บทที่ 39 ศึกแปดสำนัก (100%)
ช่วงเวลาในสำนักนภากาฬผ่านไปอย่างเรียบเรื่อย ซู่หลันแช่ตัวในสระทิพย์ครบสามเดือนตามความคาดหมายของเสวี่ยหยาง พลังยุทธ์เลื่อนระดับแบบก้าวกระโดด จากระดับหลอมกายสู่ระดับเทพยุทธ์ช่วงต้น“ดูเหมือนว่าการดูดซับพลังของพี่น้องคู่นี้จะไวกว่าคนปกติหลายเท่าตัว ในศึกแปดสำนักพวกเขาต้องกำชัยชนะอันดับหนึ่งทั้งเวทและยุทธ์อย่างแน่นอน”โม่ฟ่านเอ่ยชื่นชมสองพี่น้อง หลังจากฟังเหว่ยจงรายงานระดับพลังยุทธ์ของซู่หลัน อายุยังเยาว์แต่มีพลังระดับอาจารย์ ความสามารถของเด็กคู่นี้ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ“ยายหนูน้อยยังไม่ออกจากการกักตนฝึกจิตรึ?” โม่ฟ่านเอ่ยถามถึงซู่มิน“ยังขอรับ ข้าไม่เคยเห็นใครฝึกจิตจนร่างแทบจะกลายเป็นหินเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าออกจากการกักตนแล้ว นางจะมีพลังเวทระดับใด”เหว่ยจงตอบเสียงเบา ทุกครั้งที่ศิษย์น้อยฝึกตนในแบบของนาง มักจะได้ผลลัพธ์ที่น่าตกใจเสมอ หลังขึ้นจากสระทิพย์ศิษย์น้อยก็มีพลังเวทระดับจิตเทพช่วงต้นแล้ว อีกแค่หนึ่งช่วง นางจะมีพลังระดับเดียวกับเขาคือระดับจิตเทพช่วงกลาง“ยายหนูน้อยต้องการปกป้องพี่ชาย จึงพยายามเพิ่มความสามารถของตัวเองอย่างสุดกำลัง”“นางตั้งใจจะสู้กับจอมเวทที่สาปวั่งซานหรือขอรับ!!”เมื่อเห็นโม่ฟ่านพยักหน้าแทนคำตอบ หัวใจของเหว่ยจงแทบจะหยุดเต้นทันที เด็กแปดขวบคิดจะสู้กับจอมเวทที่สามารถร่ายเวทคำสาปใส่จอมยุทธ์ระดับอริยะเทวะได้ นางไร้เดียงสาเกินไปหรือกล้าหาญเกินไปกันแน่? ซู่มินน้อยออกจากการกักตนฝึกจิตก่อนถึงงานประลองศึกแปดสำนักเพียงเจ็ดวัน การขัดเกลาจิตในค่ายกลรัตติกาลกว่าสามเดือนและการระเบิดร่างจิตนับพันครั้ง ส่งผลให้พลังเวทของซู่มินอยู่ในระดับมหาเทวะช่วงต้น แต่เสวี่ยหยางร่ายเวทสะกดพลัง ให้เหลือเพียงระดับจิตเทพช่วงกลางเท่านั้นกฎการประลองศึกแปดสำนักกำหนดให้ส่งศิษย์เข้าร่วมประลองสำนักละห้าคน โดยทุกคนต้องมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี ซึ่งเป็นเกณฑ์เดียวกับการประลองศึกชิงอันดับแคว้น ตัวแทนศิษย์สำนักนภากาฬคือศิษย์เอกของเหว่ยจงสามคนและศิษย์เอกของเฉิงจินจากหอจิตตะวันสองคนความจริงในแคว้นซิง มีสำนักเวทและยุทธ์อยู่เพียงฝ่ายละเจ็ดสำนักเท่านั้น แต่เพื่อให้ได้ยอดฝีมือที่แท้จริง ฮ่องเต้เปิดโอกาสให้คนไร้สำนักสามารถเข้าร่วมประลองได้ และเรียกคนกลุ่มนี้ว่าศิษย์สำนักที่แปดวั่งซานไม่มีสำนักเป็นของตัวเอง ซู่หลันจึงเข้าร่วมประลองในกลุ่มศิษย์สำนักที่แปด คนกลุ่มนี้ต้องต่อสู้กันเองจนเหลือผู้ชนะแค่ห้าคน ก่อนถึงวันเข้าร่วมงานประลองใหญ่ และซู่หลันได้เป็นหนึ่งในห้าของศิษย์กลุ่มสำนักที่แปดฝ่ายยุทธ์แบบไร้รอยขีดข่วนงานประลองศึกแปดสำนักจัดขึ้นที่จัตุรัสกลางเมืองฉาย เวทีประลองสิบชั้นถูกสร้างขึ้นกลางลานกว้างสองเวที