ภาพที่ได้เห็นสร้างความประหลาดและความหวาดสะพรึงให้แก่พวกกวี บรรดาศัตรูที่รุมล้อมเซรินล้วนหาได้เป็นพวกที่อ่อนซ้อม พวกเขาแข็งแกร่ง หากแต่เพียงเซรินนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า
“ฮุๆ ตัวเรานี่ช่างโชคร้ายจริงๆ การ์ดตั้งเยอะแต่กลับไม่มีหมายเลขเป้าหมายเลยสักใบ”
เซรินยิ้มแยะพลางเฝ้านับการ์ดในมือ เพียงครั้งเดียวก็มีคะแนนเพียงพอที่จะผ่านเข้าสู่รอบถัดไป
ถึงกระนั้น แลดูว่าชายผู้นี้จะเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ การ์ดที่ปักอยู่บนเสื้อคือหลักฐานชั้นดีว่าเขานั้นมิได้เกรงกลัวต่อผู้ใด
“เจ้าหมอนี่มันตัวอันตรายชัดๆ พวกเราตัดใจและไปหาเป้าหมายใหม่กันเถอะ”
กระทั่งจุนนะยังเป็นที่ฝ่ายที่คิดเห็นเช่นนั้น ซึ่งคนอื่น ๆ กลับมีความเห็นที่มิได้แตกต่าง แม้จะพลาดโอกาสในการได้สองคะแนน ทว่าหากสิ้นชีวีทุกสิ่งก็จบลงเช่นกัน
หากแต่กวีกลับมิได้คิดเช่นนั้น
“ชั้นว่าพวกเรายังมีโอกาส มาลองสะกดรอยตามเจ้านี่ไปอีกสักพักกันเถอะ”
ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนอื่นก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือไปจากยอมเสี่ยงกับแผนการของเขา
การสะกดรอยตามเริ่มต้นขึ้นในทันที ฝ่ายของกวีแอบเฝ้ามองในระยะห่างที่ไม่ใกล้จนเกินไป มิเช่นนั้นฝ่ายตนจะกลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง
ช่วงเวลาล่วงผ่านไปได้เพียงไม่นาน เซรินที่มุ่งไปข้างหน้าได้ชะงักลงราวกับมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
“กวี คิดว่าไง หรือว่าเจ้าบ้านั่นจะรู้ตัวแล้วน่ะ”
“ไม่รู้สิ”
ทั้งกวีและเอมบริโอ้ต่างมิอาจคาดเดา ท่าทีอันนิ่งสงบของเซรินหมายถึงสิ่งใด บรรยากาศรอบตัวแลดูไม่น่าอภิรมย์ ความกดดันจากความเงียบงันพลันเพิ่มพูนจนหยาดเหงื่อเริ่มต้นหลั่งไหลออกมา
“ออกมาซะ ผมรู้ว่ามีใครอยู่ตรงนั้น”
เซรินหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว สายลมแผ่วเบาพัดผ่านใบหู ทันใดนั้น ใครบางคนได้ปรากฏตัวจากด้านหลังของเขา พร้อมในมือมีหอกเล่มยาวอยู่หนึ่งเล่ม
ชายผู้นี้แข็งแกร่ง เพราะในระหว่างที่เฝ้าติดตามมา พวกกวีกลับมิอาจสัมผัสได้เลยว่ามีชายผู้นี้อยู่ในละแวกเดียวกัน
“ในฐานะนักสู้ ข้าขอท้าแกในการดวลหนึ่งต่อหนึ่ง”
เขาเริ่มต้นเปล่งวาจาออกไป เสียงทุ้มพูดเสียงดังแฝงเจตจำนงอันแรงกล้าโดยไม่หวั่นเกรงต่อปีศาจร้ายที่ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า
“อยากจะทำอะไรก็ทำไปสิครับ ผมไม่ได้มัดแขนมัดขาของคุณเอาไว้สักหน่อย แต่สำหรับผม ไม่มีนักรบมีเกียรติที่ไหนปรากฏตัวขึ้นมาจากด้านหลังศัตรูหรอกนะครับ”
ถ้อยคำของเซรินทำลายความภาคภูมิใจของเขาให้ย่อยยับป่นปี้ เมื่อนั้นดวงตาจึงมืดดำพร้อมโทสะพลันเข้าปกคลุม พร้อมหนึ่งกระแสโทสะที่เขาปลดปล่อยออกมาสร้างแรงสั่นสะเทือนออกไปทั่วทั้งบริเวณ
“ตายซะ !!”
เสียงตะโกนดังก้องกังวาน สองมือกำหอกจนแน่นขนัดพร้อมวิ่งออกไป
ถึงกระนั้น เซรินกลับยังคงหันหลังให้แก่ศัตรูโดยไร้ซึ่งความกลัว และแล้ว ในมือของเขาได้มีเข็มเล่มใหญ่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง พลันศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะขอบเขตการโจมตี ท่าทีของเขาได้แปรเปลี่ยนพร้อมสะบัดแขนเพื่อสังหารศัตรู
“ทุกคน..”
