The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๑๖ พิเภกสำแดงเดช ๓

            เพราะได้รับการคุ้มกันพิเภกยิ่งสู้ยิ่งลื่นไหล ตอนนี้ชัยชนะของมันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

            แต่แล้วจู่ๆมันพลันเกิดความรู้สึกเหมือนถูกเสี้ยนตำที่เท้า สัมผัสพิสดารแล่นผ่านเข้ามาในห้วงสมองจากนั้นเมื่อเจ้าตัวตรวจดูก็แทบตาเหลือก

            ฝ่ายตรงข้ามกำลังทำลายปราการมั่นคงแห่งนี้ของมัน

            เป็นไปได้อย่างไร?

            ทหารชายแดนไม่ควรฝีมือระดับนี้

            หรือว่าไอ้เวรนั่นจะเป็นกองกำลังลับที่เจ้าพี่กุมภกรรณแฝงตัวส่งมาไกลถึงนี่?

            พิเภกเลือกเร่งพลังสุคติเวทที่ตัวเองยังไม่เชี่ยวชาญนักขึ้นมาเสริมทันทีจากนั้นพยายามเบนความสนใจของผู้คุมทัพฝั่งตรงข้าม แล้วก็กระซิบบอกเป้าหมายให้กับพลธนูด้านข้างและพริบตาถัดมา ทหารยักษ์นั่นก็ฉาบเวทบิดทรรศน์ เปลี่ยนภูมิลงบนศรหกดอก เล็งไปที่วิฬาร์ซึ่งซ่อนตัวอยู่วงนอก

            และเพียงเสี้ยววินาทีถัดมาศรทั้งหกก็ลัดเลี้ยวผ่านเหล่าทหารราวมีนัยน์ตางอกเงยพุ่งเข้าประชิดจุดตายของวิฬาร์ในพริบตา

            ภาพมาถึงก่อนเสียงวิฬาร์เพียงสัมผัสได้อย่างเลือนรางถึงอันตรายแก่ชีวิต แต่เท้ายังไม่ทันขยับศรห้าดอกก็เข้าเป้า มีหนึ่งดอกที่เฉียดก้านคอไปเพียงเศษหนึ่งส่วนแปดนิ้วทว่าแรงเฉือนของอากาศก็ยังทำให้วิฬาร์ได้เลือด

            ร่างกายเขาปลิวไปดุจถูกรถสิบล้อพุ่งชนเกราะเวทดินที่ผนึกไว้ทั่วร่างแตกละเอียดเป็นฝุ่นผง เลือดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดร่างกายแทบสิ้นลม เหลือเลือดติดเพียงก้นหลอด นี่นับว่ายังดีที่เขาสวมเกราะระดับ C อยู่ข้างในอีกชั้น บวกกับเครื่องป้องกันเกรด C ที่มีอยู่ด้านนอกมันจึงรับดาเมจส่วนใหญ่เอาไว้จนหมด นี่หากเขายังสวมชุดนักเวทสุดเชยระดับ D เหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อนอยู่แล้วละก็ แค่ศรนั่นสองสามดอกก็พาเขาไปตำหนักยมบาลได้แล้ว

            ฑิฆัมพรที่เห็นวิฬาร์ถูกซัดกระเด็นออกมาพลันรู้สึกหนาววาบหากเขาตายไป ตนเองก็ไม่มั่นใจว่าจะคุมสถานการณ์ที่เหลือไหว

            คุมทหารหลายร้อยนายไม่เชื่อเรื่องง่ายที่กองทหารทั้งหมดยังรั้งพิเภกไว้ได้นั้น หกในสิบส่วนเป็นเพราะวิฬาร์ หากไม่มีเขาภารกิจนี้เท่ากับปิดประตูชนะไปเลย

