ไม่มียังไม่ได้คิด

    บทที่ 42 ลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์

    ตอนนี้ทุกสิ้งตกอยู่ในความเงียบไม่มีเสียงใดๆ นอกจากเสียงกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัวเท่านั้นเพราะบุคคลที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขานั้นเป็นบุคคคลที่มองผู้ฝึกตนระดับฝืนกฎฟ้า เป็นแค่ขยะไม่แค่จะเป็นขยะอาจยังไม่คู่ควรจะเป็นเลยในสายตาของชายหนุ่มผู้นั้น นั้นคือสิ่งที่ทุกคนคิด ทุกคนในที่นั้นถูกความกลัวตรึงเอาไว้ทำให้ไม่มีใครกล้าขยับ อย่าวว่าแต่ขยับตัวแม้แต่หายใจแรงยังไม่มีใครกล้าทำ


    เพราะกลัวว่าถ้าไปทำอะไรที่ทำให้คนที่น่ากลัวขนาดนั้นโกรธเข้าละก็คงจบไม่สวยแน่ๆ


    ในระหว่างนั้นตัวชายหนุ่มเองกลับไม่สนใจรอบข้างเลย ตอนกำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ตัวชายหนุ่มนั้นเหมือนกำลังจดจออยู่กับการรักษาแต่จริงๆแล้ว เขากำลังคุยกับบางอย่างอยู่


    "จอมมาร?"


    "อย่าเข้าใจผิด แค่มันน่ารำคาญแค่นั้นละ"


    "หืม?.."


    "เจ้ามีเรื่องสำคัญกว่านี้ให้สนใจไม่ใช่หรอ?"


    ทันทีที่ประโยคนั้นจบลงชายหนุ่มหรือ ผู้กล้าก็ลืมตาขึ้นทันทีนัยน์ตาประกายเย็นเยียบ ค่อยๆ หันกลับมามองผู้คนมากกว่า สามร้อยคน ที่ยืนอยู่ข้างหลัง เพียงกวาดสายตาทุกผู้ที่ถูกกวาดสายตาผ่าน รู้สึกได้ถึงแผ่นหลังที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของตนเอง 


    เพียงไม่นานก็มีคนที่ทนไม่ไหวจึงพูดออกมาในที่สุด"ท่านคือผู้ใดกัน"


    คนที่เอ่ยขึ้นคือหนึ่งในรองผู้นำสำนักประกายดาบที่ยังรอดอยู่มันถามเนื่องจากมันไม่อาจคิดออกได้เลยว่าผู้มีผู้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ในประเทศจีน ไม่ว่ามันจะเค้นสมองคิดเท่าไหร่นอกจะราชสำนัก กับพวกสำนักใหญ่ๆแล้วมันก็นึกไม่ออกอีกว่าชายคนนี้จะมาจากที่ใด


    แต่คำถามนี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากชายหนุ่มเลยทำให้รองเจาสำนักประกายดาบรู้สึกไม่ชอบใจอยู่นิดหน่อยแต่มันไม่กล้าแสดงออกมาแม้เพียงเสี้ยวเดียว


    "เห้อ"ในที่สิ่งเสียงแรกของชายหนุ่มก็ดังขึ้นเป็นเสียงถอนหายใจที่ไม่ดังไม่เบาแต่ไม่รู้ทำไมทุกคนในที่นั้นถึงได้ยินอย่างชัดเจนและสิ่งที่ชายหนุ่มพูดต่อนั้นทำให้ทุกคนในสำนักประกายดาบเริ่มหนีเพื่อชีวิตทันที"ถอนรากไม่ถอนโคนในอนาคตอาจเป็นปัญหาได้ ขอโทษด้วยแล้วกันนะแต่ต้องรีบจัดการก่อนที่พวกเด็กๆ จะมาถึงหนะ"


    ทุกผู้ในสำนักประกายดาบเริ่มวิ่งหนีแบบเต็มกำลัง แต่เพียงชายหนุ่มยกมือขึ้นและพูดพึมพัมอะไรบางอย่างก็เกิดกรงแสงสว่างขึ้นล้อมกรอบ ทุกคนในสำนักประกายดาบเอาไว้ ก่อนที่จะมีเพลิงลุกโหมขึ้นกลางกรงแสง


