Ep 054 :: โดดเดี่ยว
“ท่านรอง! มืดเช่นนี้มันอันตรายนะขอรับ วันนี้พอก่อนดีกว่าขอรับ!”
“หนวกหู! ที่หายไปนั่นน้องสาวข้า พวกเจ้าจะพักจะพอก็เรื่องของเจ้า แต่ข้าจะหาต่อ!”
หยางหย่งเลี่ยที่นั่งบนหลังม้าสีดำทั้งตัวกลมกลืนไปกับผืนฟ้าที่เริ่มมืดสนิท สิ่งที่ทำให้มองเห็นรอบข้างมีเพียงแสงไฟจากคบไฟกว่าสามสิบดวง คำกล่าวด้วยแรงอารมณ์ทำให้นายทหารที่ติดตามเขามาแทบกลืนคำพูดลงคอไม่ทัน รองแม่ทัพหยางในเวลานี้อารมณ์ขึ้นง่ายยิ่งกว่าตอนอยู่ในสนามรบเสียอีก
“หากมิกลับก็ก้มหน้าหาร่องรอยต่อไป!”
“ขอรับ!!”
มีแต่เจ้าตัวที่รู้ว่าเหตุผลลึก ๆ ที่ทำให้เขาหงุดหงิดถึงขีดสุดมาการที่คนที่หายไปหาได้มีแค่น้องสาวสุดที่รัก ทว่าแม้แต่ชินอ๋องแห่งแคว้นเซี่ยก็ดันหายไปพร้อม ๆ กัน
หากมีแค่น้องน้อยที่หายไป เขามั่นใจมากว่าด้วยวันเวลาที่ฝึกฝนมาด้วยกัน และจากที่รู้จักกันมานานนับสิบปี น้องสาวที่รักของเขาย่อมดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง หากมิเจอฝูงนักฆ่าแบบเมื่อเช้า ยังไงปิงเอ๋อร์ก็สามารถดูแลตัวเองจนกว่าเขาจะไปช่วยได้สบาย
แต่นี่...หายไปพร้อมกันเช่นนี้...
...นี่มิใช่ว่าเจ้าหน้าน้ำแข็งนั่นลักพาตัวน้องน้อยสุดรักของเขาไปหรอกรึ!?
น้องน้อยของเขางดงามออกถึงปานนั้น หากเจ้าอ๋องน้ำแข็งนั่นเกิดต้องตาต้องใจแล้วทำมิดีมิร้ายนางขึ้นมา...!!!
อ๊า!! ปิงเอ๋อร์ของพี่ โปรดรอพี่ก่อน พี่เป็นห่วงน้องน้อยเหลือเกิน!!!
“ฮัดชิ้ว!”
โฉมงามหันหน้าปิดปากแทบไม่ทัน ราวกับหูฝาดได้ยินเสียงร้องไห้อ้อนวอนของบิดากับพี่ชายมาจากที่ไกล ๆ บางทีนางคงเสียเลือดมากไปจนประสาทหลอนกระมัง
“เจ้าหนาวรึ?”
“ข้ามิได้หนาว แต่เดาว่าป่านนี้ท่านพ่อกับท่านพี่คงบ่นถึงข้ากันใหญ่แล้ว”
เฟิ่งปิงลูบบาดแผลที่สีข้างที่พอยาชาหมดฤทธิ์ก็เริ่มเจ็บมากขึ้น แต่พอหันไปมองคนข้างกายยังคงนั่งทำหน้าสงบนิ่งทั้ง ๆ ที่ลูกปืนยังฝังอยู่ในไหล่ก็แอบหมั่นไส้มิได้ ต้องมีความอดทนเบอร์ไหนถึงได้นั่งตีหน้าเฉยได้นานขนาดนี้ แต่แล้วคนที่นั่งนิ่งมาตลอดก็ขยับกาย
หญิงงามสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ดี ๆ มือหนาก็โยนเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่พึ่งถอดออกหมาด ๆ มาคลุมหัวนาง
“พักผ่อนเสีย พรุ่งนี้บิดาหรือไม่ก็พี่เจ้าคงพบเรา”
เฟิ่งปิงมองสลับเสื้อคลุมตัวงามที่ยังคงมีเลือดเปื้อนอยู่กับเจ้าของที่พึ่งถอดมันมาให้นางสองสามครา พอยื่นศีรษะไปชะเง้อคอมองท้องฟ้านอกถ้ำก็พบว่าผืนฟ้าที่เคยเป็นสีครามกลายเป็นสีดำที่มืดสนิท
“ท่านเชื่อข้าแล้วหรือ?”
