บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXหมัดเดียวก็เกินพอ
สุรเสียงของผู้คนโดยรอบพลันเงียบสงัด พร้อมกับแสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมาอย่างปกปิดไม่มิด ทุกสายตาต่างจับจ้องบุรุษร่างสูงสวมชุดเกราะทมิฬกันเป็นตาเดียวกันราวกับมองเห็นของแปลก
"ก... แก!"
ขณะเดียวกันเจ้าหนุ่มหัวทองสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายตามตัวเต็มไปด้วยผ้าพันแผลได้ยกนิ้วค้างเก้อชี้ไปยังบุรุษสวมชุดเกราะทมิฬ คำพูดติดขัดยากจะสรรหาคำใดมาเอื้อนเอ่ย พร้อมกับสีหน้าเริ่มแดงก่ำแสดงถึงความโกรธขึ้ง
"ช้าก่อน เอริค"
แต่แล้วทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มรูปงามเรียวผมยาวหยักศกสีเงินก็ได้เอ่ยขัดขึ้น พลางก้าวเดินออกมา แม้เขาจะเห็นว่าคู่กรณีตรงหน้าไม่มีท่าทีแยแสพวกตนเลยแม้แต่น้อย แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงเรียบเฉยเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง
"ไม่ทราบว่าพอจะบอกชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าได้หรือไม่?"
คำพูดเหนือความคาดหมายดังออกมาจากปากของหัวหน้าทีมพญามังกรค้ำฟ้า ส่งให้ทุกผู้คน รวมถึงสมาชิกในทีมที่ตามมาด้วยต้องแสดงสีหน้าแปลกใจ
"ก่อนจะถามชื่อคนอื่น ช่วยแนะนำตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย"
คำพูดทุ้มต่ำที่เปร่งออกมาจากปากของบุรุษร่างสูงสวมชุดเกราะทมิฬ ต่างทำให้ทุกคนต้องพากันอ้าปากค้างตื่นตระหนกอีกครั้ง โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกทีมพญามังกรค้ำฟ้า พวกเขาล้วนคิ้วกระตุกกำหมัดแน่นแสดงความไม่พอใจผ่านสีหน้าอย่างชัดเจน
"ต้องขออภัยด้วย ข้ามีนามว่า เกรวิล เป็นนักผจญภัยระดับมิธริล หัวหน้าทีมพญามังกรค้ำฟ้า แล้วเจ้าล่ะ?"
กลับกันสีหน้าของหัวหน้าทีมพญามังกรค้ำฟ้าก็ยังคงความสุขุมเย็นชาเช่นเดิม เขาทำการแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะผายมือเชิญให้บุรุษทมิฬเป็นฝ่ายพูดบ้าง
เจ้าหมอนี่จะมาไม้ไหนกันละเนี่ย?
"ข้ามีนามว่าอาทัส เป็นนักผจญภัยระดับเงิน"
ในเมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน ผมจึงแนะนำตัวตามน้ำไปก่อน แม้สีหน้าจะแสดงถึงความถือดี และเย่อหยิ่ง แต่ผมก็ยังคงจับจ้องลักษณะท่าทางของอีกฝ่ายโดยไม่ประมาท
"ระดับเงิน!? อย่ามาพูดพล่อย ๆ ! เมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าพึ่งมาสมัคร--"
เจ้าหัวทองพลันแทรกบทสนทนาขึ้นมาเสียดื้อ ๆ พลางชี้ไม้ชี้มือตะคอกเสียงดังก้อง แต่เขาก็ต้องเงียบปากลง เมื่อเกรวิลได้ยกมือซ้ายขึ้นปรามหยุดเสียงของเจ้าหนุ่มอารมณ์ร้อนได้อย่างชะงัดนัก
"ที่ข้ามาในวันนี้ เพราะต้องการจะถามคำถามเจ้าเล็กน้อยเท่านั้น"
เมื่อเห็นว่าลูกทีมของตัวเองเงียบปากลงแล้ว เกรวิลจึงเบนสายตากลับมากล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ประโยคนั้นส่งให้ผมต้องลอบสงสัยในใจ
"ว่ามา"
ผมเอ่ยพลางผายมือเล็กน้อยเป็นการเชิญให้อีกฝ่ายถามคำถาม ก่อนจะชักมือกลับไปกอดอกเช่นเดิม
"รอยแตกร้าวบนชุดเกราะของเอริค เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่?"