ทุกเวทีมีข่ายอาคมเวทติดตั้งอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้สู้กันจนบาดเจ็บถึงขั้นล้มตาย ที่นั่งของบุคคลสำคัญอยู่บนแท่นสูงด้านข้างเวทีประลองผู้คนนับหมื่นหลั่งไหลมาจับจองที่นั่งข้างเวทีกันจนเต็ม บรรยากาศในจัตุรัสเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ ผู้เข้าร่วมประลองสำนักยุทธ์และสำนักเวทยืนเข้าแถวข้างเวทีประลองอย่างเป็นระเบียบครั้นได้เวลา เสียงระฆังทองดังกังวานมาจากแท่นสูง ฮ่องเต้จินเลี่ยงหรงและเหล่าเจ้าสำนักต่างเข้าประจำที่ เสียงระฆังทองดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนในจัตุรัสเงียบเสียง“ในการประลองศึกแปดสำนัก ขอให้ทุกคนแสดงฝีมือให้เต็มที่ ผู้ชนะห้าคนสุดท้ายทั้งฝ่ายยุทธ์และฝ่ายเวท จะได้รับรางวัลจากเรา และได้เป็นตัวแทนแคว้นซิงไปสู้กับผู้ชนะจากแคว้นอื่นในศึกชิงอันดับแคว้น เริ่มการประลองได้”ฮ่องเต้จินเลี่ยงหรงประกาศเริ่มงานประลองด้วยเสียงดังก้องกังวาน ผู้ตัดสินจึงเข้าประจำตำแหน่งข้างเวทีทันทีการประลองแบ่งเป็นฝ่ายเวทและยุทธ์ ผู้เข้าประลองแต่ละฝ่ายถูกแบ่งเป็นสี่กลุ่มโดยมีจำนวนกลุ่มละสิบคน แต่ละกลุ่มจะแยกไปตามเวทีประลองที่ตนจับสลากได้ แล้วจับสลากเลือกคู่ต่อสู้ในกลุ่มเดียวกันอีกที ซู่มินจับสลากได้ผลัดแรก อยู่บนเวทีหมายเลขห้าของฝ่ายเวท คู่ต่อสู้เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดุดัน ผู้ชมจึงให้ความสนใจเวทีนี้เป็นพิเศษเมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ชายร่างใหญ่ขยับมือร่ายเวทโจมตีทันที สายลมก่อตัวเป็นใบมีดนับสิบเล่มพุ่งใส่ซู่มินอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยยืนยิ้มพลางขยับนิ้วเล็กน้อย ใบมีดลมถูกสกัดอยู่กลางอากาศอย่างง่ายดายก่อนจะสลายตัว ชายร่างใหญ่ตกตะลึงจนตาค้าง เวทใบมีดลมคือเวทโจมตีขั้นสูง เด็กน้อยที่สูงแค่เอวมีพลังเวทระดับใด?ร่างเล็กยังยืนยิ้มอยู่ที่เดิม แต่คลื่นจิตน่าสะพรึงที่ปล่อยออกมาจากจุดเสินถิง โถมใส่ชายร่างใหญ่อย่างหนักหน่วง ร่างใหญ่กระตุกวูบอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็วแรงคล้ายจะระเบิด พลังภายในร่างเหมือนถูกดูดไปจนหมด อวัยวะภายในราวกับกำลังมีเลือดออก ดวงตาดุดันจ้องมองเด็กน้อยด้วยความหวาดกลัว“พอแล้ว ข้ายอมแพ้” เสียงแหบห้าวตะโกนยอมแพ้อย่างไม่อายผู้ตัดสินตีระฆังยุติการประลอง แล้วประกาศให้ซู่มินชนะ คลื่นพลังโจมตีจึงหายไป“ขอบคุณพี่ชายเจ้าค่ะ” ซู่มินน้อยกล่าวขอบคุณคู่ต่อสู้ แล้วเดินยิ้มแฉ่งลงจากเวที“เอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ขยับตัว ยายตุ๊กตาน้อยของเราเก่งมากจริง ๆ”ฮ่องเต้เอ่ยชื่นชมซู่มินน้อยอย่างลืมตัว โม่ฟ่านที่นั่งอยู่ด้านข้าง แอบขำฮ่องเต้หนุ่มเบา ๆการประลองบนเวทีฝ่ายยุทธ์ในผลัดที่สองก็เรียกเสียงโห่ร้องได้ไม่แพ้กัน ซู่หลันปล่อยหมัดพยัคฆ์คำรามเพียงหมัดเดียว