ศิษย์คนนั้นรับมันมา ตรวจสอบด้วยความเคยชิน หากแต่เมื่อสายตาเหลือบเห็นอวี้เหวิน ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาเคารพเล็กน้อย ผู้ใดกันจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ มีเรื่องกับหลินเซวียนแล้วยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้
“เจ้ามาคนเดียวหรือ น้องชาย?” เขาเอ่ยถามพลางมองซ้ายขวา ไม่พบใครอยู่เคียงข้าง
“ใช่ ข้ามาคนเดียว มีสิ่งใดหรือ?” อวี้เหวินตอบกลับเรียบ ๆ
ศิษย์ผู้นั้นยิ้มบางพลางถอนใจเบา ๆ “ภารกิจนี้กำหนดไว้ว่า ต้องมีอย่างน้อยสองคนขึ้นไปจึงจะรับได้...”
เพียงประโยคนั้น อวี้เหวินคล้ายหัวใจหล่นวูบ ภารกิจที่เขายอมเสี่ยงตน มีเรื่องกับอันธพาลเพื่อแย่งชิงมา กลับไม่อาจรับไว้ได้เพียงเพราะเขามาคนเดียว
‘นี่ข้ายอมแบกรับเปลวแค้นเพียงเพื่อเจ้า... แต่เจ้ากลับไม่ยอมเดินเคียงข้า ช่างคล้ายเงาจันทร์ในน้ำ ยิ่งไขว่คว้ายิ่งห่างไกล’
เขาครุ่นคิดในใจพลางทอดถอนใจ ยังมิทันที่เขาจะอาลัยตายอยากมากไปกว่านี้ เสียงหนึ่งอ่อนนุ่มก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ประหนึ่งสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกลางฤดูหนาว
“ข้า... เข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”
อวี้เหวินพลันชะงักหันกลับ ดวงตาประจันเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่ง ร่างบางในชุดสีขาวยืนอยู่เบื้องหลัง ผืนผ้าคลุมหน้าอ่อนบางลู่ไปตามลมหยุดนิ่งอยู่ใต้ดวงตาคู่งามประหนึ่งหมึกวาดที่ระบายด้วยใจสงบ เงาร่างงดงามนั้นมีประกายบางเบาคล้ายแสงจันทร์เหนือผิวน้ำ เส้นผมดำขลับถักทออย่างเรียบง่าย ริมฝีปากแย้มเล็กน้อยดั่งบุปผาก่อนบาน
เซี่ยชิงหลัว ศิษย์ใหม่อันดับสองของปีนี้ ผู้เป็นที่กล่าวขานว่าแม้หิมะแรกแห่งปีจะบริสุทธิ์เพียงใด ยังมิอาจเทียบความงามของนางได้
ไม่ใช่เพียงความงามที่น่าหลงใหล หากแต่ยังมีชื่อเสียงที่ไม่อาจดูแคลน
อวี้เหวินเบิกตาขึ้นน้อย ๆ ราวไม่คาดคิดว่านางนั้นจะเอ่ยถ้อยคำช่วยเหลือเขา
เขามองนางเงียบ ๆ ก่อนเอ่ยเบา “เจ้าจะร่วมกับข้าจริงหรือ?”
หญิงสาวเพียงพยักหน้า แววตานิ่งสงบไม่หวั่นไหว
“ภารกิจนี้น่าสนใจ... ข้าขอร่วมด้วย”
อวี้เหวินประสานมืออย่างสุภาพ "ตอนนี้ผู้ร่วมลงทะเบียนคงครบหมดแล้วกระมัง?"
