การเดินทางดำเนินมาได้ 7 วัน เย่หยุนซีและหยุนฉางเยว่บัดนี้กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่บนรถม้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองพัฒนาไปในทิศทางที่ดีเอามากๆ ซึ่งมันดีถึงขนาดที่พวกเขาสามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเองให้อีกฝ่ายฟังได้
“นี่หยุนซี ถ้าหากแจ้งข่าวเสร็จแล้ว เจ้าช่วยไปสถานที่ๆหนึ่งกับข้าหน่อยได้หรือไม่” หลังจากพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ หยุนฉางเยว่ก็เอ่ยปากถามไถ่แกมขอร้อง
“หือ สถานที่ใดงั้นหรือ?” เย่หยุนซีตอบกลับด้วยคำถาม สายตาจับจ้องไปยังโฉมสะคราญด้วยความสงสัย
“นิกายท่วงทำนองสวรรค์” หยุนฉางเยว่กล่าวอย่างไม่ลังเลใจ ใบหน้างามที่เคยประดับรอยยิ้มหวานเอาไว้กลับกลายเป็นจริงจังในเสี้ยวพริบตา
ส่วนทางฝั่งเย่หยุนซีเมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูดมา เขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก ในหัวสมองเต็มไปด้วยคำถามที่ประดังเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดโหมกระหน่ำไม่ขาดสาย
“เพราะเหตุใด ท่านถึงอยากจะไปนิกายท่วงทำนองสวรรค์กันล่ะ?” เย่หยุนซีมิอาจหยุดยั้งความสงสัยของตนเองได้
“ในตอนแรกทุกขุมกำลังมองว่าพวกเรามิอาจชนะการแข่งขันได้จึงไม่อยากสานสัมพันธ์ แต่ทว่าตอนนี้กลับไม่เหมือนกัน พวกเราเป็นฝ่ายที่เข้าใกล้ชัยชนะมากที่สุด หากลงมือเชื้อเชิญพวกเขาย่อมต้องสนใจแน่” หยุนฉางเยว่อธิบาย
“แล้วทำไมต้องเป็นนิกายท่วงทำนองสวรรค์?” เย่หยุนซีเอ่ยถามอีกครา
“เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว มีสาสน์จากเมืองหลวงเขียนว่า นิกายบรรพตโลหิต วังหยาดพิรุณ และนิกายเทพสุริยันได้เข้าร่วมกับองค์ชายทั้ง 3 พระองค์เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นในตอนนี้จึงเหลือเพียงนิกายท่วงทำนองสวรรค์ที่วางตัวเป็นกลาง ข้าจึงต้องรีบฉกฉวยโอกาสเชื้อเชิญเพื่อสร้างสมดุลระหว่างกองกำลังของทั้ง 4 ฝั่งให้คงอยู่ไว้” คำตอบนี้! ทำเอาเย่หยุนซีแทบอยากจะหัวเราะและร้องไห้ออกมาในเวลาเดียวกัน
“อะแฮ่ม ได้ๆข้าจะไปกับท่าน” เขากล่าวออกมาเช่นนั้น หลังจากครุ่นคิดพิจารณาจนถ้วนถี่
หยุนฉางเยว่เผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจในทันที ก่อนที่ตัวนางจะสลัดเอาเรื่องงานออกจากหัวและเริ่มพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับว่าที่สามีอย่างออกรสออกชาติ
แต่ทว่า! หลังจากที่เวลาผ่านไปอีก 3 วัน พวกเขาก็ต้องคิ้วขมวดเป็นปม ใบหน้ากลับกลายเป็นจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอยู่ดีๆรถม้าก็หยุดชะงักไปดื้อๆโดยไม่มีสัญญาณเตือนอะไรจากทหารผู้คุมบังเหียน
“เกิดอะไรขึ้น หงเหมียน?” เย่หยุนซีตะโกนถามเสียงดัง
“เรียนนายน้อย องค์หญิง ที่สะพานข้ามแม่น้ำข้างหน้ามีชายชุดดำ 10 คนขวางทางพวกเราอยู่ขอรับ ตบะของพวกมันทั้งหมดอยู่ในระดับเบิกนภา” ทหารผู้คุมบังเหียนนาม หงเหมียน กล่าวรายงาน
