..........................
พวกเขาออกเดินทางกันต่อไปโดยทิ้งความวุ่นวายเอาไว้เบื้องหลัง....
เมื่อครบสามวันหลังจากที่ทำลายตระกูลเหยา พลังจิตวิญญาณที่ผนึกอาณาเขตของตระกูลเหยาเอาไว้ก็สลายหายไป
เปิดเผยให้เห็นทัศนียภาพด้านในที่เปลี่ยนไป บริเวณที่ตระกูลเหยาเคยตั้งอยู่ มันปรากฏเพียงแค่ผืนดินราบเรียบ ไม่หลงเหลือเศษซากขอสิ่งปลูกสร้างหรือต้นไม้ใบหญ้าแม้แต่ต้นเดียว
เหมือนกับว่าสิ่งต่างๆ มันได้สูญหายไปกับอากาศอย่างไรอย่างนั้น แต่สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านโลกมามากมาย ย่อมสามารถมองออกว่านี้คือการฆ่าล้างสังหารอย่างอย่างโหดเหี้ยม! และทำลายหลักฐานได้อย่างสะอาดหมดจด จนไม่หลงเหลือสิ่งใดให้สืบสาวถึงตัวตนของผู้ลงมือได้
เรื่องราวการฆ่าล้างตระกูลเหยา ซึ่งเป็นถึงขุมกำลังขั้นสอง ให้หายไปไม่หลงเหลือเศษซากเช่นนี้ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนออกเป็นวงกว้าง! ตามโรงน้ำชาและเหลาสุรา ผู้คนในยุทธภพที่แวะเวียนผ่านไปมาต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกัน โดยมีหัวข้อนี้เป็นหัวข้อหลัก
แต่เรื่องเดิมยังไม่ทันซา ผ่านพ้นไปเพียงสิบวัน กลับเกิดเรื่องราวสะท้านฟ้าสะเทือนดินขึ้นมาอีกครั้ง เพราะว่าตระกูลอวิ๋น! ที่เป็นขุมกำลังขั้นสอง ก็ถูกกวาดล้างสังหารเช่นเดียวกัน ซึ่งวิธีการสังหารก็ถอดแบบมาจากที่ตระกูลเหยาโดนไม่มีผิดเพี้ยน
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนหวาดผวาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหล่าขุมกำลังขั้นสอง ที่มีความแข็งแกร่งไม่ต่างไปจากตระกูลเหยาและตระกูลอวิ๋น ตอนนี้เหล่าคนชั้นสูงของขุมกำลังเหล่านั้น ต่างกำลังหาลือกันด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด ด้วยเกรงกลัวว่าภัยร้ายจะคืบคลานมาถึงพวกตน
เรื่องราวที่ขุมกำลังขั้นสอง ทั้งสองแห่งถูกฆ่าล้างสังหาร ต่างก็ถูกพูดกันออกไปเป็นวงกว้าง ถูกเสริมเติมแต่งออกไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่าขุมกำลังทั้งสองถูกลงทัณฑ์จากสวรรค์ เพราะทำเรื่องชั่วช้าเลวทราม
บ้างก็ว่าขุมกำลังเหล่านี้ ไปล่วงเกินผู้ที่แข็งแกร่งเข้า จึงเป็นเหตุให้ถูกกวาดล้างอย่างที่เห็น
บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจ หรือแม้กระทั่งเป็นฝีมือของเผ่ามาร เรื่องราวถูกเล่าต่อๆ กันออกไป ถูกแต่งนั้นเติมนี้จนหามูลเหตุความจริงไม่ได้
แต่ด้วยเหตุที่มีการกล่าวถึงเผ่ามาร ย่อมต้องเป็นการดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังขั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นชนชั้นนำของเผ่ามนุษย์ให้ลงมาตรวจสอบ
เพราะหากว่ามันเป็นฝีมือของเผ่ามารจริงๆ มันย่อมถือว่าเป็นหายนะอย่างแน่นอน! แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยพบเห็นเผ่ามารมากับตา แต่พวกเขาก็ล่วงรู้ว่ามีเผ่านี้ดำรงค์อยู่ และทราบถึงความแข็งแกร่งของพวกมันเป็นอย่างดี
เพราะเรื่องเหล่านี้ต่างถูกจดบันทึกเอาไว้ในตำราโบราณ ครั้งสงครามอันยิ่งใหญ่เมื่อเจ็ดหมื่นปีก่อน ขนาดเผ่ามนุษย์และเผ่าอสูรร่วมมือกันต่อสู้กับเผ่ามาร พวกเขายังไม่สามารถคว้าชัยชนะมาได้
ทำได้เพียงแค่ขับไล่เผ่ามารออกไปและปิดผนึกสะพานเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดนเอาไว้เพียงเท่านั้น!