    นี้คือการสังหารโหดทุกคนในตระกูลเสวี่ยงคิดอย่างนั้น ไม่มีใครกล้ามองภาพนี้ยกเว้นเพียงบรรพชนตระกูลเสวี่ยงเท่านั้นที่มองภาพนี้อย่างตกตะลึงกับพลังของผู้มีพระคุณ ที่หลานสาวของมันพามา


    เพียงไม่นานเสียงโหยหวนของคนจากสำนักประกายดาบทั้งหมดก็เงียบลง กรงแสงสว่างพลันเลือนหาย ทุกอย่างหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง แม้แต่ขี้เถ้ายังไม่เหลือ 


    ก่อนที่ผู้กล้า จะหันกลับมามองเสวี่ยงหนิงกับบรรพชนตรพะกูลเสวี่ยง ทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะสงบลง เพราะสิ่งที่เห็นเมื่อกี้มันน่ากลัวเกินไปและ ชายหนุ่มตรงหน้าทำไปโดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้าสักนิดเดียว แค่นั้นก็พอจะเดาได้แล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้เคยฆ่าคนไปมากเพียงใดแค่ไหน เพราะงั้นภายใต้สายตาของ ผู้กล้าตอนนี้ทั้งสองนั้นทั้งรู้สึกเคารพและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นบรรพชนตระกูลเสวี่ยงก็ลุกขึ้น ก่อนจะประสานมือคำนับให้อย่างชาวยุธ


    "ขอขอบคุณท่านที่ลงมือช่วยเหลือ ข้าติดหนี้ชีวิตท่าน หากท่านต้องการอะไรขอเพียงพูดออกมา"


    "หนึ่งคืน"ผู้กล้าพูดออกมาเพียงแค่นี้ ทำให้บรรพชนตระกูลเสวี่ยงหมิงหน้าหลานสาวของมันน้อยๆ ก่อนจะหันกลับมามองผู้กล้าด้วยสายตาแปลกๆผู้กล้าจึงพูดให้ชัดเจนกว่าเดิม"ที่พักหนึ่งคืน" ประโยคนี้ทำให้ทั้งสองถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก


    "ได้แน่นอนครับ"


    บรรพชนตระกูเสวี่ยงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม


    "ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวนะยังมีอีกสามคน ไม่ต้องแยกห้องขอห้องเดียวพักสี่คน"


    ผู้กล้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะมีเสียงของเด็กผู้หญิงโวยวายมาแต่ไกลเป็นเสียงของโรสที่บินมาถึงก่อนนั้นเอง


    "มาสเตอร์ ไม่รอเลย ใจร้าย"


    โรสลอยเข้ามาหาผู้กล้า และทำตัวสนิทสนมอย่างไม่น่าเชื่อ และที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าคือคนที่ฆ่าคนไปมากกว่าสี่ร้อยคนโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิดกลับอ่อนโยนลงจนเห็นได้ชัด นี้ทำให้คนที่ดูเหตุการนี้อยู่ไม่อาจรู้ได้แล้วว่าสรุปแล้วชายหนุ่มคนนี้นั้นเป็นคนแบบไหนกันแน่


    หลังจากโรสโวยวายได้พอประมาณผู้กล้าก็ลูบหัวลินลี่ที่กำลังทำตัวง้องอนอย่างสนุกสนาน ในตอนนั้นลินลี่ก็มาถึงพอดีในตอนที่ลินลี่มาถึงเพียงผู้กล้าได้ยินเสียงใบหน้าที่แสนเย็นชาของเขาก็ ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มมทันที ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเหลือเพียงหน้าตาที่อ่อนโยนจนเอาไปผูกกับคนที่ฆ่าคนไปมากกว่า สี่ร้อยคนได้


    ส่วนแองเจล่านั้นบินมาถึงคนสุดท้ายและค่อนข้างจะบินมาได้ไม่สวยนัก เพราะตอนเธอมาถึงเธอราวกับเชือกขาดตกใส่ผู้กล้าเต็มๆ แต่ผู้กล้าสามารถรับได้อย่างสวยงาม ก่อนแองเจล่าจะหัวเราะแห้งๆออกมา


    ผู้กล้าจึงส่งสายตาดุๆ ใส่ทีนึงแต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่คนที่มองดูเหตุการอยู่นั้นสติหลุดไปแล้วอย่างน้อยถ้าตาไม่บอดทุกคนก็น่าจะพอเดาได้ว่าหญิงสาวทั้งหมดที่ติดตามผู้กล้านั้น ทุกคนเป็นผู้ฝึกตนที่อย่างน้อยก็อยู่ในระดับฝืนกฎฟ้ากันทั้งนั้น เพราะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร 