เกรวิลเอ่ยถามพลางยื่นมือไปเคาะเกราะบริเวณหน้าอกของเจ้าหนุ่มหัวทอง หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีร่องรอยแตกร้าวอย่างที่เขาว่าไว้ปรากฎอยู่ พอลองนึกย้อนกลับไปตรงจุดนั้นเป็นจุดที่ผมออกหมัดต่อยเสียเต็มแรงนี่นา
"ใช่แล้ว เป็นฝีมือของข้าเอง"
เมื่อคิดไตร่ตรองให้ดีแล้ว ผมจึงตัดสินใจตอบออกไป ส่งให้ชายสวมชุดเกราะเปล่งประกายสองคนด้านหลังต้องเบิกตากว้างตกตะลึง ในขณะที่ชายหนุ่มเรือนผมยาวหยักศกสีเงินเพียงแค่หรี่ตาลงเท่านั้น
"เจ้าทำได้อย่างไร?"
ชายหนุ่มเรือนผมยาวหยักศกสีเงินหรี่ตากล่าวถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น ได้ยินเช่นนั้นผมจึงคลายมือออกจากท่ากอดอก ทำการยกกำปั้นขวาชูขึ้นมาแล้วกล่าวว่า...
"กำปั้นข้าไงล่ะ"
สิ้นคำนั้น สีหน้าของทุกคนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้างราวกับไม่ยากจะเชื่อ แม้กระทั่งใบหน้าของเกรวิลก็ยังไม่อาจคงสีหน้าเย็นชาไว้ได้
"เหลวไหล! ชุดเกราะของพวกเราถูกสร้างขึ้นมาจากแร่มิธริลบริสุทธิ์ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดรอยแตกด้วยหมัดของเจ้า!"
ชายสวมชุดเกราะเปล่งประกายที่ยืนข้างหลังเกรวิลพลันชี้นิ้วตะคอกเสียงดังลั่น สีหน้าบ่งบอกถึงอารามโกรธเกรี้ยวอย่างชัดเจน
"เชื่อไม่เชื่อก็เรื่องของเจ้าสิ"
"เจ้า!"
ผมยักไหล่กล่าวอย่างไม่แยแส ส่งให้ชายคนนั้นใบหน้าบิดเบี้ยวแสดงความโกรธมากขึ้น แต่แล้วเกรวิลก็ได้เปลี่ยนสีหน้ากลับมาทำเป็นเย็นชาเช่นเดิม
"ใจเย็นลงก่อน เฮเวีย"
"ต... แต่ว่า!"
เมื่อถูกหัวหน้าของตนห้ามปราม ชายสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายนามเฮเวียก็มีท่าทีขัดแย้ง แต่เขาก็ต้องเงียบลงทันทีที่ได้สบตาอันแสนคมกริบของเกรวิล
"แม้เรื่องที่เจ้าเอ่ยมันจะดูน่าเหลือเชื่อก็ตาม แต่ข้าชักเริ่มสนใจในตัวเจ้าเสียแล้วสิ ว่าไง สนใจจะมาเป็นลูกน้องข้ามั้ยล่ะ?"
