แสงอรุณแรกแห่งวันสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องดินเผาที่ผุพังของคฤหาสน์ตระกูลหลิน เมืองชิงหยาง เมืองชายแดนขนาดกลางที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรต้าเซี่ย
**"หลินเฟิง"** เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี ลืมตาขึ้นจากแท่นศิลาเก่าๆ ในห้องพักอันซอมซ่อ เขาเผลอเอามือลูบหน้าอกของตัวเองที่ยังคงรู้สึกอุ่นวาบอยู่ตลอดเวลา ั้แ่จำความได้ สภาพแวดล้อมรอบตัวเขาไม่เคยง่ายเลย ตระกูลหลินที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต บัดนี้เหลือเพียงชื่อเสียงที่แห้งแล้ง และหนี้สินก้อนโตที่เกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของผู้าุโรุ่นก่อน
"เฟิงเอ๋อร์ ตื่นแล้วหรือลูก?" เสียงอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าของ **"หลินซู่ซู่"** มารดาของเขาดังขึ้นจากหน้าประตู
หลินเฟิงรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู "ท่านแม่ เหตุใดตื่นแต่เช้านักขอรับ? วันนี้เป็วันทดสอบพร์แท้ๆ ท่านควรจะพักผ่อนให้มาก"
หลินซู่ซู่ยิ้มบางๆ มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักลูบแก้มของบุตรชาย "แม่นอนไม่หลับหรอก... วันนี้เป็วันสำคัญที่สุดในชีวิตของเ้า หากเ้าสามารถปลุกพลังและกลายเป็ 'ผู้ใช้ิญญา' ได้ ตระกูลหลินของเราก็อาจจะมีหวังขึ้นมาบ้าง แต่ถ้า..." นางหยุดพูดไป แววตาหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
หลินเฟิงเข้าใจความหมายของมารดาดี ในโลกใบนี้ ไม่ได้มีเพียงโลกมนุษย์ที่พวกเขาเหยียบย่ำอยู่เท่านั้น ทว่ายังมี **"โลกแห่งิญญา"** และ **"โลก์"** ดำรงอยู่อีกด้วย โลกมนุษย์เป็เพียงโลกเดียวที่อยู่ตรงกลางและสามารถสื่อสารกับอีกสองโลกได้ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ มนุษย์ผู้นั้นต้องมีโครงสร้างร่างกายที่พิเศษที่เรียกว่า **"กายิญญา"** หรือ **"กายทิพย์"** ซึ่งผู้คนต่างขนานนามพวกเขาว่า **"ผู้ใช้ิญญา"**
ในอาณาจักรต้าเซี่ย หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งโลกมนุษย์ ระบบสังคมถูกแบ่งแยกอย่างเด็ดขาดด้วยพลังิญญา
* **ผู้ใช้ิญญา** คือชนชั้นปกครอง มีสิทธิ์มีเสียง มีเงินทอง และได้รับการยกย่อง
* **คนธรรมดา** ที่ไม่มีพร์ เป็ได้เพียงแรงงานข้าทาส หรือพ่อค้าตัวเล็กๆ ที่ต้องจ่ายภาษีอย่างหนักหน่วงเพื่อซื้อความคุ้มครอง
ในเมืองชิงหยางแห่งนี้ มีตระกูลใหญ่สี่ตระกูลที่คานอำนาจกันอยู่ ได้แก่ ตระกูลจ้าว ตระกูลเฉิน ตระกูลมู่ และตระกูลหลินที่กำลังจะหลุดออกจากตำแหน่งเนื่องจากขาดแคลนผู้ใช้ิญญารุ่นใหม่มานานกว่าสิบปี
"ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าฝึกฝนสมาธิและควบคุมจิตใจตามที่ตำราเก่าของตระกูลบอกไว้ทุกวัน ข้าเชื่อว่าข้าต้องมีทะเลิญญาอย่างแน่นอน" หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อดังกู้ความมั่นใจให้มารดา แม้ในใจของเขาเองจะตื่นเต้นจนแทบจะะเิก็ตาม
การเป็ผู้ใช้ิญญานั้น สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ **"ระดับพร์"** ซึ่งแบ่งออกเป็สี่ขั้นตามความกว้างใหญ่ของทะเลิญญาในร่างกาย:
1. **พร์กายิญญานภาที่หนึ่ง (อัจฉริยะ):** มีความหนาแน่นและขนาดของทะเลิญญาสูงถึง 80% - 100% คนกลุ่มนี้คือัในหมู่มนุษย์ เกิดมาพร้อมกับทรัพยากรที่ตระกูลประเคนให้
2. **พร์นภาที่สอง:** ทะเลิญญา 60% - 79% ถือเป็เสาหลักชั้นดีของตระกูลหรือสำนักใหญ่
3. **พร์นภาที่สาม:** ทะเลิญญา 40% - 59% ระดับมาตรฐานที่พบได้ทั่วไป เป็กำลังหลักในกองทัพหรือธุรกิจ
4. **พร์นภาที่สี่:** ทะเลิญญา 20% - 39% ระดับต่ำสุดที่มีโอกาสก้าวหน้าได้ยากยิ่ง แต่ก็ยังดีกว่าคนธรรมดา
หากผู้ใดมีทะเลิญญาต่ำกว่า 20% จะไม่สามารถปลุกพลังิญญาได้เลยตลอดชีวิต และต้องกลายเป็คนธรรมดาไปโดยปริยาย
เวลาสาย ณ ลานกว้างใจกลางเมืองชิงหยาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและตึงเครียด ผู้คนนับพันต่างพาลูกหลานของตนมารวมตัวกัน รอบลานกว้างมีอัฒจันทร์ยกระดับซึ่งเป็ที่นั่งของเหล่าผู้นำจากตระกูลใหญ่และเ้าเมืองชิงหยาง
หลินเฟิงเดินตามมารดาเข้ามาในลานอย่างเงียบๆ เสื้อผ้าของพวกเขาแม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็มีรอยปะชุน ผิดกับเด็กหนุ่มสาวจากตระกูลจ้าวหรือตระกูลเฉินที่สวมชุดไหมราคาแพงระยับ
"หืม? นั่นมันขยะจากตระกูลหลินไม่ใช่หรือ? ยังกล้าบากหน้ามาทดสอบอีกนะ" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมาจากกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง
คนพูดคือ **"จ้าวคัง"** นายน้อยรองของตระกูลจ้าว ตระกูลที่กำลังทรงอิทธิพลที่สุดในด้านการเงินของเมืองชิงหยางในขณะนี้ ตระกูลจ้าวควบคุมโรงรับจำนำ ตลาดค้าทาส และหอโอสถเกือบทั้งหมดในเมือง ทำรายได้มหาศาลจนสามารถซื้อทรัพยากรบ่มเพาะให้ลูกหลานได้อย่างไม่จำกัด
"จ้าวคัง เ้าอย่าไปทักทายคนแบบนั้นเลย เดี๋ยวความอัปมงคลจะติดตัวเอา วันนี้เป็วันดีของเ้าแท้ๆ" **"เฉินเหมย"** บุตรสาวตระกูลเฉินกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มดูแคลน ตระกูลเฉินควบคุมกองกำลังทหารยามของเมือง การเมืองและการทหารในเมืองชิงหยางจึงอยู่ในมือของพวกเขาครึ่งหนึ่ง
หลินเฟิงไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงแต่มองตรงไปข้างหน้า ดวงตาสีดำสนิทนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบ่อลึก ทว่าในใจของเขากลับบันทึกใบหน้าของคนเหล่านี้ไว้ทั้งหมด *'เงินทองและอำนาจช่างเปลี่ยนใจคนได้ง่ายดายนัก ตอนที่ปู่ของข้ายังอยู่ ตระกูลจ้าวและตระกูลเฉินยังต้องมาคุกเข่าขอร้องสิทธิ์การเดินเรือสินค้าอยู่เลย'* เขารำพึงในใจ
ในระบบเศรษฐกิจของโลกผู้ใช้ิญญา เงินทองไม่ได้วัดกันที่ทองคำหรือเงินธรรมดาเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ **"ศิลาิญญา"** ซึ่งเป็แหล่งพลังงานที่ใช้ในการบ่มเพาะพลัง ตระกูลหลินในตอนนี้มีหนี้สินเป็ศิลาิญญาระดับต่ำถึงห้าพันก้อนกับตระกูลจ้าว หากภายในปีนี้ไม่มีผู้ใช้ิญญาสัญญากับิญญาระดับสูงเพื่อสร้างรายได้ คฤหาสน์และที่ดินทั้งหมดของตระกูลหลินจะต้องถูกยึด
บนปะรำพิธี **"เ้าเมืองหม่า"** ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางเต็มยศลุกขึ้นยืน เสียงของเขาถูกขยายด้วยพลังิญญาจนดังก้องไปทั่วลาน "ยินดีต้อนรับเยาวชนแห่งเมืองชิงหยางทุกคน วันนี้คือวันกำหนดชะตาชีวิตของพวกเ้า การทดสอบจะใช้ 'ศิลาวัดิญญาศักดิ์สิทธิ์' ที่ส่งตรงมาจากเมืองหลวง ผลลัพธ์จะซื่อตรงที่สุด!"
ผู้สืบทอดจากตระกูลต่างๆ เริ่มเดินขึ้นไปทีละคน
"ตระกูลเฉิน เฉินเหมย... กายิญญา พร์นภาที่สาม ทะเลิญญา 55% ปลุกพลังิญญาประเภทิญญาสัตว์: สัตว์ใช้ความเร็ว 'แมวเงาวายุ'!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นเล็กน้อย แมวเงาวายุถือเป็ิญญาสัตว์ที่ดีในด้านการสืบข่าวและลอบโจมตี เหมาะกับตระกูลเฉินที่ดูแลกองทหาร
ต่อมาคือคิวของจ้าวคัง มันเดินขึ้นไปด้วยความมั่นใจ มือหนาวางลงบนศิลา ศิลาะเิแสงสีทองสว่างไสวทันที!
"ตระกูลจ้าว จ้าวคัง... กายทิพย์! พร์นภาที่สอง ทะเลิญญา 72% ปลุกพลังประเภทกายทิพย์สัตว์: สัตว์เทพ 'เต่าศิลาคะนองศึก'!"
"โอ้ววว!" เสียงะเิความยินดีดังมาจากฝั่งตระกูลจ้าว พร์นภาที่สอง แถมยังเป็ประเภทกายทิพย์สัตว์เทพ แม้จะเป็เต่าที่เน้นการป้องกัน แต่คำว่าสัตว์เทพย่อมเหนือกว่าิญญาสัตว์ทั่วไปหลายเท่า!
ความแตกต่างระหว่าง **"กายิญญา"** และ **"กายทิพย์"** นั้นชัดเจนมาก:
* **กายิญญา:** คือการสื่อสารและอัญเชิญพลังิญญาออกมาภายนอกเพื่อต่อสู้หรือทำงาน แบ่งเป็ *ิญญาสัตว์* (สัตว์ร้าย, สัตว์ความเร็ว) และ *ิญญามนุษย์* (ิญญาสื่อสาร, ิญญาการรักษา)
* **กายทิพย์:** คือการผสานพลังิญญาเข้ากับร่างกายตัวเองโดยตรง เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายให้มีคุณสมบัติพิเศษ แบ่งเป็ *กายทิพย์สัตว์เทพ* (ั, เต่า, นกกระเรียน) และ *กายทิพย์เทพ* ที่ทรงพลังที่สุด (ทูต์, เทพสายฟ้า, เทพเพลิงศักดิ์สิทธิ์)
การที่จ้าวคังได้กายทิพย์สัตว์เทพ ทำให้สถานะของตระกูลจ้าวขยับขึ้นสูงทันที บิดาของจ้าวคังหัวเราะร่าพลางหันมามองทางหลินซู่ซู่ด้วยสายตาเย้ยหยันและมีความนัยบางอย่าง แฝงไปด้วยความกดดันเื่หนี้สิน
"คนต่อไป... หลินเฟิง จากตระกูลหลิน!" เสียงประกาศของกรรมการทำให้ลานกว้างที่เคยหนาหูด้วยเสียงชื่นชมจ้าวคังเงียบลง สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เด็กหนุ่มชุดมอซอ
หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาก้าวเดินขึ้นบันไดหินทีละขั้นอย่างมั่นคง ไม่วอกแวกต่อสายตาดูแคลนรอบข้าง ในหัวของเขานึกถึงคำสอนในตำรา: *'จิตนิ่งดั่งภูผา ใจกว้างดั่งมหาสมุทร ิญญาคือกระจกเงาสะท้อนความจริง'*
เมื่อมาถึงหน้าศิลาวัดิญญาขนาดใหญ่ มันมีลักษณะกึ่งโปร่งแสง มีลวดลายสลักโบราณ หลินเฟิงยื่นมือขวาออกไป แตะลงบนพื้นผิวที่เย็นเยียบของศิลา
*วิ้งงงงง...*
ทันทีที่ัั หลินเฟิงรู้สึกเหมือนร่างกายของเขาถูกกระชากจิติญญาเข้าไปในพื้นที่มืดมิดแห่งหนึ่ง ในท้องน้อยของเขา (จุดตันเถียน) เกิดความร้อนปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ทะเลิญญาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้เริ่มขยายตัวออกไปอย่างบ้าคลั่ง!
20%... 40%... 60%... 80%... มันยังไม่หยุด! จนกระทั่งมันแผ่ขยายไปจนสุดขอบเขตที่ร่างกายมนุษย์จะรับไหว ทะเลิญญาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหนาแน่นจนกลายเป็สีทองใสบริสุทธิ์... **100% เต็ม! พร์กายิญญานภาที่หนึ่งอย่างแท้จริง!**
ทว่า ในขณะที่พลังกำลังจะะเิออกไปภายนอกศิลาเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ จิตสำนึกส่วนลึกของหลินเฟิงกลับนึกถึงคำเตือนสุดท้ายของท่านปู่ก่อนเสียชีวิต: *'เฟิงเอ๋อร์ ตระกูลหลินยามนี้ไร้เขี้ยวเล็บ หากวันใดเ้าแสดงพร์ที่ะเืฟ้าดินออกมาโดยที่ตระกูลไม่มีกำลังปกป้อง วันนั้นจะเป็วันตายของเ้าและแม่เ้ารวมถึงทุกคนในตระกูล จงจำไว้... ไม้ที่เด่นออกจากป่า ย่อมถูกลมพายุพัดหักก่อนใคร'*
'ไม่! ข้าจะแสดงพลังทั้งหมดออกมาตอนนี้ไม่ได้ ตระกูลจ้าวและเ้าเมืองจ้องจะฮุบตระกูลเราอยู่ หากพวกมันรู้ว่าข้าเป็อัจฉริยะนภาที่หนึ่ง พวกมันต้องหาทางกำจัดข้าก่อนที่จะเติบโตแน่!' หลินเฟิงคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก
เขาขบฟันแน่น ใช้พลังจิตอันแข็งแกร่งที่ฝึกฝนมานับสิบปี พยายามกดทับและปิดกั้นทะเลิญญาของตัวเองอย่างสุดชีวิต เขาบีบอัดแสงสีทองให้จมลงสู่ก้นบึ้งของทะเลิญญา เหลือเพียงเศษเสี้ยวพลังงานสายหนึ่งที่ปล่อยให้เล็ดลอดออกไปัักับศิลาวัดิญญา
ภายนอกศิลา... แสงสว่างวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง เป็สีหม่นๆ ไม่สว่างนุ่มนวลเหมือนของจ้าวคัง ลวดลายบนศิลาขยับขึ้นอย่างช้าๆ และหยุดลงอย่างกะทันหัน
กรรมการเพ่งมองด้วยสายตาผิดหวังและประกาศเสียงดัง:
"หลินเฟิง... กายิญญา พร์นภาที่สี่ ทะเลิญญา 21%... ปลุกพลังิญญาประเภทิญญามนุษย์: 'ิญญาสื่อสารขั้นต้น'!"
เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นทั่วทั้งอัฒจันทร์ทันทีหลังจากสิ้นเสียงประกาศ
"ฮ่าฮ่าฮ่า! 21%! เกือบจะไม่ผ่านเกณฑ์อยู่แล้วเชียว พร์นภาที่สี่ ขยะในหมู่ผู้ใช้ิญญาชัดๆ!" จ้าวคังหัวเราะจนตัวงอ "แถมยังได้ิญญามนุษย์ประเภทิญญาสื่อสารขั้นต้นอีก? ิญญาชนิดนี้ทำอะไรได้นอกจากเป็คนส่งสารหรือคนแปลภาษาคุยกับสัตว์ิญญาชั้นต่ำ? ไม่มีพลังโจมตี ไม่มีพลังป้องกัน ขยะสมชื่อตระกูลหลินในตอนนี้จริงๆ!"
เฉินเหมยส่ายหน้าด้วยความสมเพช "หมดหวังแล้วล่ะ ตระกูลหลินจบสิ้นแล้ว"
บนโพเดียม VIP เ้าเมืองหม่าหันไปหาผู้นำตระกูลจ้าว "ยินดีด้วยกับท่านผู้นำจ้าว วันนี้ตระกูลจ้าวได้ัแท้จริง ส่วนตระกูลหลิน... หนี้สินห้าพันศิลาิญญาก้อนนั้น คงต้องให้ท่านจัดการตามกฎหมายของเมืองแล้วล่ะนะ"
ผู้นำตระกูลจ้าวยิ้มอย่างมีเลศนัย "แน่นอนครับท่านเ้าเมือง ข้าจะให้เวลาพวกมันอีกสามเดือนตามสัญญา หลังจากนั้น... ที่ดินและสิทธิ์การค้าทั้งหมดของตระกูลหลินจะต้องเปลี่ยนมือ"
หลินเฟิงเดินลงมาจากปะรำพิธี ใบหน้าของเขาไม่มีความเศร้าสร้อย มีเพียงความนิ่งสงบ เขารู้ดีว่าเขากำลังทำอะไร 'ิญญาสื่อสารขั้นต้น' งั้นหรือ? พวกคนเขลาเ่าั้ไม่มีวันรู้เลยว่า สิ่งที่อยู่ในร่างของเขาไม่ใช่เพียงิญญาส่งสารธรรมดา แต่เป็ผลลัพธ์จากการที่ทะเลิญญา 100% ของเขาได้เชื่อมต่อกับ 'โลกแห่งิญญา' โดยตรงในระดับลึก!
"เฟิงเอ๋อร์..." หลินซู่ซู่วิ่งเข้ามากอดบุตรชาย น้ำตาคลอเบ้า "ไม่เป็ไรนะลูก ไม่เป็ไร... เ้าปลอดภัยและสามารถเป็ผู้ใช้ิญญาได้ก็ดีแล้ว แม่ไม่้าให้เ้าโดดเด่นอะไร ขอแค่เ้าปลอดภัย"
"ท่านแม่ ข้าไม่เป็ไรเลยขอรับ จริงๆ นะ" หลินเฟิงยิ้มให้มารดาอย่างอบอุ่น "กลับบ้านกันเถอะขอรับ ที่นี่เสียงดังเกินไปแล้ว"
เมื่อกลับมาถึงห้องนอนที่ปิดมิดชิดของตระกูลหลิน หลินเฟิงลงกลอนประตูอย่างแ่า เขานั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้เก่า สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่
ในโลกนี้ ระดับพลังของผู้ใช้ิญญาแบ่งออกเป็เก้าขั้น:
* **ขั้นที่ 1 ถึง 5:** คือผู้ใช้ิญญาระดับมนุษย์ (เริ่มต้น, ก่อตั้ง, หลอมรวม, แก่นแท้, ปฐี)
* **ขั้นที่ 6 ถึง 9:** คือผู้ใช้ิญญาะ (นภา, ราชัน, จักรพรรดิ, เทพะ) ซึ่งเป็ตัวตนระดับตำนานที่สามารถย้ายูเาถมทะเลได้
ตอนนี้หลินเฟิงอยู่ที่ **"ขั้นที่ 1 ระดับเริ่มต้น"** พลังิญญาของเขายังอ่อนด้อยนักตามปริมาณพลังที่เขาจงใจปล่อยออกมาให้คนเห็น ทว่าเมื่อเขาจมดิ่งลงไปในจิตใจของตัวเอง ตรวจสอบทะเลิญญาสีทองกว้างใหญ่ที่เขาซ่อนไว้ เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
กลางทะเลิญญาสีทองของเขา มีร่างิญญาโปร่งแสงตัวหนึ่งลอยอยู่ มันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนนกฮูกหรือนกพิราบสื่อสารทั่วไป แต่มันคือิญญามนุษย์ในชุดคลุมโบราณสีขาวบริสุทธิ์ แผ่กลิ่นอายอันลึกลับและเก่าแก่ราวกับอยู่มาั้แ่สร้างโลกมนุษย์
*‘เ้าหนู... เ้าฉลาดมากที่รู้จักซ่อนคมไว้ในฝัก’* เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในหัวของหลินเฟิงโดยตรง เป็เสียงที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญา
หลินเฟิงไม่ได้ตื่นตระหนก เขาถามกลับในจิตใจทันที "ท่านคือ... ิญญาสื่อสารของข้าพเ้างั้นหรือ?"
ร่างิญญาโบราณนั้นหัวเราะเบาๆ *‘ิญญาสื่อสาร? พวกมนุษย์หน้าโง่ด้านนอกนั่นจะไปรู้อะไร... ข้าคือ "ิญญามรรคาภพ" ข้าไม่ใช่แค่ิญญาที่ใช้สื่อสารกับสัตว์หรืุ์ แต่ข้าคือผู้ที่สามารถสื่อสารและหยิบยืมพลังจาก "โลกแห่งิญญา" และ "โลก์" ได้โดยตรงโดยไม่มีข้อจำกัด!’*
หัวใจของหลินเฟิงเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น "หยิบยืมพลังจากอีกสองโลกได้โดยตรง? หมายความว่าอย่างไรขอรับ?"
ิญญามรรคาภพยืดตัวขึ้น แสงสีทองรอบตัวสว่างวาบ *‘หมายความว่า ในขณะที่ผู้ใช้ิญญาคนอื่นสามารถสัญญากับิญญาได้เพียงตนเดียวหรือตามขีดจำกัดของพร์ แต่ด้วยทะเลิญญา 100% ของเ้า ข้าสามารถเปิด "ประตูภพ" เพื่ออัญเชิญหรือทำสัญญากับิญญาระดับสูงในโลกิญญา หรือแม้กระทั่งอัญเชิญกายทิพย์ของเหล่าเทพจากโลก์มาผสานร่างได้น่ะสิ! เ้าไม่ได้เป็แค่กายิญญา แต่อนาคตเ้าจะเป็ทั้งกายิญญาและกายทิพย์ในร่างเดียว!’*
คำพูดนี้หากหลุดรอดออกไปด้านนอก คงจะทำให้ทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยต้องสั่นะเื การเป็ทั้งผู้ใช้ิญญาประเภทกายิญญาและกายทิพย์พร้อมกัน... นี่มันผิดกฎเกณฑ์ของ์ชัดๆ!
*‘แต่ตอนนี้...’* ิญญามรรคาภพเอ่ยขัดความคิดของเขา *‘ร่างกายของเ้ายังอ่อนแอนัก พลังบ่มเพาะอยู่แค่ขั้นที่หนึ่ง ระดับเริ่มต้น ทะเลิญญาส่วนใหญ่ถูกบีบอัดไว้ หากเ้า้าปลดปล่อยพลังและช่วยตระกูลของเ้าจากวิกฤตการเงินและการเมืองในเมืองนี้ เ้าต้องเริ่มหาศิลาิญญามาบำรุงร่างกาย และฝึกฝนวิชาลับที่ข้าจะมอบให้!’*
หลินเฟิงกำหมัดแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เฉียบคมและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความกดดันจากตระกูลจ้าว หนี้สินห้าพันศิลาิญญา และสายตาดูแคลนของคนทั้งเมือง บัดนี้กลายเป็เชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดไฟในใจของเขาให้ลุกโชน
"ดี! ในเมื่อฟ้าประทานโอกาสนี้มาให้ข้า ข้าหลินเฟิงจะขอใช้ชีวิตนับจากนี้ พลิกผันชะตากรรมของตระกูล และเหยียบย่ำพวกที่เคยดูถูกข้าให้อยู่แทบเท้าให้ได้!"
เด็กหนุ่มปิดตาลง เริ่มต้นการโคจรพลังิญญาตามทิศทางที่ิญญามรรคาภพชี้นำ การเดินทางอัน
ยาวไกลและช้ากำหนด ทว่ามั่นคงของเขา... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในห้องมืดแห่งนี้!