ซูอันหนิงลืมตาขึ้นมาตอนเช้า พบว่าตนเองนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับจูเกาเซวียน หนุนหมอนใบเดียวกัน แลกไออุ่นกัน
นางกะพริบตา ราวกับจะให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้กำลังฝันอยู่ ทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ในท่านี้...
เหตุใดเขาถึงยังไม่ลุกออกไปอีก ทุกวันเขาจะต้องจากไปก่อนที่นางจะตื่นเสมอเลยนี่นา!
หญิงสาวขยับปลายนิ้วเบาๆ ก้มลงมองมือใหญ่ที่สอดประสานสิบนิ้วกับมือนาง ซ้ำนางยังกอดแขนข้างนี้ของเขาเอาไว้แนบแน่น!
ในอกของซูอันหนิงสั่นสะท้าน ความอบอุ่นที่ล้อมวนอยู่รอบกายช่างคุ้นเคย ในยามครึ่งหลับครึ่งตื่นของทุกคืนที่ผ่านมา นางก็รู้สึกว่าตนเองถูกโอบกอดเอาไว้ในอ้อมแขนกว้างที่แสนอบอุ่นเช่นนี้
นั่น...นั่นคงจะไม่ใช่ เรื่องจริงหาใช่ฝันกระมัง
ความคิดนี้เมื่อผุดขึ้นมาแล้วกลับยากที่จะสลัดทิ้ง ทำให้หัวใจของนางเต้นแรงเกินปกติ นางรีบกางฝ่ามือปล่อยแขนของเขาออกราวกับปล่อยของร้อน พอขยับตัวก็สัมผัสได้ถึงแรงเต้นของหัวใจที่สั่นสะเทือนแผ่นหลัง ร่างนางแข็งค้าง ลมหายใจติดขัด เหมือนติดอยู่ในกล่องแคบๆ ใบหนึ่ง
ความคิดสับสนวกวนไปหมด...เป็นนางที่แย่งผ้าห่มเขา หรือเขามาแย่งผ้าห่มนางกันแน่!
คนผู้นี้คิดจะทำอะไรกัน?
ไม่รู้เพราะเหตุใด ก้อนสะอึกถึงได้มาจุกที่คอหอย ซูอันหนิงกะพริบตาไล่ฝ้าน้ำตาถี่ๆ
น้อยเนื้อต่ำใจหรือ
นางตาโต ตกใจกับความคิดของตัวเอง
ข้าจะน้อยเนื้อต่ำใจด้วยเหตุใด เดิมทีก็ไม่ได้รักใคร่ผูกพันกันเสียหน่อย เขาจะแต่งชายารอง ข้าจะทำอันใดได้
แม้ในใจจะต่อต้านไม่ยอมรับ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟัง เสียงสะอื้นพลันหลุดออกมาพร้อมลมหายใจเข้า-ออก
ใบหน้าเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปมาหลายหลาก เดี๋ยวก็ทำตาโตคล้ายคนตื่นตกใจ ต่อมากลับขมวดคิ้ว มุมปากคว่ำลง ก่อนที่นางจะหลุดเสียงสะอื้นออกมา
จูเกาเซวียนนอนมองนางอย่างเพลิดเพลิน ไม่ขัดขวางความคิดของนางแม้แต่น้อย พอเห็นดวงตาของนางแข็งขึงหลังกลั้นสะอื้น จึงได้ขยับตัวดึงแขนที่นางใช้แทนหมอนหมุนออกมาช้าๆ อาการชาซ่านไปทั้งแถบเขาก็ไม่สะเทือน
เห็นนางขยับตัว เขาจึงก้มลง จุมพิตเบาๆ ที่ขมับนาง กระซิบเสียงทุ้มข้างหูนาง
“วันนี้ข้าเข้าวัง อาจจะกลับดึกหน่อย หากออกมาได้ ข้าจะมาเฝ้าปีกับเจ้า”
พูดจบเขาก็ลุกออกไป ไม่อยู่ฟังวาจาของนางแม้แต่น้อย
ราวกับกลัวว่าพระชายาของตนจะลุกขึ้นมาปาผ้าห่ม ขว้างหมอน ไล่เขาออกไปนอนที่อื่นอย่างไรอย่างนั้น
