“ท้าทายระดับสูง?”
“เด็กนั่นเป็นใครกัน?”
ความแตกตื่นเริ่มแพร่กระจายไปเหมือนไฟลามทุ่งคำพูดและการกระทำของเย่ฉีนั้นโอหังและอวดดีไม่ไว้หน้าใครแต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครทว่าก็ยังไม่มีใครกล้าจะออกปากเช่นกันต้องรู้ว่ามีชายสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังของเย่ฉีราวกับเป็นผู้พิทักษ์และหนึ่งในนั้นก็คือราชันกระบี่จิวยี่!ส่วนตัวตนของหลี่หลิงเทียนนั้นลึกลับเกินไปเพราะชายผู้นี้ทิ้งทุกสิ่งให้จักรพรรดิสวรรค์จัดการตั้งแต่เยาว์วัยส่วนตัวเองก็ออกไปเที่ยวเล่นตามประสาคนแก่ขี้เหงาจึงทำให้มีเพียงกลุ่มของราชันจากโลกระดับสูงเท่านั้นที่รู้ถึงตัวตนของเขา
สายตาของราชันนรกหดเกร็งสายตาของราชันปีศาจเบิกกว้าง ใบหน้าของเทียนจุนออกแววละเหี่ยใจคนจากโลกนักปราชญ์ยิ้มออกมาเล็กน้อย ส่วนโลกอสูรนั้นมีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดราชันอสูรปรากฏความตื่นเต้นขึ้นในดวงตาส่วนชายชราชุดแดงนั้นกลายเป็นบ้าคลั่งไปแล้วในตอนนี้!
นอกจากโลกระดับสูงที่ไม่กล่าวสิ่งใดออกมาเพียงมองพินิจเด็กชายผู้นี้อย่างระมัดระวังแต่สำหรับผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ แล้วเรื่องนี้ต่างออกไป ในสายตาของพวกเขาแม้จะตกตลึงแต่ส่วนใหญ่แล้วความสนใจทุ่มไปทางราชันกระบี่เสียมากกว่าอย่างไรก็ตามในขณะที่ชายชราชุดแดงกำลังจะพุ่งเข้าไปหาเย่ฉีก็ได้ส่งสายตากลับไปทำให้ขาทั้งสองข้างของเขาชะงักลง
“สหายน้อยเจ้าคือใคร?ที่ตรงนั้นไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะไปนั่ง!”
“ดูจากคำพูดของเจ้าแล้ว...จะท้าทายโลกระดับสูง?ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่เจ้าก็ยังไม่มีคุณสมบัติจะไปนั่งตรงนั้น!”
ทั้งเหยาหมิงจื้อจุนและราชันเหมยต่างกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจถึงจะมีราชันกระบี่จิวยี่หนุนหลังแต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะต้องเกรงกลัวจนหัวหดอีกอย่างด้วยความเข้าใจของทั้งสองการกระทำของเจ้าหนูนี่ต้องสร้างความไม่พอใจให้แก่พวกชั้นสูงอย่างแน่นอนแต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารับไม่ได้จริงๆก็คือเจ้าเด็กสารเลวนี่กล้ายกตนเองอยู่เหนือพวกเขาศักดิ์ศรีของราชันและจื้อจุนนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะถูกดูหมิ่นเช่นนี้!
“หืม?พวกเจ้าเป็นใคร?”
สายตาของเย่ฉีเหยียดมองลองมาก่อนจะถามขึ้นด้วยใบหน้าสงสัยแน่นอนว่าเขาไม่รู้จักทั้งสองคนนี้จริงๆ ในยุคของราชันมังกรผู้ยิ่งใหญ่นั้นคนที่เหลืออยู่มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นแน่นอนว่าต่อให้คนของโลกระดับกลางในยุคก่อนยังมีชีวิตอยู่บางทีพวกเขาก็ยังไม่รู้จักเย่ฉี!ยุคของราชันมังกรต่อให้เป็นถึงราชันไร้นามก็ยังถือว่าไร้คุณสมบัติที่ยังยืนอยู่ต่อหน้าเขา!
