Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 57 สินค้าทั้งสามของบริษัท

    หลังจากที่ไตรภพออกมาจากคฤหาสน์ เขาได้เรียก Grabไปที่สถานีรถไฟความเร็วสูง ระหว่างทางที่กำลังเดินทางไปอยู่นั้นข้อความแจ้งเตือนยอดเงินเข้าบัญชีก็เด้งขึ้นมา

     

    ตริ๊ง

     

    ‘เงินเข้าสามร้อยสิบล้านบาท’

     

    ไตรภพมองยอดเงินในบัญชีพลางถอนหายใจด้วยนิสัยของเขมิกาแล้วบางทีการให้บทเรียนที่แสนล้ำค่ากับเธอจะมีประโยชน์เสียมากกว่าอะไรที่ได้มาง่าย ๆ ย่อมไม่มีค่าอะไรเท่าสิ่งที่พยายามแทบตายกว่าจะไขว่คว้ามา

     

    จากการประเมินอาการของพ่อเขมิกาแล้วเขาคิดว่าคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินเจ็ดวันเท่านั้นโดยในวันที่สามอาการจะเริ่มทรุดลงเพราะไอของพิษกร่อนวิญญาณไม่มีอะไรจะทำลายได้อีกแล้ว จึงเริ่มที่จะไปทำลายชีพจรและอวัยวะภายในแทน

     

    ไตรภพสลัดความคิดทิ้งถึงอย่างไรทุกอย่างก็อยู่ที่โชคชะตา เขานั่งรถไฟความเร็วสูงกลับจังหวัดน่านทั้งยังกำชับให้กันยาขับรถมารับเขาที่สถานีรถไฟเมื่อมาถึง

     

    “สวัสดีค่ะ คุณไตรภพ”

     

    กันยาขับรถ Nissan Teana ที่ไตรภพยึดมาจากฉัตรซึ่งตอนนี้ไตรภพได้ยกรถคันดังกล่าวให้กับกันยาเพราะเธอไม่มีรถและยังต้องใช้รถในการดำเนินการทางธุรกิจให้เขา เธอจอดรถอยู่ตรงชานชลาหน้าตึกไตรภพขึ้นรถด้านหลัง รถได้เคลื่อนตัวออกไปจากสถานี

     

    “สมุนไพรที่ผมต้องการเบื้องต้น คุณเอามาไหม”

     

    “เรียบร้อยค่ะ อยู่หลังรถ”

     

    ในระหว่างที่เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่กลับมาจังหวัดน่านไตรภพได้สั่งให้กันยาเตรียมสมุนไพรอันเป็นส่วนประกอบในการปรุงยาเอาไว้เพราะเขาเองจะลองปรุงยาเพื่อทดสอบสรรพคุณของสินค้าที่กำลังจะวางขายเมื่อบริษัทถูกตั้งขึ้น

     

    “ดูสิ ยอดเงินของเธอเข้ารึยัง”

     

    “เอ๋”

     

    กันยาที่จอดรถติดไฟแดงอยู่หยิบโทรศัพท์มือถือข้างกายของเธอมาดู เมื่อเห็นยอดเงินที่โอนเข้ามาแล้วเธอถึงกลับปล่อยโทรศัพท์มือถือลง เผลอกดแตรเสียงลากยาว

     

    ปริ๊นนนนนนนนนน

     

    “ระ ร้อยล้าน”

     

    “ไฟเขียวแล้ว”

     

    ไตรภพเตือนสติกันยาทีกำลังเหม่ออยู่ จนเธอได้สติ รีบเอาเบรกมือลงขับรถไปข้างหน้าทันที แม้บรรยากาศในรถแอร์จะค่อนข้างเย็นแต่เหมือนร่างกายของกันยาจะร้อนอบอ้าวจากอาการช็อคเมื่อครู่

     

     

    “ฉันให้เงินในการขยายการลงทุนเฟสแรกด้วยจำนวนเงินเท่านี้เดี๋ยวเธอไปที่ Nan Richฉันจะปรุงสินค้าให้เธอลองช่วยประเมินดู”

     