“เจ้าเป็นศัตรูของข้าและแคว้นเซี่ยหรือไม่?”
คำถามเดิม ๆ ถูกเอ่ยซ้ำอีกหน ภาพที่บุรุษร่างสูงเอาดาบพาดคอนางยังคงติดตราอยู่ในใจ เฟิ่งปิงส่ายหน้าช้า ๆ แล้วกล่าวอย่างหนักแน่น
“ข้าเป็นเพียงสตรีที่เพียบพร้อมนางหนึ่ง ทุกสิ่งที่ท่านรู้ในวันนี้ มิมีผู้ใดล่วงรู้ ข้ามิคิดกระทำตัวให้โดดเด่นไปยิ่งกว่านี้และไม่เคยคิดตั้งตนเป็นศัตรูของผู้ใด”
“เจ้าคิดจะใช้สิ่งที่เจ้ามีกับยุคสมัยนี้หรือไม่?”
“หากไม่จำเป็นก็ไม่ ข้าเพียงอยากสุขสบาย ใช้ชีวิตธรรมดา มิได้อยากจารึกชื่อตนไว้ในประวัติศาสตร์ มันยุ่งยาก”
“เช่นนั้นข้าก็มิใช่ศัตรูของเจ้า”
“สรุปว่าท่านเชื่อข้าแล้ว?”
ฮุ่ยเทียนเหมิงหางคิ้วกระตุก ยามดวงตาคู่นั้นมองมา มันช่างใสซื่อจนน่าชื่นชมและน่ารำคาญ สตรีผู้หลงตัวเองตรงหน้าช่างดื้อดึงจะเอาคำตอบจากเขาให้ได้ใช่หรือไม่?
“มิมีผู้ใดได้เห็นเช่นข้าแล้วจักไม่เชื่อ”
“ถ้างั้นท่านจะบอกคนอื่นต่อหรือไม่?”
หญิงงามฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่า ดวงตาคู่งามระริกระรี้ด้วยความพึงพอใจ กลับแต่เป็นชายหนุ่มที่มีสีหน้ามืดคล้ำลงกว่าสามส่วน การที่นางกล้าเปิดเผยความลับกับเขา นางก็ย่อมรู้แน่นอนว่าเขามิอาจบอกต่อผู้อื่นได้ หรือหากจะกระทำสิ่งใดต่อนาง ก็คงต้องเป็นการทำลับหลังผู้อื่น ซึ่งในส่วนนี้นางนั้นโง่งมเกินไป...
หากเขาสารเลวกว่านี้อีกสักหน่อย เขาอาจทรมานนางเพื่อให้นางบอกกล่าววิทยาการของโลกอนาคตให้ฟังก็เป็นได้ ไม่ได้คิดถึงส่วนนี้เลยรึไงกัน...
“พูดไปข้าก็คงกลายเป็นคนเสียสติ”
“เจ๋ง!”
เฟิ่งปิงชูมือขึ้นฟ้าแล้วร้องตะโกนออกมา แม้การขยับตัวกะทันหันจะทำให้นางเจ็บแผล แต่รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าหาได้จางหายไป
“ข้ารึแอบกลัวว่าต้องใช้วิธีสุดท้ายเสียแล้ว”
“หากข้ามิเชื่อ ...เจ้าจะทำสิ่งใด?”
ใบหน้างามหันมองเทพสงครามช้า ๆ ริมฝีปากเรียวกระตุกยิ้มเล็กน้อย ดวงตาคู่งามสะท้อนถึงความแน่วแน่ในการตัดสินใจ
...ทุกครั้งที่นางเป็นเช่นนี้ ในสายตาของเทียนเหมิงกลับมองเห็นว่านางนั้นงดงาม
...งดงามจากภายใน
“ตายพร้อมท่าน”
“...”
“เกาะท่านสุดชีวิตในขณะที่กอดระเบิดไว้ จากนั้นก็บึ้ม! ถึงท่านโชคร้ายมิตายพร้อมข้าก็คงบาดเจ็บสาหัสจนมิอาจกระทำสิ่งใดได้อีก ซึ่งข้าที่ตายไปก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว”
“...แล้วถ้าข้าไม่ยอมให้เจ้ากระทำเช่นนั้น?”