แม้ว่าจะสามารถขับไล่เผ่ามารออกไปได้ แต่ในสงครามครั้งนั้น ก็ทำให้ตัวตนระดับเทพของเผ่ามนุษย์และอสูรตกตายไปทั้งหมด ตอนนี้ทั้งสองเผ่าพันธุ์จึงไม่มีตัวตนระดับเทพคงอยู่
ตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ขุมกำลังขั้นหนึ่งของเผ่ามนุษย์ ต่างก็ยังส่งยอดผีมือในขุมกำลังของตนไปค่อยอารักษ์ขาสะพานเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน
เพื่อคอยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันกับผนึก ที่ผนึกเส้นทางเชื่อต่อระหว่างสองดินแดนขึ้นมา......
แม้ว่าจะมีเรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหยางตงเทียนเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเขาจะได้ยินเหล่าจอมยุทธ์กล่าวถึงเรื่องนี้กันอยู่บ้าง ในระหว่างที่แวะตามเมืองต่างๆ แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับมันเลยซักนิด!
...............
เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงหนึ่งเดือนแล้ว นับตั้งแต่ที่หยางตงเทียนลงมือกวาดล้างตระกูลอวิ๋น เรือเหาะของพวกเขาก็ยังคงลอยเดินทางไปเรื่อยๆ เมื่อเจอเมืองก็แวะลงไปทำการสำรวจบ้างเป็นครั้งคราว
แต่ก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา ตอนนี้พวกเขาทั้งสามกำลังนั่งล้อมวงสุมหัวกันอยู่ที่โต๊ะบนหัวเรือ โดยมีแผนที่แคว้นต้าโจววางอยู่ตรงกลาง พวกเขากำลังหาลือกัน เพื่อหาสถานที่ลงหลักปักฐาน ที่จะใช้เป็นที่ตั้งของภูเขาเทพเซียน
"ในแคว้นต้าโจว ตามแผนที่ที่ข้าดูจนทั่ว ข้าว่าสถานที่นี้!? หน้าสนใจที่สุด!"หยางตงเทียนกล่าวขึ้นมา พร้อมกลับชี้นิ้วลงไปบนแผนที่
เพื่อบ่งบอกสถานที่ที่ตนกล่าว ผู้อาวุโสทั้งสองของภูเขาเทพเซียนก็หันไปมองตาทิศทางของนิ้วที่ท่านประมุขของตนชี้ไป
"ภูเขาหมอกมายาหรือขอรับ!/เจ้าค่ะ!"เมื่อตงฟางหยูและฟางชิงหลันหันไปมองตามจุดที่ปลายนิ้วของหยางตงเทียนชี้ลงไป พวกเขาก็กล่าวประสานเสียงกันขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก! ปนหวาดกลัว
“ใช่! ข้าว่าที่นี่แหละ! ภายในรัศมีหนึ่งแสนลี้ของป่านี้ โดยมีภูเขาหมอกมายาเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่มีขุมกำลังใดๆครอบครองอยู่ ซึ่งเหมาะมากที่พวกเราจะเข้าไปทำการยึดครอง!"
"แถมทางทิศใต้ของป่า มันยังอยู่ติดกับป่าหมื่นอสูรอีกด้วย ทางทิศตะวันตกก็อยู่ติดกับชายแดนของแคว้นเสวี่ยไห่ ใช้เวลาเดินทางเพียงสิบวันก็สามารถข้ามไปได้แล้ว”
"ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราสร้างขุมกำลังขึ้นที่นี้ และทำการสร้างเมืองขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นเมืองแห่งการค้า ที่ใช้หมุนเวียนทรัพยากรระหว่างสองแคว้น ผู้คนของทั้งสองแคว้นก็จะเดินทางแวะเวียนกันเข้ามาเยือนอย่างไม่ขาดสาย"
"มันจะทำให้เราได้ทั้งรายได้ และได้ทั้งข่าวสารจากผู้คนทั้งสองดินแดน ที่เดินทางแวะเวียนกันเข้ามาภายในเมือง! การที่พวกเราจะขยายอิทธิพลออกไป มันก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป!"
