ชายแก่ถึงกับยืนนิ่ง พูดไม่ออกเพราะสิ่งที่ต้องจ่าย มันราคาสูงมาก
“ท่านมัวทำอะไรอยู่..หรือท่านจะเบี้ยวข้า?” ก่อนที่ จิ้นเฟิงจะหยิบใบสัญญาออกมา
จิ้นเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเจ้าเด็กหนุ่มก็ตะโกนออกมาดัง ๆ
“หรือท่านจะบอกว่า..ท่านรับพนันข้าทั้งที่ท่านไม่มีเงินจะจ่ายข้าใช่หรือไม่ ?”
เมื่อจิ้นเฟิงตะโกนออกมา โดยใช้พลังปราณช่วยทำให้เสียงดัง ก้องไปทั่วพื้นที่นั้น เหล่าผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นก็หันมามองที่ชายแก่ด้วยสายตาดูถูก
“หรือท่านจะบอกว่า…” จิ้นเฟิงไม่ทันจะกล่าวต่อจนจบ ชายแก่ที่โดนสายตานับร้อยนับพันจ้องมาที่ตนเอง มันรีบกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “จ่าย ๆ ข้าจ่ายเจ้า”
ก่อนที่มันจะหยิบถุงมิติออกมาสองใบ แล้วส่งให้ชายหนุ่ม
มือของชายชราสั่นขณะที่ส่งถุงใบนั้นให้จิ้นเฟิง มิใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความอับอายและความเสียดายในจำนวนที่ตนต้องเสียไป
หักลบกับผู้ที่แทงข้างกระบี่เพลิงแล้ว มันก็เข้าเนื้อของชายแก่มากมายนัก
จิ้นเฟิงหยิบถุงมิติมาตรวจสอบ ก่อนจะใช้พลังปราณในการช่วยนับศิลาธาตุทอง จำนวน 505 ก้อน ต่อถุง
ถุงนึงมันเก็บไว้กับตนเอง ส่วนอีกถุงมันจะเอาไว้มอบให้พี่ชายมัน
“ก็เท่านั้น..งั้นข้าขอตัวลา..นี่ใบสัญญาของท่าน , ไว้มีโอกาสเรามาร่วมทำธุรกิจกันใหม่” เมื่อส่งใบสัญญาคืนให้ชายชรา มันก็รีบออกมาไม่อยู่รั้งรอ พร้อมกับกระโดดโลดเต้นพร้อมกับฮัมเพลงไปตลอดทาง
ชายชราตอนนี้ยื่นสั่นด้วยความเจ็บใจกับสิ่งที่เสียไป ได้แต่โทษตัวเองว่า ไม่น่ารับพนันในครั้งนี้เลย
เมื่อจิ้นเฟิงกลับมา มันก็ยื่นถุงมิติที่อัดแน่นไปด้วยศิลาธาตุทอง ให้แก่พี่ชายตนเอง
เมื่อซีว่างรับถุงมิติมา มันก็ได้กล่าวถามต่อน้องชายตนอย่างรู้ทัน “เจ้าได้แทงเพิ่มไปเท่าไหร่ ? ”
เมื่อได้ยินที่พี่ชายตนถาม มันก็ตอบแบบมิได้ปิดบัง “ข้าแทงข้างท่านเพิ่มไปอีก 5 ศิลาทอง” ก่อนที่มันจะหยิบถุงมิติออกมาโชว์พี่ชายตนเอง
“เจ้านี่ล่ะนะ , แล้วเจ้าได้แบ่งพนันหลาย ๆ เจ้าใช่หรือไม่ ?”