ศิษย์ผู้นั้นช้อนตามองพลางยิ้มบางคล้ายไม่แปลกใจในความตรงประเด็นของอวี้เหวิน เขาพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยมารยาท "ใช่แล้ว เมื่อครบสองคน เดี๋ยวข้าจะดำเนินการให้พวกเจ้าทันที ขอป้ายหยกของทั้งสองด้วย"
อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวล้วงป้ายหยกประจำตัวออกมา ส่งให้โดยมิได้เอ่ยวาจาใดเพิ่มเติม ฝ่ายหญิงแม้จะเงียบงัน แต่ในแววตายังคงลุ่มลึก ปราดเปรียวอย่างสตรีผู้ซ่อนความคิดไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเยือกเย็น
ศิษย์ดูแลรับป้ายหยกไปอย่างนุ่มนวล นิ้วเรียวยาวเคลื่อนไหวเหนือแผ่นหยกสีเขียวเข้มแผ่วเบาราวกับฝีแปรงของจิตรกรที่บรรจงตวัด บนผิวป้ายปรากฏแสงสว่างจาง ๆ ก่อนจะเลือนหายไป
"เรียบร้อยแล้ว" เขาเอ่ยขณะยื่นป้ายหยกคืนกลับมา พร้อมกับกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเมตตาแต่แฝงความระวัง "พวกเจ้าสามารถดูข้อมูลภารกิจเพิ่มเติมได้จากป้ายหยก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทาง ที่ตั้งของพื้นที่รับภารกิจ หรือแม้แต่บันทึกการเคลื่อนไหวของอสูรในช่วงที่ผ่านมา"
เขาหันไปทางอวี้เหวิน รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปเล็กน้อย เหลือเพียงแววตาเข้มข้นที่บ่งบอกถึงบางสิ่งในใจ
"น้องชาย แม้ภารกิจของเจ้าจะอยู่ในระดับกลาง... แต่ข่าวลือเกี่ยวกับอสูรทะเลช่วงนี้ ข้าได้ยินมาไม่เว้นแต่ละวัน มีชาวประมง ผู้บ่มเพาะ ไปจนถึงศิษย์สำนักระดับต่ำล้วนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม"
เสียงเขาหยุดชั่วขณะ เหมือนจะตั้งใจเว้นช่องว่างให้กับความหนักแน่นของถ้อยคำนั้น
"บางที มันอาจไม่ใช่เพียงอสูรธรรมดา ระวังตัวให้ดีละ"
อวี้เหวินรับป้ายหยกคืนมาก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ คำตอบของเขาเรียบง่ายแต่หนักแน่น "ขอบคุณสำหรับคำเตือน"
เซี่ยชิงหลัวไม่ได้กล่าวอันใด เพียงมองสบตาศิษย์ผู้นั้นครู่หนึ่งแล้วรับป้ายหยกมาเก็บไว้ในแขนเสื้อคลุม ผ้าคลุมบางเบาปลิวไหวพริ้วคล้ายสายหมอกในยามเช้า
ทั้งสองหันหลังออกจากหอภารกิจ ก้าวเดินไปตามถนนศิลาเรียงราย เสียงฝีเท้าคล้ายกลืนหายไปกับสายลม อวี้เหวินพลันยกป้ายหยกขึ้นแนบมือ กระแสจิตหลั่งไหลเข้าสำรวจ เบื้องในปรากฏแผนที่จำลองขนาดย่อของชายฝั่งด้านตะวันตก รายละเอียดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นดั่งมีหมึกซึมลงกระดาษ
ภารกิจระดับกลาง - ปราบอสูรทะเลชายฝั่งตะวันตก
ช่วงหลายวันมานี้ มีอสูรทะเลไม่ทราบชนิดปรากฏตัวบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกของเมืองซูไห่ สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวประมงและชาวบ้าน รวมถึงผู้บ่มเพาะที่ออกไปเก็บของทะเล ถูกซุ่มโจมตีเสียชีวิตไปแล้วหลายราย
รางวัลเมื่อเสร็จสิ้น: ยาเสริมกายา 3 เม็ด,ยาสมานบาดแผล “เหอมู่ตัน”, และคะแนนภารกิจสะสม 100 หน่วย
อวี้เหวินพึมพำในใจ อสูรที่สามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์ได้โดยไร้ผู้รอด นี่มิใช่สิ่งที่ภารกิจระดับกลางควรมี... หรืออาจมีเบื้องหลังบางประการที่ถูกปิดบัง
ด้านข้าง เซี่ยชิงหลัวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตาเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนเอ่ยเบา ๆ “เจ้ากำลังครุ่นคิดเรื่องภารกิจหรือ?”
