
....เลือดสด ๆ ไหลเปื้อนอกเสื้อ หานเหวินเซถอยหลังไปสามก้าว ร่างกระแทกกับหินผาอย่างแรง ปราณภายในปั่นป่วนจนเหมือนกระดูกทุกข้อกำลังแตกสลาย ความเจ็บปวดเล่นงานจนแทบยืนไม่ไหว
เขากัดฟันแน่น มองชายหน้ากากเหล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้า เซียนขั้นที่ 8 หลอมกายา พลังอันสูงส่งที่ห่างไกลจากตนดุจระหว่างดินกับสวรรค์
“ข้า...แค่เซียนขั้น 3 เท่านั้นเอง” หานเหวินพึมพำ เสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ข้าสู้ไม่ได้เลย”
ลมปราณของชายหน้ากากเหล็กพุ่งพล่าน กลืนกินทุกอณูอากาศรอบตัว บดบังท้องฟ้าจนมืดครึ้ม
หานเหวินทรุดลงคุกเข่า มือสั่นระริก ความเจ็บแสบที่อกและร่างกายเขาใกล้จะหมดสติเต็มที
"เฟิง.....ข้าขอโทษ.....คงเหลือวิธีสุดท้ายแล้ว...."
หานเหวินใช้แรกเฮือกสุดท้ายยกกระบี่สวรรค์ที่บริเวณคอของตนเพื่อจะปลิดชีพตัวเอง
เพราะหากไม่มีเขา ปราณกระบี่สกุลหลี่ก็จะยังคงปกป้องอวี้เฟิงไว้ตลอดกาล อวี้เฟิงจะปลอดภัย
ดวงตาของเขาแดงก่ำ มองทะลุหน้ากากเหล็กราวกับสลักคำสาบานลงไปบนวิญญาณ เขาใช้ปราณจากนิ้ว ๆ เดียวสะบัดกระบี่ในมือหานเหวินจนกระเด็นหลุดมือออกไป
"เจ้าโง่!"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่หานเหวินจะหมดสติไป
....เสียงหยดน้ำ ติ๋ง…ติ๋ง… ก้องสะท้อนอยู่ในห้องเงียบงัน กลิ่นสมุนไพรเก่า ๆ คลุ้งอยู่ทั่วอากาศ ร่างของหานเหวินค่อย ๆ ขยับ เขาลืมตาช้า ๆ พลางรู้สึกถึงแผลตามร่างที่ร้าวระบมทุกส่วน
สายตาพร่ามัวก่อนจะปรับโฟกัสได้ เขามองไปรอบ ๆ เห็นเพดานไม้ผุพัง ฝุ่นหนาเกาะเต็มไปหมด เตาเผาสมุนไพรแตกหัก เครื่องปรุงยาโบราณกระจัดกระจาย ทุกอย่างถูกทิ้งร้างราวกับเวลาหยุดนิ่ง…
ความทรงจำค่อย ๆ หวนกลับมา “นี่มัน…หอปรุงยาเซียน...ทำไมข้ามาอยู่ที่นี่?”
เสียงเย็นต่ำดังขึ้นจากมุมมืด
“เจ้าฟื้นแล้วสินะ”
หานเหวินหันขวับไป เห็นชายหน้ากากเหล็กนั่งอยู่บนเก้าอี้หัก ๆ แสงจากเปลวไฟตะเกียงส่องให้เห็นเงาหน้ากากสีดำหม่น ในมือของเขามี เข็มกลัดโลหะโบราณ ชิ้นหนึ่ง รูปทรงคล้ายยันต์หมุนวน แสงปราณแปลกประหลาดแผ่วเบาออกมาจากมัน
ชายหน้ากากหมุนเข็มกลัดเล่นอย่างใจเย็น แล้วเอ่ยต่อเสียงทุ้ม
“ไม่เลวนี่… โดนพลังปราณข้าแล้วยังไม่ตาย”
หานเหวินกัดฟันพยายามยันตัวขึ้น “เจ้า…ยังไม่ฆ่าข้า?”
ชายหน้ากากหัวเราะเบา ๆ คล้ายเย้ยหยัน “ฆ่าเจ้าทำไม? ของเล่นที่น่ายังมีประโยชน์ ข้าไม่ทำลายมันหรอก”
เขายกเข็มกลัดขึ้นตรงหน้า แสงปราณสะท้อนในดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากาก
หานเหวินเบิกตากว้าง ใจสั่นวูบหนึ่ง ภาพเลือนรางบางอย่างผุดขึ้นในความทรงจำ
"ท่าน.....ผู้อาวุโสท่านเป็นใคร? ด้วยพลังยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทำไมท่านถึงรังแกเด็กอย่างพวกข้า"
ชายหน้ากากแสยะยิ้ม มืดกำเข็ดกลัดแน่นกว่าเดิม
"หึ! เด็กงั้นรึ?"
เขาแหงนหน้ามองขึ้นฟ้าไปทางดวงจันทร์ ผ่าช่องแตกพังของกำแพง
"ข้าก็มีเด็ก....ลูกชายของข้า.....ข้าคิดถึงเขามาก"
เขาชี้ขึ้นฟ้า แววตาโหยหา
"นั่นไง! เขารอข้าอยู่ข้างบนโน้น ....รอ.....มาพันปีแล้ว"
แล้วชายหน้ากากก็เปลี่ยนเป็นทำสีหน้าโกรธ หันมามองที่อวี้เฟิง พร้อมพูดตะคอกเสียงดัง
"แต่เพราะมัน....ตระกูลมัน....นางปีศาจนั่น...มันขังข้าไว้ที่นี่....ที่ดาวบัดซบนี่!!"