ประโยคไม่คาดคิดพลันหลุดออกมาจากปากของหัวหน้าทีมพญามังกรค้ำฟ้า ส่งให้ทุกคนถึงกับแสดงหน้าตาตื่น ก่อนที่พวกลูกน้องจะออกปากประท้วงดังเซ็งแซ่ ส่วนผมที่ได้ยินคำเชิญชวนนั้นก็ต้องลอบคิดว่าเจ้าหมอนี่มันโง่เง่ารึยังไงกัน
"ขอปฏิเสธ ข้าไม่อยากเข้าร่วมแก๊งแสบตาของพวกเจ้านักหรอกนะ"
แน่นอนว่าผมตอบปฏิเสธทันควันโดยไม่เสียเวลาคิด คำพูดนั้นส่งผลให้เหล่าประชาชนที่มุงอยู่โดยรอบต้องเผยสีหน้าตกตะลึงอ้าปากค้าง ในขณะเดียวกันเจ้าแก๊งแสบตาที่ว่าก็มีสีหน้าถมึงทึงจ้องมาทางผมฉายแววโกรธเคืองอย่างเห็นได้ชัด
"น่าเสียดายนัก... ถ้าเช่นนั้น เฮเวีย"
ชายหนุ่มเรือนผมยาวหยักศกสีเงินหลุบตาลงต่ำ ก่อนจะเหลือบสายตาไปกล่าวกับชายสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายด้านหลัง ส่งให้ใบหน้าหยาบกร้านของชายคนนั้นเหยียดยิ้มกว้างราวกับรอเวลานี้มานาน
"เข้าใจแล้ว!"
ชายหนุ่มนามเฮเวียก้าวเดินออกมาด้วยรอยยิ้มเหยียดยินดี เขาเดินตรงปรี่มาทางผมพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นดัดนิ้วเกิดเสียงดังกร็อบแกร็บ
"ข้าอยากจะอัดหน้าเจ้าตั้งแต่แรกเห็นแล้ว!"
เขาฉีกยิ้มเหี้ยมเอ่ยเสียงดังก้อง พริบตานั้นฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาก็พลันปรากฎออร่าสีฟ้ามาครอบคลุมไว้ นั่นคงจะเป็นเวทมนตร์ประเภทบัพโจมตีชนิดหนึ่งของโลกนี้สินะ? ภายในเกมไม่มีเวทมนตร์จำพวกบัพหมัดเลย นับว่าเป็นเรื่องแปลกตาสำหรับผมมากพอสมควร
"อย่าได้โกรธเคืองกันเลย ถ้าจะโกรธก็จงโกรธตัวเจ้าเองที่มาหาเรื่องพวกเรา พญามังกรค้ำฟ้า!!!"
สิ้นคำนั้นอีกฝ่ายก็ออกหมัดต่อยใส่ใบหน้าของผมอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นเสียงตัดอากาศช่างน่าหวาดเสียงดังขึ้น ประชาชนโดยรอบพลันหรี่ตาลงไม่อยากจะเห็นฉากต่อไปเท่าใดนัก
ตึง!
"!!!"
แต่แล้วทุกอย่างกลับพลิกตาลปัตร แทนที่หมัดสวมถุงมือเกราะสีเงินเปล่งประกายจะทะลวงเข้าเบ้าหน้า แต่มันกลับถูกหยุดด้วยฝ่ามือหนาสวมเกราะทมิฬที่ถูกยกขึ้นมารับเอาไว้เสียอย่างงั้น
"บัพมาเสียดิบดี แต่มีพลังเพียงเท่านี้?"
ผมกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกผิดหวัง ถึงแม้หมัดของเจ้าหมอนี่จะค่อนข้างหนักหน่วงพอสมควร แต่สำหรับผมมันกลับเบาหวิวมากเสียจนใช้มือข้างเดียวรับโดยแทบไม่รู้สึกถึงแรงปะทะเลย
แกร็ก!
หมวกเกราะทมิฬพลันประกอบขึ้นมาครอบคลุมศีรษะ ก่อนที่ผมจะปล่อยแบล็ค เกรทซอร์ดให้ปลายดาบปักลงพื้น จากนั้นก็ทำการง้างหมัดขวาขึ้นสูง แล้วต่อยอัดเข้าข้างแก้มของชายหนุ่มตรงหน้า ส่งร่างของเขาให้ล่วงลงไปกระแทกพื้นอย่างรุนแรงหมดสติไปทั้งแบบนั้น โดยที่แก้มขวายังคงรอยยุบของหมัดอย่างชัดเจน
สุรเสียงรอบกายพลันเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงถอนหายใจของทหารเอลฟ์เท่านั้นที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ราวกับรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องลงเอยเช่นนี้
"ฮ-- เฮเวีย!!!"
