“ที่ผ่านมาก็อยู่ตัวคนเดียว ถ้าจะกลับไปโดดเดี่ยวอีกครั้ง...มันก็ไม่ต่างจากเดิมนักหรอก”
มาโมรุยืนนิ่งอยู่หน้าห้องท่าทางเหมือนคนที่ผ่านการวิ่งมาอย่างหนักมือข้างหนึ่งยันขอบประตูไว้เพื่อช่วยพยุงร่างกายที่อ่อนล้าของตัวเองชินยืนอยู่ข้างๆเขา ดูเหนื่อยล้าไม่แพ้มาโมรุแต่แสดงออกทางสีหน้าน้อยกว่า
เอเรียลเลิกคิ้วเมื่อเห็นเด็กหนุ่มทั้งคู่ก่อนจะยิ้มอย่างยินดีเขาขยับตัวออกห่างจากตู้เก็บของเดินตรงไปยังหน้าต่าง ชินกับมาโมรุจ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตามีเพียงมินาโยะที่ดูเหมือนจะห่วงสภาพร่างกายของเพื่อนสนิทมากกว่าจะคิดสนใจเขา
“มาโมรุชิน เกิดอะไรขึ้น!?”
เด็กสาวร้องถามกำลังจะก้าวขยับไปหาพวกเขาแต่มาโมรุยกมือขึ้นห้ามขอให้เธออยู่กับที่
“เจอปัญหานิดหน่อยก่อนจะมาที่นี่”
ชินบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกอย่างคนระงับความโกรธ“ทางที่พวกเราขึ้นมาที่นี่กลายเป็นเขาวงกตไปหมดกว่าจะฝ่าขึ้นมาได้ก็เล่นเอาเสียเวลาไปแทบแย่”
เอเรียลหัวเราะเบาๆ“โดนไปทีแล้วยังไม่เข็ดอีกนะ ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้”
“ฝีมือแกเองเหรอเอเรียล!”
มาโมรุถามเสียงเข้ม
เอเรียลส่ายหน้า
“ก็เห็นๆกันอยู่ว่าไม่ใช่ฝีมือฉัน”เด็กหนุ่มบอกพร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาท นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มพราวระริก“ภาพลวงตานั่นเป็นความสามารถพิเศษของบลูต่างหาก”
เอเรียลเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างความยินดีฉายชัดอยู่บนใบหน้าก่อนจะหันมาหาพวกเขา
“พวกนายคิดเหรอว่ามีฉันคนเดียวที่อยู่ที่นี่ในคืนนี้”
พูดจบเด็กหนุ่มก็กระแทกตัวเข้าใส่หน้าต่างเสียงกระจกแตกดังแหวกลั่นอากาศแล้วร่างเล็กๆของนักรบอเวจีหนุ่มก็ทิ้งตัวดิ่งลงสู่พื้นจากความสูงหลายสิบเมตรชินถลาไปที่หน้าต่าง เห็นร่างในชุดขาวส่องสว่างท่ามกลางความมืดชายผ้าคลุมสีขาวโบกสะบัดตัดกับความมืดรอบข้าง
“คิดว่าฉันจะปล่อยแกไปหรือไง!”
ชินสบถผลักบานหน้าต่างออกสุดแรง มันกระทบขอบหน้าต่างเสียงดังปัง! แล้วชินก็ปีนขึ้นไปบนหน้าต่าง กระโดดลงไปจากห้องพักของเท็ตสึยะ
“ชินอย่า!”
มาโมรุวิ่งเข้าไปห้ามแต่ไม่ทันร่างของชินพุ่งตรงไปหาร่างของเอเรียลที่กำลังตกลงสู่พื้นดินด้วยแรงโน้มถ่วงฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นออกไปข้างหน้าหมายจะคว้าร่างเล็กๆนั้นไว้แต่ระยะห่างระหว่างเขากับเอเรียลมีมากเกินไป
เอเรียลยิ้มให้เขานัยน์ตาสีน้ำเงินอ่อนแสง ฝ่ามือเล็กๆข้างหนึ่งยืนออกไปข้างหน้า
ปลายนิ้วของชินอยู่ห่างแค่คืบ
แล้วอะไรบางอย่างก็พุ่งออกมาจากพื้นดินเบื้องล่างตรงเข้ารัดร่างของเอเรียลที่อยู่สูงจากพื้นไม่กี่สิบเมตรนัยน์ตาสีส้มทองของชินเบิกกว้าง
“ชิน!”