“อสูรทะเล... หากมันฉลาดพอที่จะซุ่มโจมตี อาจไม่ใช่เพียงสัตว์ป่าไร้สติ แต่เป็นอสูรมีสำนึก คิดเป็น” เขาตอบเสียงเรียบ สีหน้าไม่เปลี่ยน
หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ “หากเป็นเช่นนั้น ภารกิจนี้คงไม่ง่ายนัก” นางเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “แต่เจ้ากลับดูนิ่งเฉยดั่งธารน้ำลึก มิหวั่นไหวแม้ได้ยินเรื่องเลวร้ายเช่นนี้”
อวี้เหวินเหลือบมองนางเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยแววตานิ่งเย็น “ยิ่งข้ารู้ว่าศัตรูมิใช่ธรรมดา ข้าก็ยิ่งต้องมั่นใจยิ่งกว่าเดิม”
เซี่ยชิงหลัวคลี่ยิ้มจาง ๆ ในแววตานั้นแม้เยือกเย็น ทว่าเหมือนมีประกายบางอย่างซุกซ่อนอยู่
ใต้แสงอาทิตย์ยามสาย ทั้งสองเดินลับไปในเส้นทางที่ทอดยาวออกจากเมืองซูไห่ สู่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก... ซึ่ง ณ ที่แห่งนั้น คลื่นทะเลยังคงซัดกระหน่ำไม่หยุด แต่ใต้เงื้อมเงาของสายน้ำ... เงาร่างดำทะมึนบางอย่างก็กำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน ราวกับรู้ตัวว่าศัตรูผู้แท้จริง... กำลังมาถึงแล้ว
---
ใต้เงาไม้โปร่งริมทาง ลำแสงอ่อนของยามสายสาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างหมู่เมฆ บรรเลงแสงเงาอ่อนจางบนเส้นทางที่ทอดยาวเบื้องหน้า ร่างหนึ่งในชุดผ้าฝ้ายสีดำเข้ม ย่ำก้าวอย่างมั่นคงโดยไม่รีบร้อน ข้างกายมีสตรีในอาภรณ์ขาวนวลราวสายหมอก เดินเคียงคู่โดยไร้สุ้มเสียงใดระหว่างพวกเขา แต่กลับแฝงไว้ซึ่งความกลมกลืนประหนึ่งสายน้ำไหลขนาบข้างภูผา
แม้จะไม่มีวาจาส่งถึงกัน หากท่วงท่าและจังหวะก้าวกลับคล้ายเป็นหนึ่งเดียว ความเงียบที่มิได้ก่อเกิดความอึดอัด หากกลับแฝงไว้ด้วยความแน่นแฟ้นที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
ศิษย์มากหน้าหลายตาที่เดินผ่านล้วนเหลียวมองเป็นพิเศษ บ้างส่งเสียงซุบซิบ บ้างเพียงแค่มองอย่างพินิจพิศ บ้างแสดงสีหน้าทึ่งงงงัน
“นั่นใช่หรือไม่… ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งกับสองแห่งปีนี้”
“นางสวมผ้าปิดหน้าสีขาว… ใช่แล้ว นางคือเซี่ยชิงหลัวแน่! ส่วนอีกผู้หนึ่ง… สีหน้าสงบนิ่งเช่นนั้น ไม่ผิดแน่ อวี้เหวินผู้นั้น!”
“สองผู้สูงส่งเดินเคียงกัน… ราวเทพธิดาจุติพร้อมวีรชนแห่งภาคพื้น!”