    เมื่อมาถึงคฤหาสน์ ไตรภพได้ปรุงยาอยู่ในห้องครัวส่วนกันยานั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่น เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงไตรภพเดินออกมาพร้อมกับยาทั้งหมดสามขวด

     

    “นี่คือสินค้าที่จะวางขายในตลาดโดยยาตัวแรกจะใช้ชื่อว่า ‘โอสถสมานแผล’ สรรพคุณของยาตัวนี้จะช่วยให้แผลสดหายภายในหนึ่งวันทั้งยังไม่ทิ้งรอยให้เกิดแผลเป็นอีกต่างหาก”

     

    “หายภายในหนึ่งวัน ? คุณไตรภพคะเรื่องนี้มันออกจะ…”

     

    “จริง ๆแล้วสรรพคุณของมันสามารถที่จะรักษาได้ในระยะเวลาไม่เกินสิบห้านาที เธอดูนี่…”

     

    ไตรภพหยิบมีดขึ้นมา กรีดไปที่ข้อมือเกิดรอยแผลประมาณห้าเซนติเมตรเลือดไหลซิบ ๆ ออกมาเป็นทางยาว กันยาตาเบิกกว้างรีบวิ่งไปเอากระดาษทิชชู่มา

     

    “ไม่ต้อง”

     

    ไตรภพเอายาราดลงบนแผลประมาณครึ่งขวดทันใดนั้นเองเลือดก็ค่อย ๆ หยุดไหลชายหนุ่มโคจรพลังลมปราณเพื่อชักนำฤทธิ์ยาให้สมานแผลได้เร็วขึ้นกันยาจ้องไตรภพอย่างไม่เข้าใจว่าไตรภพใช้มือขวากดไปที่แผลทำไม

     

    เวลาผ่านไปประมาณสิบห้านาทีไตรภพเอามือขวาที่กดแผลอยู่ออก เผยให้เห็นยาที่อยู่บนมือซ้ายเปียกชุ่มตรงบริเวณบาดแผล

     

    “แผลไปไหน !”

     

    กันยาจับมือซ้ายของไตรภพอย่างไม่รู้ตัวรีบลูบคลำเพื่อหารอยแผลจากมีดบาดเมื่อครู่ พลิกไปพลิกมาอยู่นานก็ไม่เจอ เหมือนกับว่าแขนซ้ายของไตรภพไม่เคยโดนบาดมาก่อน

     

    “จะจับมือผมอยู่อีกนานไหม”

     

    “ขอโทษค่ะ ตัวยานี้รักษาได้จริง ๆ หรอคะ”

     

    กันยาปล่อยมือไตรภพทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัยของเธอ ทำให้เสียกิริยาไปชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้แล้วเธอจึงรีบถามไตรภพเรื่องยาทันที

     

    “รักษาได้สิแต่เมื่อครู่ผมใช้วิธีลัดทำให้ล่นระยะเวลาให้เร็วขึ้นเพียงสิบห้านาทีแต่หากเป็นการราดยาลงบนแผลโดยไม่ใช้วิธีแบบผม ประมาณหนึ่งวัน แผลก็จะจางไปคุณว่าถ้าตัวยานี้ออกสู่ตลาด วงการยาจะเป็นยังไง”

     

    ไตรภพยิ้มมุมปากเอ่ยถามกันยาเขาเองก็อยากจะฟังแนวคิดเรื่องธุรกิจของเธอที่เขาไว้ใจให้กันยาดูแลบริษัทที่เปิดใหม่ของเขาเพราะประทับใจในความซื่อสัตย์ช่างพูดของเธอ ตั้งแต่วันที่บริษัทกันยามาจัดแสดงบูธแล้ว

     

    “ถ้าสรรพคุณเป็นแบบนั้นจริงวงการยาจะต้องสั่นสะเทือนมาก เพราะแม้แต่ตัวยาที่ดีที่สุดยังไม่การันตีผลในการป้องกันการเกิดแผลเป็นได้แถมระยะเวลาในการทายายังต้องใช้ 1 – 2 อาทิตย์เป็นอย่างน้อย”

     

    “แล้วราคาที่ควรจะขายหละ ?”