ชายสวมชุดเกราะเปล่งประกายอีกคนกู่ร้องขึ้น เขาทำการชักดาบสีเงินออกมาจากฝัก พริบตานั้นเปลวเพลิงพลันครอบคลุมทั่วใบดาบ ก่อนที่เขาจะพุ่งทะยานตรงเข้ามาหาผมด้วยความโกรธเกรี้ยว
"แซมซัน ช้าก่อน!"
ต่อให้หัวหน้าทีมจะออกปากห้ามปรามก็ไม่เป็นผล ชายคนนั้นก็ยังคงวิ่งตรงเข้ามาหาผมอยู่ดี เห็นเช่นนั้นผมจึงตั้งท่าหมัดเตรียมตอบโต้
"เจ้าต้องชดใช้!!!"
ชายหนุ่มสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายตะโกนกู่ร้องคำราม พร้อมกับหวดดาบเพลิงในมือเข้าใส่ผมสุดแรง แต่ผมก็สามารถเบี่ยงตัวหลบ พลางใช้ฝ่ามือซ้ายตบเข้าที่ใบดาบเพลิงจนตัวเจ้าของเสียหลัก ก่อนจะตามด้วยหมัดขวาพุ่งเข้าอัดเข้าเบ้าหน้าของเขาอย่างจัง ส่งร่างของชายคนนั้นต้องปลิวกระเด็นชนิดที่ว่ามาทางไหนกลับทางนั้น
ถามจริงเถอะ ที่ไม่ใส่หมวกป้องกัน เพราะห่วงหน้าตากันนักรึไง?
ผมชักหมัดกลับมายืนเช่นเดิม พลางสังเกตพฤติกรรมของชายหนุ่มเรือนผมยาวหยักศกสีเงินมีการแสดงออกทางสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"เอาไงต่อ? หรือว่าเจ้าจะเป็นรายต่อไป?"
ผมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ประสานตากับเกรวิลที่มีใบหน้าเย็นชาแฝงแววความโกรธ ขณะเดียวกันเจ้าหนุ่มหัวทองก็มีสีหน้าแตกตื่นมากกว่าใครเพื่อน
"นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้"
ชายหนุ่มเรียวผมยาวหยักศกสีเงินเอ่ยขึ้นทั้งน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง พลางเอื้อมมือขึ้นชักดาบเคลย์มอร์ที่สะพายไว้บนแผ่นหลังออกมาจากฝัก เผยให้เห็นใบดาบยาวสีเงินเปล่งประกายดูไม่ธรรมดา
พริบตานั้นออร่าสีน้ำเงินเข้มพลันอาบไปทั่วใบดาบราวกับเปลวเพลิง หากแต่เป็นเปลวเพลิงสีน้ำเงินกำลังลุกโชติช่วง พร้อมกับตั้งท่าจับดาบสองมือชี้ปลายดาบมาทางผมด้วยแววตาอันคมกริบ
น่าสนใจแฮะ
ขณะเดียวกันผมเองก็ชักดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาออกมาจากฝักเช่นกัน พลางตั้งท่าถือดาบมือเดียว ส่วนมือซ้ายที่ว่างอยู่ก็กำหมัดยกขึ้นแนบอกเตรียมรับมือ
ไม่ต้องสงสัยนะว่าทำไมผมถึงไม่ใช้แบล็ค เกรทซอร์ด เนื่องจากมันเป็นอาวุธสังหาร จึงไม่สามารถเอามาใช้ในการต่อสู้ยั้งมือได้ ไม่รู้หรอกนะว่าชุดเกราะมิธริลจะสามารถป้องกันความเสียหายของแบล็ค เกรทซอร์ดได้ดีแค่ไหน แต่ก็คงไม่จบที่บาดเจ็บสาหัสแน่
"รับมือ!"
สิ้นคำนั้นร่างของเกรวิลก็ได้พุ่งตรงเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ส่วนผมเองก็ยังคงปักหลักยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
แต่แล้วพริบตานั้นเองร่างกายของเกรวิลพลันส่องแสงสีเขียวสว่างวาบ ก่อนที่ความเร็วของเขาจะเพิ่มขึ้นพุ่งเข้ามาประชิดผมอย่างรวดเร็ว เล่นทำเอาผมไม่อาจซ่อนความแปลกใจไว้ได้
บัพเสริมความเร็ว?