มาโมรุตะโกนลั่นท่ามกลางแสงสลัวของพระจันทร์เถาวัลย์สีเขียวเส้นยักษ์กำลังฉุดร่างของเอเรียลให้พุ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็วสูงร่างเล็กของเด็กหนุ่มถูกเถาวัลย์เส้นหนาเกาะเกี่ยวไปทั่วร่าง ตรึงแขน ขาและลำตัวเอาไว้ก่อนจะถูกดึงให้ลงสู่พื้นราวกับมีมือใหญ่ยักษ์มาฉุดเขาลงไปชินใช้เรี่ยวแรงที่เหลือไม่มากหยุดการเคลื่อนไหวของเขาเองความเร็วที่ตกลงสู่พื้นของเขาเริ่มลดลงเพราะแรงต้านจากกระแสลมที่ก่อตัวอยู่โดยรอบแล้วก่อนที่ร่างของเอเรียลจะปะทะพื้นแค่ไม่กี่เมตร เถาวัลย์ก็คลายตัวออกจากเด็กหนุ่มเอเรียลตีลังกาหมุนตัวออกจากเถาวัลย์ขึ้นไปยืนอยู่บนเสาไฟริมถนนในโรงพยาบาลได้อย่างสวยงามแล้วเถาวัลย์ยักษ์เส้นนั้นที่เคยช่วยเขาก็พุ่งเข้าหาชิน
“อย่าลงมามาโม--”
คำพูดของชินขาดหายไปเมื่อเถาวัลย์พุ่งเข้ามัดตัวเขามันดึงร่างของชินกระแทกลงพื้นเสียงดังสนั่นพื้นถนนโดยรอบที่โดนแรงปะทะระเบิดออกเป็นวงกว้างฝุ่นควันสีเทาหม่นลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ
“ชิน!”
มาโมรุร้องตะโกนลั่นมองไม่เห็นสภาพของคนที่อยู่ด้านล่างเพราะม่านฝุ่นที่ก่อตัวขึ้นมาบดบังวิสัยทัศ
“มากับฉันมินาโยะ!”
มาโมรุร้องบอกฉุดร่างมินาโยะที่วิ่งมาหาเขาเข้าหาตัวก่อนจะอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนแล้วกระโดดลงไปทางหน้าต่างทันที
“เกาะไว้แน่นๆนะ!”
มาโมรุร้องบอกเด็กสาวให้กอดคอเขาไว้ขณะที่เขากำลังพาเธอลงไปสมทบกับชินที่ไม่รู้ชะตากรรมอยู่ด้านล่างเอเรียลที่ยืนอยู่บนเสาไฟฟ้าเงยหน้าขึ้นมามองพวกเขา เด็กหนุ่มกระตุกรอยยิ้มยกมือข้างหนึ่งขึ้นเหนือหัว
ปึ้ง!
เหมือนมีอะไรหนักๆตกกระทบพื้นเมื่อแผ่นศิลาแลงขนาดยักษ์พุ่งออกมาจากฝ่ามือที่ยกขึ้นเหนือหัวของเอเรียล มาโมรุเม้มริมฝีปากแน่นเขากำลังจะพามินาโยะพุ่งเข้าชนแผ่นหินที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เด็กหนุ่มผลักร่างของมินาโยะออกไปข้างๆ ปล่อยให้เธอเปลี่ยนร่างกลางอากาศส่วนตัวเขาก็เพ่งสมาธิไปที่แผ่นหินนั่น ปลายขาเหยียดออกเต็มแรงแผ่นหลังโค้งโก่งเตรียมรับแรงปะทะ
ตู้ม!
