ทิชาต้องยอมรับกับตัวเองว่ามันไม่แปลกอะไรเลยกับการที่ใคร จะคิดอย่างไร เมื่อเธอพิจารณาความเป็จริงจากคำพูดของเขา
“ฉันไม่ชอบใจน้ำเสียงของเขาที่พูดจาราวกับว่าเราไปนอนร่วมเตียงกันมาแล้ว” เธอตอบห้วนๆ
ไม่ว่าเขาจะซ่อนรอยยิ้มไว้ลึกซึ้งเพียงไรแต่ทิชาก็ยังสังเกตเห็นได้ และรอยผ่าตรงคางของเขาก็ชัดเจนขึ้น
“เวลาคุณพูดจามันก็ฟังดูเป็คนที่รักความอิสระดีอยู่หรอกแต่ความคิดอ่านของคุณมันก็ยังหัวโบราณอยู่นั่นเอง” เขาเยาะให้
“อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาว่าได้ว่าฉันไปกับผู้ชายไม่เลือกหน้าละ”เธอตอบเสียงหวานไม่เหมือนคุณนี่ ฉันน่ะไม่ะโขึ้นเตียงกับผู้ชายทุกคนที่พบหรอก”
“ผมก็เหมือนกัน”เขาพูดคร้านๆ
“คุณน่ะรื้อคิ้วของเธอเลิกขึ้นมองหน้าเขาหยันๆ
มันมีแววโลมเลียมอยู่ในสายตายามที่โร้ค กวาดตามองจนทั่วใบหน้าของสาวน้อย และทำให้หัวใจของ
ทิชาต้องเต้นรัวแรงขึ้นอย่างระมัดระวังเนื้อตัว
“ผมยังไม่เคยขึ้นเตียงกับคุณเลย”โร้คทำเสียงเหมือนจะคราง แต่เน้นตรงคำว่ายัง”
“บ้า...”ทิชากระแทกเท้าลงกับพื้นอย่างขุ่นขึ้ง ก่อนที่จะเดินตัวปลิวออกไปจากห้อง
“จะไปไหนน่ะเขาถามแกมหัวเราะ
“ที่ไหนก็ได้ให้มันไกลจากคุณที่สุดก็แล้วกัน”เธอโต้สะบัดหน้ากลับ ไม่อยากจะพบเห็นใบหน้าที่คมสันนั้น
“ผมจุดไฟอีกแล้วต้องขอโทษด้วย” โร้คเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า
ลมหายใจของทิชาดูจะผิดจังหวะขึ้นมาทันที
“ฉันไม่รับคำขอโทษของคุณ”ทิชาพยายามจะสะบัดแขนให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา “เอาละปล่อยฉันได้แล้ว”
“ผมรับรองว่าจะไม่ทำให้คุณโกรธอีกน่า”เขายิ้ม ยังคงจับแขนเธอไว้คล้ายกับไม่อยากจะให้เธอหลุดพ้นมือไปจริงๆ
“นี่คุณคุณน่ะทำให้ฉันรำคาญทุกขณะจิตเลยนะ”
“เถอะน่าผมก็ไม่ถึงกับตายหรอกที่จะพิสูจน์ว่าผมเสียใจน่ะ” โร้คยิ้มกว้างขึ้น “เรามาหยุดการเป็ศัตรูกันลงชั่วคราวดีไหมเพราะถึงอย่างไร เราก็ยืนอยู่บนแผ่นดินแห่งความเป็กลางด้วยกันนะ”
“ยังงั้นรึฉันไม่เคยเห็นว่าพื้น ที่อยู่ใต้เท้าของคุณตรงไหนมันจะเรียกว่าเป็กลางได้เลย” ดวงตาของสาวน้อยเป็ประกายก่อนที่จะสะบัดหน้ากลับ กระแทกเท้าแรงๆ อยู่บนฟุตปาธ
“ตอนที่รอให้ช่างทำรถอยู่คุณจะเอาเวลาไปทำอะไรล่ะ”โร้คถามขึ้นอีก