ทันใดนั้นคมดาบยาวเคลย์มอร์ก็ได้ถูกเหวี่ยงเข้าปะทะกับดาบสั้นที่ผมยกขึ้นมาตั้งรับ เกิดเป็นเสียงเสียดสีดังแสบแก้วหู พร้อมกับเกิดประกายไฟแลบแล่นในชั่วพริบตาของการปะทะ
การฟันของเขานับว่าหนักหน่วงมาก กระนั้นมือข้างที่ถือดาบของผมก็ยังคงไม่มีอาการสั่นไหวแต่อย่างใด ส่งผลให้สีหน้าเย็นชาของเกรวิลปรากฎริ้วรอยแปลกใจ
เมื่อเห็นว่าการลงดาบครั้งแรกไม่ได้ผล เกรวิลจึงชักดาบกลับไป ก่อนที่เขาจะกระหน่ำใบดาบยาวอาบเปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มฟันเข้าใส่ผมอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะออกทวงท่าการฟันกี่กระบวนท่า กระนั้นผมก็ยังคงใช้ดาบสั้นในมือรับการโจมตีได้ทั้งหมด โดยไม่ขยับไปจากจุดเดิมเลยแม้แต่น้อย
ในเกมไม่มีระบบแบบนี้นะเนี่ย... ถ้าทำได้ก็คงถูกหาว่าเป็นพวก Hack ไปแล้ว
หลังจากปล่อยให้คนตรงหน้าเป็นฝ่ายโจมตีเสียนาน ในที่สุดผมก็ตัดสินใจโจมตีสวนกลับบ้าง ผมทำการรับการโจมตีด้วยดาบสั้นในมืออีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายชักดาบเคลย์มอร์กลับไป ตวัดดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาฟันสวนเข้าใส่สุดแรง
เคร้ง!
"คึ่ก!"
ใบหน้าหล่อเหลาพลันหน้าเปลี่ยนสี แม้เขาจะสามารถยกดาบเคลมอร์ในมือขึ้นต้านรับไว้ได้ แต่แรงช้างสารของอาทัสก็หนักหน่วงมาก เสียจนส่งร่างของเขาให้เท้าไถลไปข้างหลังเป็นทางยาว กระทั่งแผ่นหลังสวมทับด้วยชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายได้กระแทกเข้ากับกำแพงอาคารจึงจะหยุดลง
สีหน้าของผู้คนทุกคน รวมถึงเจ้าหนุ่มหัวทองพลันแสดงถึงความไม่อยากจะเชื่อ!
หัวหน้าทีมพญามังกรค้ำฟ้า นักผจญภัยระดับมิธริลผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมือง ถูกการโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้ต้องถอยไปไกลหลายสิบเมตร!
ไม่มีอีกแล้วซึ่งสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ ขณะนี้ใบหน้าของชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมืองได้บิดเบี้ยวแสดงถึงความคาดไม่ถึง แขนทั้งสองข้างที่จับดาบพลันเกิดอาการชาด้านสั่นสะท้านจนแทบขยับไม่ได้
ต้องรอสักระยะหนึ่งกว่าแขนทั้งสองข้างจะหายสั่น แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อตั้งแต่แขนไปจนถึงหัวไหล่แทน
ผมหรี่ตามองชายหนุ่มเรือนผมยาวหยักศกสีเงินที่ห่างออกไปไกลเกือบ 20 เมตรด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าการโจมตีเพียงครั้งเดียวของผมจะส่งเขาให้ไถลไปไกลขนาดนี้ อย่างน้อยที่ผมคาดหวังไว้ว่าเขาน่าจะเซไปข้างหลังแค่นิดหน่อยเองนี่นา?
"กรอด!!!"
เสียงกัดฟันแน่นจากปากของเกรวิลดังมาถึงหูของผมจนต้องยกคิ้วแปลกใจ เขาต้องกัดฟันแรงขนาดไหนถึงจะเกิดเสียงดังขนาดนี้กันนะ?
