อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 78 กลางดึก

            คาทาริน่าพูดด้วยท่าทีที่ปราศจากการวางอำนาจว่า

            “ข้ากำลังตามหาคนจึงอยากขอตรวจค้นรถม้าของท่านพ่อค้านิดหน่อยหวังว่าท่านจะอนุญาต ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้สินค้าของท่าเสียหายอย่างแน่นอน”

            พ่อค้าร่างอ้วนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบพูดว่า

            “ได้เลยครับท่านไม่มีปัญหาครับ” ก่อนจะหันไปตระโกนสั่งลูกน้องของตนที่ทำหน้าที่เฝ้ารถม้าว่า “เฮ้ยพวกแกมัวทำอะไรอยู่ฟะรีบอำนวยความสะดวกให้ท่านผู้สูงส่งเร็วเข้า”

            สิ้นคำสั่งของเขาลูกน้องของเขาก็พากันหลีกทางเปิดให้พวกคาทาริน่าทำการตรวจค้นได้อย่างเต็มที่ แบรดก็ถือกระจกเดินตามรถม้าทีละคันจนมาหยุดที่รถม้าคันหนึ่ง เขามองกระจกในมือก่อนจะหันไปพูดกับคาทาริน่าว่า

            “ท่านคาทาริน่าคันนี้แหละครับ”

            คาทาริน่าเดินมายืนที่หน้ากระตูรถม้าโดยมีเจมส์เดินตาม เหล่าลูกน้องของพ่อค้าต่างเข้ามาเปิดประตูอย่างรู้งาน สภาพในรถม้าปรากฏสู่สายตาพบว่ามันเต็มไปด้วยหีบขนาดใหญ่มากมาย แต่สายตาของพวกคาทาริน่ากลับจ้องมองที่พื้นรถม้า ร่างของแมลงที่คล้ายกับหลอมมาจากทองทั้งตัววางอยู่บนพื้นแมลงตัวนั้นช่างดูคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง

            “แมลงเกาะชะตา? มันมาอยู่นี่ได้ยังไง” เจมส์ถามขึ้นก่อนจะทำการกระชากคอเสื้อลูกน้องของพ่อค้าที่อยู่ใกล้ที่สุด “บอกมานะว่าคืนนี้มีใครเข้าใกล้หรือเคยเปิดประตูรถม้านี่บ้าง”

            พ่อค้าคนนั้นหวาดกลัวจนพูดไม่ออกเป็นหัวหน้าของเขาพูดว่า

            “เรียนท่านผู้สูงส่งวันนี้ทั้งวันพวกเราก็อยู่เฝ้าที่นี่มาโดยตลอดพวกข้ามั่นใจว่านอกจากแล้วไม่มีใครเข้าใกล้แน่นอนทั้งประตูรถม้านี้ก็ไม่เคยถูกเปิดออกมาเลยตั้งแต่การค้าครั้งล่าสุดของนายท่านซึ่งก็คือเมื่อห้าวันก่อนครับ”

            พ่อค้ารีบช่วยพูดว่า

            “ที่เขาพูดนั้นเป็นความจริงครับท่านผู้สูงส่งย่อมทราบดีว่าตัวรถม้าของพวกข้าล้วนเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่ถ้าไม่มีกุญแจก็จะเปิดไม่ออก ซึ่งกุญแจจะมีแค่ดอกเดียวและที่ผ่านมากุญแจก็จะอยู่กับตัวข้าตลอดครับท่าน”

            เจมส์ยอมรับว่าที่อีกฝ่ายพูดนั้นมีเหตุผลเขาปล่อยมือจากคอเสื้ออีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์แล้วหันไปถามคาทาริน่า

            “ท่านคาทาริน่าจะเอายังไงดีครับ”

            คาทาริน่าจ้องมองแมลงเกาะชะตาบนพื้นรถม้าอย่างใจเย็นก่อนจะพูดว่า

            “เขาต้องการกำจัดแมลงเกาะชะตานี่ทิ้ง”