ร่างของเขาพุ่งแหวกอากาศและเศษหินน้อยใหญ่ลงสู่พื้นมาโมรุตีลังกาก่อนจะกลิ้งไถลไปกับพื้นหญ้าในสวนด้านข้างแผ่นหินของเอเรียลแตกเป็นผุยผงเพราะโดนอะไรบางอย่างเข้าปะทะ
“ชิน!”
เสียงของมินาโยะดังขึ้นมาจากเหนือหัวเขามาโมรุหันขวับไปมองด้านข้าง ตรงจุดที่ชินตกปะทะพื้นมีกระแสลมไหลวนอัดตัวกันแน่นจนดูเหมือนลูกบอลลมพื้นดินรอบบริเวณนั้นเป็นหลุมบ่อรูปครึ่งทรงกลม ร่างของชินยืนอยู่ใจกลางกระแสลมไม่ได้มองมาที่เขาหรือเอเรียลที่ยืนมองดูพวกเขาอย่างสนุกสนานอยู่บนเสาไฟฟ้าแต่นัยน์ตาสีส้มทองคู่นั้นของชินกำลังเพ่งมองเข้าไปในเงาไม้ของสวนข้างโรงพยาบาลเหมือนกำลังจับจ้องอะไรบางอย่าง
ชินสะบัดมือออกข้างตัวท่าทางโกรธจัด กระแสลมที่พัดอย่างเกรี้ยวกราดรอบตัวเขาพุ่งเข้าไปในสวนของโรงพยาบาลฟาดฟันทุกอย่างที่ตั้งอยู่บนพื้นจนราบเป็นหน้ากลองตั้งแต่โคมไฟหินอันใหญ่ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปลูกอย่างเป็นระเบียบในสวนพุ่มดอกไม้สีสดที่ออกดอกบานสะพรั่งจนถึงต้นหญ้าสีเขียวชอุ่มในสวน
เอเรียลหมุนตัวลงจากเสาไฟไปยืนขวางทางลมเรียกเสาหินขนาดใหญ่หลายต้นออกมาจากอากาศตกลงมาขวางกั้นระหว่างเขากับชินกระแสลมของชินปะทะเข้ากับเสาหินส่งเสียงดังสนั่น เสาหินที่ถูกแรงปะทะกลายเป็นเศษฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณชินกระโดดถอยห่างออกจากกลุ่มควันมาสมทบกับมินาโยะและมาโมรุที่สวนข้างๆนัยน์ตายังคงไม่ละสายตาไปจากตำแหน่งเดิมที่เขาเคยจ้อง
“มีอะไร--”
คำถามของมาโมรุดังขึ้นไม่ทันจบประโยคเถาวัลย์เส้นหน้าก็พุ่งตัวออกมาจากกลุ่มควัน พวกมันฟาดตัวเองไปทุกทิศทางเหมือนปลาไหลเวลาที่ไม่ได้อยู่ในน้ำเถาวัลย์โบกสะบัดไปมาพัดเอาเศษหินและฝุ่นควันกระจายออกรอบตัวทัศนวิสัยตรงหน้าเริ่มดีขึ้นแล้วในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นคนสองคนยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มของเถาวัลย์ที่พันแน่นเป็นตาข่าย
“จำไม่ได้ว่าขอให้ช่วยแบล็ค”
“พูดกันตามตรงฉันว่าโอเบลิสก์ของฉันแข็งแกร่งกว่าเถาวัลย์ของนายนะ กรีน”
เอเรียลยืนอยู่ตรงนั้นข้างเด็กหนุ่มในชุดขาวที่มีเถาวัลย์เส้นใหญ่หลายสิบเส้นพุ่งออกมาจากกลางหลัง นัยน์ตาสีเขียวเข้มของเจ้าของเถาวัลย์เรืองแสงเข้มอยู่ท่ามกลางความมืดปะทะสายตากับนัยน์ตาสีส้มทองที่จ้องมองมาอย่างเคียดแค้น
“กรีน!”
