ในที่สุดก็เป็นหินเองที่ต้องเรียกให้นัทเข้าไปภายในบ้าน ด้วยคำขู่ที่ว่า ถ้ายังไม่ตามเข้ามาก็จะไม่ให้เข้าบ้านแล้ว นัทจึงต้องยอมละมือจากรถหรูพวกนั้นก่อนที่จะเดินตามหินเข้าบ้านไปด้วยท่าทางที่ไม่ยินยอมเท่าไหร่นัก
แต่ทว่าหลังจากได้เดินเข้ามาภายในบ้าน อาการไม่ยินยอมเมื่อสักครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นและความประหลาดใจ
ตั้งแต่เดินเข้ามาภายในบ้าน ไม่มีสิ่งไหนไม่ทำให้นัทประหลาดใจเลย ทั้งดีไซน์การออกแบบบ้าน การจัดวางสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มันดูเข้ากันทุกอย่าง ดูสบายตา ดูมีระดับอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่นัทเองก็ไม่เคยเห็นการออกแบบแบบนี้มาจากที่ไหนเลย นัทจึงคิดว่านี่จะต้องเป็นการออกแบบจากสถาปนิกชื่อดังอย่างแน่นอน
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเพียงการออกแบบจากทีมสถาปนิกตกงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างเท่านั้น
จนกระทั่งนัทเดินตามหินมาจนถึงห้องรับแขกซึ่งตรงฝาผนังของห้องนั้นมีรูปขนาดใหญ่ใบหนึ่งติดเอาไว้อยู่ มองดูแล้วเหมือนภาพพี่ถูกวาดเขียนขึ้นอย่างสะเปะสะปะ ใช้พู่กันวาดไปมาอย่างมั่วๆ ซะมากกว่า
“จะดื่มอะไรไหม? ” หินถามขึ้น
“อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่น้ำเปล่า” นัทตอบออกไปในขณะที่สายตายังจ้องอยู่ที่รูปใบนั้น
หินที่เห็นนัทมีท่าทีสนใจรูปภาพใบนั้นจึงได้เอ่ยขึ้นมา
“แกก็สนใจศิลปะเหรอ นัท? ” หินไม่คิดว่าคนเถลไถลอย่างมันจะมีมุมแบบนี้ด้วย
“เปล่าหรอก ภาพนี้มันดูคุ้นๆ ยังไงไม่รู้”
‘ว่าละ...มันสนใจสิแปลก’ หินคิดขึ้นในใจ
“นัทเดานะ ภาพนี้ถึงมันจะดูมั่วๆ แปลกๆ แต่มันคงราคาแพงแน่ๆ ใช่ไหม” นัทเดาขึ้น ดูจากสภาพแวดล้อมรอบตัวของนัทในตอนนี้ เขาคิดว่ามันคงไม่มีของราคาถูกในบ้านหลังนี้เป็นแน่แท้
“ภาพนี้ชื่อ No. 5 วาดโดย แจ็คสัน พอลล็อค ปี 1948 ฉันชอบภาพนี้ดี มันดูเหมือน...ความแตกต่างที่ลงตัว ส่วนราคามันก็ไม่ได้แพงมากหรอก ประมาณ 164 ล้าน...” หินอธิบายขึ้น
ใช่แล้วมันไม่ได้แพงอะไรเลยถ้าเทียบกับเงินในบัญชีที่เป็นตัวเลขมากถึง 15 หลักที่เขามีอยู่
“164 ล้านบาท!” นัทตะโกนขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจ 164 ล้านนี่มันสามารถซื้อบ้านดีๆ ได้หลายหลัง ซื้อรถดีๆ ได้หลายคัน แถมจำนวนเงินขนาดนี้ ไม่ต้องทำงานเลยก็อยู่ได้สบาย
ไอ้ตอนแรกที่เห็นหินมีรถที่ราคาหลายร้อยล้านบาทนั้น นัทก็พอเข้าใจ เพราะนั่นคือรถ เขาชอบรถและเข้าใจมูลค่าของมันดี แต่นี่คือรูป รูปใบเดียว แต่ราคาแพงกว่ารถหรูบางคันข้างนอกเมื่อสักครู่นี้อีก
‘พระเจ้าช่วย! หินมันใช้เงินทิ้งเงินขว้างเกินไปแล้ว’ นัทคิดขึ้นด้วยความตกตะลึง
“เปล่า...เอ่อ 164 ล้านดอลลาร์ ไม่ใช่บาท” หินอธิบายขึ้นเมื่อเห็นนัทกำลังเข้าใจผิด ก่อนจะผละออกไปเพื่อเข้าไปเตรียมชาในห้องครัว
“......” นัทหมดคำพูดไปโดยปริยาย ปกตินัทค่อนข้างหัวช้าเรื่องคำนวณ แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้หัวเขาลื่นไหลอย่างผิดปกติ นัทสามารถคำนวณออกมาได้ทันทีว่า 164 ล้านดอลลาร์นั้นเท่ากับ 5,248 ล้านบาท