หยางตงเทียนกล่าวอธิบายสถานที่ที่เขาสนใจออกมา
"แต่ว่าท่านประมุข แม้ว่าจุดที่ท่านกล่าวมานั้นจะยอดเยี่ยม แต่ป่าหมอกมายาแห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูร แถมที่ใจกลางของป่า คือที่ตั้งของภูเขาหมื่นมายา ว่ากันว่าแม้แต่เซียนขั้นเก้าเข้าไปในนั้น ก็ยังไม่ได้กลับออกมา สถานที่แห่งนั้นถือว่าเป็นสถานที่ต้องห้าม!"
ตงฟางหยูกล่าวอธิบายออกมาด้วยสีหน้าหวาดผวา
“ใช่เจ้าค่ะท่านประมุข! ข้าเคยอ่านบันทึกเล่มหนึ่งในวังเทพโอสถ! ว่ากันว่าเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน เดิมทีวังเทพโอสถมีเทพโอสถอยู่ด้วยกันทั้งหมดห้าท่าน เป็นเทพโอสถขั้นต่ำสี่ท่านและขั้นกลางหนึ่งท่าน"
"พวกเขาทั้งห้าเดินทางเข้าไปในภูเขาหมื่นมายา พร้อมกับเซียนอีกยี่สิบคน คนที่มีระดับต่ำที่สุดคือเซียนชั้นเจ็ด ในเซียนยี่สิบคนนั้นมีเซียนขั้นเก้าอยู่ถึงสิบสองคนด้วยกัน!”
“เนื่องด้วยวังเทพโอสถต้องการจะเข้ายึดครองสถานที่แห่งนี้ พวกเขาจึงจัดขบวนทัพที่หน้าเกรียงไกรเดินทางเข้าไปด้านในนั้น แต่การเดินทางเข้าไปในภูเขาหมื่นมายาในครั้งนี้ กลับกลายเป็นฝันร้ายสำหรับวังเทพโอสถ! เพราะว่าไม่มีผู้ใดกลับออกมาอีกเลย!?”
"เนื่องด้วยการที่วังเทพโอสถเคลื่อนไหวอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น! ขุมกำลังมากมาย ทั้งระดับสูงและระดับต่ำ รวมไปถึงเหล่าจอมยุทธ์อิสระ ต่างคาดเดากันว่าวังเทพโอสถพบเจอกับโชควาสนาครั้งใหญ่!"
"จึงพากันบุกเข้าไปในภูเขาหมื่นมายาด้วย! แต่ผู้ที่เข้าไปภายในนั้น ก็ไม่มีผู้ใดได้กลับออกมาอีกเลยเช่นเดียวกัน! คาดว่าผู้ที่เข้าไปในภูเขาหมื่นมายา ได้พบเจอกับเรื่องเลวร้ายเข้า และตกตายลงจนหมด!"
ฟางชิงหลันกล่าวเสริมขึ้นมา ขณะกล่าวสีหน้าและแววตาของนางก็เต็มไปด้วยความหวาดผวาและความเกลงกลัว
"หืม!? ไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย? เอาเถอะ! เราจะเดินทางไปดูสถานที่แห่งนั้นก่อน หากมีอันตราย พวกเราจะไม่เข้าไป..."
เมื่อได้ฟังทั้งสองกล่าวออกมาเช่นนั้น หยางตงเทียนก็ขมวดคิ้วขึ้น แล้วกล่าวออกมาด้วยความแปลกใจ
"การที่วังเทพโอสถเคลื่อนไหวยิ่งใหญ่เช่นนั้น!? คาดว่าพวกเขาจะต้องรับรู้อะไรมาแน่ๆ ภายในนั้นจะซ้อนอะไรเอาไว้กันนะ? ดูหน้าตื่นเต้นขึ้นมาซ่ะแล้วสิ!?"
หยางตงเทียนครุ่นคิด และฝันหวานถึงสมบัติข้างในนั่น ชายหนุ่มลอบยิ้มขึ้นมาอย่างชั่วร้ายในใจ เนื่องด้วยว่าเขามีเนตรส่องสวรรค์อยู่ ซึ่งมันสามารถมองละลุทุกสิ่งได้
ค่ายกลหรือมิติมายาทั้งปวงก็ไม่มีข้อยกเว้น เขาจึงมั่นใจเป็นอย่างมากว่า จะสามารถเข้าไปข้างในนั้นได้โดยที่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ..…