ก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย ร่างสูงใหญ่กำยำถูกซัดร่วงเวทีอย่างน่าสงสาร“ฮ่า ๆ เจ้าหนุ่มน้อยของเราก็เยี่ยมยอดไม่แพ้กัน”ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยชมซู่หลันเสียงดังลั่น หากโม่ฟ่านไม่แสร้งกระแอมไอเตือนสติ ฮ่องเต้คงลุกขึ้นปรบมือให้ซู่หลันไปแล้วสองพี่น้องและศิษย์สำนักนภากาฬทุกคน ผ่านเข้ารอบต่อไปได้อย่างราบรื่นตามความคาดหมาย เมื่อประลองรอบแรกเสร็จสิ้น เหว่ยจงพาซู่หลันและศิษย์ทุกคนกลับที่พักทันทีในมุมลับตาข้างสนามประลอง เงาร่างปริศนาสองร่างจ้องมองสองพี่น้องครอบครัวซู่ตาไม่กะพริบ“ฝีมือร้ายกาจ ฮ่องเต้โปรดปราน ต้องเอาตัวคนกลับไปให้ได้”“ตาแก่หัวดื้อคงไม่ยอมง่าย ๆ”“สิ่งที่ท่านประมุขเสนอให้ยากจะปฏิเสธ รอจบการประลองค่อยจัดการ”“ขอรับ” ร่างชราที่นั่งรออยู่ในเรือนพัก ทำเอาสองพี่น้องร้องตะโกนเสียงหลงด้วยความดีใจ ทันทีที่เห็นทั้งคู่วิ่งไปกอดร่างชราแน่นด้วยความคิดถึง“ท่านตา ท่านยาย ข้าคิดถึงพวกท่านเจ้าค่ะ ฮือ ๆ” ซู่มินน้อยร้องไห้โฮ“มินเอ๋อร์เด็กดี” ซู่หลิ่วกอดหลานสาวแน่น แล้วร่ำไห้เช่นกันซู่หลันยืนกอดซู่เซียวอย่างเงียบ ๆ แม้จะไม่ร้องไห้เสียงดังเหมือนน้องสาว แต่ดวงตาของเด็กหนุ่มก็แดงก่ำ“เสียงเด็กน้อยที่ไหนร้องไห้งอแงดังไปถึงที่พักของเรา”ฮ่องเต้จินเลี่ยงหรงพูดหยอกล้อซู่มินขณะเดินเข้ามาในเรือน ทุกคนคุกเข่าคารวะผู้ปกครองแคว้นทันที“ลุกขึ้นได้” ฮ่องเต้เอ่ยอนุญาต พลางก้มตัวลงไปอุ้มตุ๊กตาน้อยของตนเอง“คนเก่งบนเวทีเมื่อครู่ หายไปไหนแล้ว”ฮ่องเต้เอ่ยถามเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู แม้จะเก่งกาจสักเพียงใดก็ยังเป็นเด็กเล็กอายุแค่แปดขวบ องครักษ์เสื้อแพรสืบได้ว่า เด็กทั้งคู่กำพร้ามารดาและถูกตระกูลฝ่ายบิดาถอดทิ้ง ความเป็นอยู่ที่หมู่บ้านหลังเขาน่าเวทนาเป็นที่สุด โดยเฉพาะตุ๊กตาน้อยในอ้อมแขน ที่คลอดก่อนกำหนดและเกือบเสียชีวิตหลายครั้ง เพราะอาการป่วยหนัก“คนเก่งอยู่นี่เพคะ” ซู่มินน้อยเช็ดน้ำตา แล้วเอ่ยตอบฮ่องเต้อย่างน่ารัก“อืม..เป็นคนเก่งต้องไม่ร้องไห้เสียงดัง เราเคยบอกเจ้าแล้วว่า ไม่ชอบเห็นตุ๊กตาน่ารักร้องไห้”สองแขนเล็กนิ่มกอดคอฮ่องเต้หนุ่มแล้วซบหัวเล็กลงกับไหล่กว้าง อ้อมกอดที่อบอุ่นของฮ่องเต้เหมือนอ้อมกอดของท่านตา ที่กอดปลอบใจยามคิดถึงบิดามารดาที่ไม่เคยได้เห็นหน้ามือใหญ่ของฮ่องเต้ลูบหลังเด็กน้อยเบา ๆ อย่างอ่อนโยน ก่อนหันมาสั่งสองตายาย“พักอยู่กับหลาน ๆ ในเรือนรับรองจนกว่าการประลองจะจบ ทหารองครักษ์จะคอยดูแลพวกท่านตลอดเวลา”“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ /เพคะ”ฮ่องเต้ส่งตัวตุ๊กตาน้อยให้ซู่เซียว แล้วเดินออกจากเรือนรับรองด้วยรอยยิ้ม ครอบครัวซู่และเหล่าศิษย์อาจารย์สำนักนภากาฬจึงผ่อนคลายลง เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังออกมาจากเรือนรับรองจนตะวันตกดิน