“แน่นอนว่าหากท่านต้องการจะใช้ประโยชน์จากข้า ข้าก็มีวิธีมากมายที่จะชิงตายไปก่อนท่าน ไม่ว่าจะหยุดข้าอย่างไรท่านก็ไม่มีทางทำได้แน่ ท่านไม่อยากลองดูหรอก”
เป็นอีกครั้งที่ฮุ่ยเทียนเหมิงประเมินความใจเด็ดของธิดาจวนแม่ทัพต่ำเกินไป สำหรับคนที่เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะต้องตายอีกครั้งก็คงกล้ากระทำ และนางคงคิดเผื่อเอาไว้หลายวิธี วิธีที่ตนเองจะตายไปโดยไม่เป็นภาระหรือต้องทำร้ายต่อครอบครัวของตน...
“จะว่าไปท่านเชื่อในพระเจ้า...อืม...พระโพธิสัตว์หรือไม่?”
“...ไม่”
“แต่ข้าเชื่อ เพราะข้าได้เกิดใหม่ก็เพราะพระเจ้า”
“...”
“ข้าหาใช่ผีสางหรือมีมนต์วิเศษอันใดนะท่านอ๋อง ข้าเป็นเพียงคนธรรมดาที่โชคดีกว่าคนอื่นเขาเท่านั้น มิเช่นนั้นข้าจะเอาของเหล่านี้ออกมาให้ท่านดูได้อย่างไร”
“...”
“แต่ก่อนข้าเองก็หาได้ศรัทธาหรือเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติเท่าใดนัก แต่การที่ข้าได้เกิดใหม่ได้มีโอกาสที่สองทั้ง ๆ ที่ตายไปแล้ว ทั้งยังมีความทรงจำเก่าแถมได้สิ่งของที่เคยเป็นของข้าติดตัวมาด้วย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากความกรุณาของพระเจ้าทั้งนั้น”
“...”
“ดังนั้นหลังจากนี้ท่านก็ควรเชื่อบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี เพราะทุกคนหาได้มีโอกาสที่สองเช่นข้า”
หยางเฟิ่งปิงขยับกายเข้าไปใกล้ร่างสูง ยืดตัวขึ้นใช้มือเล็กขยับแหวกเสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อดูบาดแผลบนหัวไหล่ของเขา ฮุ่ยเทียนเหมิงขยับกายหนีหากแต่มือเล็กกดร่างเขาไว้ด้วยแรงน้อยนิดพร้อมกับพูดเสียงเข้ม
“ข้าจะดูแผลให้ อยู่เฉย ๆ ข้ามิได้คิดจะฆ่าท่านในเมื่อท่านเชื่อข้าแล้ว และเมื่อท่านไม่ได้คิดจะทำอะไรข้า เช่นนั้นข้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาเรื่องตายให้ตนเอง”
“...”
มือเล็กขยับอย่างคล่องแคล่วในการเช็ดและทำความสะอาดบาดแผลคร่าว ๆ ให้เขา ร่างสูงเองก็อยู่นิ่ง ๆ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เมื่อตัวยาที่นางยื่นให้เขาเป็นตัวเดียวกับที่เขาเห็นนางกิน บุรุษผู้ระแวดระวังตัวไปเสียหมดก็ยอมอ้าปากรับยาเม็ดมากลืนลงคออย่างง่ายดาย
แผลของเขาแย่ แต่ก็ไม่ได้แย่มากนัก เพราะปราณทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรงกว่าคนธรรมดา สำหรับแม่ทัพผู้โลดแล่นอยู่ในสนามรบ เขามีทริคในการห้ามเลือดตนเองไว้ เป็นวิธีที่เฟิ่งปิงผู้ใดแผลใหญ่ไม่บ่อยนักไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีโอกาสให้ได้หัด
“ตัวข้าในเวลานี้ยังมิอาจผ่าเอากระสุนออกมาให้ท่านไหว หากมือข้าสั่นแผลท่านจะยิ่งแย่ รอสักวันสองวันไหวหรือไม่ ข้ามิอยากให้แขนท่านใช้การไม่ได้ไปเสียก่อน หากไม่กล้าให้ข้ารักษา จะไปหาหมอหลวงก็ได้นะ แต่ข้าไม่รับปากว่าพวกนั้นจะเอากระสุนออกมาได้โดยแขนของท่านไม่พิการไปเสียก่อน”
“...ได้”
“ในระหว่างนั้นท่านก็เอายาแก้ปวดไปกินแก้ขัดไปก่อน เมื่อท่านปวดแผลให้กินสองเม็ดทุกสองถึงสามชั่วยาม อย่ากินมากเกินไปนักเล่า”
นางยื่นกระปุกยาที่ทำจากแก้วขนาดเล็กกว่าครึ่งฝ่ามือให้เขาเก็บรักษาไว้ ซึ่งมือหนาก็ยื่นมารับไป
ง่ายดายจนนางอยากจะด่าเขาสักหน่อย ทีตอนแรกล่ะระแวงนางเหลือเกิน
“มิคิดว่าข้าจะวางยาท่านหรือ?”