“ข้าแทงกับชายชราผู้เดียว..มิได้แบ่งไปแทงของผู้อื่นเลย”
เมื่อได้ยินที่น้องชายตนกล่าว ซีว่างก็รู้สึกสงสารชายชราที่รับพนันกับจิ้นเฟิง สิ่งที่เสียไปมิใช่น้อย
“เอาเถอะ เจ้าคงมีศิลาไว้ใช้ได้หลายปีเลยทีเดียว” ก่อนที่ซีว่างจะเก็บถุงมิติของตนเองเข้าไปในโลกวิญญาณ
จิ้นเฟิงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “รอบหน้าข้าก็จะเล่นข้างท่านอีก..อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะท่านพี่” ก่อนที่มันยิ้มแบบเจ้าเลห์ใส่พี่ชายตนเอง พร้อมกับถูมือไปมา
“เอาเถอะ ๆ ตามใจเจ้าเถิด , แต่อย่าเล่นจนมากเกินไปล่ะ..ประเดี๋ยวจะนำภัยมาสู่ตนเอง” มันกล่าวเตือนน้องชายตนด้วยท่าทีที่เหนื่อยใจ มันรู้สึกว่าการบอกกล่าวสั่งสอนน้องชายของมัน เหน็ดเหนื่อยกว่าการขึ้นประลองหลายเท่านัก
แต่ถึงอย่างไร ซีว่างมันก็รู้สึกสะใจเล็กน้อยที่ทำให้ผู้ที่ดูถูกมันทั้งหลาย เสียทรัพย์สินไปมิใช่น้อย
หลังจากออกจากสนามประลอง มันก็ไปชมการแข่งขันคู่ต่อไปทันที เพื่อศึกษาคู่แข่งในรอบหน้าของมัน
ส่วนเฟิงอวิ๋นนั้น ก็ขอตัวไปส่งแม่นางเยว่ที่บ้านพักของนาง และจิ้นเฟิงขอแยกตัวไปเดินเล่นในเมือง
การแข่งขันรอบนี้มีคนสองผู้ ผู้หนึ่งเป็นศิษย์สำนักเพลิงสวรรค์ อีกผู้เป็นศิษย์สำนักอัสนีคลั่ง ผู้ชนะจะได้เข้าไปเจอกับซีว่างในรอบต่อไป
ศิษย์สำนักเพลิงสวรรค์ชื่อ หู่ หลง ผสานโลกาขั้นที่ 2
ศิษย์สำนักอัสนีคลั่งชื่อ วู่ หมิง ผสานโลกา 2 เช่นเดียวกัน
ราคาต่อรองของทั้งคู่ เท่ากันคือ แทง 2 จ่าย 1 น่าจะเป็นคู่ที่สูสีอย่างมาก
< ซีว่าง…เจ้าดูการต่อสู้ของวู่หมิงให้ดี , มันจะเป็นคู่ต่อสู้เจ้าในรอบต่อไป > หยางน่า กล่าวบอกใบ้แก่ชายหนุ่ม
< เจ้ารู้ได้อย่างใด..ว่ามันจะเป็นคู่ต่อสู้ของข้า? >
< สายตาและท่าทางของเจ้านั้น..ไม่ผิดสังเกตหลอกหรือ , ว่าเหตุใดมันจึงดูสบาย ๆ ผิดปกติทั้ง ๆ ที่คู่ต่อสู้มีพลังฝีมือเท่ากับมัน > หยางน่ากล่าวอธิบายต่อชายหนุ่ม
ตัวของวู่หมิงนั้น เดินขึ้นสนามประลองด้วยท่าทางที่ สบาย ๆ ไม่มีความกดดันอันใด สายตาจับจ้องไปที่ หู่หลง ด้วยความเฉยชา
ส่วนวู่หลงนั้น มันเกร็งเล็กน้อย สายตาของมันบ่งบอกว่า มันมิได้ประมาทคู่ต่อสู้ของตัวเองแม้แต่น้อย
“ข้าวู่หมิง..ศิษย์สำนักอัสนีคลั่ง อายุ 20 ปี” พอมันกล่าวจบ ก็โค้งให้คู่ต่อสู้ของตนเองเล็กน้อย ด้วยความสุภาพ
“ข้าหู่หลง..ศิษย์สำนักเพลิงสวรรค์..โปรดยั้งมือให้ข้าด้วย” อีกฝ่ายก็ให้ความเคารพเช่นกัน ทำด้วยกริยาอ่อนน้อม
แต่ซีว่างสังเกตเห็นแต่แรกว่าวู่หมิง แอบยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ดั่งกับว่า..มันมั่นใจว่าจะชนะได้แน่นอน
“การประลองเริ่มได้!!!” เมื่อโฆษกประกาศ เสียงเฮก็ดังลั่นสนามประลอง
เมื่อได้สัญญาณ ทั้งสองฝ่ายต่างเรียกอาวุธของตนเองออกมา แล้วพุ่งเข้าหากัน
ฝ่ายหู่หลงอาวุธคือดาบเล่มใหญ่ กะขนาดจากสายตา น่าจะหนักไม่ต่ำกว่า 50 กก.