แล้วก็น้ำตาไหล ร้องไห้ และมีน้ำเสียงเจ็บแค้นปวดร้าว มือทั้งสองกุมหน้ากาก
"ฮือ ข้า....ข้าอยากไปจากที่นี่ ข้าไม่เอาอะไรแล้ว ฮือ ไม่งั้นก็ให้ตายๆไปเถิด ฮือ ข้าทรมาน ข้าทนไม่ไหวแล้ว"
แล้วเขาก็ถอดหน้ากากเหล็กออก เมื่อเปลวตะเกียงสั่นไหวส่องกระทบใบหน้า หานเหวินถึงกับกลั้นลมหายใจ
ใบหน้าของชายชราถูกไฟเผาจนบิดเบี้ยวไปทั้งแถบ เนื้อหนังเป็นรอยพุพองดำคล้ำ ลึกเป็นร่องนูนพาดผ่านแก้มและหน้าผาก ดวงตาข้างหนึ่งขุ่นมัวราวกับตาบอด อีกข้างแดงก่ำมีแวววาวแปลกประหลาด เหมือนแสงไฟยังคงลุกโชนอยู่ในนั้น
ผิวหนังบางส่วนลอกออก เผยให้เห็นชั้นเนื้อสีแดงคล้ำ เส้นเอ็นขึงพาดราวกับแมงมุมชักใย กลิ่นไหม้กรุ่นยังคงติดตัวเขา ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี
เส้นผมสีขาวเพียงไม่กี่เส้นหลงเหลืออยู่ พริ้วหลุดรุ่ยเหมือนขี้เถ้าที่กำลังสลายไปตามลม เมื่อเขาเผยยิ้ม มุมปากที่บิดเบี้ยวกลับยิ่งทำให้รอยยิ้มนั้นน่าขนลุกกว่าการร้องไห้ของปีศาจ
(หานเหวินคิด) "ชายชราคนนี้ไปโดนอะไรมา? ทำไมถถึงได้สยดสยองราวกับภูติผีจากนรกถึงเพียงนี้"
ชายชราหน้ากากเริ่มแสดงอาการบ้าคลั่งอีกครั้ง
“พันปี…พันปีแล้ว! คำสาปของพญาหงส์เพลิงยังเผาผลาญข้าไม่หยุด…เผาร่าง เผาวิญญาณ เผาจิตใจให้เหลือเพียงเปลวไฟที่ไม่มอดดับ แต่ไม่ให้ตาย! ฮ่า ๆ ๆ… "
"ตลกร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก!"
"เจ้ารู้หรือไม่ … ทุกคนที่ข้าเคยรัก เคยรู้จัก ตายหมดแล้ว ลูกชายของข้า…ยังคงรออยู่นอกดวงดาวนี้ แต่ข้า…ออกไปหาเขาไม่ได้!”
เขากำหมัดแน่น เสียงดัง กร๊อบ ดวงตาที่ขุ่นมัวอีกข้างสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดและความเคียดแค้น
เขามองมาทางหลี่หานเหวิน ซึ่งยังคงหอบหายใจ ร่างยังเจ็บจากบาดแผล
“เจ้าคือผู้สืบสายเลือดสกุลหลี่…ทายาทของหลี่มู่ ผู้สืบทอดวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ ที่ผ่าฟ้า แหวกวิถีดวงดาว… เจ้าเท่านั้นคือความหวังที่จะช่วยพาข้าออกไป!”
หานเหวิน : "หลี่มู่?? เขาคือบรรพบุรุษข้าหรือ? แต่ข้าใช้วิชาดาบเซียนบรรพชน....วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์อะไรนั่นไม่เป็น"
ชายชราหันขวับ แววตาที่แดงก่ำสะท้อนเปลวไฟ พรึ่บ! ตะเกียงรอบตัวสั่นแรงราวกับจะดับ
"ตำราในกระเป๋าที่เข้าเพิ่งได้มานั่นไง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์"หานเหวินตกใจ "ท่าน....ท่านรู้ได้ยังไง?"
ชายหน้ากากหัวเราะเยอะเบาๆ "หึ! แค่กลล่อสุนัขออกจากกรงง่ายๆแค่นี้เจ้ายังไม่รู้ตัวอีก"
ชายชราหน้ากาก หัวเราะเบา ๆ แหบแห้ง แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“เจ้าอยากช่วย.....อวี้เฟิงนี่ใช่ไหม?”
ไม่รอคำตอบ ชายชราค่อย ๆ ลุกขึ้น เสียงข้อต่อดังกรอบแกรบเหมือนเหล็กเก่า เงาร่างผอมสูงน่ากลัว ดวงตาเพียงข้างเดียวจ้องหานเหวินแน่วแน่
“ถ้าเจ้าช่วยข้าออกจากกรงแห่งคำสาปนี้…แลกกับชีวิตของอวี้เฟิง เจ้าตกลงไหมตกลง?”
หานเหวิน กัดฟัน แม้มือสั่น แต่แววตาสงบ
"ข้า!....."
หานเหวิน ถอนหายใจยาว เสียงหนักแน่น“ได้…ผู้อาวุโส ท่านสัญญาแล้ว ห้ามผิดคำพูด”
ชายชรามองด้วยสายตาเฉียบเย็น พลังปราณของเขาทำให้ในอาคารพัง ๆ สั่นสะเทือน
“เจ้าก็ฝึกกระบี่นั่นให้สำเร็จให้เร็วที่สุด”
ไฟตะเกียงลุกพรึ่บขึ้นอีกครั้ง วงปราณสีดำที่ล่ามมัดหลี่หานเหวินหายไป ทำให้เขาขยับตัวได้เป็นอิสระ
"ตกลง!"
เสียงคำสัญญาของทั้งสองก้องกังวานราวกับสะเทือนสวรรค์และพิภพ