คำกล่าวชมเปาะลอยมากระทบโสต แต่ก็เสมือนลมที่พัดผ่านเบาเบา อวี้เหวินเพียงทอดสายตามองเบื้องหน้า มิแยแสเสียงเหล่านั้น ส่วนหญิงสาวข้างกายก็มิได้แม้แต่ขมวดคิ้ว นัยน์ตาคู่งามของนางมีม่านบางปกปิดไว้ คล้ายจะมองไกลเกินกว่าที่ผู้คนรอบกายจะเข้าใจ
ระหว่างทาง พวกเขาเดินผ่านลานประลองใหญ่ ลานกว้างซึ่งครั้งหนึ่งเคยบรรจบผู้คนจากทั่วสารทิศ เสียงโห่ร้อง วายุพลัง แลแววตาแห่งความมุ่งมั่นยังคล้ายฝังตรึงอยู่ในพื้นดินเบื้องล่าง
“เจ้าจำได้หรือไม่ เซี่ยชิงหลัว” อวี้เหวินเอ่ยเสียงเบาในจังหวะก้าว
สตรีชุดขาวเบือนหน้าเล็กน้อย “ข้าจำได้… ณ ที่แห่งนี้ พวกเราต่างยืนคนละฟากสนาม ใต้สายตานับพัน”
“และตอนนี้ เราเดินเคียงกันไปสู่ภารกิจแรก” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยแววบางอย่างยากจะอธิบาย
เซี่ยชิงหลัวไม่ได้ตอบคำ เพียงสายตานางมีแววสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะปรับกลับเป็นสงบงามเช่นเดิม
เส้นทางทอดต่อไปสู่บันไดหินอ่อนที่ทอดยาวลงเบื้องล่าง คล้ายถนนที่นำจากยอดเขาลงสู่ผืนพิภพ เมื่อเดินพ้นบันไดนั้น บานประตูใหญ่ของตำหนักก็ปรากฏเบื้องหน้า ศิษย์เฝ้ายามสองคนยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าคร่ำเคร่งเมื่อเห็นทั้งสองย่างกรายเข้าใกล้
อวี้เหวินยื่นป้ายหยกออกมา พร้อมกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่ง “พวกเรามารับอนุญาตออกจากตำหนัก เพื่อไปปฏิบัติภารกิจ”
ศิษย์เฝ้ายามผู้นั้นรับป้ายไป ตรวจสอบแสงที่สะท้อนขึ้นจากเนื้อหยก ก่อนพยักหน้า “ผ่านได้ ขอให้โชคดีในภารกิจ”
เขาคืนป้ายหยกกลับมา พร้อมเคลื่อนประตูหินเปิดออกช้า ๆ เสียงบดกระทบกันของหินหนักดังก้องกังวาน แสงภายนอกสาดเข้ามาในเสี้ยววินาที กลบแสงเงาภายในตำหนักทั้งหมด
เมื่อก้าวออกพ้นประตู ภาพของเมืองซูไห่ก็ปรากฏตรงหน้าอีกครา…
แสงแดดยามสายแผดอ่อนลงบนหลังคาเรือนแถวอิฐ ดาดฟ้าสีหม่นทอดยาวไกลสุดสายตา ผู้คนมากมายเคลื่อนไหวดั่งสายธาร ชาวบ้าน แม่ค้า ผู้บ่มเพาะ ผู้ฝึกกาย ต่างดำเนินกิจวัตรอย่างคึกคัก ทว่าบรรยากาศกลับไม่วุ่นวาย หากเปี่ยมด้วยพลังชีวิต
เสียงหัวเราะของเด็กน้อยวิ่งเล่นลอดผ่านตรอกซอกซอย กลิ่นขนมอบจากร้านริมทางลอยมาตามลม สองข้างถนนมีร้านค้าตั้งเรียงราย ทั้งร้านอาวุธ สมุนไพร ยันร้านขายภาพวาดและหยกแกะสลัก
“เหมือนจะร้อนกว่าคราวก่อนที่เดินชมตลาด…” อวี้เหวินกล่าวเบา ๆ พลางยกมือขึ้นบังแดด
เซี่ยชิงหลัวแหงนหน้ามองฟ้าแวบหนึ่ง ลมใต้พัดปลายแขนเสื้อบางเบาของนางให้ไหวระริก ผ้าคลุมหน้าสีขาวสะบัดเล็กน้อย เผยให้เห็นปลายคางเรียวและลำคอขาวนวล “แต่อากาศสดใสดีนัก… เหมาะแก่การออกเดินทาง”