ส่วนของวู่หมิงนั้น ใช้เป็นอาวุธซัด เป็นมีดหลาย ๆ เล่ม ที่ตรงส่วนหางเป็นรูกลม ๆ ผูกด้วยเส้นอะไรบางอย่าง (ถ้านึกไม่ออกมันก็คือคุไนในเรื่องนารูโตะ)
ฝ่ายวู่หมิงปามีดสั้นของตนเองใส่หู่หลง ขณะที่วิ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ วู่หมิงก็ปาอาวุธซัดออกไปหลายอันต่อหลายอัน บ้างไปปักบนพื้น บ้างโดนฟันจนหักสองท่อน
ฝ่ายหู่หลงเมื่อเกือบประชิดตัววู่หมิงได้ มันรีบใช้วิชาของตนเอง “เพลิงผลาญฟ้า”
ลูกไฟซัดเข้าหาวู่หมิง มันนั้นพยายามใช้ท่าร่ายของตนเองในการหลบ แม้จะหลบให้อย่างฉิวเฉียด
แต่ตัวมู่หลงก็พุ่งมาถึงข้างหน้าของวู่หมิงแล้ว ไฟที่ปล่อยออกมาคือการหลอกให้ศัตรูวิ่งไปในทิศทาง ที่ตนเองต้องการเพื่อจะทำการโจมตีออกไปจริง ๆ ในภายหลัง
เมื่อประชิดตัวของวู่หมิงได้ หู่หลงก็โจมตีในทันที “สะบั้นอัคคี” เปลวเพลิงลูกใหญ่ลุกไปทั่วดาบของหู่หลง ก่อนที่จะเหวี่ยงใส่วู่หมิงในทันที
ผู้ชมที่เห็นดังนั้นจึงตกใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าคู่ที่น่าจะสูสี น่าจะจบลงอย่างรวดเร็ว
แต่ซีว่างเห็นต่าง มันเห็นวู่หมิงนั้นยิ้มเล็กน้อยออกมา คิดว่าตัวมันนั้นต้องมีอุบายบางอย่างเป็นแน่
สิ่งที่ซีว่างคิดนั้นก็เป็นจริงขึ้นมา
“อัสนีคำราม!!” ก่อนที่วู่หมิงก้มลงที่พื้นใช้มือทราบลงบนเส้นเอ็นบางอย่างที่ติดกับอาวุธซัดของตนเอง
เกิดสายฟ้าระเบิดขึ้นทั่วสนาม แสงเจิดจ้าอย่างมาก
ตัวอาวุธซัดของวู่หมิงที่ปาไปนั้น ตรงส่วนด้ามมันพันด้วยเหล็กเส้นบาง ที่ปาไปก็เพื่อที่จะวางกับดักอันน่าสะพรึงนี้ไว้
จู่ ๆ ก็มีสายฟ้าผ่าลงมาใส่ หู่หลงเต็ม ๆ ที่ยืนอยู่กลางค่ายกลอัสนีของ วู่หมิง
เมื่อสายฟ้าหายไป หู่หลงได้แต่ยืนนิ่งในท่าที่กำลังง้างดาบใส่วู่หมิง ตัวมันดำเป็นอย่างมาก เส้นผมหายไปทั้งหัว ก่อนที่จะล้มลงไป
“ผู้ชนะได้แก่..ศิษย์สำนักอัสนีคลั่ง วู่หมิงงงงง” โฆษกประกาศผู้ชนะทันที ที่หู่หลงล้มลงไป
หลังจากนั้นก็มีเสียงเฮลั่นสนาม ไม่มีใครคาดคิดว่า วู่หมิงจะสามารถชนะได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน
เมื่อมีเสียเฮเชียร์ตัวมัน วู่หมิงก็โค้งคำนับสี่ทิศ “ขอบคุณทุกท่าน..ที่ส่งเสริมข้า”
กลับมาด้านซีว่าง
< มันฉลาดเป็นอย่างมาก , ถ้าคิดจะต่อสู้กับมัน..ต้องคอยระวังไพ่ที่อยู่บนมือของมันดี ๆ , ข้าคิดว่ามันนั้นมีลูกไม้ที่มากกว่านี้ > หยางน่ากล่าวเตือนต่อชายหนุม
< ใช่มันฉลาดเป็นอย่างมาก > ซีว่างกล่าวชื่นชม วู่หมิงจากใจจริง
เมื่อมันกำลังจะเดินกลับไปที่ห้องพักของตนเอง วู่หมิงก็กล่าวเรียก ซีว่างไว้
“เจ้าคงเป็นซีว่าง..พรุ่งนี้เจ้ากับข้าต้องประลองกัน , โปรดใส่ให้เต็มที่..เพราะข้าก็จะไม่ออมมือเช่นกัน” วู่หมืงกล่าวด้วยท่าทางสุภาพ