            ส่วนแบรดไม่พูดอะไรเพียงแค่ก้มลงมองขาของแมลงเกาะชะตาพบว่าขาของมันคล้ายกับกำลังหลอมเป็นเนื้อเดียวกับพื้นของรถม้า

            คาทาริน่าหันไปสั่งเจมส์

            “ไปแจ้งผู้บัญชาการให้เร่งระดมกำลังหาตัวคนๆ นั้นโดยเร็วที่สุดเราต้องได้ตัวเขามาก่อนพวกราตรีแห่งการล้างแค้น” พูดจบเธอก็พุ่งตัวออกไปจากโรงเก็บรถม้าในทันที

            เจมส์ก็รีบจากไปตามเพื่อทำตามที่คาทาริน่าสั่ง เหลือเพียงแบรดคนเดียวซึ่งเขาก็เอาแต่จ้องมองแมลงเกาะชะตาอยู่อย่างนั้น ในขณะที่คนรอบข้างทั้งเจ้าของโรงแรมพ่อค้าและบรรดาพวกลูกน้องทั้งหลายต่างก็พอกันอึดอัดเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำยังไต่อไป แบรดก็หันไปสั่งการพ่อค้าคนนั้นว่า

            “ปิดประตูรถม้าคันนี้แล้วห้ามเปิดออกเป็นเวลาเจ็ดวัน”

            พ่อค้าที่ถูกสั่งทำหน้างง

             

            ย้อนเวลากลับสักเล็กน้อยที่เมืองไพรฺล็อก

            ที่พระราชวังภายในห้องบรรทมของพระราชาและพระราชินีตอนนี้ราชินีเอลิเซียชุดนอนที่สีขาวตัวใหญ่กำลังนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งโดยมีหัวหน้าสาวใช้ลาน่าทำการหวีผมให้เธอ

            “วันนี้องค์ราชินี้ดูจะอารมณ์ดีมายเลยเพคะ” ลาน่าถามขึ้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

            “นี่นอนสิจ๊ะลาน่าก็วันนี้เออร์วินน้อยของฉันยอมสอนขั้นต่อไปสำหรับการทำอาหารให้แล้วนี่จ๊ะ การได้ทำอาหารให้คนที่เรารักได้ทานเนี่ยมันช่างวิเศษจังเลยนะ”

            “ใช่แล้วเพคะ” ลาน่าตอบพลางหวีผมให้ราชินีเอลิเซีย

            ประตูห้องก็เปิดออกเป็นพระราชาอัลเฟรดเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่เหนื่อยอ่อน ราชินีเอลิเซียถามสามีของตนว่า

            “เรื่องหนักใจอะไรหรือเปล่าคะคุณสีหน้าไม่ดีเลย”

            พระราชาอัลเฟรดใช้สองนิ้วนวดเปลือกตาพลางตอบว่า

            “ก็เจ้าตัวแสบน่ะสิไม่รู้ว่าที่เตือนมันอ้อมๆ ไปวันนี้จะเข้าหูมันบ้างรึเปล่า”

            ราชินีเอลิเซียยิ้มพลางกล่าวว่า

            “เออร์วินเป็นเด็กฉลาดจะต้องเข้าใจแน่ค่ะ”

            พระราชาอัลเฟรดมองมองภรรยาตนด้วยใบหน้าที่เหนื่อยอ่อน

            “คุณน่ะเชื่อใจเจ้าตัวแสบนี่มากเกินไปแล้วคุณก็รู้นี่ว่าในบรรดาลูกทั้งหมดมีเจ้านี่นี่แหละที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยมากที่สุด คิดอะไรทำอะไรก็ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน จริงอยู่ที่พลังเวทย์ของเจ้าลูกคนนี้มันเป็นปัญหาและเราเองก็เคยกลุ้มใจในเรื่องนี้ว่าถ้าสักวันไม่มีพวกเราเด็กคนนี้จะเป็นยังไง แต่ตอนนี้เรากลุ้มใจเรื่องอื่นมากกว่าว่าถ้าไม่มีพวกเราโลกนี้จะเป็นยังเด็กคนนี้จะสร้างหายนะขนาดไหน”