    แต่เป็นไปได้อย่างไร? ไม่มีใครสามารถทำความเข้าใจกับภาพตรงหน้าได้ มีแต่บรรพชนของตระกูลเท่านั้นที่ยังพอรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้จึงกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก


    "ขอเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน"


    บรรพชนพูดพร้อมกับผายมือไปที่ทางเข้า


    "อืม"


    ผู้กล้าตอบอย่างเรียบง่ายอย่างเคย ส่วนคนอื่นๆนั้นแค่เดินตามผู้กล้าไป ในระหว่างที่เดินนั้นในที่สุดบรรพชนตระกูลเสวี่ยงก็อดใจไม่ไหวจึงกล่าวถามออกมา


    "ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไรหรือ?"


    "..."


    "ถ้าไม่ต้องการตอบก็ต้องขออภัยด้วย"


    "มารยาท"


    "ขออภัยข้า มีชื่อว่า เสวี่ยงไป๋ "


    "ข้าได้ทิ้งชื่อไปเมื่อนานมาแล้ว"


    "งั้นจะให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไร"


    "เรียกข้าว่าผู้กล้าก็ได้"


    "ท่านอื่นๆ ละ"


    "ชื่อโรสเองจ้า"≧∇≦


    "ลินลี่ชื่อลินลี่ค่ะ"^o^


    "แองเจล่า"^_^


    ทุกคนตอบด้วยความเป็นมิตรต่างกับผู้กล้าที่พูดด้วยท่าที่เรียบเฉย ราวกับสายน้ำการพูดคุยยังคงดำเนินต่อไปภายใต้ความอึดอัดเล็กน้อย เพียงไม่นานก็เดินมาถึงทางเข้าตระกูลแล้วมันค่อนข้าง ใหญ่โตและสวยงามแถมตรงทางเข้ามีอักษรแกะสลักเป็นชื่อตระกูลอย่างโอ่อ่า


    สมกับเป็นหนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในจีนจริงๆ ลินลี่ดูตื่นเต้นมากๆ ส่วนโรสนั้นกลับดูเกินเหตุไปบ้าง เห็นแบบนั้นแองเจล่าเองก็ได้แต่ส่ายหน้าเท่านั้น ทันทีที่มาถึงหน้าประตูก็ได้พบว่ามีคนมุ่งกันอยู่เต็มไปหมด


    "ปลอดภัยแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ได้แล้ว"


    "เตรียมห้องให้กับแขกผู้มีเกียรติของเราด้วยระหว่างนั้นข้าจะนำชมสถานที่ อย่างรบกวนเป็นอันขาด"


    ทันทีที่เห็นแบบนั้นเสวี่ยงไป๋ก็จัดการสั่งงานอย่างเชี่ยวชาญอีกหลายอย่างก่อนคนที่มุงดูอยู่จะหายไปหมด


    "ท่านต้องการจะไปที่ใดต่อหรือ"


    เสวี่ยงไป๋ถามด้วยความสงสัย


    "ข้าจะไปเมืองหลวง"


    ผู้กล้าตอบไปตามตรงเพราะไม่มีเหตุผลให้ปกปิด


    "ถ้าเช่นนั้นท่านจะไปเมืองหลวงพร้อมกับคนในตระกูลของข้าไหม?"


    "จะเดินทางเวลาไหนใช้เวลากี่วัน"


    "นับจากนี้อีกสามวัน ใช้เวลาเดินทางเพียงสิบวันเท่านั้น"


    "หืม?"


    อยู่ๆสีหน้าผู้กล้าก็เปลี่ยนเล็กน้อยทำให้เสวี่ยงไป๋เสียวสันหลังเล็กน้อยก่อนจะเอยถาม"มีอะไรหรือท่านผู้กล้า"


    "เจ้าได้เชิญเพื่อนมาหรือไม่"


    "...?"