ฟุบ
นัททิ้งตัวนั่งลงไปบนโซฟาอันแสนนุ่มด้วยความเหม่อลอย
‘5,248 ล้านบาท’ ราคาของภาพวาดตรงหน้า มันยังคงดังขึ้นซ้ำๆ อยู่ในหัวของนัท
‘เชี่ย...ไอ้ภาพวาดมั่วๆ นี่ราคายังแพงกว่ารถหรูที่โรงจอดรถอีกเหรอ แล้วราคามันตั้ง 5พันกว่าล้านเนี่ยนะ..’ นัทคิดขึ้นในใจด้วยความเหลือเชื่อ
“ไอ้หินมันต้องโกหกเราแน่ๆ ใช่มันต้องเป็นแบบนี้แน่นอน” นัทเอ่ยขึ้นกับตนเองก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อค้นหาข้อมูลของภาพที่ว่านี้
“ไหนดูซิ…. ภาพ No. 5” แต่ทว่าเมื่อได้อ่านข้อมูลกับนำมันไปเทียบกับภาพวาดที่ติดอยู่แล้ว นัทก็รู้ได้ในทันทีว่านี่มันของจริง
ตอนแรกก็หมดใจ ตอนนี้นัทกลับรู้สึกหมดแรงตามไปด้วย สรุปก็คือทุกอย่างที่หินพูดมานั้นเป็นความจริง ถ้าหากว่าเขามีเงินสัก 1 % ของไอ้ราคาภาพนี้ ก็คือว่าเขาเป็นคนรวยได้แล้วด้วยซ้ำ
นัทรู้ว่าครอบครัวของหินต้องมีฐานะค่อนข้างร่ำรวยในระดับหนึ่งเป็นแน่ เขาสังเกตมาหลายครั้งแล้ว แต่เขาไม่เคยคิดว่า ครอบครัวของหินจะรวยแบบโอเวอร์ได้ขนาดนี้ นี่เขาไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอกับคนรวยระดับนี้เลยด้วยซ้ำ แต่คนรวยระดับนี้กลับมากลายเป็นเพื่อนของเขาซะได้
“บ้าไปแล้วๆ ...” นัทเอ่ยขึ้นมาเบาๆ..หลังจากที่หินเข้าไปในครัวครู่หนึ่งก็กลับออกมาพร้อมกับ ชาร้อนๆ 1 ชุด นี่เป็นชาหอมจากหมู่บ้านของมังหน่านั่นเอง หลังจากที่ได้ดื่มในครั้งนั้นหินก็รู้สึกติดใจและส่งมันกลับมาที่บ้าน เขาดื่มมันแทบจะทุกวันด้วยซ้ำ
หินวางชาแก้วหนึ่งไปตรงหน้าของนัท ที่มีท่าทีเหม่อลอยแปลกๆ ขณะเดียวกันเขาก็เดินไปนั่งโซฟาอีกฝั่ง
“เหม่ออะไร? ” หินถามขึ้นมาเมื่อยังเห็นนัทมีท่าทีเหม่อไม่ได้สติ
นัทหันหน้ามามองหินตามเสียงเรียก ปากที่เปิดกว้างกับสายตาที่เหม่อลอยแม้จะมองมาที่หิน ทำให้หินสำลักน้ำในทันที
แค่ก แค่ก แค่ก!
‘มันเป็นอะไรของมัน!? ’ หินคิดขึ้นในใจด้วยความสงสัย
บรรยากาศในห้องตอนนี้ก็คือ หินมองนัทด้วยความสงสัย ส่วนนัทกลับมองหินด้วยความเหม่อลอย ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากทั้งสองฝ่าย
ในที่สุดหินก็เป็นคนที่ทนกับบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี่ไม่ไหว จึงได้เอ่ยขึ้น
“นี่ไอ้นัท ถ้าแกมีอะไรจะพูด ก็พูดออกมา เงียบอยู่แบบนี้ฉันคงจะรู้เรื่องอยู่หรอก”
เหมือนคำพูดของหินจะช่วยดึงสติของนัทกลับมา เพียงครู่เดียวนัทก็เอ่ยปากพูดขึ้น
“คุณหินครับ...”
‘คุณหิน...? ฉันว่ามันมีบางอย่างผิดปกติแล้ว...’ หินนึกขึ้นในใจ ตอนนี้เขารู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“อะไรที่ผมได้ล่วงเกินคุณไป คุณอย่าได้ถือสาเลยนะครับ” นัทพูดต่อ
“.......” หิน
‘เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย….!!’ ยิ่งคิดหินยิ่งไม่เข้าใจ เมื่อกี๊มันยังดีๆ อยู่เลย หรือว่าในระหว่างที่เขาไปเตรียมชามันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น!?