ชินกระซิบเสียงเข้มรอดไรฟันสีหน้าโกรธแค้นชิงชัง คนที่เขาจ้องมองอยู่ก็มีสีหน้าไม่ต่างกันนัยน์ตาสีเขียวเข้มที่เรืองแสงท่ามกลางความมืดอยู่หลังกรอบแว่นนั่นมีเพียงความอาฆาตแค้นที่ส่งมอบให้
“เมื่อไหร่แกจะเลิกเล่นสักทีแบล็ค ฉันไม่ได้มาทีนี่เพื่อจับตัวผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้นะ”
กรีนหันไปทำเสียงเข้มใส่คนข้างๆที่ได้แต่ส่งยิ้มหน้าระรื่นมาให้
“ผิดคนๆ”เอเรียลร้องเป็นทำนองอย่างอารมณ์ดี
กรีนมีสีหน้าหงุดหงิด“เดี๋ยวเรดมันก็โวยวาย”
“หมอนั่นโวยวายใส่นายคนเดียวแหละฉันไม่เกี่ยวหรอก”
เอเรียลบอกขยับเดินออกมาข้างหน้านัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มพราวระริกจับจ้องอยู่ที่มินาโยะและมาโมรุโดยไม่สนใจจะมองชิน
โดยสัญชาตญาณมาโมรุเอาตัวเข้าบังมินาโยะไว้ จ้องมองเอเรียลตาไม่กระพริบ
เอเรียลยิ้มฝ่ามือสองข้างของนักรบอเวจีหนุ่มร่างเล็กกุมประสานกันอยู่ระหว่างอก เขาคลายมือออกกระแสพลังสีน้ำตาลหม่นไหลวนรอบข้อมือเขา เด็กหนุ่มดึงฝ่ามือออกจากกันช้าๆปลายหอกดินสีน้ำตาลเข้มเล่มหนึ่งค่อยๆผุดขึ้นมาจากอากาศว่างเปล่าตรงหน้า เอเรียลสะบัดมือออกจากกันหอกเล่มยักษ์ตกกระแทกพื้นดินเสียงดังตึง! เด็กหนุ่มกระชากมันขึ้นมาถือไว้ในมือแล้วเขวี้ยงออกไป
ชินถลาเข้ามาขวางมาโมรุกับมินาโยะสร้างกระแสลมขึ้นมารอบตัว แต่หอกยักษ์ของเอเรียลไม่ได้พุ่งเข้าหาพวกเขามันลอยตัวสูงขึ้นไปในอากาศก่อนจะแตกเป็นเสี่ยงๆเศษหินที่แตกกระจายออกมาจากหอกเล่มใหญ่นั้นหลายเป็นหอกเล่มเล็กๆหลายร้อยเล่มแล้วหอกเล่มเล็กๆนั้นก็แตกตัวไปเรื่อยจนกลายเป็นหอกเล่มเล็กขนาดเท่าเข็มเย็บกระสอบจำนวนนับแสนเล่มลอยคว้างอยู่กลางอากาศเอเรียลสะบัดมือลง แล้วหอกพวกนั้นก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วสูง
“เป็นพลังที่น่าเกลียดจริงๆ”กรีนพูดพร้อมกับทำสีหน้าดูถูกอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ฉันใช้ไอ้นี่เอาชนะบราวน์แล้วขึ้นมาเป็นหนึ่งในห้านักรบอเวจี”เอเรียลพูดอย่างชื่นชมในความสามารถของตัวเอง “หวังว่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้จะใช้ม่านพลังลมทำลายมันนะมันจะได้แตกตัวเป็นล้านๆเล่มเลยล่ะทีนี้”