            ราชินีเอลิเซียที่ได้ฟังก็ยิ้มออกมา

            “นั่นเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอคะมันแปลว่าเด็กคนนั้นดูแลตนเองได้ แถมคุณเองก็ดูจะตั้งใจปล่อยให้เขาทำทุกอย่างอย่างอิสระมาโดยตลอดไม่เหรอคะ”

            คำพูดของภรรยาทำให้พระราชาอัลเฟรดเผลอยิ้มออกมาแต่ก็รีบทำหน้าบึ้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

            “แต่ครางนี้มันไม่เหมือนทุกทีน่ะสิเพราะดันมีพวกศาสนจักรมาเกี่ยวข้องแถมยังมีกลุ่มคนที่ออกล่านักล่าค่าหัวเพราะต้องการของที่เจ้าตัวแสบนั่นไปได้มาโดยบังเอิญ”

            ราชินีเอลิเซียแม้ว่าจะยังคงยิ้มแต่ทว่านัยน์ตาของเธอกลับฉายประกายเย็นเฉียบออกมา พระราชาอัลเฟรดวางมือบนไหล่ของเธอก่อนอย่างเผ่าเบาก่อนจะล้วงลงไปในคอเสื้อของเธอ มือของเขาทำการขยำบีบเค้นปทุมถันบางครั้งเอานิ้วเขี่ยหรือบีบยอดถันที่เริ่มแข็งเป็นไต ส่วนกลีบดอกไม้ของเธอตอนนี้ก็เริ่มหลั่งน้ำหวานออกมาจนเริ่มแฉะ พระราชาอัลเฟรดเริ่มเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นใช้มือทั้งสองบีบเค้นปทุมถันทั้งสองของเธอ จนร่างกายของเธอร้อนลวกราวกับไฟ ราชินีเอลิเซียเริ่มทนไม่ไหวจับแขนของเขาแล้วพูดเสียงกระเส่าว่า

            “ให้ลาน่าได้ช่วยคุณเถอะค่ะ”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าก่อนจะถอนมือออกจากปทุมถันคู่งามแล้วหันไปหาลาน่าพบว่าเธอกำลังถอดชุดสาวใช้อย่างรู้งาน

             

            ภายในห้องบรรทมยามนี้มีร่างสามร่างเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง หัวหน้าสาวใช้ลาน่านอนอยู่เตียงโดยมีพระราชาอัลเฟรดกระแทกแก่นกายเขาไปในกลีบดอกไม้ของเธอจนเสียงเนื้อกระทบกันดังไปทั่วห้อง ส่วนองค์ราชินีเอลิเซียนั่งค่อมบนหน้าของลาน่าโดยการหันหน้าเข้ากับพระสวามีของตนพร้อมกับบดเบียดกลีบดอกไม้กับปากของลาน่าจนต้องร้องซี้ดซ้าดพลางแอ่นตัวด้วยความเสียว

            ราชินีเอลิเซียขบริมฝีปากล่างมือทั้งสองบีบคั้นปทุมถันคู่งามของเธอจนบิดเบี้ยวผิดรูปพระราชาอัลเฟรดตอนรู้ก็ตะบี้ตะบันกระแทกแก่นกายเข้านอกกลีบดอกไม้ของลาน่าโดยไม่มีความอ่อนโยนแต่อย่างใด แม้ว่าเธอจะไม่ได้ร้องออกมาเพื่อระบายความรู้สึกแต่การที่เธออ่อนตัวเล็กน้อยทุกครั้งที่แก่งกายของพระราชาอัลเฟรดลุกล้ำเข้ามาในร่างเธอทั้งในโพรงดอกไม้ของเธอมีการขมิบต่อเนื่องตอบสนองต่อแก่นกายที่ลุกล้ำเข้ามาก็บ่งบอกได้ถึงความรู้สึกของเธอ และมันทำให้เธอบรรเลงใส่กลีบดอกไม้ด้วยความตะกละตะกรามอย่างลืมตัวซึ่งพลลัพธ์ของมันก็คือทำให้ราชินีเอลลิเซียแทบจะเป็นบ้า ผิวพรรณของเธอเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเป็นมันเงาราวกับโชลมด้วยน้ำมัน พระราชาอันเฟรดที่ได้เห็นเรือนร่างของภรรยาตนก็ยื่งรู้สึกคึกและระบายกับดอกไม้ของลาน่า