“ไม่ใช่อยู่กับคุณก็แล้วกัน”ทิชาตอบ “ไม่ปรารถนาจะแยแสในน้ำเสียงที่แสดงความเอื้อเฟื้อของเขาฉันจะไปนั่งสเก็ตภาพเล่นเอาละ ตอนนี้จะปล่อยแขนฉันได้หรือยังล่ะ”
ศีรษะของเขาก้มลงอย่างตอบรับ
“ดีมาก คุณเป็ศิลปินนี่ใช่ไหม เหมือนกับป้าของคุณ”
“ไม่มีทางไปเทียบกับบลันช์ได้หรอก”เธอรีบกล่าวแก้ในทันที “บลันช์ต่างหากที่เป็ศิลปินฉันน่ะเพิ่งจะเรียนรู้เท่านั้น”
“และผมก็คิดว่าตัวเองได้รู้จักกับอัจฉริยะอีกคนหนึ่ง คุณก็เลยออกจะเป็คนเ้าอารมณ์อีกคนหนึ่งเหมือนกัน”
“คุณจะมาตำหนิว่าป้าของฉันเ้าอารมณ์เพราะความเป็ศิลปินไม่ได้นะ ป้าเป็คนดีคนหนึ่ง ซึ่งคุณจะหาพบไม่ได้ง่ายๆ หรอก เพราะฉะนั้นอย่าเอาฉันไปเปรียบกับป้า”
“บลันช์เป็คนที่อิสระเหมือนคุณนั่นแหละไม่เช่นนั้นคงไม่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่ขณะเดียวกันก็เป็คนที่มีน้ำจิตน้ำใจ แล้วก็ออกจะอ่อนไหวง่ายอยู่อย่างที่ทุกคนในครอบครัวก็คงจะรู้”
“มันก็ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้วละ”สายเกินไปเสียแล้วที่ทิชาจะนึกถึงคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ว่า จะไม่ปะทะคารมกับเขา แต่เธอก็พยายามบอกตัวเองว่าที่เป็เช่นนี้ก็เพราะเขามาทำให้เธอบันดาลโทสะขึ้นมาก่อน ซึ่งแม้มันจะไม่เป็ความจริงเท่าใดนัก
“เอาละ เราพูดกันเื่เมื่อกี้นี้ดีกว่าคุณจะไปสเก็ตภาพที่ไหนล่ะ
“ก็คิดว่าจะจับรถแท็กซี่หรือรถบัสเข้าในเมือง” เธอตอบอย่างไม่แยแสนัก
“ถ้าอย่างนั้นเอาเครื่องมือของคุณมาแล้วผมจะขับรถพาไปให้” โร้คทำเสียงสั่ง รอยยิ้มบางๆ ฉาบอยู่บนใบหน้า
ทิชาร้อนขึ้นมาอีกกับคำพูดที่คล้ายเขาจะให้เธอทำตามคำสั่ง
“ถ้าฉันทำตามคำพูดของคุณแล้วคุณจะปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวไหมล่ะ
“ผมจะคิดดูก่อน”ดวงตาของโร้คเป็ประกาย ปล่อยมือออกจากแขนของเธอ
“เอาละ ถ้าพอจะหวังได้ฉันก็ตกลงจะให้คุณขับรถพาฉันไป”
“ระวังให้ดีก็แล้วกัน”เสียงโร้คพูดล้อๆ ตามหลังมาขณะที่เธอเดินกลับไปรถไม่อย่างนั้นจะกลายเป็ว่า คุณอยากให้ผมไปเป็เพื่อนนะ”
“ไม่มีวันหรอก”เธอหัวเราะเสียงสั่นพร่า ขณะที่หันไปโต้คารม
นาทีต่อมาทิชาก็เข้าไปนั่งอยู่ในรถของโร้คเบียดตัวชิดอยู่กับบานประตูเพื่อให้ห่างจากเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่โร้คทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ สนใจอยู่กับยวดยานที่สัญจรอยู่บนท้องถนนเท่านั้น