“หากข้าตายจากยาเจ้า เจ้าก็อย่าหวังจะรอด”
“ช่างไร้อารมณ์ขันเสียเหลือเกิน ข้ามีจรรยาบรรณแพทย์น่า เวลานี้ท่านเป็นคนไข้ของข้า รู้ความลับของข้ามากกว่าครอบครัวและสหายเสียอีก ข้ามิปล่อยให้ตายเพราะแผลแค่นี้หรอก”
มือเล็กพันผ้าพันแผลง่าย ๆ ให้เขาก่อน ระหว่างนั้นปากเล็กก็ยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ประหนึ่งว่านางไม่ได้พูดมานับสิบ ๆ ปี
ซึ่งก็จริง นางไม่เคยเอ่ยพูดถึงชีวิตก่อนของตนเองให้ผู้ใดฟัง ราวกับตัดขาดตัวเองในชาติภพก่อนไป
ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วชีวิตก่อนที่ยาวนานของนางนั้นเปรียบเสมือนรากแก้วที่ทำให้นางเติบโตขึ้นมาเป็นตัวของนางเองในเวลานี้
“ท่านรู้มั้ย ในชาติก่อนข้าตายแล้วโชคดีที่ยังได้มาเกิดใหม่ แต่ในขณะเดียวกันข้าก็โชคร้ายยิ่งนัก ที่นี่ไม่มีสิ่งใดที่เหมือนกับที่ที่ข้าจากมาแม้เพียงนิด ถึงจะปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้ แต่บางทีข้าก็รู้สึกว่ามันหาใช่ที่ของข้า ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี การแต่งกายทุกอย่างล้วนแตกต่าง”
“...”
“สิ่งเดียวที่ทำให้ข้าชอบที่นี่คือคนรอบตัวข้า บิดามารดา พี่ชายทั้งสอง สหายที่ข้ารักและไว้ใจ พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มิอาจประเมินค่าได้”
“...”
“ข้าเคยคิดว่าเหตุใดข้าจึงต้องตายในเมื่อข้ายังหาได้ใช้ชีวิตตามใจตัวเองเลย กว่าสามสิบปีที่ทำงานงก ๆ ๆ ๆ อยู่ ๆ ก็กลับต้องตกตายเสียแล้วเงินสักหยวนที่หาเก็บไว้ก็ยังไม่ได้ใช้ให้เต็มที่สักครา”
“...”
“ทั้ง ๆ ที่โลกก่อน ข้าหาได้มีบุพการี สังคมที่อยู่ก็ชอบจับผิด เพียงพูดหรือทำอะไรไม่เข้าหูสักหน่อยคำด่าก็พร้อมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุด ผู้ชายที่เข้าหาก็เฮงซวย น้องสาวก็ทำร้ายข้า...”
นางหยุดเล่าก่อนที่มือเล็กจะผละออกจากแผลที่ปฐมพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ร่างบางทรุดตัวลงนั่งด้านข้างร่างสูง แม้ผิวกายจะไม่ได้ใกล้ชิด แต่นางก็รู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจาง ๆ เฟิ่งปิงซุกหน้าลงกับเข่า ส่งเสียงเบาหวิวแทบจะอู้อี้อยู่ในลำคอ
“...ถึงกระนั้น ข้าก็คิดถึงมันเหลือเกิน”
ฮุ่ยเทียนเหมิงเพียงรับฟังนางพูดเงียบ ๆ หาได้ขัดอะไรแม้เพียงครึ่งคำ ถึงจะฟังสิ่งที่นางพูดไม่ค่อยรู้เรื่องแต่เขาก็รู้สึกถึงความเหงาที่แอบซ่อนไว้ ความรู้สึกที่เสมือนว่าตนเองมิเหมือนใครและมิมีใครเหมือนตน เป็นสีดำท่ามกลางสีขาว เป็นสิ่งที่ครั้งหนึ่งเขาก็เคยประสบ
‘เหมิงเอ๋อร์ อย่าได้โกรธเกลียดพวกเขานะลูก’
“...อนาคตที่เจ้าจากมาเป็นเช่นไร?”