            กีฬาในร่มดำเนินต่อไปสักพักจนในที่สุดก็มาถึงจุดสิ้นสุดเพราะทั้งสามคนต่างก็ทนไม่ไหวเริ่มจากที่พระราชาเฟรดกระตุกและปล่อยธารแห่งความสุขในโพลงดอกไม้ของสาวใช้ลาน่า ก่อนที่ลาน่ากับราชินีเอลิเซียจะถึงจุดสุดยอดพร้อมกัน ทั้งสามต่างดูเหนื่อยอ่อนทว่าสีหน้ากลับดูยินดีและมีความสุข

            พระราชาอัลเฟรดถอนแก่นกายออกมาจากโพลงดอกไม้ของลาน่าเผยให้เห็นเมือกสีขาวขุ่นบนแก่นกายที่ตอนนี้อ่อนยวบหลังเสร็จกิจ ราชินีเอลิเซียโน้มหน้าลงไปก่อนจะใช้ปากกับลิ้นของเธอทำการเลียแก่นกายที่ชุ่มไปด้วยน้ำเมือกสีขาวนั้น ในขณะที่กลีบดอกไม้ของเธอยังค่อมอยู่บนหน้าของลาน่า ซึ่งลาน่าก็เลียน้ำเกษรจากดอกไม้ของราชินีเอลิเซีย ใช้เวลาไม่นานแก่นกายที่ชุ่มไปด้วยน้ำสีขาวขุ่นก็ถูกเลียจนสะอาดตั้งแต่โคลนยันปลายพร้อมกับเริ่มกลับมาแข็งตัวอีกครั้ง ราชินีเอลิเซียที่เห็นว่าแก่นกายของพระสวามีเริ่มกลับมาอยู่ในสภาพพร้อมรบอีกครั้งก็เริ่มได้ใจแล้วทำการใช้ปากกับลิ้นต่อแถมเพิ่มความดุดันเข้าไปจนพระราชาอัลเฟรดต้องสูดปากเพื่อระบายความรู้สึก ในขณะที่กลีบดอกไม้ของเธอก็เริ่มขมิบต่อสู้กับลิ้นของของลาน่า

            จนในที่สุดพระราชาอัลเฟรดก็เริ่มทนความร้ายกาจจากปากและลิ้นของภรรยาที่แสนงดงามนี้ไม่ไหวเขาจับศีรษะของเธอแล้วแทงแก่นกายเข้าออกปากของเธอประหนึ่งเป็นโพรงดอกไม้ก่อนจะทนไม่ไหวกดแช่แก่นกายของตนกับปากของเธอแล้วหลั่งธารแหล่งความสุขข้างใน เมื่อถอนแก่นกายออกมาราชินีเอลิเซียสำลักเล็กน้อยทำให้น้ำสีขาวขุ่นบางส่วนไหลออกมาจากปากเธอแต่เธอก็รีบปิดปากของเธอทันทีก่อนจะรีบออกจากการค่อมหน้าของลาน่าแล้วยื่นหน้าเขาไปใกล้หน้าเธอ ลาน่าคล้ายกับรู้ว่าองค์ราชินีจะทำอะไรเธออ้าปากเล็กน้อย