ซูอันหนิงกลับไม่อาจลุกขึ้นมาทำเช่นนั้นได้ ยามนี้ร่างของนางแข็ง ค้างกลายเป็นเป็นหินไปแล้ว
รถม้าจากจวนฮั่นอ๋องแล่นเข้ามาจอดที่ลานหลวง ร่างสูงสง่างามก้าวลงมาจากรถ เขาขยับแขนเสื้อกว้างเล็กน้อยเมื่อลงมายืนบนพื้น ไม่นานรถของจ้าวอ๋องก็มาจอดด้านข้าง
“พี่รอง เหตุใดไม่เห็นหวางเฟย” จูเกาซวนเอ่ยถามพลางหันไปมองรอบๆ
คิ้วตาจูเกาเซวียนอ่อนโยนลงยามเอ่ยถึงพระชายา “นางยังป่วยอยู่ ไม่อาจมาเฝ้าปีได้หรอก”
จ้าวอ๋องชะงักมองอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน เดิมเขาไม่แตะหัวข้ออ่อนไหวเหล่านี้เลย แต่ระหว่างพี่ชายคนรองกับพี่ชายคนโต เขาสนิมสนมกับพี่ชายรองมากกว่า เขาไม่คิดร่วมการแก่งแย่งชิงดีกับฝ่ายใดก็จริง แต่ความห่วงใยย่อมมีให้ฝ่ายหลังมากหน่อย จึงอดเอ่ยถามอย่างระมัดระวังไม่ได้
“พี่รองดูรักใคร่พี่สะใภ้มาก...”
ยังพูดไม่จบรถม้าจวนองค์รัชทายาทก็แล่นมาจอดเทียบอีกด้าน จ้าวอ๋องจึงหยุดพูด จูเกาเซวียนเลื่อนมือข้างหนึ่งเข้าไปในแขนเสื้อกว้าง ลูบของสิ่งหนึ่งเบาๆ
รัชทายาทลงมาจากรถม้าคันหน้า เช่อเฟยลงมาจากรถม้าคันด้านหลัง ถึงอย่างไรฐานะนางก็ไม่อาจร่วมราชรถคันเดียวกันกับองค์รัชทายาทได้
สายตาของจูเกาเซวียนเลื่อนผ่านนางไปคล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนา เขายิ้มประสานมือคารวะองค์รัชทายาท
“ถวายพระพร องค์รัชทายาท”
จูเกาซียิ้มบาง พยักหน้ารับ “ตามสบายเถิดน้องรอง น้องสาม”
จางลั่วหลิน ยอบกายคารวะไปทีละคน “ถวายพระพรฮั่นหวาง จ้าวอ๋อง” จากนั้นจึงหันกายไปคารวะ พระชายาจ้าวอ๋อง
จูเกาเซวียนพยักหน้ารับเล็กน้อย จนแทบมองไม่ออก จากนั้นก็หันไปถามองค์รัชทายาท “ไท่จื่อเฟย เป็นเช่นไรบ้าง ใกล้คลอดหรือยังพ่ะย่ะค่ะ”
จางลั่วหลินหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อย เพราะสายตาเมื่อครู่ของอ๋องฮั่น เฉยเมย ว่างเปล่า มองกราดผ่านไปราวกับนางไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนี้ ปีนั้น...ครั้งที่พวกเขาเพิ่งถูกจับคู่ ไม่ว่าจเป็นสายตา วาจา ยามเมื่อสนทนากับนาง เขาจะทุ่มความสนใจมาที่นางเพียงคนเดียว แม้จะเป็นแววตาคลางแคลงในบางคราว ทว่ากลับเต็มไปด้วยความกระตืนรือร้นที่จะค้นหาบางสิ่ง
นางกระหยิ่มย่องใจมาตลอด คิดว่าเขาสนใจนางมาก จนอยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับนาง แล้วสายตาเมื่อครู่มันหมายความว่าอย่างไร
ดูถูกนางเช่นนั้นหรือ เขาปฏิเสธนางเอง แต่งกับสตรีอื่นเอง แล้วนางจะแต่งกับผู้อื่นไม่ได้หรือ
สายตาดูแคลนนั้นมันหมายความว่าอย่างไร!