“เอ๊ะ?”
“เจ้ายังหาได้เล่าให้ข้าฟัง”
“หากท่านอยากฟังข้าสามารถเล่าได้ยันเช้า ระหว่างนั้น” นางตั้งสมาธิเก็บของทุกอย่างที่เคยเรียกเหลือไว้แค่มือถือ ก่อนจะเรียกถุงก๊อบแก๊บสีสันสดใสนับสิบห่อออกมาด้านหน้า “ทานขนมกินเล่นมั้ย ขนมของอนาคตอร่อยนะ รับรองว่าท่านต้องชอบแน่”
“...”
“ท่านนี่โชคดีแค่ไหนที่ได้รู้อนาคตอีกหลายพันปีข้างหน้า พร้อม ๆ กับได้กินขนมแสนอร่อยที่ยุคนี้หามิได้”
เฟิ่งปิงฉีกยิ้มสดใสกว่าครั้งไหน ๆ ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ประหนึ่งว่าตัวนางสมัยยังเป็นเฟยเฟิ่งปิงและตัวนางที่เป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องปิดบังอีก ภาระใด ๆ ก็ตามที่นางแบกไว้ล้วนแล้วแต่ถูกวางทิ้งไว้บนพื้นทั้งสิ้น
...อนาคต สงคราม การแต่งงานล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องไกลตัว
เสมือนว่าคนข้าง ๆ นางเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง หาใช่ชินอ๋อง หาใช่แม่ทัพ นางเพียงแค่กำลังนั่งสนทนากับเพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักนางดียิ่งกว่าใคร ๆ ในโลกนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใดทั้งนั้น
...แม้จะแค่ชั่วคราวก็ตาม
“ฝ่าบาท! ทรงตัดสินใจใหม่เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าก็รู้ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องมาถึง เจ้ารู้ดีกว่าใคร อย่าได้คัดค้านอีกเลย มีเพียงเจ้าและครอบครัวของเจ้าที่เจิ้นสามารถทำหน้าที่นี้และเจิ้นไว้ใจพวกเจ้าที่สุด”
“แต่ว่า-!”
หยางเอ่อคังมีใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาที่มองไปยังร่างสูงบนบัลลังก์มังกรเต็มไปด้วยความสับสน เนื่องด้วยรู้ดี เข้าใจดี จึงมิอาจหาสิ่งใดมาเอ่ยแย้ง แต่ในขณะเดียวกันความเห็นแก่ตัวที่ถูกเก็บซ่อนไว้ก็ฉายชัดออกมาให้เห็น
“หากการที่นางหายไปพร้อมชินอ๋องทำให้มีข่าวลือใดหลุดไป แม้จะไร้ไฟแต่ก็มีควัน ผู้ที่เสียหายที่สุดก็คือบุตรสาวเจ้า”
“ข้าย่อมไม่-!”
พระหัตถ์หนาตบโต๊ะทรงงานจนม้วนฎีการ่วงลงบนพื้น ร่างที่ประทับนั่งลุกยืนชี้หน้าแม่ทัพคู่ใจพลางใช้สุรเสียงทรงอำนาจตวาดลั่น
“แต่เจิ้นสน! มีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์นั่งบนบัลลังก์หงส์เคียงคู่กับบุตรชายของเจิ้น เราตกลงกันไว้แล้วเอ่อคัง!”
“แต่นาง...”
“เจิ้นจัดการทุกอย่างรอไว้แล้ว นางจะบริสุทธิ์ไร้ราคียามต้องนั่งเกี้ยวแต่งเป็นชายารัชทายาท”
แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉินกัดฟันกรอด เลือดหยดหนึ่งไหลรินอยู่ข้างมุมปากกระทบกับพื้นห้องทรงงาน ดวงตาคมกล้าราวสัตว์ป่าคล้ายกับมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
...บุตรสาวของข้า...ปิงเอ๋อร์...พ่อขอโทษ...
“ราชโองการถูกเขียนขึ้นแล้ว ทันทีที่พบบุตรสาวเจ้า ราชโองการนี้จะถูกส่งถึงมือนางทันที”
เฟยเกางฮ่องเต้แม้จะตรัสตัดบทของสหายทุกคำด้วยความร้ายกาจประหนึ่งไร้พระทัย หากแต่หยางเอ่อคังก็สามารถมองทะลุไปถึงใจจริงของโอรสสวรรค์ในทุกถ้อยประโยคได้ เพราะแบบนั้นแม่ทัพใหญ่ผู้ดุดันห้าวหาญจึงอาจเอ่ยปากคัดค้านใด ๆ ได้ลง
“กระหม่อมทราบแล้ว...ฝ่าบาท”
ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพผู้พิชิตจตุรทิศก้าวเดินออกจากห้องทรงงานด้วยท่าทางไร้วิญญาณ มิหลงเหลือความห้าวหาญท่าทางทรงอำนาจอีกต่อไป ทันทีที่ประตูห้องทรงงานถูกปิดลง วรกายสูงค่าที่ยืนอยู่บนที่สูงก็แทบจะล้มลง
...เพื่อแผ่นดินนี้ เพื่อประชาชนนับล้านของแคว้นฉิน ข้ามิเหลือทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว
...สหายข้า ข้าขอโทษที่ต้องทำเช่นนี้ ข้าขอโทษ
เฟยเกาจงฮ่องเต้ประทับนั่งบนบัลลังก์อันประเมินค่ามิได้ หากแต่สำหรับเขามันเพียงเป็นสิ่งที่ใช้บอกว่าตัวเขานั้นโดดเดี่ยวเพียงใด หากมิมีสหายผู้นั้นเขาก็แทบจะไม่เหลือคนที่ไว้ใจได้อีก
บัลลังก์มังกรที่คนทั้งแผ่นดินอยากได้ แล้วอย่างไร หากมิใช่ว่าเห็นแก่คนหมู่มาก วันนั้นเขาคงไม่ร่วมมือกับสหายก่อการกบฏขึ้นแล้วสถาปนาตัวเองขึ้นนั่งบนบัลลังก์ที่แสนหนาวเหน็บนี่ เมื่อเขามาอยู่บนนี้ ชีวิตธรรมดาก็มิอาจมี ท่องเที่ยวที่ใดก็ไม่ได้ หน้าที่มากมายล้วนหล่นลงมาใส่หัว เหนือใต้ออกตกทุกสิ่งบนแผ่นดินล้วนแต่อยู่ในความดูแลของเขา
อำนาจมากมายเหนือคนทั้งแผ่นดินต้องแลกมาด้วยความสุขทั้งชีวิต บุปฝามากมายรายล้อมแล้วอย่างไร ในเมื่อสตรีนางเดียวพร้อมกับบุตรในครรภ์ที่เขารักจริงยังถูกพรากไปเพียงเพราะคำว่าอำนาจ
บางครั้งเขาก็คิดว่าหากเลือกได้อีกหน วันนั้นเขาอาจจะไม่กระทำเช่นนี้อีก แต่ในเมื่อเขาได้เลือกไปแล้ว วันนี้เขาถึงต้องกระทำให้ดีที่สุด
...ต่อให้ถูกด่าทอว่าทรราช ถมแผ่นดินด้วยศพ ย้อมแผ่นดินด้วยเลือด
...แต่เขาก็จะปกป้องผืนแผ่นดินนี้ จะทำให้ประชาชนสามารถมีชีวิตที่ปลอดภัย สุขสบาย และมีชีวิตที่ดี
...นั่นคือสิ่งที่เขาให้คำปฏิญาณไว้แล้ว
“...ข้าทำถูกแล้วใช่หรือไม่...”
TBC!!
เมื่อวานไรท์แมวไม่ได้อยู่บ้านนะฮะ ขออภัยที่ไม่ได้แจ้งก่อนและไม่ได้มาลงด้วย
กลับมาอัพตามเดิม ลงตอนใหม่ทุกครั้งที่แก้คำผิดและแก้บทเสร็จคร้าบบบบ
(ใกล้จบแล้วแหละ เรื่องเก่าเล่าใหม่ ตัดตอนไวโฮกๆ)