อวี้เหวินหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ “ข้าล่ะนึกว่าเจ้าจะบ่นแดดเสียอีก”
“ผู้ที่ฝึกวรยุทธ์ ไม่ควรหวั่นแม้แสงตะวัน” นางตอบเรียบ ๆ ทว่ามุมปากกลับโค้งขึ้นเพียงน้อย ประหนึ่งมีรอยยิ้มอ่อนแฝงอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบาง
เมื่อเดินลึกเข้าสู่ตัวเมืองมากขึ้น เส้นทางก็มุ่งหน้าไปยังถนนสายตะวันตก เบื้องหน้าคือประตูเมืองที่นำออกไปสู่แนวหุบเขาและชายฝั่งทะเล ที่ซึ่งภารกิจของพวกเขารออยู่
อวี้เหวินหยุดยืนพลางหันมองทิวทัศน์เมืองซูไห่เป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาเข้มลึกของเขาฉายแววหนักแน่น
“ภารกิจครั้งนี้… แม้มิใช่ระดับสูง ทว่ามันคือก้าวแรกที่พาเราพ้นจากเงาตำหนัก… ก้าวแรกที่จะนำพาไปสู่ความแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้”
เซี่ยชิงหลัวพยักหน้าเบา ๆ ริมฝีปากขยับเอ่ยแผ่วเบาเพียงสามคำ “ไปกันเถิด”
ทั้งสองก้าวย่างออกจากประตูเมือง ในแววตาของพวกเขามิได้มีเพียงภาพทะเลและอสูรที่รออยู่เบื้องหน้า หากยังมีเส้นทางอันยาวไกล ที่ทอดสู่โชคชะตาแห่งยอดฝีมือ... ที่ยังมิอาจล่วงรู้จุดจบได้เลยแม้แต่น้อย
ภายใต้ร่มไม้ที่แสงอาทิตย์ยามสายลอดผ่านปลายใบลงมาอย่างอ่อนโยน บุรุษหนุ่มในชุดดำยืนแน่นิ่งใต้เงาไม้ใหญ่ พลางล้วงหยิบป้ายหยกสีเขียวอ่อนที่แขวนอยู่ข้างเอวขึ้นมา ดวงตาคมดุจเงาหมาป่าใต้รัตติกาลเพ่งมองเนื้อหยกซึ่งสลักลวดลายอักขระโบราณ ภายในนั้นมีแสงนวลเรืองรองวนเวียน ชั่วครู่ข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาโดยอาศัยพลังจิตสัมผัสประสานกับกลไกของป้าย
“ทิศตะวันตก…ไม่ไกลจากทะเลสาบซูหรง” อวี้เหวินพึมพำเสียงแผ่ว ริมฝีปากบางขยับน้อยแทบมิได้ออกเสียง ทว่าสตรีในชุดขาวซึ่งยืนอยู่เคียงข้าง กลับรับรู้ทุกถ้อยคำจากเขาอย่างแจ่มชัด
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่พาใครติดตามไปด้วย?” เสียงของนางเอ่ยเบา คล้ายลมเย็นยามฤดูใบไม้ผลิ พลางหันมาสบตากับเขาผ่านผ้าคลุมบางเบาที่ปกปิดใบหน้า
อวี้เหวินมิได้ตอบในทันที เขาเพียงทอดสายตามองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่ทอดยาว ดั่งกำลังไตร่ตรองสิ่งใดอยู่ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“มีเพียงเจ้าก็เพียงพอแล้ว ข้ามิได้ต้องการคนมากมาย…เพียงอยากให้มั่นใจว่าผู้ร่วมทางจะไม่เป็นภาระ”
นางเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาคู่งามที่โผล่พ้นผืนผ้าแฝงรอยแย้มยิ้มจางอย่างยากสังเกต “เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้เห็น ว่าข้าคู่ควรจะเป็นผู้ร่วมทางของเจ้า”