ในอกของจางลั่วหลินเหมือนมีเพลิงกองหนึ่งกำลังลุกท่วม จนสาดประกายแสงร้อนระอุออกมาทางดวงตา ทว่านางก็สามารถกลบเกลื่อนเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว มีเพียงชายแขนเสื้อที่ถูกกำแน่น
“อีกไม่กี่เดือนก็จะคลอดแล้ว น้องรอง น้องสาม พวกเจ้าก็รีบๆ เข้าล่ะ” องค์รัชทายาทตอบด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น เสียงหัวเราะไม่ปกปิดความเบิกบานใจแม้แต่น้อย
จ้าวอ๋องหันไปมองพระชายาของตนด้วยแววตามีความหมาย แย้มริมฝีปากเล็กน้อย “หม่อมฉันขยันเพียงนี้ บางทีหวางเฟยอาจท้องแล้วก็ได้ ผู้ใดจะรู้ ฮ่าๆ”
บรรยากาศทางฝั่งขององค์ชายทั้งสามคล้ายปรองดอง เหล่าขุนนางที่มาถึงต่างมองมาด้วยสายตาประเมิน
“วันนี้ฮั่นหวางเฟยก็มาไม่ได้หรือ” องค์รัชทายาทส่งเสียงคล้ายประหลาดใจ น้ำเสียงดังพอที่จะทำให้ขุนนางที่อยู่ไม่ไกลได้ยินชัดเจน
จูเกาเซวียนยิ้มเศร้าตอบ “พ่ะย่ะค่ะ ป่วยครั้งนี้นอกจากร่างกายได้รับบาดเจ็บแล้ว ก็ถูกกระเทือนจิตใจจากข่าวลือที่ไม่จริงอีก อาการจึงยิ่งแย่ลง”
องค์รัชทายาทถอนหายใจ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ “ยิ่งป่วยนานยิ่งกระทบร่างกาย ไม่แปลกที่น้องรองจะร้อนใจเรื่องชายารอง หวังให้นางช่วยแบ่งเบาภาระชายารักสินะ สตรีจวนฮั่นหวางช่างมีวาสนายิ่งนัก”
คำพูดขององค์รัชทายาทราวกับประกาศยืนยันข่าวลือ จูเกาเซวียนกำมือแน่น ดวงตาวาววับราวกับแสงกระบี่ที่ชักออกจากฝัก ก่อนจะราบเรียบลงดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหล่าขุนนางที่กำลังเดินเข้าประตูต่างพากันชะลอฝีเท้า เดินช้าลงโดยไม่ได้นัดหมาย
จูเกาเซวียนยิ้ม ไปไม่ถึงดวงตา กล่าวว่า “หม่อมฉันยังไม่ได้คิดเรื่องชายารองแม้แต่น้อย ชายาเอกทุ่มเทดูแลเรือน บุรุษดูแลนอกเรือน ยามนี้เรื่องนอกเรือนกระทบพระชายา กระหม่อมจึงต้องปัดเป่าให้นางจึงจะถูก เรื่องรับชายารองล้วนเป็นข่าวลือไม่มีมูลพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาซวนนิ่งเงียบ มองสองบุรุษปะทะฝีปากกัน ส่วนเขาไม่พูดสักคำราวกับเป็นเพียงต้นสนต้นหนึ่งที่ไม่กระทบผู้ใดทั้งนั้น
องค์รัชทายาทอมยิ้ม นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก็หัวเราะออกมา เอ่ยสัพยอกว่า “เอาน่าไม่รับก็ไม่รับ ถึงอย่างไรน้องรองก็ไม่จำเป็นต้องรีบ เข้าข้างในกันเถอะ”