“…”
คำถามของเย่ฉีทำให้งานชุมนุมกลายเป็นเงียบกริบแม้แต่พวกชั้นสูงก็ยังยิ้มเจื่อนๆ ออกมาก่อนจะส่ายหัวสำหรับราชันเหล่านี้ความรู้สึกของพวกเขาล้วนแตกต่างกันไปแต่สำหรับสองผู้ยิ่งใหญ่ของโลกระดับกลางแล้วคำถามนี้ก็เป็นเหมือนการกระตุ้นให้ภูเขาไฟระเบิด!
“บัดซบ!สารเลวน้อยหากเจ้ายังไม่ลงมาก็อย่าหาว่าข้ารังแกเด็ก!งานชุมนุมเขตแดนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สนามเด็กเล่น!เพียงเพราะเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้พวกเจ้าจึงคิดว่าจะทำอะไรก็ได้?”
ราชันเหมยเดือดดาลเป็นอย่างมากและในความเป็นจริงเขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะด้อยกว่าจิวยี่สักเท่าไหร่คำพูดของเขาแฝงไว้ด้วยความกดดันและส่งตรงไปยังผู้ฝึกตนโลกมนุษย์ภายในงานจนราวกับว่าพวกเขาถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับเอาไว้เป็นเพียงแค่โลกระดับต่ำกลับกล้ามาหยามเกียรติเช่นนี้คิดว่าเขาจะยอมหรือ? เด็กสารเลวนี่ยังไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำเลยเสียด้วยซ้ำ!
“ต้วนชิงหลิงข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเหิมเกริมได้มากขนาดนี้ดูเหมือนหลังจากที่จักรวาลสงบไปหลายพันปีจะทำให้ไก่บ้านคิดว่าตัวเองเป็นหงส์!”
แรงกดดันอีกละลอกหนึ่งพุ่งออกมาจากเหยาหมิงจื้อจุนกระแทกลงบนร่างของผู้ดูแลต้วนราวจะบดขยี้ให้เขาแหลกลาญด้วยความต่างชั้นกันในระดับนี้มีหรือที่เขาจะต้านทานไหว? หยาดเลือดไหลซึมออกจากมุมปากใบหน้าของต้วนชิงหลิงซีดลงอย่างช่วยไม่ได้ทว่าก่อนที่จะปะทุพลังโบราณออกมาเพื่อต้านทานแรงกดดันที่สองผู้ยิ่งใหญ่ปลดปล่อยออกมากลับถูกปราณกระบี่สายหนึ่งสะบั้นจนแหลกสลาย!
“ท่านคิดดีแล้ว?พวกเราให้เกียรติและเคารพในราชันแท้จริงด้วยใจจริง...แต่ก็ใช่ว่าข้าทั้งสองจะเกรงกลัวท่าน!ราชันกระบี่!”
เสียงของราชันเหมยดังออกมาพร้อมกับประกายแสงในดวงตาหากเป็นราชันคนอื่นที่อยู่ที่นี่แน่นอนว่าเขาไม่กล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้อย่างแน่นอนแต่ราชันกระบี่จิวยี่นั้นไม่เหมือนกันเขามีเพียงตัวคนเดียวจะสามารถเทียบกับราชันคนอื่นที่ปกครองโลกระดับสูงได้อย่างไร?นี่เป็นความทะเยอทะยานของผู้ปกครองโลกระดับกลาง!แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในยุคของราชันมังกรเช่นเดียวกับราชันแท้จริงดังนั้นย่อมไม่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของจิวยี่!
สายตาของราชันแท้จริงคนอื่นๆหรี่ลงก่อนจะส่ายหน้าออกมา ในสายตาของพวกเขาแน่นอนย่อมไม่เห็นราชันไร้นามเป็นอะไรได้นอกจากมดที่แข็งแกร่งขึ้นมาหน่อยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีใครกล่าวสิ่งใดออกมาและรอคอยดูอย่างเงียบๆว่าเรื่องนี้จะจบลงเช่นใดขณะเดียวกันพวกเขายังมีเรื่องที่ต้องเคร่งเครียดยิ่งกว่านั้นก็คือตัวตนของเย่ฉี!