อวี้เหวินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พลางเก็บป้ายหยกกลับเข้าที่ ทั้งสองจึงเริ่มออกเดินไปตามเส้นทางเลาะเมือง โดยมีฉากหลังเป็นกลุ่มเมฆขาวที่ค่อย ๆ ลอยผ่านยอดตำหนักมังกรเมฆาอันสง่างาม
เส้นทางที่ทอดยาวสู่ทิศตะวันตกเต็มไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ ลมอ่อนพัดหญ้าสีเขียวแกว่งไกวเป็นระลอก ไม้ใหญ่ขึ้นเบียดเสียดกันราวม่านธรรมชาติที่ทอดเงาเย็นลงบนพื้นดิน ตลอดทางพวกเขาเดินผ่านภูเขาลูกน้อยและป่าไม้ที่เขียวขจี เสียงนกร้องระคนกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้สร้างบรรยากาศเงียบสงบ หากแต่ภายในสายตาของอวี้เหวิน กลับเปล่งประกายระแวดระวังอยู่เสมอ
สัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ปรากฏอยู่ในสายตา บ้างก็หันมองพวกเขาด้วยความสงสัย ก่อนจะกระโจนหายลับเข้าไปในพงหญ้า บรรยากาศโดยรอบชวนให้รู้สึกถึงบางสิ่งที่มิอาจจับต้องได้ ดั่งพลังเร้นลับบางอย่างกำลังสอดส่องพวกเขาจากเงามืดของป่าเขา
แต่แล้ว เมื่อฝ่าดงไม้มาอีกครู่หนึ่ง แสงแดดก็สาดส่องมากขึ้น ลมเริ่มเปลี่ยนกลิ่น กลายเป็นกลิ่นเค็มของน้ำทะเลประสานกับกลิ่นสาหร่าย
เบื้องหน้าปรากฏทัศนียภาพแปลกตา ชายหาดทอดยาวที่โอบล้อมด้วยแนวเขาเตี้ยทางด้านหลัง น้ำทะเลสีฟ้าครามล้อแสงแดดจนสะท้อนแวววาวคล้ายเกล็ดอัญมณี ฝั่งหนึ่งของชายหาดมีเรือไม้จอดเรียงรายอยู่หลายลำ หากแต่ทุกลำกลับอยู่ในสภาพชำรุด บ้างมีรอยแตกร้าว บ้างถูกพังจนเหลือเพียงโครงไม้เปลือย
“ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่ง…โจมตีที่นี่มาก่อน” เซี่ยชิงหลัวเอ่ยพลางก้าวเข้าใกล้เรือลำหนึ่ง มือเรียวของนางยกขึ้นลูบรอยฉีกขาดของลำไม้ ดวงตาคู่งามฉายแววครุ่นคิด
อวี้เหวินยืนพินิจภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน แววตาทอดยาวไปไกลคล้ายจะมองผ่านทะเลเบื้องหน้า “มันไม่ใช่แค่สัตว์ทะเลธรรมดาแน่” เขากล่าวเสียงต่ำ ราวกับกำลังสนทนากับตนเอง
เบื้องข้างชายหาดมีเพิงพักเล็ก ๆ สองหลังปลูกอยู่บนเนินทรายต่ำ ผนังทำจากไม้ไผ่ผุพังบางส่วน หลังคามุงใบจากสีน้ำตาลแก่ รอบบริเวณเงียบเชียบไร้ผู้คน ไม่มีแม้เงาของศิษย์คนใดจากตำหนัก
“นี่คือจุดเริ่มต้นของภารกิจสินะ” อวี้เหวินเอ่ย พร้อมเดินนำไปยังท่าเรือเล็กไร้ผู้คน เสียงฝีเท้าบนทรายแผ่วเบาดั่งไร้น้ำหนัก ทว่าหนักแน่นด้วยเจตจำนง
เซี่ยชิงหลัวก้าวตามหลังเขาไปอย่างเงียบงัน เงาของทั้งสองทอดยาวเคียงคู่กันบนพื้นทราย สองบุรุษสตรี หนึ่งในชุดเข้มขรึม หนึ่งในชุดขาวดั่งเมฆหมอก ต่างย่างเท้าเข้าสู่เงามืดของความลี้ลับที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า