เป็นจริงดังที่เด็กหนุ่มคาดชินใช้กระแสลมทำลายหอกพวกนั้นให้แตกเป็นผุยผงแต่ดูเหมือนเศษผงเหล่านั้นจะแปรสภาพเป็นหอกที่มีขนาดเล็กลงยิ่งกว่าเก่าแถมยังมีความแหลมคมเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก
แล้วมาโมรุก็เข้ามาช่วยเด็กหนุ่มสร้างดวงไฟดวงยักษ์ขึ้นมาสามดวงเขาส่งพวกมันเข้าไปรวมกลุ่มกับพายุของชินกลายเป็นกระแสลมร้อนหอกเล่มเล็กถูกกระแสลมพัดกลายเป็นเศษฝุ่นโดยไม่อาจเปลี่ยนสภาพกลับเป็นหอกได้อีก
กรีนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“เข้าท่าดีนี่”
แต่เอเรียลยิ้มไม่สนว่าชินกับมาโมรุจะทำอะไรกับหอกของเขา เด็กหนุ่มลากฝ่าเท้าไปตามพื้นแสงสว่างสีน้ำตาลหม่นส่องวาบขึ้นมาตามทิศทางที่ขาของเขาลากไปแล้วในที่สุดเมื่อเส้นพลังพวกนั้นเลี้ยวมาบรรจบกันเป็นวงกลมพีระมิดหินขนาดยักษ์ก็ลอยสูงอยู่เหนือหัวของพวกชินที่เพิ่งจะจัดการกับกระสุนหอกเสร็จเอเรียลกระทืบเท้าลงพื้น พีระมิดทิ้งตัวดิ่งลงสู่พื้นทันที
“รสนิยมแกนี่โบราณจริงๆ”กรีนออกปากชม
“ขอบใจ”เอเรียลยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี
“เรดบอกให้จับตัวพวกนั้นไม่ใช่ฆ่า!”
กรีนตะโกนฝ่าเสียงปะทะของพีระมิดที่ตกกระทบพื้นเสียงดังสนั่น
เอเรียลไม่สนใจเขาลากเท้าเป็นลายอักขระบนพื้นต่อไป
“ระหว่างที่ฉันกำลังระบายอารมณ์อยู่นี่นายก็หาทางจับพวกนั้นให้ได้สิ”
ตึ้ง!
สฟิงค์หินตัวใหญ่ยักษ์หล่นจากฟ้ากระแทกใส่พื้นดินตรงที่ที่พวกชินเคยยืนอยู่เอเรียลไม่สนใจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เขาใช้ฝ่าเท้าขีดสร้างอักขระต่อไปเรื่อยๆ
“โอ๊ะ!”
เด็กหนุ่มร้องอุทานกระโดดตัวหลบออกจากที่ที่เขายืนอยู่ทันทีกรีนถอยตัวไปอยู่อีกฟากหนึ่งเมื่อเงาดำพุ่งฝ่าร่างของพวกเขาไปวงแหวนเวทของเอเรียลที่ยังวาดไม่เสร็จส่องแสงเลือนรางอยู่ท่ามกลางความมืดก่อนจะดับวูบลง
“คิดว่าฉันจะปล่อยให้นายสร้างไอ้ของเล่นบ้าๆนั่นขึ้นมาอีกรึไง!”
ชินตะคอกถามสีหน้าโกรธจัด เนื้อตัวมีแต่แผลถลอกที่คาดว่าคงเกิดขึ้นตอนโดนพีระมิดหล่นใส่
“ออกมาชิน!”