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับร้อยล้านดวงนี้ผู้ที่สามารถทำให้ราชันสวรรค์และราชันกระบี่ติดตามได้มีเพียงแค่คนเดียวนั่นก็คือราชันมังกรเย่ฉี!
ขณะเดียวกันแววตาของเย่ฉีก็ยังคงสุขุมราวกับมหาสมุทรเช่นเดิมส่วนหลี่หลิงเทียนนั้นหัวเราะร่าออกมาอย่างไม่ปกปิดเมื่อโดนดูถูกเช่นนี้มีหรือจิวยี่จะทนรับได้? ภาพลักษณ์ของคุณชายเจ้าสำราญหายไปในทันทีดวงตาแหลมคมราวกับกระบี่มองไปยังราชันเหมยและเหยาหมิงจื้อจุนเตรียมจะจัดการให้รู้สำนึกแต่ก่อนที่จะได้ลงมือกลับถูกเย่ฉีหยุดยั้งเอาไว้ก่อน
“วันนี้เป็นงานชุมนุมเขตแดนวันแรกข้าไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายขึ้นจะอย่างไรพวกเราก็ถือว่าอยู่ในฐานะเจ้าภาพสำหรับพวกเจ้าที่นั่งอยู่ในชั้นที่ต่ำกว่าก็ควรรู้ถึงคุณสมบัติของตัวเองหากยังมีข้อสงสัยในตัวข้าเช่นนั้นก็...”
เย่ฉีหันไปทางราชันทั้งห้าและจักรพรรดิสวรรค์ก่อนยิ้มเล็กน้อยและกล่าวขึ้นมา
“คุณสมบัติของข้าที่จะนั่งตรงนี้ให้พวกเจ้าตัดสินก็แล้วกันหากใครไม่เห็นด้วยก็ให้กล่าวออกมา!”
ราชันนรกเงียบไปราชันปีศาจแค่นเสียงไม่พอใจ ราชันอสูรยิ้มน้อยๆจักรพรรดิสวรรค์ยิ่งไม่มีสิ่งใดจะกล่าวมีเพียงท่านหญิงจากสมพันธ์เจ็ดดาวเท่านั้นที่กวาดสายตามองไปยังคนอื่นๆด้วยความสงสัย นางประหลาดใจตั้งแต่ที่เย่ฉีขึ้นมานั่งยังชั้นบนสุดแล้วไม่ต้องกล่าวถึงว่ายังมีราชันกระบี่ติดตามอยู่เบื้องหลังสายตาเพ่งพินิจไปยังร่างของเด็กชายที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยความอยากรู้อยากเห็นทว่าเย่ฉีกลับคล้ายเป็นทะเลลึกที่มองไม่เห็นก้น และในตอนนั้นสายตาของเย่ฉ๊ก็หันมาประสานเข้ากับนางทำให้ใบหน้าขาวนวลนั้นซีดขาวราวกับศพ!
“อะไรกัน?”
พึมพำออกมาได้เพียงประโยคเดียวเท่านั้นก็ต้องก้มหน้าลงไม่พูดไม่จาโคจรพลังปราณภายในร่างทำให้จิตใจสงบลง!เมื่อครู่นี้ราวกับว่าสายตาของนางประสบเข้ากับบางสิ่งที่น่าหวาดกลัวเหลือคณา!แน่นอนว่าเย่ฉีในตอนนี้ย่อมถูกราชันเหล่านี้บี้เป็นมดได้ในพริบตา ความแข็งของเขานั้นไม่ต่างอะไรไปจากเด็กพึ่งหัดเดินและยังถือว่าอยู่ในขอบเขตต่ำสุดของผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง!ทว่าจวินเซียงกลับใช้ความลึกล้ำทางจิตวิญญาณเพื่อที่จะตรวจสอบเย่ฉี แม้ว่าร่างเนื้อของเขาและพลังปราณจะอ่อนแอแต่จิตวิญญาณของเย่ฉีในจักรวาลนี้คงมีเพียงมหาปราชญ์ทั้งสี่เท่านั้นที่พอจะสามารถเทียบเคียงได้!