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับฮ็อท สปริงบ้าง เขาถามขึ้น
“ฉันเคยมาที่นี่แล้ว”ทิชายักไหล่ ยกมือขึ้นลูบผมด้วยท่าทางไม่แยแส
“ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าอะไรเลยนี่”เขาสรุปง่ายๆคุณอยู่แต่ใน ลิตเติ้ล ร็อค มาตลอดไม่ใช่หรือ
“ใช่” สาวน้อยตอบเก็บคำพูดไว้ไม่ยอมพูดต่อ
“แล้วก็เหมือนกับคนอื่นๆที่ไม่เคยคิดจะออกสำรวจแม้ในสวนหลังบ้านของตัวเอง ผมพูดถูกไหม” เขามองเธออย่างรู้ทัน
“ถ้าคุณหมายถึงว่าเวลาที่พ่อแม่กับฉันออกมาพักผ่อนด้วยกันที่นี่ละก็ คำตอบก็คือไม่ถูก” ทิชาพูดอย่างประชดประชันเรามักจะออกไปเที่ยวทางด้านตะวันตกหรือด้านใต้เสมอละ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็รู้เื่เมืองฮ็อทสปริง น้อยจริงๆ โร้คยืนยัน
“มันก็มีธารน้ำร้อนน่ะสิ”สาวน้อยกระแทกเสียงใส่ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เธอก็มองเห็นสวนสาธารณะอาร์บิงตันปาร์ค ซึ่งเป็สัญญาณให้รู้ว่าถึงบริเวณห้องอาบน้ำแร่แล้วคุณให้ฉันลงตรงนี้ก็ได้”
แทนที่จะจอดรถลงตรงหัวมุมถนนโร้คกลับนำรถของเขาแล่นเลยไปจนถึงบริเวณที่จอดรถ และก่อนที่
ทิชาจะทันรวบรวมสัมภาระของเธอได้ครบ และหลบหลีกไปเสียจากเขา โร้คก็ลงมาอยู่บนถนนแล้วกำลังหยอดเหรียญใส่ลงในมิเตอร์วัดเวลา และเข้ามายืนอยู่เคียงข้าง
“ขอบคุณมากนะคะคุณเมดิสัน” สาวน้อยรู้อยู่แก่ใจว่าถึงเธอจะเอ่ยประโยคนั้นออกไป แต่ก็ใช่ว่าจะไล่เขาไปได้ง่ายๆ
เขากำลังก้มลงมองเธอแววในดวงตาบอกให้รู้ว่า เขาจะยังไม่เลิกราง่ายๆ เช่นกัน
“ผมคงจะทำหน้าที่ในฐานะเป็ชาวเมืองนี้ได้ไม่สมบูรณ์แน่ถ้าจะไม่ได้แนะนำให้คุณได้รู้จักกับประวัติศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ ของเมืองนี้”
และจากไรฟันที่ขบกันแน่นนั้นสาวน้อยก็ย้อนถามว่า
“คุณคงไม่้าจะฟังคำปฏิเสธสินะคะ
เขามองดูเธอด้วยแววยิ้มกริ่มในดวงตาเช่นเคย
“ผมคิดว่านั่นมันเป็มารยาทที่ไม่ใคร่ดีนักหรอกครับถ้ายอมรับคำปฏิเสธจากคุณ”