มาโมรุตะโกนสร้างดวงไฟหลายร้อยดวงขึ้นมาในอากาศพวกมันลอยสูงๆต่ำๆเหมือนตะเกียงไฟยามค่ำก่อนจะพุ่งตัวเข้าหากรีนและเอเรียลเอเรียลผลักร่างของกรีนออกห่างสร้างกำแพงหินขึ้นมาคลุมตัวกรีนขณะที่กรีนเองขยับตัวเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ในสวนข้างๆแผ่นหลังเริ่มกลืนหายเข้าไปในต้นไม้ ชินเม้มริมฝีปากแน่นผละจากมาโมรุตรงไปจัดการกับกรีนทันที เขาจะปล่อยให้หมอนั่นหายเข้าไปในต้นไม้ไม่ได้เด็ดขาดไม่อย่างนั้น--
ร่างของเอเรียลกระโดดเข้ามาขวางเด็กหนุ่มหลุดออกจากดวงไฟของมาโมรุที่วิ่งวนอยู่รอบตัวเขาด้วยการสร้างกระสุนทรายขึ้นครอบพวกมันชินสะบัดมือออกด้านข้าง กระแสลมกรีดใบหน้าของเอเรียลเป็นทางยาวมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลที่ข้างแก้ม มินาโยะกรีดเสียงร้องลั่นอย่างตกใจแต่ไม่มีใครในหมู่ผู้พิทักษ์เลยที่เป็นห่วงเป็นใยเอเรียล
“ทำได้แค่นี้เหรอ”
เอเรียลร้องถามรอยยิ้มเหือดหายไปจากใบหน้าแต่นัยน์ตาสีน้ำเงินยังคงพราวแสงระริกมาโมรุเข้ามาช่วยชินจัดการกับเอเรียลแม้ว่าเขาเองจะไม่รู้ว่ากรีนหายตัวไปไหน
“สร้างดวงไฟล้อมตัวมินาโยะไว้”ชินตะโกนบอก “กรีนจะเข้าใกล้ยัยนั่นไม่ได้”
“เข้าใจแล้ว!”มาโมรุร้องบอกทั้งๆที่ไม่เข้าใจคำสั่งของชินเลยสักนิด แต่หากคิดตามหลักการถ้ากรีนเป็นคนของเอิร์ธวู้ดล่ะก็คงจะเกลียดความร้อนแหละถึงเขาจะไม่ได้อยู่เอิร์ธไฟเยอร์แต่อย่างน้อยดวงไฟของเขานอกจากจะมีแสงสว่างแล้วมันก็ยังพอมีความร้อนล่ะน่า
“โทษทีนะมินาโยะ”
มาโมรุกระโดดเข้ามาใกล้ร่างเด็กสาวร้องบอกเธอก่อนจะรีบลากฝ่ามือเป็นวงกลมรอบตัวมินาโยะที่ยืนนิ่งอย่างงงๆมาโมรุสะบัดนิ้วไปมา ลำแสงสีส้มทองพุ่งออกมาจากปลายนิ้วมือเป็นริ้วๆก่อนจะลอยตัวล้อมมินาโยะเป็นชั้นๆเหมือนสปริงสีทองที่ส่องแสงท่ามกลางความมืดชินต่อสู้กับเอเรียลอยู่ที่ฟากหนึ่งของสนามหญ้าเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อกระแสลมพุ่งเข้าปะทะแผ่นหินของเอเรียลฝุ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณจนเริ่มจะมองไม่เห็นคนทั้งคู่ มาโมรุมีท่าทีกังวลใจ เขาไม่รู้ว่ากรีนหายไปไหนหลังจากที่แฝงตัวเข้าไปในต้นไม้คนที่รู้มีเพียงชินที่เคยประมือกับกรีนเมื่อตอนสงครามครั้งใหญ่ แต่ตอนนี้หมอนั่นกำลังทำศึกกับเอเรียลอยู่
“ฉันจะไปช่วยชินเธอดูแล--”
น้ำเสียงของมาโมรุขาดห้วงไปนัยน์ตาของเด็กหนุ่มเบิกโพลงกว้าง เขารู้สึกว่าพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังสั่นไหวมีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นดินด้านล่างชินที่เพิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติรีบผละออกห่างจากเอเรียลตรงมาหามาโมรุทันทีแต่สายไปแล้วเถาวัลย์เส้นใหญ่ยักษ์พุ่งตัวขึ้นมาจากพื้นถนนตรงเข้ามัดร่างของมาโมรุกับมินาโยะมันจับทั้งคู่แยกออกจากกันก่อนจะเหวี่ยงไปมาในอากาศราวกับหนวดของปลาหมึกยักษ์
ชินสบถลั่น
“ไอ้บ้าเอ๊ย!”