ใต้ฟากฟ้าราตรีที่ทอดเงายาวเหนือหาดทรายอันว่างเปล่า สายลมทะเลพัดเอื่อยเย็นจนแผ่วไหวผืนทรายและยอดไม้ ลำน้ำทะเลยามนี้คลื่นลู่เบาราวสายธารในห้วงนิทรา สะท้อนแสงจันทร์เป็นริ้วเรืองรองกลางความเงียบสงัดของท่าเรือร้างที่ยังคงไร้ผู้คน…
ห้าราตรีที่ผ่านไป~
ณ ที่แห่งนี้ แม้แสงสุริยันจะลอยผ่านขอบฟ้าครามไปแล้วกี่ครั้ง ทั้งสองก็มิได้ละเลยภารกิจที่ได้รับมาโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัว ยังคงออกตรวจตราโดยรอบท่าเรือ เลาะไปตามโขดหิน หุบเขาเบื้องหลัง และชายหาดอันทอดยาวสู่ฟากน้ำ แต่แล้วสิ่งที่พบกลับเป็นเพียงเสียงเพรียกของสายลม สายตาเงียบงันของสัตว์ป่า และเงาของตัวเองที่ทอดยาวยามตะวันเอียงต่ำ…
“หากมีอสูรออกอาละวาดอย่างที่ว่าจริง เหตุใดจึงไม่พบแม้แต่รอยเท้าหรือคราบโลหิตเล่า?” อวี้เหวินเคยกล่าวกับตนเองขณะพายเรือลำเล็กซึ่งเขาซ่อมแซ่มจนพอใช้ได้ ออกล่องไปในท้องทะเล ไม่ไกลนักจากฝั่ง
แต่ทั้งผืนน้ำกว้างใหญ่กลับเงียบสงบจนน่ากลัว ราวกับมีบางสิ่งซุกซ่อนอยู่ลึกใต้ห้วงธารา... หรือไม่ก็ ทุกอย่างที่เคยมีอยู่ตรงนี้ อาจไม่มีอยู่จริง
ยิ่งเวลาล่วงเลย ความคลางแคลงในใจทั้งสองยิ่งก่อตัวหนาแน่นดั่งหมอกควันในป่ารกครึ้ม
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ผู้จ้าง” ที่ส่งภารกิจมานั้นคือผู้ใด
ค่ำคืนที่หก ณ เพลานี้ เสียงฟืนที่แตกปะทุเบาๆ จากกองไฟเล็กๆ ท่ามกลางหาดร้าง คล้ายจะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงสิ่งเดียวที่เปล่งเสียงอยู่ใต้ฟ้าราตรี
เซี่ยชิงหลัวนั่งสงบตรงข้ามอวี้เหวิน ชุดสีอ่อนของนางบางเบา ราวหมอกขาวต้องแสงจันทร์ เคลื่อนไหวแผ่วเบาไปตามลมทะเล ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกและสงบเยือกเย็นเสมือนบ่อน้ำในฤดูหนาว
นางไม่ได้กล่าวถ้อยคำใด หากเพียงทอดตามองเปลวไฟที่สะท้อนอยู่ในตาคู่นั้นอย่างนิ่งงัน
“ข้าว่า พรุ่งนี้...เราควรกลับไปที่ตำหนัก” อวี้เหวินกล่าวขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาต่ำและมั่นคง “ไม่มีเงาอสูร ไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียวผ่านมาที่นี่ ห้าราตรีผ่านไป เราเพียงนั่งเฝ้าความเงียบงันและรอคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน”
เขาหยิบปลาไม้ที่ถูกเสียบย่างจากกองไฟขึ้นมา พิจารณาผิวปลาที่กำลังเกรียมเล็กน้อย ก่อนยื่นส่งให้หญิงสาวตรงหน้า “เจ้าว่าอย่างไร?”
เซี่ยชิงหลัวเอื้อมมือเรียวยาวขึ้นรับ ดวงหน้าใต้ผ้าขาวยังคงเงียบงัน ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสะท้อนราวกับกำลังครุ่นคิดลึกซึ้ง
นางมิได้ตอบในทันที เพียงมองออกไปยังทะเลที่ทอดไกลราวไร้จุดสิ้นสุด
แต่แล้ว...