“ในเมื่อไม่มีใครคัดค้านเช่นนั้นก็เชิญผู้ดูแลต้วนกล่าวต่อ”
เสียงเย่ฉีดังกังวานออกมาราวกับบัญชาศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าขัดผู้นำของโลกระดับกลางทั้งสองได้แต่แค่นเสียงอย่างไม่พอใจก่อนนั่งลงเช่นเดิมต้วนชิงเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาราวกับได้ปลดเปลื้องภูเขาที่แบกเอาไว้!
“งานชุมนุมเขตแดนนั้นมีอยู่ด้วยกันห้าลำดับลำดับที่หนึ่งและสองข้าได้กล่าวไปแล้วหากมีผู้นำท่านใดต้องการคัดค้านเชิญกล่าวออกมาได้เลย”
“…”
“เช่นนั้นข้าจะประกาศลำดับต่อไปลำดับที่สามคือการแลกเปลี่ยนระหว่างโลก ธรรมเนียมยังเป็นเช่นเดิม เจ้าภาพจะได้หนึ่งในสิบส่วนของมูลค่าสิ่งของที่ถูกแลกเปลี่ยนลำดับที่สี่คือสงครามศักดิ์สิทธิ์ สงครามศักดิ์สิทธิ์จะไม่ส่งผลใดๆต่อลำดับขั้นของโลกและดวงดาวผู้ใดพึงพอใจสามารถส่งบัญญัติสวรรค์เดิมพันและทำสงครามได้...แต่สงครามศักดิ์สิทธิ์จะต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย!”
ข้อหลังนี่แน่นอนว่าทางโลกมนุษย์ได้ใช้อำนาจในการเป็นเจ้าภาพเพิ่มเติมกฎเข้าไปการที่งานชุมนุมครั้งนี้ดึงดูดผุ้คนมากมายรวมถึงเหล่าราชันก็เป็นเพราะการคงอยู่ของงานชุมนุมลำดับที่สี่!จิ้งจอกเฒ่าเหล่านี้แน่นอนว่าต้องการใช้สงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อชิงพระราชวังชนเผ่าโบราณที่เป็นของสืบทอดจากปราชญ์ฟ้าบูรพาเห่ยหมิงซานหยานถ้าหากจบลงที่โลกมนุษย์เสียไปก็คงไม่ได้น่ากังวลเท่าไหร่แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากนั้นพวกเขาจะห้ำหั่นกันเองเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการครอบครองพระราชวัง?เช่นนั้นการต่อสู้ของเหล่าราชันโลกมนุษย์จะสามารถแบกรับไหวได้อย่างไร?
“ข้าขอคัดค้าน!กฎเดิมไม่ควรเปลี่ยนแปลง!สงครามศักดิ์สิทธิ์แต่เดิมก็เป็นเหมือนการมอบบรรณาการให้กับโลกระดับสูงอยู่แล้วแต่เพื่อความชอบธรรมโดยรวมพวกเราจึงแทบจะไม่เคยเข้าร่วมสงครามศักดิ์สิทธิ์เลยแต่พอมาถึงตอนนี้เจ้ากลับคิดจะกลับกลอก?”
“ข้าก็ขอคัดค้าน!”
…..
เพียงพริบตาเดียวผู้นำเกือบทั้งหมดก็ยื่นคำคัดค้านออกมามีเพียงราชันอสูรและผู้นำโลกวิญญาณเท่านั้นที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดทว่าต้วนชิงหลิงกลับไม่ได้แสดงอาการหวั่นเกรงใดๆ ออกมา ตอนนี้ปลาได้กินเบ็ดแล้ว! เย่ฉีกวาดสายตามองไปยังคนอื่นๆก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยและกล่าวขึ้นด้วยน้ำจริงจัง
“เป็นเช่นนั้นจริงๆผู้ดูแลต้วนท่านทำเกินไปสำหรับเรื่องนี้แต่กฎที่บัญญัติแล้วย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ดังนั้น...เพื่อเห็นแก่หน้าทุกท่านโลกมนุษย์จะยอมรับคำท้าทายของใครก็ตามที่ยอมจ่ายสิ่งเดิมพันที่มีค่าสูงที่สุดและอย่างน้อยต้องมีค่ามากกว่าสิ่งที่เรียกร้องสองเท่า!”