‘เริ่มต้นแผนการได้เลย’
ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่เซรินและศัตรูไม่ทันรู้ตัว เสียงของกวีได้ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาผ่านเครือข่ายผีเสื้อสื่อสาร
เหนือพื้นดินขึ้นไปได้มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวจากมุมมืด คนผู้นั้นคือเอมบริโอ้ ปลายลูกธนูเล็งแน่วไปยังศัตรู แววตามองแน่วไปข้างหน้า ทันใดนั้น ศรธนูจึงพุ่งออกไปโดยมีเป้าหมายชัดเจนนั่นคือเจ้าฆาตกรต่อเนื่อง
ในช่วงเวลาเดียวกัน หนึ่งการโจมตีของเซรินได้ปลิดชีพของศัตรูได้อย่างง่ายดาย
“ซุ่ม !!”
เขาสัมผัสได้ถึงศรที่พุ่งเข้ามา ฝีเท้าของเขาพลันเร่งเคลื่อนไหว ขยับตัวเพียงนิดเดียวพร้อมกับเลี่ยงหลีกการโจมตีได้อย่างไม่ยากนัก
เพียงแต่ว่า..
“เข้าเป้าแล้ว เริ่มต้นแผนการต่อไปได้เลย”
เสียงของเอมบริโอ้ถูกเปล่งขึ้น ในขณะเดียวกัน เซรินกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติไป
แท้จริงแล้ว เซรินนั้นหาได้เลี่ยงหลีกการโจมตีได้สำเร็จแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที เป้าหมายที่แท้จริงก็มิใช่ตัวเขาตั้งแต่แรก
“นี่มัน..”
สายตาของเซรินจ้องไปยังการ์ดที่อยู่บนหน้าอก ทว่ายามนี้มันกลับหายไป
เขาเร่งหันมองไปยังทิศทางที่ลูกศรแสงพุ่งไป ส่วนปลายของมันมีการ์ดของเขาติดอยู่ ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่แท้จริง
เซรินไม่รอช้าพลันเร่งฝีเท้าไล่ตามไปในทันที ความเร็วของเขาช่างมากล้นเกินบรรยาย เพียงชั่วครู่พริบตาแต่กลับไล่ตามลูกศรแสงได้ทันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
แต่แล้ว ก่อนที่มือของเขาจะเอื้อมไปถึงการ์ด ลูกศรแสงกลับแปรเปลี่ยนทิศทางไปยังด้านขวาประหนึ่งมีคนควบคุม
เมื่อแหงนมองไปยังด้านบนต้นไม้ทางซ้ายมือ ณ ที่แห่งนั้นได้ปรากฏรูปร่างของเอมบริโอ้ที่คอยควบคุมทิศทางของลูกศรแสง
ถึงกระนั้น เซรินกลับตัดสินใจพุ่งทะยานไปยังด้านขวาเพื่อไล่ตามลูกศรไปต่อ
ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าอย่างล้นหลาม ทำให้ชั่วครู่เดียวเซรินกลับย่นระยะห่างได้อย่างไม่ยากเย็น มือซ้ายของเขาเตรียมยื่นออกไปเพื่อคว้าลูกศรอีกครั้ง
แต่แล้ว..
“ซุ่ม !!”
จากที่ใดก็มิอาจทราบได้ กวีได้ปรากฏกายด้วยความเร็วเหนือเสียงพร้อมตวัดดาบงูพิษทมิฬออกไป
บนใบหน้าของเซรินได้เผยให้เห็นถึงรอยยิ้มอันน่าสยดสยอง ดวงตาของเขาจดจ้องไปยังดวงตาของกวี พร้อมเข็มเล่มใหญ่ในมือขวาพลันถูกตวัดออกไปเพื่อรับมือกับคมดาบของศัตรู
.
“น่ากินจังเลย..”
.
“ให้ผม..”
.
“เขมือบเธอทั้งเป็นจะได้รึเปล่านะ”
.
กวีรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว รังสีฆ่าฟันที่อีกฝ่ายแผ่ขยายออกมาช่างน่าหวาดสะพรึง ไร้ซึ่งความเกลียดชังหรือความโกรธใดๆ หากแต่มันเป็นจิตมุ่งร้ายที่ต้องการเพียงสิ่งเดียวนั่นคือการเข่นฆ่า
แม้เขาจะถอดแหวนสะกดพลังออกไป แต่พลังก็ยังไม่ทัดเทียมแม้เพียงครึ่งเดียวของศัตรู
“ตอนนี้แหละ รีบลงมือต่อได้เลย !!”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นดังลั่นไปทั่วทั้งป่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องกระจายเสียงใด ๆ ทุกคนก็ได้ยิน
ทันใดนั้น เรเวนได้ปรากฏกายในรูปลักษณ์ที่ขากลายเป็นครึ่งหมาป่า เขาเร่งเก็บการ์ดบนลูกศรและหายไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องให้ผู้ใดสั่งการ
“กำแพงวารี !!”
เสียงของอาโออิดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของป่า ข้างกายของเธอยังมีโมเอโนะที่ยามนี้ตระเตรียมท่าทีเพื่อกระทำการใดสักอย่าง
ทันใดนั้น บางสิ่งที่ผุดขึ้นจากใต้ดินรอบกายของเซริน มันคือเสาน้ำที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากสี่มุม
กวีเร่งหลีกหนีจากตรงนั้นในเร็วพลัน และเพียงชั่วครู่เดียว เสาน้ำทั้งสี่ได้เชื่อมต่อกันกลายเป็นคุกวารีที่พันธนาการศัตรูเอาไว้ภายใน
“ขั้วอากาศเยือกแข็ง !!”
เสียงของโมเอโนะพลันถูกเปล่งขึ้นต่อจากนั้นเพียงครู่เดียว คุกวารีได้ควบแน่นกลายเป็นกล่องน้ำเยือกแข็งติดลบหลายสิบองศาโดยสมบูรณ์
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ทั้งอาโออิและโมเอโนะจึงเร่งล่าถอยในเร็วพลัน หลงเหลือเพียงกวีที่เฝ้ารออยู่ตรงหน้าคุกเยือกแข็งเพื่อยื้อเวลาจนกว่าทุกคนจะออกห่างไป
ทุกอย่างยังคงเป็นไปด้วยดี ทว่ากวีกลับมีลางบอกเหตุว่าเพียงแค่นี้คงมิอาจหยุดยั้งสัตว์ร้ายผู้เปรียบได้ดังปีศาจ
“ตู้มม !!”
ทุกสิ่งเป็นไปดังที่เขาคาดเดา คุกวารีเยือกแข็งพังทลายลงกลายเป็นเศษซาก และในครู่ต่อมา บางสิ่งที่ถูกกักขังอยู่ภายในได้พุ่งทะยานเข้ามาโดยไม่สนสิ่งรอบตัว
มือซ้ายของเซรินปรากฏเข็มอีกเล่มขึ้นมา เขาเร่งจู่โจมด้วยเข็มทั้งสองอย่างต่อเนื่องกะไม่ให้อีกฝ่ายได้พัก
กวีทำได้เพียงต้านทานการโจมตีของเซริน ไร้ซึ่งหนทางโจมตีสวนกลับ คงมิต้องเอ่ยว่าจะหลีกหนีไปได้เช่นไร เพราะหากเมื่อใดที่เขาหันหลังให้แก่ศัตรู เมื่อนั้นปลายเข็มแหลมคมนับพันคงพุ่งทะยานเข้ามาทิ่มแทงเขาจนร่างกายกลายเป็นรูพรุน
.
< ชั้นอยากจะหนีไปจากตรงนี้ !! >
.
นับตั้งแต่ที่กวีลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ยังไม่มีครั้งใดที่ทำให้เขาหวาดกลัวเทียบเคียงได้กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เขาเผชิญหน้ากับอสูรและเหล่าผู้คนที่แข็งแกร่งมานับไม่ถ้วน ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันกลับแตกต่างออกไป
เซรินกระหน่ำเข็มจู่โจมพลางเลียริมฝีปากของตน สีหน้าของเขาแลดูปลื้มปีติกับสิ่งที่ต้องเผชิญ เพิ่มทวีความใคร่อยากของเขาให้พอกพูนจนใกล้ถึงจุดสุดยอด
“ให้ผม..”
‘ได้ฆ่าเธอเถอะนะ’
การโจมตีในครั้งสุดท้ายทรงพลังยิ่งกว่าการโจมตีที่ผ่านมา กวีล่วงรู้ได้ในทันทีว่าคงมิอาจหยุดยั้งมันได้ทัน เขาเตรียมตัวใช้งานทักษะอื่นๆ ทว่ากลับไม่มีความมั่นใจว่าเขาจะสามารถหยุดยั้งปีศาจตนนี้แม้จะใช้ทุกสิ่งที่มี
แต่แล้ว ร่างกายของเขากลับสูญสลายหายไปในชั่วพริบตา กลายเป็นเพียงหินก้อนหนึ่งที่มีผีเสื้อสีเทาเกาะติดอยู่
เซรินเหลียวมองไปรอบกาย กระนั้นกลับมิอาจสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตใดที่อยู่รอบตัว
เขาแหงนขึ้นไปบนท้องนภาด้วยรอยยิ้ม สีฟ้าที่สว่างไสวยังคงงดงามไม่เคยแปรเปลี่ยนเฉกเช่นทุกวัน หนึ่งถ้อยคำพลันถูกเปล่งออกมาพร้อมความผิดหวังเล็ก ๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในน้ำเสียงของเขา
“น่าเสียดายจังเลย หวังว่าครั้งหน้าฟ้าคงมอบโอกาสให้พวกเราได้สู้กันอีกครั้งนะครับ”