คลื่นพายุระลอกแรกผ่านไปเช่นนี้ ทว่าหัวข้อสนทนากลับไม่ได้จบลงจริงๆ เหล่าขุนนางบางกลุ่มยังคงยกเรื่องที่ฮั่นอ๋องมีข่าวลือข้องเกี่ยวกับบุตรสาวจวนรองแม่ทัพหวังมาสนทนาอย่างตั้งข้อสงสัย
ขณะองค์รัชทายาทเดินนำขบวนบุรุษเดินเข้าสู่ท้องพระโรงเพื่อถวายพระพร
การที่พระชายาฮั่นอ๋องไม่ปรากฏกายในวันนี้ ทำให้ขุนนางหลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ สายตาหลายคู่แอบเลื่อนไปทางรองแม่ทัพหวังบ่อยๆ ทว่าท่าทีของฮั่นอ๋องไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษกับผู้ใด
เมื่อถึงเวลาถวายบรรณาการจากแคว้นใต้อาณัติ เครื่องบรรณาการก็ถูกยกเข้ามาพร้อมราชทูต
การถวายบรรณาการผ่านไป ก็เป็นการถวายของกำนัลถวายปีใหม่
“จวนฮั่นหวาง ถวายของกำนัลเฝ้าปี!”
เสียงประกาศของขันทีดังขึ้น
“ฮั่นหวางเฟยประชวร ไม่อาจเข้าเฝ้า โปรดรับของกำนัลแทนตัว น้ำมันหอม ‘เหมยเซียง’ หนึ่งหีบ... ผลิตจากเหมยฤดูหนาวเพียงหนึ่งครั้งต่อปี
ธูปหอม ‘วิญญูชน’ สามกล่อง... กลิ่นโปร่งเย็น ใช้ในห้องหนังสือ ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง ถุงอุ่นมือหนังกวางปักลายเมฆมงคลสองคู่ เหมาะสำหรับสวมนอกพระราชฐานให้ความอบอุ่น...ขอถวายพระพรฮ่องเต้หมื่นปี ฮองเฮาพันปี!”
กลางท้องพระโรง คือหีบของขวัญที่ทำจากไม้สน ขัดเคลือบวาดลายลงรักปิดทอง ดูหรูหรา ฝาหีบถูกเปิดออก กลิ่นหอมของน้ำมันหอมโชยออกมา หลายคนเผลอสูดดมเบาๆ
ในหีบใบใหญ่ เรียงไว้ด้วยโถสีขาวใสขนาดเท่ากำปั้นสตรี ปิดฝาด้วยจุกไม้สนเคลือบขี้ผึ้ง เรียงรายอยู่ในกล่องบุผ้านุ่มกันกระแทกได้ดี
ด้านข้างคือกล่องแบนสามกล่อง เมล็ดเครื่องหอมขนาดเล็กคล้ายหยดน้ำวางเรียงอยู่ในร่องบุผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม
กล่องสุดท้ายมีขนาดกลางๆ ถุงมือหนังกวางวางเป็นคู่
เหล่าขุนนางมองของกำนัลจากจวนฮั่นอ๋อง กลิ่นของน้ำมันที่โชยออกมา เหมาะสมจะเป็นของกำนัลอย่างยิ่ง ถุงมือหนังกวางคือสินค้าเป็นที่นิยมในยามนี้
แต่สิ่งที่เรียกว่า ‘ธูปวิญญูชน’ ธรรมดาไปหรือไม่
มีคนใคร่รู้พึมพำขึ้นเบาๆ “ธูปวิญญูชน ตั้งชื่อได้...”
ฮ่องเต้มองของกำนัลจากพระชายาฮั่นอ๋อง มองดูก็รู้นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฮั่นอ๋องจัดเตรียม พระองค์หัวเราะขึ้นเบาๆ “เราก็อยากรู้ ธูปวิญญูชนนี้ จะสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เด็กๆ จุดธูป”