    "แสดงว่าไม่สินะ เหมือนเราจะมีแขกมาเพิ่ม"พูดจบผู้กล้ากับพวกสาวๆก็หายไปเลืือนหายไปจากตรงนั้นราวกับสลายไปในอากาศธาตุ ทำให้เสวี่ยงไป๋ตกใจอย่างมากมันรีบเร่งความเร็วไปส่วนหลังของตระกูลทันทีเพราะจุดนัั้นเป็นจุดที่มันรู้สึกได้ถึงตัวตนผู้กล้า


    "ดู"ทันทีที่เสวี่ยงไป๋มาถึงผู้กล้าก็ชี้ให้ดู ท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วซึ่งมันมีสีที่สวยงามมาก"เอ่อ ช่างงามจริงๆ"


    "ไม่ใช่ ตั้งใจมองดีๆ"ได้ยินอย่างนั้นเสวี่ยงไป๋จึงรวมพลังปรานมาไว้ที่ดวงตาของตนอย่างเต็มกำลัง แล้วมองตรงไปทางทิศที่ผู้กล้าชี้กวาดตาอยู่สักพักถึงสังเกตุเห็น จุดดำๆ ที่ดูเหมือนจะตรงมาทางนี้


    "หืม....นะ....นั้นมัน หรือว่า!!!"เสวี่ยงไป๋ได้รับรู้ถึงตัวตนที่อยู่บนท้องฟ้าระยะไกลนั้นแล้ว ผู้กล้าจึงถามออกมาอย่างอดไม่ได้"อะไร?"


    "นั้นคือคนจากลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์"เมื่อเห็นผู้กล้าทำหน้ามึนๆดูไม่ทุกร้อนจึงอธิบายต่อว่า"ลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอำนาจน่ากลัวอย่างมากในแผ่นดินจีน เป็นรองเพียงราชวงศ์เท่านั้น แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นราชวงศ์ยังไม่อาจแตะต้องลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ ถึงจะชื่อลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์ แต่มันกลับขึ้นชื่อเรื่องความชั่วช้าอย่างยิ่ง"


    "อ้อ" ในระว่างที่เสวี่ยงไป๋กำลังอธิบายอย่างยาวเหยียดนั้นทางผู้ที่มาจากลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์นั้น กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ เพียงไม่นานเท่านั้นมันก็มาหยุดตรงหน้าของผู้กล้าแล้ว มันเป็นชายที่หน้าตาค่อนข้างหล่อใส่ชุดสีดำลายมังกรสีทอง ผมยาวสีดำเงางามราวสายน้ำ


    "หึ สำนักประกายดาบทำพลาดงั้นหรือ ช่างไร้ประโยชเสียจริง"ผู้ที่มาจากลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์พูดออกมาอย่างเหยียดหยามและไม่สนว่าใครจะได้ยินหรือรู้ถึงแผนการของมัน


    "เป็นแผนของลัทธิเทพศักดิ์สิทธิ์ เองงั้นสินะ หมายความว่าที่พูดตอนนั้นเอาจริงงั้นหรือ"เมื่อเสวี่ยงไป๋ได้ยินสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดก็โมโหจนหน้าแดงเป็นมะเขีอเทศ"พวกเจ้าจะก่อ กบฏจริงๆงั้นหรือ!!"


    "แน่นอน พวกข้าเอาจริง และตระกูลเสวี่ยงของเจ้าปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ เพราะงั้นจึงต้องหายไปซะยังไงละ"พูดจบไม่พูดพร่ำทำเพลงชายตรงหน้าได้สะบัดมือเบาๆ พร้อมกับยิ่มอย่างได้ใจ เกิดคลื่นกระแทกที่รุนแรงเกินจะหยั่งถึง ตรงเข้าหาเสวี่ยงไป๋ทันที


    เสวี่ยงไป๋หน้าซีดขาวเพราะมันรู้สึกได้ว่าพลังนี้รุนแรงเกินกว่าที่มันจะต้านรับไว้ได้ แต่คิดจะหลบก็คงไม่ทันแล้วเพราะแรงกดดันได้มาถึงตัวเสวี่ยงไป๋แล้ว ทำให้เสวีี่ยงไป๋ไม่อาจแม้แต่จะขยับนิ้ว