            ขุนพลจากสุสานวีรชนแต่ละนายแม้ไม่สมประกอบแต่พลังต่อสู้ก็ดูถูกไม่ได้ ซ้ำยังได้บัฟจากค่ายกลของพิเภก เท่าที่ประเมินจากสายตาเธอคาดเดาว่ามันควรเทียบชั้นกับสัตว์อสูรเลเวลหนึ่งร้อยเป็นอย่างมากแต่ละตัวแม้หน้าตาจะดูเหมือนสายยุทธเวท ธาตุเวท หรืออย่างอื่น แต่การโจมตีทุกอย่างเป็นมรณเวททั้งสิ้นหากขาดวิฬาร์ที่มีความสามารถในการบัญชาการทัพไปกองกำลังนี้ก็ไม่ต่างกับมังกรไร้หัว ได้แต่รอคอยความพ่ายแพ้

            ไวเท่าความคิดศรอีกชุดที่พึ่งพุ่งมาก็ถูกฑิฆัมพรใช้หอกปัดเอาไว้ทันดอกหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็เอาร่างกายรับไว้แทนวิฬาร์และเพราะเธอมีเลเวลสูงกว่า บวกกับใช้มายาเวทบิดภูมิที่เป็นมนตร์สายรองของเธอช่วยเบี่ยงมุมตกกระทบและเพราะพิเภกนึกว่าศรแค่สามดอกก็เพียงพอในการซ้ำให้เขาตายเธอจึงไม่ถึงกับบาดเจ็บหนัก

            เมื่อเห็นหัวหน้าตัวเองเข้ามารับไว้แพนเธอร์ มินตราจึงเข้าไปอุดช่องว่างเมื่อครู่แทน เซลีนที่พึ่งมาถึงเองก็เข้าไปร่วมด้วยเกราะเสริมแรงของเธอเหมาะสมกับการตั้งรับในเวลานี้พอดี

            “ฮีลเขาเร็ว”เธอสั่งพาราลีนที่พึ่งตามมาถึง ก่อนจะเรียกใช้ทักษะย้ายตำแหน่งของมายาเวทเร่งเข้าปะทะอย่างหักโหม ใช้เลือดตนแทนโล่ ช่วงชิงจังหวะคืนมา

            อาเมียร์เองเมื่อเห็นวิฬาร์บาดเจ็บหนักก็เกือบจะผละออกมาจากแนวรบด้านหน้าแต่เพราะรู้ถึงความสำคัญของการศึกเขาจึงได้แต่ฝากเรื่องนี้ไว้กับฝ่ายฑิฆัมพรอย่างลำบากใจ จับมือกับธาร์สและสมาชิกอีกคนของฝ่ายโรซาเลียแบ่งกันคุมทัพทั้งกองเพื่อเจาะทำลายแนวป้องกันของพิเภกแทนลูกพี่

            เกรนที่ต่อสู้อยู่อีกฝั่งมองภาพฑิฆัมพรเอาตัวเข้ามาบังวิฬาร์ไว้ย่างฉงนเขาเองแม้จะรู้ดีว่าความสามารถของวิฬาร์สำคัญยิ่งในสถานการณ์เดือดนี้แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกอิจฉาที่วิฬาร์ได้รับการปกป้องจากเธอ

            กิลด์โรซาเลียเป็นกิลด์ผู้เล่นหญิงอันดับหนึ่งของเกมสมาชิกส่วนใหญ่ล้วนเป็นหญิง แต่ว่าพวกเธอก็ไม่ได้กีดกันผู้เล่นชายจนไม่มีที่ยืน ในกิลด์จึงมีผู้เล่นชายจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

            และตัวเขาเองนั้นก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแฟนคลับของเธอ

            การกระทำดังกล่าวจึงคล้ายกับไปจุดเทียนแห่งความริษยาเล่มน้อยในใจของเกรนขึ้นมาแต่เพราะปัญหาตอนนี้ล้นมือเขาแล้ว เจ้าตัวจึงได้แต่เบี่ยงหน้ากลับมารับมือการต่อสู้ไม่อย่างนั้นคงต้องทอดร่างเป็นศพอยู่บนพื้นตามทหารคนอื่นๆ ไป