“เอ่อ..นัท แกเป็นอะไรของแก” หินถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงระคนสยอง ร้อยวันพันปีมันไม่เห็นพูดอะไรแบบนี้กับเขา
แต่เหมือนว่านัทไม่ได้สนใจที่หินพูดแม้แต่น้อย มันยังคงเอ่ยต่อไปไม่หยุด
“ที่ผมได้ล่วงเกินคุณไป เพราะผมรู้เท่าไม่ถึงการ ผมต้องกราบขออภัย...”
“หยุด!!” หินทนไม่ไหวอีกต่อไป
“แต่….” นัทจะเอ่ยขัดขึ้น
“ฉันบอกให้หยุด!” หินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“.....” นัท
“เรียกสติของแกกลับมาซะไอ้นัทและบอกฉันทีว่าแกเป็นบ้าอะไรของแก ก่อนที่ฉันจะเตะแกออกจากบ้าน” หินเอ่ยขึ้น
เมื่อได้ยินที่หินพูด นัทก็ได้ถอนหายใจออกมายาวๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา
“นัทก็เคยคิดนะ ครอบครัวของหินจะต้องมีฐานะแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้” นัทเอ่ยขึ้น
“ตั้งแต่เมื่อไหร่? ” หินถามขึ้นอย่างสนใจ
“ก็บางครั้งหินก็พานัทไปเลี้ยงร้านอาหารดีๆ แพงๆ คนปกติทั่วไปที่ไหนเขาทำกันล่ะ? ” นัทตอบขึ้น
“อ้อ” หินพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
“แล้วไหนจะตอนไปเที่ยวทะเลตอนนั้นอีก ต่อให้นัทโง่นัทก็รู้ว่า ราคาที่พักอะไรต่างๆ นั้นมันต้องแพงมากแน่ๆ แต่หินก็เป็นคนออกค่าใช้จ่ายซะส่วนใหญ่เอง เพื่อแบ่งไม่ให้พวกเราจ่ายเยอะเกินไป”
นัทเอ่ยขึ้นต่อ ซึ่งหินก็รับฟังอย่างเงียบๆ
“ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาท หินพอจะบอกนัทได้ไหมว่าครอบครัวของหินรวยระดับไหน” นัทเอ่ยสิ่งที่ตนอยากรู้ออกมา เขาต้องสำรวมกิริยาวาจาไว้ก่อน ไม่รู้ว่าภายในบ้านนี้มีใครอื่นอีกไหมนอกจากหิน ตอนนี้นัทระแวงว่าพ่อแม่ของหินจะเป็นคนใหญ่คนโตที่ไหนด้วยซ้ำ
‘ทีแบบนี้แล้วมารยาทเยอะจังนะไอ้นัท’ หินลอบด่ามันขึ้นในใจ
“แน่ใจเหรอว่าแกอยากรู้จริงๆ ” หินถามขึ้น
นัทพยักหน้าตอบด้วยความรวดเร็ว ตอนนี้เขาอยากรู้เหลือเกินว่าหินมันรวยมากขนาดไหนกันแน่ หินจ้องหน้านัทอยู่ครู่หนึ่ง ไหนๆ มันก็เป็นเพื่อนเขามาตั้ง 1 ปีแล้ว แถมยังเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดแล้ว เขาจึงไว้วางใจนัทมากขึ้น มากพอที่จะเปิดเผยเรื่องส่วนตัวบางอย่างของเขาออกไป
“ฉันรวยเป็นอันดับหนึ่ง...” หินเอ่ยขึ้น
“อันดับหนึ่งของประเทศเลยเหรอ? ” นัทถามขึ้นด้วยความตกใจ แต่ดูจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ภายในบ้านแล้วมันก็คงไม่แปลกนักถ้าครอบครัวของหินจะร่ำรวยขนาดนี้
“ของโลก”
สิ้นเสียงของหินภายในห้องก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หิน ถ้าจะโม้ก็โม้ให้มันน้อยๆ หน่อย” ในที่สุดนัทก็ไม่สามารถกลั้นขำเอาไว้ได้ เขาไม่คิดเลยว่าช่วงเวลาที่กำลังจริงจัง หินมันจะปล่อยมุกออกมา
“....” หินไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด เขากะเอาไว้อยู่แล้วว่ามันต้องขำแน่ๆ
ไอ้นัทที่กำลังขำอย่างเอาเป็นเอาตายกับคำพูดที่เขาคิดว่าเป็นมุกของหิน เมื่อเห็นว่าหินไม่ได้ตลกไปด้วยแม้แต่น้อย มันทำให้เสียงหัวเราะของนัทค่อยๆ จางหายไปและเริ่มมีความรู้สึกไม่มั่นใจเข้ามาแทน
“มันไม่จริงใช่ไหม…? ” นัทเอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่มั่นใจ
“ฉันพูดความจริง” น้ำเสียงและใบหน้าของหินแสดงออกถึงความจริงจัง ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เป็นการบอกให้นัทรู้ว่า สิ่งที่หินพูดมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงและหินก็คือคนที่รวยที่สุดในโลกนั่นเอง