     

    กันยาหลับตาคิดสักพักเธอกำลังคำนวณต้นทุนในการผลิตยาตัวนี้ จริง ๆแล้วกันยาก็ไม่ทราบว่าไตรภพเอาสมุนไพรตัวใดบ้างผสมลงไปแต่สมุนไพรที่เธอซื้อมามีทั้งหมดหนึ่งร้อยชนิด ใช้เงินประมาณสองพันบาท

     

    “ฉันคิดว่าควรบรรจุใส่ขวดเล็กประมาณ 10 mlตั้งขายขวดละ 5,000 บาท”

     

    “10 ml น่าจะใช้ได้แค่ครั้งเดียว ขายตั้ง 5,000บาทเลยหรอ ?”

     

    ไตรภพยักคิ้วถามด้วยความสงสัย โอสถสมานแผลนั้นเขาใช้วัตถุดิบจากสมุนไพรแค่เจ็ดชนิด ในการปรุงขึ้นมาด้วยต้นทุนอยู่แค่หนึ่งร้อยสี่สิบบาทเท่านั้นทั้งยังได้ปริมาณถึง 10 ลิตรหรือสามารถบรรจุขวดที่ทดลองไปได้ถึงหนึ่งพันขวด

     

    “ไม่แพงไปหรอกค่ะว่าแต่คุณไตรภพพอจะบอกได้ไหมว่าต้นทุนขวดนี้ประมาณเท่าไหร่”

     

    “ขวดละเจ็ดบาท”

     

    “จะ เจ็ดบาท !!!”

     

    กันยาตะลึงยาที่มีสรรพคุณเหมือนยาเทวดาแบบนี้กลับมีต้นทุนเพียงเจ็ดบาทเท่านั้นเท่ากับว่าได้กำไร 714เท่าจากต้นทุน

     

    “ส่วนเรื่องการผสมต้องให้คุณจัดการหาวัตถุดิบมาให้มากที่สุดรวมถึงภาชนะที่เอาไว้ปรุงยา ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ยิ่งดี”

     

    ไตรภพบอกเรื่องกรรมวิธีในการปรุงยาโดยเขาจะผูกขาดขั้นตอนการปรุงยาเอาไว้เพื่อเป็นความลับแก่บริษัทเท่านั้นแม้จะหาวัตถุดิบทั้งเจ็ดอย่างได้ แต่เมื่อไม่รู้วิธีการใช้พลังลมปราณในการปรุงยาก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี

     

    พนักงานมีหน้าที่ในการเอายาที่ได้รับการปรุงแล้วไปบรรจุลงในขวดแปะบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม วางแผนเรื่องการทำตลาดและการโฆษณาเท่านั้น

     

    ตอนแรกกันยาวางแผนที่จะใช้เงินจำนวนสิบล้านจ้างพนักงานในกระบวนทั้งหมด แต่เมื่อเงินทุนถูกเพิ่มขึ้นจากสิบล้านเป็นร้อยล้านเธอจึงต้องวางแผนใหม่โดยการใช้เครื่องจักรเข้ามาแทน หากใช้เครื่องจักรจะประหยัดระยะเวลา ทั้งยังลดต้นทุนของค่าแรงลงอย่างมหาศาล

     

    “เอาหละ ยาตัวที่สอง ฉันตั้งชื่อว่า ‘โอสถบำรุงกายา’สรรพคุณของยาตัวนี้คนที่ขาดสารอาหาร หรือผอมเกินไปเมื่อรับประทานติดต่อกันเจ็ดวันจนหมดขวด ร่างกายจะฟื้นฟู อวัยวะต่าง ๆ จะถูกซ่อมแซมคนผอมจะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ร่างกายสมส่วน สามารถกินได้ทุกวันไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ หากทานตอนเช้า ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นเหมือนนอนหลับเต็มอิ่ม”

     