“ข้าก็เช่นกัน..ถ้าท่านแสดงฝีมืออย่างสุดกำลัง , ข้าก็จะมิให้ท่านผิดหวัง” ก่อนที่ซีว่างจะกุมมือตนเองและโค้งให้วู่หมิงเล็กน้อย
ถ้ามีใครดีและสุภาพต่อซีว่าง มันก็จะดีกลับ แต่ถ้ามาร้าย มันก็ยิ่งร้ายกลับ
“เราสองคนมาพนันกันเล่น ๆ ดีหรือไม่ ? , ถ้าผู้ใดชนะ..ต้องเลี้ยงอาหารผู้แพ้” วู่หมิงกล่าวต่อซีว่าง
“ตกลงข้ารับพนัน ,ว่าแต่ท่านชอบทานอะไรเป็นพิเศษ..ข้าจะได้เตรียมเอาไว้” ซีว่างตอบตกลง ก่อนจะกล่าวติดตลกกลับไป
“ฮ่า ฮ่า เจ้าน่าสนใจ , เอาเป็นข้าชอบร่ำสุราหลังประลอง , วันพรุ่งหากข้าแพ้เจ้า..เจ้าต้องไปร่ำสุรากับข้า” วู่หมิงมิได้โกรธ แถมนิสัยมันน่าคบหาเป็นอย่างมาก
“เมื่อท่านกล่าวออกมา..ข้าก็ยินดี” ซีว่างกล่าวตอบไป ก่อนโค้งให้วู่หมิงหนึ่งครั้งก่อนจะขอตัวออกมา
ที่ซีว่างทำดีกับมัน เพราะรู้ว่ามันมาดีกับตนจริง ๆ ในภพก่อนชายหนุ่มนั้นเป็นคนที่ไม่เอาไหน แต่ดันเป็นศิษย์คนโปรดของเจ้าสำนัก จึงมีทั้งคนที่เข้ามาหลอกมัน ทำดีกับมันเพื่อหวังผลประโยชน์ หรือทำดีกับมันจริง ๆ อยู่มากมาย ประสบการณ์จากภพก่อน ทำให้มันสามารถมองออก ว่าผู้ใดคิดดีหรือร้ายกับมันได้
เมื่อกลับถึงหอพักของตนเอง ซีว่างจึงหยิบศิลาสื่อสารขึ้นมา “จิ้นเฟิง ..เจ้าอยู่ที่ใด , เจ้ายังอยู่ในตัวเมืองหรือไม่?”
ผ่านไปไม่เท่าใดก็มีเสียงตอบกลับมา
“ข้ายังอยู่ในตัวเมืองท่านพี่” เสียตอบกลับมาจากศิลาสื่อสาร
“ดี...เจ้าซื้อดาบหรือกระบี่มาให้ข้าหน่อย..ได้หรือไม่ , ข้าจำเป็นต้องใช้จำนวนมาก..ซื้อมาได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี”
“อาวุธมากมาย ? ท่านจะนำไปใช้ทำอะไร ?” ที่ปลายทางสงสัยในสิ่งที่พี่ชายตนเองสั่ง
“เจ้าเชื่อข้า..ข้าจำเป็นต้องใช้จำนวนมาก”
“ได้..ข้าจะหาซื้อไปให้ท่าน” ก่อนที่สายจะตัดไป
ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม น้องชายของตนจึงกลับมา แต่มิได้มาผู้เดียว มันนำเด็กน้อยผู้หนึ่งมากับด้วย
“เหตุใดเจ้าไปมาเนิ่นนานนัก..แล้วนี่ผู้ใด ?” ที่อยู่ตรงหน้าคือเด็กน้อยอายุราว 9 ถึง 10 ปี
“ที่ข้ามาช้า..ก็เพราะเด็กน้อยผู้นี้ท่านพี่”
“เด็กน้อยผู้นี่? ไหนเจ้าลองว่าความให้ข้าทราบ” ซีว่างกล่าวออกมาด้วยความเหนื่อยใจ เพราะน้องชายของมันชอบหาเรื่อง ให้มันแก้เรื่อยมา
“พอดีข้าก็ไปซื้อของมาให้ท่านพี่..แต่เจ้าเปี๊ยกนี่ก็ทำทีวิ่งมาชนข้าแล้วก็ได้ลักถุงศิลาทองข้าไปทั้งถุง , ข้าจึงไล่ตามมันไป , พอจับตัวมันได้..มันก็ร้องห่มร้องไห้เป็นการใหญ่ , ข้าจึงสงสาร..เลยถามเหตุผลต่อมัน , ว่าเหตุใดมันจึงคิดลักขโมยด้วยอายุเพียงเท่านี้” จิ้นเฟิงเหล่าเรื่องราวทั้งหมด พร้อมกับขยับไม้ขยับมือ แสดงท่าทาง เพื่อให้ชายหนุ่มสามารถเห็นภาพตามมันได้