            ยิ่งทิ้งเวลานานเข้าฝ่ายของพวกผู้เล่นก็ยิ่งตามมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้สมาชิกทั้งเก้าของวิฬาร์ก็มากันครบแล้วโดยเฉพาะมุเตา เมื่อเธอเห็นลูกพี่ของตนนอนวัดพื้นอยู่ก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้า

            แล้วโน่นซิกมาที่พึ่งกลับมาจากประตูนรกก็ควงดาบเข้าไปแล้ว

            “ย้ากกกกกก”แถมยังตะโกนบอกศัตรูล่วงหน้าอีกต่างหาก

            ไม่นานซิกมาก็ถูกสวนแล้วกระเด็นกลับมาด้านนอกอีกรอบก่อนที่เจ้าตัวจะถลาเข้าไปใหม่หน้าด้านๆ ทำเอาเกออนกับทันยาแทบใช้เท้าแทนมือ ฉุดลากเพื่อนของตนเอาไว้

            แม้จะมีคนเข้ามาสมทบเพิ่มขึ้นแต่ค่ายกลของพิเภกก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว กลไกแต่ละส่วนได้รับพลังเสริมมากขึ้นเรื่อยๆทำเอาพวกเขาเริ่มไม่มั่นใจว่าจะยังเอาชนะได้อยู่หรือไม่

            กองทหารของทั้งสองพันธมิตรตอนนี้กะจากสายตาน่าจะเหลือกำลังพลแค่สี่ร้อยกว่า นับว่าหายไปเยอะมากทว่าฝ่ายตรงข้ามยังมีไพ่ในมือเกือบห้าสิบคน กำลังที่ต่างกันแปดเก้าเท่ากลับไม่ทำให้พวกเขาอุ่นใจขึ้นแม้แต่น้อย

            ยังดีที่ผู้บัญชาการทั้งสามและคนอื่นๆมีฝีมือไม่น้อยการแบ่งกำลังกันช่วยคุมทัพทำให้การโอบล้อมโจมตีมีความละเมียดละไมกว่าวิฬาร์เพียงคนเดียวพวกเขาถึงกับเริ่มเจาะทำลายแนวป้องกันเข้าไปได้บางจุดด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น ก็เหมือนว่ายังดีไม่พอเพราะบางจังหวะ ฝั่งนั้นก็สวนมาจนทำเอาพวกเขาแทบอ้วกเหมือนกัน

            วิฬาร์ที่พึ่งฟื้นพลังลุกขึ้นมาด้วยความลำบากแขนขารู้สึกหนักราวถูกถ่วงไว้ด้วยหินพันชั่ง สรรพเสียงรอบด้านสับสนวุ่นวาย แม้แต่หนังตายังยากจะลืมขึ้น

            เขาเห็นภาพคนสองคนวุ่นวายรักษาตัวเองอยู่ตรงหน้าอย่างมัวเบลอเหมือนจะมีเกออน กับใครอีกคนของฑิฆัมพรช่วยกันฮีลตัวเองอยู่วิฬาร์จึงพยายามทรงตัวนิ่งๆ รอรับการรักษาอย่างว่าง่าย

            ไม่ถึงนาทีในที่สุดสติเขาก็กลับเข้าร่าง แขนขาที่หนักอึ้งกลับมาเคลื่อนไหวได้คล่องตัวอีกครั้งเสียงโหวกเหวกรอบข้างก็ดูเหมือนชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

            “พวกคุณรีบไปช่วยข้างหน้าเถอะที่เหลือผมดูแลตัวเองได้”เขาพูดเสียงแหบ ไอออกมาเป็นเลือด สะบัดหน้าเพื่อเรียกสติตัวเอง