            ราชินีเอลิเซียอ้าปากแลบลิ้นออกมาเผยให้เห็นน้ำสีขาวขุ่นบนลิ้นของเธอ น้ำสีขาวขุ่นยืดลงไปในปากที่อ้ารอไว้ของลาน่าอย่างช้าๆ จนเห็นเป็นเส้นสีขาว แล้วราชินีเอลิเซียก็ประกบฝีปากของตนกับปากของลาน่าก่อนที่ทั้งสองจะทำการแลกลิ้นกันอย่างดูดดื่ม บดและเสียดสีปทุมถันกับยอดถันของกันและกันมือของทั้งคู่ต่างก็ลูบไล้ร่างกายของอีกฝ่าย

            พระราชาอัลเฟรดที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นนั่งพักแล้วมองดูภรรยาของตนเริงรักกันเองเป็นอาหารตา ต้นสายปลายเหตุทั้งหมดนั้นเกิดจากการที่ราชินีเอลิเซียไม่ต้องการมีลูกอีกหลังจากที่คลอดเออร์วินออกมา เขาเคารพในการตัดสินใจของภรรยาและเห็นด้วยกับความคิดของเธอ เพราะเขาเองก็ไม่อยากเห็นภาพที่ลูกๆ ของตนต้องมาทำร้ายกลั่นแกล้งกันเอง แม้ว่าเขาจะยังคงมีความต้องการอยู่บ้างก็ตาม แต่เขากับไม่นึกเลยว่าภรรยาของเขานี้จะสังเกตเห็นความต้องการของเขาและทำในสิ่งที่ผู้หญิงทั่วไปไม่ทำกันนั่นคือเสนอสาวใช้ส่วนตัวของตนให้หลับนอนกับสามีของตน ตอนนั้นเขาอึ้งมากไม่นึกว่าภรรยาของเธอจะกล้าคิดอะไรแบบนี้ ตอนนั้นตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลจึงปฏิเสธแต่ราชินีเอลิเซียคะยั้นคะยอจึงยอมทำตามด้วยการร่วมเสพสังวาสกับลาน่าโดยมีภรรยาของตนนั่งมองอยู่ข้างๆ

            จากนั้นความสัมพันธ์แบบนี้ก็เริ่มดำเนินไปเขาจะยังคงมีภรรยาเพียงคนเดียวโดยมีลาน่าไว้เป็นที่ระบาย จนกระทั่งลาน่าตั้งครรภ์ขึ้นและคลอดลูกออกมาเขาจึงชื่อให้เธอด้วยตัวเองว่าเรเชล แม้ว่าเขาจะไม่ได้แต่งตั้งเธอเป็นเจ้าหญิงแต่เขายังรักและเอ็นดูเธอไม่น้อย โดยเฉพาะราชินีเอลิเซียที่ดูจะใส่ในเรเชลไม่น้อยอย่างกับว่าเธอเป็นคนคลอดเอง แต่แล้วเหตุพลิกผันก็มาถึงเมื่อเจ้าลูกชายตัวดีดันบังเอิญเห็นเธอเข้า ซึ่งเจ้าลูกชายคนนี้แม้จะมีปัญหาในเรื่องพลังเวทย์แต่กลับหัวดีผิดมนุษย์มนา แค่ได้เห็นเรเชลครั้งแรกก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้เป็นน้องสาวต่างมารดาของตน

            คืนนี้ลูกชายได้มาโวยวายกับเขายกใหญ่ว่าทำไมถึงไม่บอกว่าตนมีน้องสาว ซึ่งเขาเองก็อยากเถียงไปว่าก็เพราะเอ็งฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุดไม่ใช่เหรอฟะถึงได้ไม่เคยเห็นเธอเดินไปมาในปราสาทน่ะ ก่อนจะเริ่มโต้เถียงกันเมื่อเขาเริ่มเสนอให้แต่งตั้งเรเชลเป็นเจ้าหญิง คืนนั้นสองพ่อลูกโต้เถียงกันอย่างดุเดือดจนในที่สุดต้องให้ราชินีเอลิเซียมาห้ามทัพและจบลงด้วยการทำตามที่เออร์วินร้องขอ ทว่าในคืนนั้นกลับไม่ได้มีแค่นั้นหลังจากที่เออร์วินกลับไปแล้วราชินีเอลิเซียกลับคุยกับเขาเรื่องของลาน่า นั่นก็คือการยกเธอให้เป็นอนุภรรยาอย่างไม่เป็นทางการ แม้ว่าสถานะภายนอกของเธอจะเป็นเพียงแค่สาวใช้ แต่ราชินีเอลิเซียต้องการให้ลาน่ามีความสำคัญมากกว่าการเป็นแค่นางบำเรอที่มีความสำคัญยามที่เขามีความต้องการเท่านั้น และนั่นจึงเป็นที่มาของความสัมพันธ์แบบสามคนสามีภรรยาเช่นตอนนี้