กร๊อบ..เสียงเหยียบกิ่งไม้แห้งดังแว่วจากเงามืดเบื้องหลัง
แววตาของนางพลันเปลี่ยนแปรเป็นคมกริบ ร่างของเซี่ยชิงหลัวพลันชะงักเล็กน้อย ก่อนลุกพรวดขึ้นโดยไร้เสียง นางล้วงมือเข้าผ้าคลุมเบาๆ แล้วชักดาบสั้นเล่มหนึ่งออกมา แสงไฟจากกองเพลิงสะท้อนคมดาบสีเงินให้วับวาว
“ผู้ใด!” เสียงของนางแม้ไม่ดังนัก หากแต่เย็นเยียบราวหยาดหิมะร่วงกลางฤดูหนาว
อวี้เหวินเองก็กระตุกมือซ้ายวูบ คว้าด้ามกระบี่ที่พาดขอนไม้อยู่ข้างกายขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แผ่นหลังของเขาแนบกับกองไฟ ทอดตามองออกไปยังเงาทึบในป่ามืด
เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกจากความมืดสู่แสงไฟช้าๆ ชุดผ้าหยาบที่ขาดวิ่นเล็กน้อยดูเก่าคร่ำเคือง ใบหน้าเป็นชายวัยกลางคน ผิวคล้ำแดด แววตาเปี่ยมไมตรี หากไม่กะพริบกระพริบแววระแวดระวังของเขา
“อา… ขออภัย! ข้าขออภัยจริงๆ ที่ทำให้ตกใจ” เขายกมือขึ้นทั้งสองข้าง แสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างนอบน้อม “ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ เลย”
“ผู้ใดกัน?” อวี้เหวินถาม เสียงของเขาเรียบเย็น หากคมชัด
ชายผู้นั้นชะงักไปชั่วขณะ ก่อนยิ้มเจื่อนๆ “ข้า...เป็นเพียงชาวเมืองซูไห่ ผู้มีบ้านอยู่ลึกเข้าไปทางทิศเหนือของป่าแห่งนี้ วันนี้เพียงเดินทางลัดผ่านเส้นทางเก่าแก่...มองเห็นเปลวไฟส่องอยู่ริมหาด จึงคิดว่าจะมีใครเดินทางมา ข้าเพียงอยากแน่ใจว่าไม่ใช่โจรหรือพวกเร่ร่อนที่หลงทางก็เท่านั้น”
เสียงของชายคนนั้นไม่มีพิษภัย หากแฝงไว้ด้วยท่าทีอ่อนน้อม
เซี่ยชิงหลัวยังมิได้ลดดาบลง ดวงตาคู่นั้นยังจับจ้องไม่วาง ริมฝีปากภายใต้ผ้าขาวขยับเอ่ยเสียงเบาแต่แน่นชัด “ทางลัดใดเล่า...ที่เดินผ่านชายหาดร้างยามค่ำ?”
ชายผู้นั้นชะงัก ดวงตาไหววูบเล็กน้อย
อวี้เหวินเหลือบมองแววตานั้นเช่นกัน ในแววตาสีดำของเขามีประกายบางอย่างปรากฏขึ้นชั่วพริบตา
แม้คำพูดของชายผู้นั้นจะราบรื่น แต่ความเงียบงันที่แผ่คลุมมาตลอดห้าวัน ไม่อาจบังคำถามที่บังเกิดขึ้นในใจพวกเขาทั้งคู่
ผู้ใดกันแน่...ที่อยู่เบื้องหลังเงามืดของภารกิจนี้?
หรือว่า...ทุกสิ่งกำลังจะเริ่มต้น ณ ค่ำคืนนี้เอง?
เงาของกองไฟไหวโยนอย่างแผ่วเบา ขณะที่สายลมพัดผ้าคลุมหน้าของเซี่ยชิงหลัวให้สะบัดเบาๆ เผยให้เห็นเพียงส่วนเล็กน้อยของปลายคางที่ขาวเนียนดั่งหยกแกะสลัก
ใต้ท้องฟ้าสีครามเข้ม ทุกสรรพสิ่งเงียบงัน...
เว้นเสียแต่เสียงหัวใจที่เต้นเนิบช้าและแววตาแห่งความระแวงที่ยังไม่หายไปแม้แต่น้อย…
และแล้ว คืนที่หก ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเยือกเย็นเช่นนั้นเอง
*เผื่อใครสงสัยว่าอวี้เหวินเอากระบี่จากไหน เอามาจากซ่งเหยียนเฟยนั้นเอง(ในมิติเก็บของ—ของซ่งเหยียนเฟยมีอาวุธหลายอย่าง)* ฝากสนับสนุนด้วยนะครับผม