ก่อนที่จิ้นเฟิงจะพักหายใจแล้วกล่าวต่อว่า
“ได้ความว่ามารดามันป่วย..มันจึงทำเช่นนื้เพื่อหาค่าข้าว..ค่าอาหารจากการลักขะโมยสิ่งของต่าง ๆ มาขาย , เพื่อมันจะได้นำเงินที่ได้มาซื่อของต่าง ๆ..ไปให้แม่ตนเอง , ข้าจึงให้มัน..นำข้าไปพบมารดาของมัน , ข้าก็พบว่ามารดามันป่วยจริง..พอข้าบอกข้าจะตามหมอมา..นางก็ไม่ยินยอม , ได้แต่บอกว่าตามหมอมาไม่ได้..มิเช่นนั้นตัวนางและลูกนางจะมีอันตราย , ข้าจึงอับจนหนทาง..จึงได้พามันมาหาพี่เผื่อพี่จะช่วยมันได้”
เมื่อน้องชายตนกล่าวจบซีว่างจึงหันไปถามเด็กน้อย
“เจ้ามีนามว่าอะไร?”
“หงส์ซื่อ” เด็กน้อยตอบด้วยเสียงสั่น ๆ เพราะกลัวว่าตนจะโดนดุอีก
เมื่อเห็นเด็กน้อยเกรงกลัวตนเองนั้น ซีว่างจึงนำขนมที่อยู่บนโต๊ะแบ่งให้เด็กน้อย
เมื่อเด็กทานขนมเสร็จซีว่างจึงกล่าวถาม “เป็นอย่างไรอร่อยหรือไม่?”
เด็กน้อยพยักหน้า
" ข้ามีให้เจ้าอีกมากมาย..แต่เจ้าต้องตอบเรื่องที่ข้าถามเจ้า , ถึงจะได้กินอีก..เจ้าเข้าใจหรือไม่ ? " ซีว่างกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียใจเอ็นดูเด็กน้อยยิ่งนัก “ว่าอย่างไร..แม่เจ้าป่วยมานานเท่าใดแล้ว?”
“มะ..แม่ข้าเป็นมานานแล้ว , ข้าจำมิได้”ก่อนที่เด็กหนุ่มจะมองไปที่ซีว่าง ด้วยสายตาที่คาดหวัง
“ถามไปก็ป่วยกาล , เจ้าพาข้าไปหน่อย..เผื่อข้าจะช่วยเจ้าได้” ซีว่างกล่าวก่อนที่จะยื่นขนมให้เด็กน้อยอีกครั้งหนึ่ง
ในโลกยุทธ์นี้นั้น ผู้เป็นหมอจะเป็นหมอที่เลื่องชื่อได้ ต้องเป็นคนที่มีธาตุไม้ ซึ่งจะได้นำพลังธรรมชาติมารักษาอาการต่าง ๆ ได้
และเนื่องจากซีว่างเมื่อภพก่อน ตัวมันนั้นมีธาตุไม้ ทำให้มันรู้วิธีรักษาอยู่บ้าง ถึงจะไม่สามารถใช้พลังธาตุไม้เข้าสนับสนุนในการรักษาได้แต่ก็ยังมีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง
เมื่อมาถึงที่ที่เจ้าหนูนี่พามา มันก็มองไปยังบ้านหลังเล็กที่ทำขึ้นจากเศษสังกะสีทั้งหลัง ดูแล้วมิน่าจะอยู่ได้สบาย ถ้าร้อนก็ร้อนอบอ้าว ถ้าหนาวก็พร้อมที่จะแข็งตาย
‘สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่นัก’ ซีว่างคิดแล้วถอนใจเบา ๆ
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นเพียงหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง นอนอยู่บนสิ่งที่เรียกว่าที่นอน มีเพียงผ้าผืนเก่า ๆ ในการลองนอน ภายในบ้านมีเพียงเท่านั้น เรียกว่าบ้านก็คงจะมิใช่ คงเรียกได้แค่ว่า..ที่ซุกหัวนอนถึงจะถูก
“สวัสดีฮูหยินหงส์..ข้ามิใช่หมอแต่ข้าพอมีความรู้อยู่บ้าง , ข้าจะลองตรวจอาการท่านดูเสียหน่อย”
ก่อนที่ซีว่างจะนำนิ้วชี้และนิ้วกลางไปกดตรงที่ข้อมือเพื่อดูการเต้นของชีพจร พร้อมกับปล่อยพลังปราณของตนเองเข้าไป
เมื่อตรวจดู ชายหนุ่มก็ต้องแตกตื่น “อสรพิษเหมันต์!!”