            แม้ว่าลาน่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอนุภรรยาอย่างไม่เป็นทางการแล้ว แต่เธอกลับยังคงประพฤติตัวเช่นเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอยังคงวางตัวเป็นทั้งหัวหน้าสาวใช้และสาวใช้ส่วนตัวของราชินีเอลิเซียเช่นเดิม แม้ว่าเธอจะได้รับอนุญาตให้นอนร่วมเตียงเดียวกับพระราชาและพระราชินีแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะเป็นฝ่ายเปิดฉากรุกพระราชาอัลเฟรดก่อนหากได้รับอนุญาติจากราชินีเอลิเซีย

            ราชินีเอลิเซียกับลาน่าจูบแลกลิ้นนัวเนียไปมากันอยู่ดูดดื่มก่อนจะถอนริมฝีปากแล้วจ้องมองกันและกัน สองตาของทั้งสองต่างเผยให้เห็นความรักลึกซึ้งอยู่ในแววตาของอีกฝ่าย ราชินีเอลิเซียยิ้มเล็กน้อยขณะมองลาน่าก่อนจะโน้มหน้าลงไปจูบเธออีกรอบก่อนจะบรรเลงเพลงรักกันต่อ

            เวลาผ่านไปราชินีเอลิเซียกับลาน่านอนกอดกันอย่างหมดแรงในขณะที่พระราชาอัลเฟรดก็เตรียมจะเข้านอนกลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองที ลาน่าเตรียมจะลุกขึ้นเพราะมันควรเป็นหน้าที่เธอที่ออกไปเปิดประตู พระราชาอัลเฟรดกลับห้ามเธอไว้แล้วถามว่า

            “ใคร?”

            เป็นเสียงของเกรซดังมาว่า

            “เป็นหม่อมฉันเองเพคะฝ่าบาท”

            ทันที่รู้ว่าคนที่มาหากลางดึกคือเกรซราชินีเอลิเซียก็รีบลุกขึ้นมานั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การที่เกรซที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของลิลิธมาหากลางดึกแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทว่าความคิดเรื่องชู้สาวกลับไม่เคยอยุ่ในหัวของเธอเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เธอกังวลกลับเป็นเรื่องอื่นมากกว่า

            “เออร์วิน!” ราชินีเอลิเซียอุทานถึงสิ่งที่เธอกังวลออกมา

            พระราชอัลเฟรดเองก็กังวลไม่ต่างกันแต่กลับเลือกจะปลอบโยนภรรยาของตน

            “ใจเย็นๆ นะที่รักอาจเป็นเรื่องอื่นก็ได้” ลาน่าก็วางมือบนหลังมือของราชินีโยนพลางปลอบโยนว่า

            “นั่นสิเพคะองค์ราชินีอาจไม่ใช่เรื่องนี้ก็ได้”

            พระราชาอัลเฟรดตะโกนถามไปว่า

            “มีธุระอะไร?”

            ราวกับว่ากังวลอะไรได้อย่างนั้นเกรซตอบกลับมาว่า

            “เจ้าชายเออร์วินหนีออกไปนอกเมืองอีกแล้วเพคะ”

            พริบตานั้นทั้งสามร่างบนเตียงต่างพากันตัวแข็งทื่อเป็นรูปปั้น


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน