‘สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนดูฝนดาวตกค่ำคืนนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นั้แ่เวลา 22.00 นาฬิกา จนถึงเวลา 4 นาฬิกา ซึ่งจะตกถึงชั่วโมงละ 120 ดวงเลยทีเดียว...’
พิณณาที่กำลังรีบกินข้าวเช้าก่อนไปโรงเรียนหันไปมองโทรทัศน์หลังเต่ารุ่นโบราณที่ใช้มานานด้วยดวงตาที่เป็ประกายก่อนจะหันมามองน้องชายที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ตรงข้ามพร้อมกับยิ้มกริ่มออกมา
“เลิกยิ้มน่ากลัวแบบนั้นได้แล้ว” พารันพูดขึ้นพร้อมกับตักข้าวเข้าปากคำสุดท้าย แต่พิณณาก็ยังยิ้มอยู่เหมือนเดิม
“คืนนี้แหละพัน” อยู่ๆ พิณณาก็พูดขึ้นมาจนน้องชายขมวดคิ้วมุ่น
“คืนนี้ทำไม”
“คืนนี้ที่พี่จะขอคุณฝนดาวตกให้สมหวังในความรักยังไงล่ะ” พิณณาพูดพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างแนบแก้มพร้อมกับมองไปในอากาศราวกับกำลังวาดฝันอะไรบางอย่างอยู่
“เลิกฝันกลางวันได้แล้ว” พารันดีดนิ้วเรียกสติที่กำลังล่องลอยของพี่สาวก่อนจะหยิบจานของตัวเองเดินไปยังซิงก์ล้างจานพร้อมกับพูดกับพี่สาวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ “พี่เอาเวลาไปตั้งใจเรียนก่อนเถอะ ถ้าเทอมนี้ยังได้ศูนย์มาอีก คงหมดหวังที่จะได้เข้ามหาลัยแน่นอน”
พิณณาได้ยินน้องชายพูดอย่างนั้นก็อดที่จะย่นจมูกใส่ไม่ได้ แต่ก็ยังไม่วายที่จะรีบตักข้าวเข้าปากต่อไป
“ใครจะเหมือนแกล่ะ ได้สี่ทุกเทอม ทุกวันนี้พี่ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าตอนแม่ท้องพี่ ลืมใส่สมองมาให้ด้วยหรือเปล่า” พิณณาพูดออกมาอย่างนั้น น้องชายที่พึ่งล้างจานของตัวเองเสร็จก็หันมามองพี่สาวที่ชอบพูดเพ้อเจ้อออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“เพ้อเจ้อ!”
“อ้าว! รอด้วยสิ” พิณณาเห็นน้องชายเดินไปหยิบกระเป๋าก็รีบเรียกไว้ แต่น้องชายที่น่ารักของเธอก็ไม่ได้สนใจคนเป็พี่เหมือนกัน เธอเลยรีบไปล้างจานของตัวเองพร้อมกับชะเง้อคอมองน้องชายที่เดินออกจากบ้านไปแล้ว
“แม่ ผมไปโรงเรียนแล้วนะ” พารันบอกแม่ที่กำลังขายข้าวแกงอยู่หน้าบ้าน
“ไอ้พัน ไม่รอกันเลย” พิณณาวางจานบนชั้นก่อนจะรีบไปหยิบกระเป๋านักเรียนแล้วไปใส่รองเท้าหน้าบ้านอย่างรีบร้อน
“แม่ หนูไปโรงเรียนแล้วนะ” พิณณาะโบอกแม่พร้อมกับรีบวิ่งตามน้องชายที่เดินออกจากบ้านไปอย่างไม่เคยคิดจะรอพี่สาวคนนี้เลยสักครั้ง
พิณณารีบวิ่งจนแซงหน้าน้องชายก่อนจะไปเกาะรั้วบ้านหลังใหญ่สีน้ำเงิน ที่มีตัวบ้านสไตล์คลาสสิค พื้นหญ้าสวนหน้าบ้านถูกตัดไว้อย่างดี
“รู้ว่าคนที่มองไม่อยู่ ยังจะมองอยู่อีก” พารันพูดขึ้นขณะที่กำลังเดินผ่านพี่สาวที่ทำตัวเป็ตุ๊กแกเกาะรั้วบ้านคนอื่น
พิณณาหันมองน้องชายก่อนจะเบ้ปากใส่แล้วรีบสาวเท้าเดินข้างๆ คนที่ยังคงเดินไปเรื่อยๆ