ซีว่างแตกตื่นเป็นอย่างมาก ที่ต้องแตกตื่นเพราะอสรพิษเหมันต์ คือพิษของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่ชื่อเหมันต์กำราบคิมหันต์ เป็นพิษที่เมื่อโดนจะตายภายใน 2 วัน แต่เท่าที่ดูหญิงนางนี้และคำบอกกล่าวของเด็กน้อย ว่าจำไม่ได้ว่านางเป็นตั้งแต่เมื่อใด จึงคาดการณ์ได้ว่า นางเป็นมานานจนเลยสองวันมาแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วแถมอาการคล้ายคนมิสบายเป็นไข้เท่านั้นเอง มิได้มีอาการหนาวสั่นหรือมือไม้เย็นเลยแม้แต่น้อย
แต่ที่โล่งใจคืออสรพิษเหมันต์นั้น ใช้เพียงลมปรานธาตุน้ำส่งเข้าไปก็สามารถขับออกได้โดยง่าย
หากใช้ลมปราณธาตุไฟนั้น พิษนี้จะทำให้ตายในเกือบจะทันที
ชายหนุ่มจึงวางมือไปที่ท้องที่แบนราบของหญิงสาวก่อนจะค่อย ๆ ส่งพลังปราณธาตุน้ำเข้าไป
ตอนนี้มารดาของหงส์ซื่อ เหงือได้ออกเต็มตัว แล้วเหงื่อที่ออกนั้น ต่างเป็นพิษที่ถูกขับออกจากร่างกายทั้งนั้น
เมื่อเหงื่อไหลออกมาซีว่างก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งหน่วงลมปราณธาตุลม ให้มันไล่หยาดเหงื่อลอยขึ้นมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ หากปล่อยไว้ พิษก็จะซึมเข้าร่างกายอีกครั้ง
เมื่อพิษไหลออกหมดจากร่างกายของหญิงนางนี้ สีหน้านางก็ดูดีขึ้น เริ่มมีเลือดฝาดกลับมายังใบหน้าของนาง
เมื่อเห็นแบบนั้น ชายหนุ่มก็โล่งใจ ส่วนพิษที่ขับออกมานั้น ซีว่างเก็บเข้าในขวดเผื่อได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต
“ฮูหยิน..ตอนนี้ท่านน่าจะหายดีแล้ว , ประเดี๋ยวข้าให้น้องชายของข้าไปซื้อสมุนไพรบำรุงมาให้ท่าน , หากท่านทานต่อเนื่องครบ 1 อาทิตย์..ท่านก็จะกลับมาเป็นปกติ” ก่อนที่ซีว่างจะลุกขึ้น และไปบอกกล่าวต่อน้องชายของตน
เมื่อได้ยินพี่ตนเองสั่งการ มันรีบวิ่งไปอย่างว่องไว
เมื่อจิ้นเฟิงกลับมาพร้อมสมุนไพร ซีว่างจึงนำสมุนไพรมาจัดการให้หญิงสาว เมื่อหญิงสาวดื่มเข้าไป ก็เริ่มมีแรงขึ้นมาเล็กน้อย เห็นดังนั้นมันจึงสั่งให้จิ้นเฟิงดูหงส์ซื่ออยู่ข้างนอกห้ามเข้ามา
“ฮูหยินหงส์..ท่านพอจะเล่าสิ่งที่ท่านพบเจอมาให้แก่ข้าได้หรือไม่?"
หรือพวกท่านคิดว่า แค่ตั้งเตือนไว้ที่ต้นเรื่อง และชื่อตอนก็เพีนงพอแล้ว นักอ่านคิดว่าอย่างไร แสดงความคิดเห็นไว้ใต้ตอนนี้ทีนะครับ ขอบคุณครับ _/|\_ ( อัญชลี วันทา อภิวาท กราบในท่านั่งพับเพียบ )