“เบิกนภาสิบคน!” หยุนฉางเยว่ตะลึงงัน การเดินทางครานี้มันควรจะเป็นความลับไม่ใช่หรือ ไฉนจู่ๆถึงได้มีผู้แกร่งกล้าระดับนี้โผล่มาขวางทางได้กัน
ตัดภาพมายังด้านนอกกันบ้าง บัดนี้ทหารผู้คุมบังเหียนหงเหมียนกำลังเดินลงจากรถม้าไปเจรจากับอีกฝ่าย
“พวกเจ้าเป็นใคร? ต้องการอะไร?” ผู้เป็นทหารตะโกนถามเสียงดังลั่น
แต่ทว่า! ชายชุดดำเหล่านั้นไม่มีท่าทีที่จะตอบกลับแต่อย่างใด แถมยังกลายเป็นเงาพุ่งเข้าใส่รถม้าโดยไม่สนใจทหารเบื้องหน้าเลยสักนิด
“วาบ”
“บัดซบ! อย่าได้คิดจะแตะต้ององค์หญิงกับนายน้อย!!” หงเหมียนระเบิดพลังระดับเบิกนภาขั้น 7 พุ่งไปดักหน้าอีกฝ่าย
“พวกเจ้าไปเล่นกับมัน ข้าจัดการเหยื่อเอง” ชายชุดดำคนหนึ่งออกคำสั่งอย่างฉับไว ทำให้ชายชุดดำ 5 คนเข้าโรมรันปะทะกับหงเหมียนในทันที ส่วนชายชุดดำที่เหลืออีก 5 คนรวมถึงผู้เป็นหัวหน้ายังคงเคลื่อนกายไปยังรถม้า ดวงตาก่ำราวกับอสูรร้าย
แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้เข้าใกล้เป้าหมาย จิตอสูรฟินิกซ์พายุมรกตก็พลันพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับร่างของเย่หยุนซีและหยุนฉางเยว่ที่ยืนอยู่บนหลังของมัน
“หงเหมียน รีบถอยกลับไปส่งข่าวที่เมืองชายแดนซะ ไม่ต้องห่วงพวกข้า” เย่หยุนซีตะโกนคำสั่งออกมา หลังจากนั้นฟินิกซ์พายุมรกตก็สยายปีกบินข้ามแม่น้ำไปในทันที
ทางด้านหงเหมียนถึงแม้จะไม่อยากรับคำสั่งนี้ แต่ก็ต้องกำฟันกล่ำกลืนความอัปยศและรีบถอยกลับอย่างเร็วพลัน เพราะจำนวนศัตรูมันเยอะเกินกว่าที่เขาคนเดียวจะควบคุมได้
“บัดซบ! ไม่จำเป็นต้องตามมัน......เป้าหมายของพวกเราคือองค์หญิง!!” เหล่าชายชุดดำเต็มไปด้วยความรู้สึกเดือดดาลยิ่ง พวกมันไม่คิดตามหงเหมียนไปจริงๆแต่กลับเลือกตามฟินิกซ์มรกตของหยุนฉางเยว่ซึ่งเป็นเป้าหมาย
“ฉางเยว่ ท่านไหวหรือไม่” หลังจากบินมาพักใหญ่ เย่หยุนซีที่ยืนอยู่ข้างๆก็เอ่ยถามว่าที่ภรรยา
“ยังคงบินต่อได้อีกสักระยะ แต่ไม่น่าจะถึงเมืองถัดไป” หยุนฉางเยว่ผงกศีรษะพลางตอบกลับ ทั้งๆที่ใบหน้าของนางซีดเซียวเต็มที
เมื่อได้ยินดังนี้ ชายหนุ่มก็หันขวับไปมองด้านหลัง สิ่งที่เขาเห็นคือเงาร่าง 10 ร่างที่ยังคงไล่ตายมาติดๆ
‘ระดับเบิกนภาขั้นที่ห้า 6 คน, ระดับเบิกนภาขั้นที่หก 3 คน, ระดับเบิกนภาขั้นที่เจ็ด 1 คน เด็กน้อยอย่าได้คิดอะไรโง่ๆเด็ดขาด’ เทพธิดาเซียนเหยาเตือนราวกับรู้ล่วงหน้า
‘แต่หากข้าไม่ทำ พอฉางเยว่พลังปราณหมดพวกมันก็ตามทันอยู่ดีนะขอรับ’ เย่หยุนซีตอบกลับอย่างรนราน
‘เด็กน้อย เจ้ามีแผนการในใจอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะหนีตามหยุนฉางเยว่มาทำไมล่ะ จริงไหม’ เทพธิดาเซียนเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เพราะแผนในใจที่ท่านเทพธิดาว่ามันเสี่ยงเอามากๆ
‘เอาก็เอา!’ หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ฉายแววมุ่งมั่น
“ฉางเยว่ เชื่อใจข้า บินไปทางขวาเต็มกำลัง” เขาจับมือโฉมสะคราญพลางกล่าวด้วยความมั่นใจ
หยุนฉางเยว่ดวงตาเบิกกว้างในทันใด “หยุนซี เจ้าจะบ้าหรือ!! นั่นมันป่าต้องห้าม!!”