            “ครับ”เกออนรับคำด้วยสีหน้าเป็นห่วง แต่พอสำนึกได้ว่าลูกพี่ตนมีทักษะและวิธีใช้เหนือล้ำกว่ามากก็วางใจพุ่งตัวเข้าไปเสริมรอยแตกในแนวหน้าทันที

            วิฬาร์มองสถานการณ์ตกเป็นรองตรงหน้าอย่างหนักใจปัญหาของฝีมือเด่นชัดจนวิฬาร์รู้สึกเสียดายที่ตอนแรกไม่เอาคนเข้ามามากกว่านี้

            ทีแรกเขากลัวว่าการเอาคนเข้ามาเยอะจะทำให้ภารกิจยากขึ้นแต่เมื่อดูจากกองร้อยที่พวกยักษ์ให้มาแล้วก็ต้องผิดหวังทหารพวกนี้มีฝีมือในขั้นธรรมดา การประสานงานโจมตีก็ไม่ได้ดีมากความจริงไม่ต้องถึงกับเอาคนจากทัพทัณฑฆาตเข้ามา เพียงแค่ผู้เล่นเกรดไนท์สีทองสักสองร้อยคนก็เหนือกว่าพวกนี้แล้ว

            ทหารทั้งสองกองของฝ่ายเขาบาดเจ็บกันไม่น้อยหากวิฬาร์ดื้อรั้นพยายามใช้เวทมนตร์ฮีลอย่างมากก็ช่วยได้แค่หนึ่งในห้าก่อนที่พลังเวทมนตร์ของเขาจะหมด ส่วนคนอื่นๆก็ยุ่งกับการอุดรอยแตกและช่วยบัญชาการรบในกองย่อยอยู่คงถอนตัวออกมาได้ไม่กี่คนเพื่อช่วยฟื้นพลัง

            เขาจึงจำใจเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

            แต่ในพริบตาถัดมาจู่ๆ ก็มีวงเวทขนาดมหึมาคลุมสนามรบ ทหารยักษ์ทุกนายพลันได้รับพลังเสริม การโจมตีฉับไวขึ้นดุดันขึ้นวิฬาร์สังเกตดูก็พบว่าคงเป็นเวทมนตร์บัฟหมู่ที่ฑิฆัมพรเลือกมาจากร้านแลกแต้มของระบบเธอคงตัดใจใช้เพื่อเสริมพลังการต่อสู้เช่นเดียวกับที่เขากำลังจะทำ

            เขาเองก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีเวลาให้มาเวิ่นเว้อเสียดายจึงจำใจกัดฟันเฉือนนิ้วตัวเองเพื่อให้ผ่านภารกิจงี่เง่านี่อีกคน

            “แลกคะแนนสามร้อยแต้มขอใช้บัฟฟื้นพลังหมู่”

            คะแนนสามร้อยแต้มหายวับไปกับตาจากนั้นเพียงสิบห้าวินาที วงเวทมหึมาก็กางขึ้นครอบพวกเขาทั้งหมดในสนามอีกรอบเพียงแต่คราวนี้เป็นสีเหลืองนวล ฟื้นเลือดให้กับพันธมิตรทั้งหมดในระยะเป็นปริมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ของเลือดสูงสุดก่อนที่ระบบจะแจ้งกับเขาว่า บัฟอื่นๆ ไม่สามารถใช้ได้จนกว่าจะหมดคูลดาวน์สิบห้านาที

            วิฬาร์มองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยหัวใจที่เจ็บแปลบหากเขามีผู้เล่นสายสุคติเวทสักยี่สิบคนก็ทำเรื่องแบบนี้ได้ไม่ยากซ้ำยังช่วยล้างสถานะผิดปกติเพิ่มได้ด้วยการแลกคนเข้ามาเพิ่มก็ใช้คะแนนแค่คนละห้าแต้มเท่านั้น นับว่าเขาขาดทุนป่นปี้

