยดูประจบประแจงสุดๆ
ไอ้หนุ่มผมทองรำคาญจนทนไม่ไหวหันมาด่าสวนว่า
“บอกตั้งกี่รอบแล้วว่าเวลาอยู่ข้างนอกอย่าเรียกฉันว่าน้อง”
หม่าเจี๋ยฉีกยิ้ม
“พี่ผิดเองๆ เดี๋ยวตบปากตัวเองเลยเอ้า”
ว่าแล้วก็ตบปากตัวเองแปะๆสองที
“ดูทำหน้าเข้าสิ น่าสมเพชจริงๆ”
หนุ่มผมทองมองเหยียดๆ
“ฉันเห็นแก่ความเป็ญาติหรอกนะถึงให้มาเฝ้าประตูในถิ่นฉัน แกรู้ไหมว่าพวกคนพเนจรข้างนอกตั้งเท่าไหร่ที่ต้องทนแทะของขึ้นราประทังชีวิต แกยังมีหน้ามาเื่มากอีก ฉันกำลังจะเอาของไปส่งให้ผู้ใหญ่ ไม่ต้องตามมาแล้ว”
“ผู้ใหญ่เหรอ”
หม่าเจี๋ยหูผึ่งทำหน้าหนาถามต่อ
“ใครกัน”
“ลูกพี่ใหญ่เขต 7 เ้านายสายตรงของฉัน คุณหลีเม่ายังไงล่ะ” หนุ่มผมทองเห็นหม่าเจี๋ยทำหน้างงก็รีบอวดสรรพคุณ
“นอกจากเขต 1 แล้ว อีกเจ็ดเขตที่เหลือจะมีลูกพี่ใหญ่คุมตลาดมืด ค้ายา ค้าประเวณี กุมอำนาจธุรกิจสีเทาไว้ในมือแบบเบ็ดเสร็จ ลองใช้สมองคิดดูสิว่าระดับใหญ่ขนาดไหน”
ระหว่างที่เถียงกันไปมา ทั้งคู่ก็เดินมาถึงหน้าประตูโรงรับซื้อของเก่าโคลว์ หม่าเจี๋ยยังหน้าด้านเดินตามติดเป็ปลิง หนุ่มผมทองหันขวับและเตรียมจะะเิความโกรธใส่อีกรอบ
เมื่อเห็นท่าไม่ดี หม่าเจี๋ยเลยไม่กล้าตามต่อ จังหวะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ สายตาก็ดันไปสะดุดเข้ากับร่างของหานเซียวที่หลีเม่าเพิ่งเดินออกไปต้อนรับเข้าพอดี หม่าเจี๋ยถึงกับยืนอึ้งตาค้าง
“นั่นมันไอ้หนุ่มที่ลักลอบเข้าเมืองมาพร้อมฉันนี่หว่า”
ลูกน้องสายตรงของหลีเม่าคนหนึ่งที่เฝ้าประตูอยู่เดินเข้ามาขมวดคิ้วไล่
“อย่ามาป้วนเปี้ยนเกะกะแถวนี้”
หนุ่มผมทองเปลี่ยนโหมดเป็ยิ้มแหยประจบประแจงแทบจะทันทีและตัวหดเล็กลงไปถนัดตา
“ผมก็เป็ลูกน้องลูกพี่หลีเม่าเหมือนกันครับ วันนี้เอาของมาส่ง”
หม่าเจี๋ยชี้มือไปที่แผ่นหลังของหานเซียวที่เดินเข้าไปด้านในแล้วถาม
“คนนั้นใครเหรอพี่”
หนุ่มผมทองแทบอยากจะตบกบาลหม่าเจี๋ยสักฉาดพลางส่งเสียงตะคอกว่า
“ใช่เื่ที่แกควรจะแส่เหรอ”
แต่ลูกน้องของหลีเม่ากลับยกมือเบรกหนุ่มผมทองไว้แล้วตอบเรียบๆว่า
“นั่นน่ะแขกวีไอพีของลูกพี่”
แขกวีไอพีของหลีเม่า! หม่าเจี๋ยสะดุ้งเฮือก ก่อนจะรู้สึกรับความจริงข้อนี้ไม่ได้ ความอิจฉาริษยาและความอับอายตีรวนขึ้นมาจุกอก เขาอุตส่าห์บากหน้ามาพึ่งญาติแทบตาย โดนสับโขกสารพัด แต่กลับได้สิทธิพิเศษไม่ถึงเศษเสี้ยวของไอ้แซ่หานนั่น ไอ้เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูงนั่นมันมีดีอะไรถึงได้ดิบได้ดีกว่าเขา
ภาพตอนที่ตัวเองเคยคุยโวโอ้อวดข่มหานเซียวไว้บนเรือผุดขึ้นมาในหัวเป็ฉากๆทำเอาหม่าเจี๋ยหน้าม้านชาไปหมด
“แกรู้จักช่างหานด้วยเหรอ”
ลูกน้องของหลีเม่าถามจี้
หม่าเจี๋ยทำตัวไม่ถูกอึกอักตอบไปตามตรง
“ก็ ไม่เชิงว่ารู้จักหรอกครับ แค่เคยคุยกันสองสามคำตอนลักลอบเข้าเมือง”
ตาของลูกน้องหลีเม่าทอประกายวาบขึ้นมาทันที
“ตามมา ลูกพี่อยากเจอแก”
ทั้งหนุ่มผมทองและหม่าเจี๋ยถึงกับยืนโง่งมไปตามๆกัน