เด็กหนุ่มยืนนิ่งเพ่งสมาธิไปที่เถาวัลย์เส้นใหญ่ตรงหน้าเพื่อสร้างกระแสลมตัดมันให้ขาดมินาโยะกับมาโมรุติดอยู่บนเถาวัลย์เหวี่ยงตัวไปมาอย่างไร้ทิศทางดูท่าจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ทั้งคู่เหลือแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยสองคนนั้นได้ แค่เขา!
ปึ้ก!
ฝ่ามือของเอเรียลกระแทกเข้าที่ท้ายทอยของชินเสียงดังลั่นร่างสูงทรุดลงไปกองกับพื้นในทันใดใบหน้าของชินบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวดขณะที่ล้มลงกับพื้นเอเรียลยืนมองดูเขาด้วยนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มว่างเปล่า
“เวลาที่นายไม่ระวังตัวนี่จัดการได้ง่ายเหลือเกินนะ”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเรียบเฉยและเย็นชาราวกับไร้ความเห็นใจใดๆเอเรียลกระโดดถอยหลังเถาวัลย์ผุดขึ้นจากพื้นรองรับตัวเขาก่อนจะชูร่างของเขาให้สูงขึ้นไปเหนือพื้นดินร่างของกรีนเดินออกมาจากเถาวัลย์เส้นที่ใหญ่ที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดที่อยู่ใจกลางกลุ่มเถาวัลย์นัยน์ตาสีเขียวเข้มเรืองแสงกล้า
“จบแค่นี้ใช่ไหม”
กรีนพูดมองไปที่ชินอย่างไร้ความรู้สึก
“ทีนี้ก็เหลือแค่ให้นายจัดการ”
ท่ามกลางความมืดมิดที่โรยตัวอยู่โดยรอบอากาศรอบข้างสั่นไหว พวกมันเสียดสีกันเป็นประกายไฟน้อยใหญ่เหมือนวิญญาณไฟสีเพลิงที่ลอยตัวไปมาประกายไฟพวกนั้นไหววูบก่อนจะรวมตัวกันเป็นเปลวเพลิงลุกลามไปทั่วเถาวัลย์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปรอบพื้นดินกลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงเจิดจ้าร่างของเด็กหนุ่มในชุดขาวเดินออกมาจากกองไฟ ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชน มาโมรุจำนัยน์ตาสีเหลืองทองที่มองตรงมาที่เขาได้อย่างแม่นยำ
เหนือขึ้นไปบนชั้นสูงสุดของตึกผู้ป่วยในข้างตึกที่โทวะกับเท็ตสึยะรักษาตัวอยู่มีร่างสูงของเด็กหนุ่มเจ้าของชั้นบนสุดกำลังจ้องมองผ่านหน้าต่างกรุกระจกใสลงมายังการต่อสู้ภายใต้ข่ายเวทเบื้องล่างนัยน์ตาสีเขียวเข้มคู่นั้นเรืองแสงท่ามกลางความมืดมิดขณะที่มือใหญ่คว้าโทรศัพท์เครื่องบางขึ้นมากดหมายเลขที่ท่องได้ขึ้นใจลงไปเขารอคอยอีกฝ่ายรับสายท่ามกลางเสียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ร้องเตือนเป็นระยะนัยน์ตาคมตวัดไปยังร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยมีเครื่องช่วยหายใจคลุมอยู่ครึ่งใบหน้าก่อนจะหันกลับมาสนใจการต่อสู้ด้านล่าง
ปลายสายกดรับก่อนเสียงงัวเงียจะดังขึ้น
“มีอะไร?ยุยยะ”
“นายไม่ได้อยู่ที่ฮิคาริงาโอกะรึไง?อาโออิ”
เด็กหนุ่มถามนัยน์ตายังไม่ละสายตาไปจากภาพตรงหน้า
“ไม่...” อีกฝ่ายตอบก่อนจะเงียบเสียงไป
เด็กหนุ่มถอนหายใจคาดว่าคนที่เขาโทรหาคงรู้แล้วล่ะว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่
“นายรีบมาที่นี่ดีกว่าก่อนที่เรดจะทำให้เรื่องเมื่อหกปีก่อนเกิดขึ้นอีกครั้ง”