            ตาชั่งที่เอียงกระเท่เร่เอนกลับมาหาทางฝั่งเขานิดหน่อยแต่สถานการณ์ยังนับว่าคับขัน คนที่โดนสาปก็ยังโดนสาป คนที่มีแผลก็ยังไม่หายดีวิฬาร์จึงตัดสินใจว่า ถึงเวลาใช้ปัจเจกวิชาอันลึกลับของตัวเองเพื่อรั้งสถานการณ์กลับมา

            “เกออนทันยา คุ้มกันผม” ห้ามลังเล นี่คือกฎสำคัญของการรบ เขาจึงเอ่ยพลางส่งสายตาบอกฑิฆัมพรที่เหลียวมามองตนพอดีเพื่อร้องขอการสนับสนุน

            เธอกัดฟันแล้วพยักหน้าเข้าไปแทรกในส่วนที่ทั้งสองคนถอยออกมา ทว่าการสื่อสารด้วยโทรจิตครั้งนี้ตกอยู่ในสายตาเกรนที่จับจ้องฑิฆัมพรอยู่อีกครั้งในใจเริ่มหวนนึกถึงความแปลกแปร่งระหว่างสองคนนี้ แต่เพราะมือยุ่งจนเป็นระวิงทำให้ต้องละความสนใจกลับไป

            ส่วนวิฬาร์เองก็เริ่มรวบรวมสมาธิ ตั้งจิตร่ายมนตร์ประสานใส่ตัวเอง

            เมื่อครั้งเล่นในช่วงทดสอบวิฬาร์เชี่ยวชาญเวทมนตร์ถึงสามสาย คือธาตุเวท มรณเวท และมายาเวทแต่หากจะเทียบกันในสามสายนี้ ธาตุเวทคือสายที่วิฬาร์เชี่ยวชาญที่สุดและในกลุ่มธาตุเวททั้งแปดสาขา วิฬาร์ก็ถนัดในการใช้เวทเพลิงและเวทมืดเป็นหลักซึ่งความถนัดนี้ก็ลามมาถึงปัจเจกวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นด้วย

            ปัจเจกวิชาบทมืดจะเน้นลดค่าสถานะของเป้าหมายเป็นหลักความจริงก็ค่อนข้างเหมาะสมหากจะใช้มันในสถานการณ์นี้

            ทว่าเพราะพิเภกเป็นยอดฝีมือด้านดาราเวทและสุคติเวทความสามารถในการสนับสนุนการรบแบบกองทัพจึงสูงมาก บวกกับสุคติเวทของมันก็เป็นดาวข่มปัจเจกวิชาของเขาโดยตรงซ้ำยังเป็นระดับกลางอีก หากใช้ปัจเจกวิชาบทนั้นเข้าไปชนแล้วค่าสถานะของฝั่งนั้นคงแทบไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันคงหักล้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            ดังนั้นวิฬาร์จึงเลือกปัจเจกวิชาอีกบทที่เหมาะสมกว่าในการรับมือสถานการณ์ตรงหน้า

            ปัจเจกวิชาของวิฬาร์บทเพลิง อสูรโลกันตร์

           เนตรซ้ายดุจสุริยัน

            เนตรขวานั้นคือจันทร

            พระเพลิงโปรดประทานพร

            อริม้วยมรณ์สิ้นวิญญาณ

            ปอดข้าจักลุกโหมไหม้

            ดวงฤทัยหลอมเดือดพล่าน

            กระดูกร้อนดั่งเพลิงผลาญ

            มังสาปานเปลวอัคคี

            กรงเล็บเฉกพยัคฆ์ร้าย

            ทั่วผิวกายราวเหล็กกล้า

            เลือดประดุจธารลาวา

            ลมหายใจข้า

            เป็น

            เช่น

            ดั่ง

            เพลิง

            [มังสา=กล้ามเนื้อ]