    ปึง


    เกิดเสียงไม่ดังไม่เบาขึ้นเสียงหนึ่งพร้อมกับแรงกดดันที่หายไปจากร่างกายทำให้เสวี่ยงไป๋ถึงกับเข่าอ่อน แต่ยังไม่วายรีบร้อนเตือนผู้กล้า"ท่านผู้ที่อยู่ข้างหน้าเป็นผู้ผู้อาวุโสที่ 20 ของเทพศักดิ์สิทธิ์ มีพลังฝึกตนระดับ ราชัน ท่านผู้กล้าโปรดระวังตัว" การกระทำนี้เรียกคะแนนจากผู้กล้าได้ไม่น้อย แต่นอกจากผู้กล้าแล้วคน อีกสองคนตกตะลึงไปแล้ว เพราะพึงจะสังเกตุได้ว่าคนที่ลงมือไม่ใช่ผู้กล้าแต่อย่างใด


    "ก็แค่ขยะที่เก่งขึ้นมาหน่อยคิดจะมาฆ่าคนที่ มาสเตอร์ของพวกข้าอุส่าเสียพลังงานช่วยเอาไว้ง่ายๆ เลยงั้นหรือ"


    ผู้ที่ลงมือป้องกันคือแองเจล่า ส่วนผู้ที่พูดคือโรส คำพูดนี้สร้างความหงุดหงิดให้กับ ผู้อาวุโสที่ 20 มาก แต่มันไม่กล้าจะลงมือ เพราะแม้ว่าเมื่อกี้จะดูเหมือนแค่ปัดมือส่งๆ แต่การปัดมือเมื่อกี้นั้น มันใช้พลังไปถึง 6 ส่วนเลยทีเดียวแต่กับถูกรับไว้ได้อย่างง่ายดายโดยแองเจล่า


    "หึ" ทางแองเจล่าเองก็ดูจะไม่พอใจกับท่าทางหยิ่งยโสของ ผู้อาวุโสที่ 20 พอสมควร จึงเค้นเสียงอย่างดูถูกพร้อมปัดแขนที่ใช้ต้านรับ อย่างเบามือ


    "ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองเป็นใครหรือ"ผู้อาวุโสที่ 20 ดูจะอ่อนลงทันที และกล่าวถามอย่างมีมารยาทซึ่งแน่นอนคำถามนี้ถูกเมิน อย่างสิ้นเชิงไม่มีใครเลยที่พูดกับผู้อาวุโสที่ 20


    "ท่านชายผู้นั้น ไม่ทราบว่าท่านมาจากตระกูลใดหรือ"คำถามนี้เขาถามกับผู้กล้า และแน่นอนผู้กล้าไม่ตอบไม่แม้แต่จะชายตามองเลยด้วยซ้ำไป


    "ขอโทษที มาสเตอร์ของพวกเราไม่ชอบคุยกับขยะหนะ คิกคิก"โรสยังคงใช้คำพูดดุจเข็มพิษทิ่มแทงต่อไป โดยไม่ไว้หน้าผู้อาวุโสที่ 20 เลยสักนิดเดียวนั้นทำให้ผู้อาวุโสที่ 20 เดือดจัด


    "เจ้า!!...ท่านหญิง ท่านจะหยาบคายเกินไปหน่อยนะท่าน" แม้จะโมโหจนแทบจะทนไม่ไหวแต่มันก็ยังคงพยายามพูด ให้มีมารยาทที่สุดเท่าที่จะทำได้


    ในที่สุดผู้กล้าก็เริ่มเอยปากแล้ว"อืม..เดี๋ยวข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้าเยอะเลยนะเสวี่ยงไป๋"


    ผัวะ

    .

    .

    .

    .

    .

    .


    "ท่าน ผลึกเเห่งชีวิตของผู้อาวุโสที่ 20 แตกแล้ว"


    "หืม? เป็นไปได้อย่างไร หรือว่าพวกราชวงศ์มันจะรู้แผนเราจึงส่งยอดฝีมือไป"


    "ชั่งมันก็แค่หมากตัวนึงเท่านั้น ไว้ค่อยหาใหม่ที่หลังก็ยังได้"

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    "ท่านจักรพรรดินี แย่แล้วท่าน"


    "เกิดอะไรขึ้น?"


    "ตระกูลเสวี่ยงถูกโจมตีโดยสำนักประกายดาบ"


    "แย่แล้ว ยอดฝีมือตระกูลเสวี่ยงอยู่ที่ปราการแห่งการปกป้องทั้งหมดเลยนี้ รีบส่งคนไปช่วยเร็ว!!!"

    คล้ายกับเรื่องไม่มียังไม่ได้คิด ที่คุณอ่าน