    กันยาพยักหน้าฟังสรรพคุณโอสถบำรุงกายาด้วยท่าทางครุ่นคิดสรรพคุณที่ไตรภพบอกถือว่าเกินจริงไปมาก แต่เมื่อเธอได้เป็นพยานในการพิสูจน์ตัวโอสถตัวแรกไปแล้วเธอจึงพอจะยอมรับสรรพคุณของตัวยาตัวที่สองได้

     

    ไตรภพได้บอกต้นทุนที่แท้จริงของตัวยานี้ไปใช้วัตถุดิบเพียงสิบชนิดในการปรุง ต้นทุนประมาณสองร้อยบาทส่วนปริมาณต่อขวดนั้นจะอยู่ที่ห้าร้อยมิลลิลิตร โดยอัตราส่วนของน้ำที่ใช้ปรุงจะเป็นน้ำสิบลิตรต้นทุนต่อขวดจะอยู่ที่สิบบาท

     

    เมื่อตกลงราคาในการวางแผนเรื่องการตลาดได้แล้วกันยาคิดจะขายโอสถบำรุงกายาในราคาขวดละห้าพันบาทเท่ากับโอสถสมานแผล

     

    “แต่ต้องใช้เวลาหน่อยนะคะ เมื่อตั้งบริษัทแล้วฉันต้องดำเนินการสั่งซื้อเครื่องจักร เอาโอสถทั้งสองขวดนี้ไปจดอ.ย.และรอผลแลปกระบวนการทั้งหมดจะใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนค่ะ”

     

    “ไม่มากไม่น้อยไป มาดูสินค้าตัวที่สามกัน ผมคิดว่าสินค้าตัวนี้จะต้องทำกำไรได้มหาศาลจากการขายแน่ๆ”

     

    ไตรภพเทน้ำจากอีกขวดหนึ่งลงแก้ว ยื่นให้กันยาเธอรับมาพลางสูดดม กลิ่นของน้ำนี้หอมมาก อบอวนไปด้วยกลิ่นสมุนไพรที่หลากหลาย

     

    “อันนี้เป็นไวน์ที่ผมปรุงขึ้นจากสมุนไพรหนึ่งร้อยชนิดชื่อว่าไวน์จักรพรรดิ ต้นทุนต่อขวดน่าจะประมาณหนึ่งร้อยบาท คุณลองกินดูสิ”

     

    กันยาดื่มไวน์ลงคอความรู้สึกที่ควรจะร้อนผ่าวด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์กลับนุ่มนวล ไม่บาดคอแม้แต่น้อยเธอเผลอหลับตาพริ้มอย่างไม่รู้ตัว เหมือนกันเธอล่องลอยอยู่บนสรวงสรรค์ทอดตามามองโลกมนุษย์ที่เล็กกระจ้อยร่อยนี้ด้วยความดูแคลนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไรอีกสิ่งที่เธอรู้สึกตอนนี้มีแค่อารมณ์ของการดื่มด่ำในรสชาตเท่านั้น

     

    “วิเศษ ฉันไม่เคยกินอะไรที่มันดีแบบนี้เลย”

     

    กันยาเองแม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเท่าไรนัก แต่เธอเคยทำงานที่บริษัทNan Rich โครงการหมู่บ้านระดับหนึ่งพันล้านบาทเธอย่อมมีโอกาสในการลิ้มลองไวน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ Royal DeMaria ที่ถูกจัดว่าเป็นไวน์ยอดนิยมที่สุดแห่งปีมีมูลค่าสูงถึงขวดละหนึ่งล้านบาท ก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับไวน์ที่เธอดื่มอยู่ได้

     

    การที่เธอได้ดื่มไวน์ขวดละหนึ่งล้านบาทในงานบริษัทนั้นต้องถือว่าเป็นการดื่มที่แพงที่สุดในชีวิตของเธอเลยในช่วงที่เธอเข้ามาทำงานเป็นงานเลี้ยงบริษัทพอดี เจ้าของบริษัทได้นำไวน์ Royal DeMariaมาให้พนักงานโดยการจับฉลากพนักงานที่จะมีสิทธิ์ได้ลิ้มลองไวน์ขวดนี้แน่นอนว่ากันยาเป็นหนึ่งผุ้โชคดี ใครต่อใครต่างอิจฉาเธอแค่หนึ่งแก้วก็มีมูลค่าหลายหมื่นบาทแล้ว