"Iron Body!!! Extra Speed!!! Power Up!!! Limit Break!!!"
ทันใดนั้นเองเกรวิลก็ได้ตะโกนเสียงอันดังก้องทั้งสีหน้าถมึงทึงไร้ซึ่งความเย็นชาอีกต่อไป พร้อมกับร่างของเขาได้ปรากฏแสงหลากสีกระพริบขึ้นทั้วทั้งตัว
"เวทมนตร์บัพงั้นเหรอ?"
ผมพึมพำขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกใจ เวทมนตร์บัพพวกนั้นล้วนมีแต่ชื่อที่ไม่มีอยู่ในเกมทั้งนั้น อย่างที่คิดไว้จริง ๆ ด้วย แม้กระทั่งชื่อเวทมนตร์ก็ยังมีความแตกต่างกันสินะ
"ย้าก!!!"
ทันใดนั้นชายหนุ่มเรือนผมยาวหยักศกสีเงินพลันกู่ร้องสุดเสียง พร้อมกับพุ่งทะยานตรงเข้ามาหาผมด้วยความเร็วอันเหนือชั้นกว่าครั้งก่อน ดาบเคลย์มอร์ในมือชี้ปลายดาบมาทางนี้ราวกับตั้งใจจะฆ่ากันจริง ๆ เห็นดังนั้นผมจึงเริ่มจริงจังยกดาบสั้นในมือขึ้นเตรียมรับมือ
แต่แทนที่อีกฝ่ายจะพุ่งเข้ามาแทงอย่างที่ควรจะเป็น ทว่าเขากลับเบรกตัวอย่างกะทันหัน ก่อนจะวิ่งอ้อมมาข้างหลังในพริบตา แล้วกระโดดหมุนตัวเสริมแรงเหวี่ยงดาบหมายจะฟันเข้าที่หลังของผม
หลอกล่อได้น่าสนใจดีนี่นา แต่ว่า...
ก่อนที่คมดาบเคลย์มอร์จะทันมาถึง ผมก็ได้เหยียดยิ้มขึ้นใต้หมวกเกราะ พร้อมกับบิดกายหันไปข้างหลัง หมัดซ้ายพลันกำแน่นเหวี่ยงหลังมือฟาดอัดเข้าชายโครงชุดเกราะเปล่งประกายของร่างที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศสุดแรง!
เปรี้ยง!
อากาศพลันระเบิดออก พร้อมกับร่างสวมเกราะสีเงินเปล่งประกายได้ถูกส่งให้ปลิวกระเด็นไปกระแทกเข้ากับกำแพงหินของอาคารหลังหนึ่งจนทะลุเข้าไปสลบเหมือดอยู่ในนั้น ก่อนที่ออร่าหลากสีคลุมกาย และเปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มบนใบดาบจะสลายหายไป ร่างนั้นชักกระตุกอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งนิ่งสนิทหมดสติไปในที่สุด
ดวงตาของผู้คนโดยรอบพลันเบิกกว้างตะลึงค้าง ขณะจ้องมองบุรุษร่างสูงสวมชุดเกราะทมิฬยังคงยืนหยัด พลางเก็บดาบสั้นในมือเข้าฝักตามเดิม ผ้าคลุมสีโลหิตโบกสะบัดพริ้วไสวตามสายลมช่างน่าเกรงขาม
พอดีผมเห็นว่าเจ้าหมอนั่นบัพมาซะดิบดี แถมยังสวมชุดเกราะที่สร้างขึ้นมาจากแร่มิธริลอีกด้วย ผมก็เลยจัดการซัดหมอนั่นเสียเต็มแรงเลย ถึงแม้มันจะดูรุนแรงเกินไปหน่อย แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ถึงตายล่ะนะ
"เอาล่ะ..."
ผมพ่นลมหายใจร้อนออกมา พลางเอ่ยขึ้นหันหน้าไปสบเข้ากับนัยน์ตาหวาดกลัวของเจ้าหนุ่มหัวทองที่กำลังยืนสั่นเป็นเจ้าเข้ายังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
"...ยังจะต่ออยู่มั้ย?"
_______________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 24/1/2564