ทิชานิ่งอั้นไปบังเกิดความรู้สึกแปลกๆ เมื่อฟังคำพูดของเขาแล้ว และเห็นว่าเป็ความจริง บลันช์เคยเตือนเธอไว้แล้วว่าทิชาจะไม่มีวันให้ความนับถือในผู้ชายที่เธอสามารถจะเหยียบย่ำได้ง่ายๆ แต่ความรู้สึกขัดแย้งก็ยังคงมีอยู่เพราะสาวน้อยมีความคิดว่านี่คือการใช้อิทธิพลมาบีบบังคับกัน และกับความคิดนั้นเองที่ทำให้เธอโพล่งออกไป
“ฉันไม่ชอบให้มีอะไรมาจ่ออยู่ตรงคอหอยแล้วก็ยังแถมพูดด้วยว่าทำเพื่อฉัน”
“ก็แล้วมีใครทำอย่างนั้นล่ะโร้คถามเบาๆ พอดีกับแสงไฟจราจรเปลี่ยนเป็ให้คนข้ามถนนได้ เขาจึงจูงสาวน้อยซึ่งไม่เต็มใจนักข้ามถนน
“มันก็จริงอยู่หรอกถ้าเราจะมองในอีกด้านหนึ่ง บางครั้งมันก็เป็วิธีเดียวเมื่อเราพบอะไรที่พอใจเข้า” โร้คว่า
ทิชาหันไปมองเขาตรงๆใบหน้านั้นเป็ส่วนผสมของสันกรามที่แข็งแรง โหนกแก้มค่อนข้างสูง จมูกโด่งเป็สัน คางที่เป็รอยผ่าบางๆริมฝีปากที่ชวนให้ลังเลใจ ก่อนที่จะปรายขึ้นดวงตาคู่สีน้ำตาล
“คุณก็ยังไม่เห็นด้วยกับผมอยู่นั่นเองใช่ไหมโร้คพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ไม่รอให้เธอตอบ เมื่อพูดต่อว่าพวกอินเดียนเรียกแถบนี้ว่า‘วอลเลย์ ออฟ เดอะ เวพอร์ส’ ( หุบเขาแห่งไอน้ำ ) ผืนแผ่นดินแห่งนี้ เป็ที่เคารพสักการะของชนชาวอินเดียนทุกเผ่าพวกเขาจะมากันที่นี่เพื่อชำระล้างความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือาแที่าเ็มาในลำธารน้ำร้อน ผมได้พูดั้แ่แรกแล้วว่าเรายืนอยู่บนแผ่นดินแห่งความเป็กลางผมจึงอยากจะสงบศึกกับคุณชั่วคราวไงล่ะ
มันเป็คำขอประนีประนอมซึ่งแม้มิได้มีท่าทีว่าจะเป็ไปตามความหมายของคำนั้นจริงๆ เท่าไรนัก แต่รอยยิ้มอย่างขบขันก็ยังฉาบขึ้นบนริมฝีปากของเธอ
“แหม ช่างเป็ข้อเสนอที่วิเศษอะไรอย่างนี้นะถึงฉันจะไม่ยินยอมพร้อมใจให้คุณพาฉันเที่ยวดูอะไรให้ทั่วคุณก็ยังจะพาฉันไปอยู่ดีนั่นแหละ”
“มันก็ยังดูเหมือนข้อเสนอของฮ็อบ สัน อยู่ใช่ไหมล่ะ โร้คหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคออย่างพึงใจ เป็ครั้งแรกนับแต่เขาและเธอได้พบกันที่สาวน้อยรู้สึกขบขันและหัวเราะออกมาได้ โดยไม่ต้องฝืนความรู้สึกและทำให้ดวงตาของเธอเป็ประกายพราวสดใสยิ่งนัก และทำให้ดวงตาสีเข้มของโร้คเปล่งประกายที่เธออ่านไม่ออกขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นเราก็เซ็นสัญญาสันติภาพกันชั่วคราวแล้วกัน” ทิชาถอนใจเบาๆ
“เมื่อผมไม่มีใบสัญญาอยู่ในมือเอาเป็ว่าเราจับมือกันหน่อยดีไหมล่ะ