     

    “พอจะขายได้ไหม”

     

    “ไม่…”

     

    กันยาตอบด้วยเสียงหนักแน่น เมื่อเธอได้สติเธอรีบวางแก้วลง หันหน้าไปทางไตรภพ มองใบหน้าหล่อเหลาด้วยสายตาจริงจัง

     

    “ไม่มีไวน์ไหนเทียบได้ต่างหาก ถ้าไวน์ขวดนี้วางขายลงแม้จะตั้งราคาหนึ่งล้านก็มีแต่คนแย่งซื้อ”

     

    “ถึงขนาดนั้นเชียวหรอ”

     

    ไตรภพอึ้งกับคำตอบของกันยาจริงอยู่แม้สูตรของไวน์จักรพรรดิจะเลียนแบบมาจากสุราในดินแดนเทพแต่ก็ไม่ได้เหมือนเต็มสิบส่วน เพียงแค่คลับคล้ายแค่ห้าส่วนเท่านั้น ถ้าให้เหมือนสิบส่วนเลยจะต้องใช้เวลาในการบ่มตลอดทั้งคืนด้วยเพลิงมังกรเทวะ

     

     

    ไวน์จักรพรรดินี้เพียงแค่ใช้การบ่มด้วยเพลิงมังกรเทวะหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นจึงได้รสชาตที่ต่างจากเดิม แต่ถ้าเทียบกับไวน์ทุกชนิดในโลกแล้วต้องถือว่าไวน์จักรพรรดิสามารถพูดได้ว่าเป็นไวน์อันดับสองที่ไม่มีใครกล้าอ้างตัวว่าเป็นไวน์ที่มีรสชาตดีอันดับหนึ่ง

     

    “ค่ะ ฉันคิดว่าจะทำไวน์ใส่ขวดให้ดูพรีเมี่ยมขายเฉพาะตลาดบนหรือชนชั้นสูงเท่านั้น ราคาจะตั้งอยู่ที่ขวดละหนึ่งแสนบาท”

     

    “อืมมม”

     

    ไตรภพนั่งคุยเรื่องสินค้าทั้งสามตัวของบริษัทกับกันยาเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงก่อนที่จะได้ข้อสรุป เมื่อบริษัทจดทะเบียนเสร็จแล้วจะดำเนินการสั่งซื้อเครื่องจักร จดทะเบียนอ.ย.และรับสมัครพนักงาน โดยไตรภพเลือกที่จะปรับโครงสร้างเล็กน้อยเกี่ยวกับกรรมการให้เว้นว่างลงไป เพราะเขาเป็นเจ้าของอยู่แล้วจึงไม่ต้องมีการประชุมของผู้บริหารใดๆ

     

    “คุณอยู่บ้านนี้ได้เลยนะคงอีกสักพักกว่าผมจะได้มาอยู่”

     

    “ไม่ดีมั้งคะ”

     

    “ไม่เป็นไร ถือว่าเฝ้าบ้านให้ผม”

     

    ไตรภพครุ่นคิดเรื่องบ้านหลังนี้ใจจริงเขาอยากจะขนครอบครัวมาที่นี่ แต่เกรงว่าจะหาคำอธิบายให้กับครอบครัวเขาไม่ได้ว่าเอาเงินมาจากไหนคงต้องรอให้เรื่องราวต่าง ๆ ถูกสะสางลงก่อนจากนั้นพอทุกอย่างลงตัวจึงค่อยย้ายเข้ามา

     

    “ให้ฉันไปส่งไหมคะ ?”

     

    กันยาถามเธอได้แต่สงสัยว่าชายหนุ่มมีรถในบ้านอยู่แล้วคือ Porscheคันสีดำป้ายแดง แล้วจะเรียก Grab ทำไมแต่เมื่อเป็นความต้องการของผู้เป็นเจ้านายเธอ กันยาจึงไม่ได้ซักถามอะไรปล่อยให้ไตรภพนั่ง Grabออกจากบ้านไป