“ไม่เคยได้ยินหรือยังไง ถึงจะไม่เห็นหน้า แค่ได้เห็นหลังคาบ้านก็สุขใจ” พิณณาพูดพร้อมยิ้มออกมาอย่างร่าเริง พารันก็ได้แต่มองคนที่ร่าเริงเกินเหตุด้วยหางตา
“มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่คิดอย่างนั้น เขาไม่อยู่มาหลายปีแล้วยังจะมาเกาะรั้วบ้านเขาอีก” พารันบอกอย่างนั้น พิณณาก็ได้แต่กลอกตาไปมา
“รักของฉันนั้นมั่นคงและทนทาน พูดไปคนอย่างแกก็ไม่เข้าใจหรอก” พิณณาพูดขึ้นพร้อมกับส่ายหน้า แต่น้องชายเพียงแค่ปรายตามามองราวกับเธอกำลังพูดเื่ไร้สาระ
เธอบอกแล้วหรือยังว่าเธอชื่อ พิณ พิณณา นาวารักษ์ มีงานหลักคือเป็นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ดูท่าทางจะร่อแร่ไม่น้อย แต่เธอก็มีงานอีกอย่างหนึ่งที่รักคือการเป็นักเขียนการ์ตูน เห็นอย่างนี้ก็มียอดวิวไม่น้อยเหมือนกันนะ ครอบครัวของเธอมีน้องชายที่ดูจะรำคาญเธอตลอดเวลาอย่าง พารัน น้องเธอ ฉลาดเื่เรียน อ่านอะไรก็เข้าใจไปหมด แต่มักจะมาตกม้าตายกับเื่ไม่เป็เื่ และแม่ของเธอ ชื่อ ภาวี หรือที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกกันว่า เจ๊ภา ั้แ่แม่ย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดที่กรุงเทพมหานคร ฟ้าอมรรัตนโกสินทร์แห่งนี้ก็เริ่มประกอบอาชีพขายข้าวแกง ส่วนพ่อของพวกเรา พอได้ย้ายเข้าเมืองกรุงได้ไม่นาน ก็เกิดซี้แหงแก๋ตอนไปทำภารกิจช่วยชาติตามหน้าที่ของตำรวจที่ดี ตอนนี้ครอบครัวของเธอเลยเหลือกันอยู่สามคนถ้วน พอดิบพอดี ไม่มีขาด แต่เธออยากให้เกินมาอีกสักคนสองคนก็ดีเหมือนกัน
“พี่พันคะ”
พิณณาที่กำลังคิดอะไรไปเพลินๆ ก็หยุดหันไปมองสาวน้อยที่ถึงแม้เธอจะมั่นใจว่าตัวเองหน้าตาน่ารักกว่าสาวน้อยท่าทางคนเขินอายที่มาเรียกน้องชายที่ชอบทำหน้าเหมือนจะปวดอึตลอดเวลาที่หน้าโรงเรียน
“พี่พันคะ หนูชอบพี่ค่ะ”
พิณณายิ้มออกมาอย่างให้กำลังสาวน้อยใจกล้า แต่ดูเหมือนน้องชายของเธอจะเดินผ่านไปไม่แม้แต่จะปรายตามองเลยด้วยซ้ำ เธอเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้ก่อนจะรีบเดินตามน้องชายตัวเองไป
“สงสารน้องเขานะ แกไม่แม้แต่จะมองเขาเลย” พิณณาพูดขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจคนที่ถูกเมินเป็อย่างดี
“ไร้สาระ”
“ใจร้ายไปนะพัน” พิณณาพูดออกไปอย่างเข้าใจความรู้สึกของคนที่รักข้างเดียว พารันหยุดเดินก่อนจะหันมามองอย่างเบื่อหน่าย
“ผมไม่อยากให้ความหวังใคร” พารันพูดจบก็เดินแยกไปทางตึกใหม่ที่เป็ที่ตั้งของห้องเรียนพิเศษที่รวมหัวกะทิและบุคคลที่สร้างหน้าตาให้โรงเรียน เธอได้แต่มองตามหลังน้องชายก่อนจะหัวเราะออกมาเบา
“เหมือนกันอย่างกับแกะ” พิณณานึกถึงใครคนหนึ่งที่หายจากเธอนานนับปีก่อนจะยิ้มออกมา พิณณาส่ายหน้ากับตัวเองก่อนจะเดินไปทางตึกเรียนอีกฝั่งหนึ่งอย่างสบายใจ เมื่อทิ้งความเศร้าหมองในจิตใจไปอย่างรวดเร็ว